เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส
หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น
โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ
พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาลผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง
Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:
- Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
- Arc 2: Mardi Himal
ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที
ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้
บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:
- Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
- Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
- Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
- Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม
บทความนี้ คือ 👉 Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail
ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน
สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 10 เลยก็ได้ 👍
- 🗺️ Quest Map
- 🧳 Preparation
- 👤 Characters
- ⏮️ Previously …
- ⏯️ Resume
- 🌳 Day 10. Longest Day: Jhinu Danda to Forest Camp
- 🗻 Day 11. Darkest Night: Forest Camp to High Camp
- 🏔️ Day 12. Himal Light, Part 1: Mardi Viewpoint
- ⏭️ To Be Continued …
- 🙏 End Credits
🗺️ Quest Map
Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 1 | Bangkok | Kathmandu | Flight |
| 2 | Kathmandu | Kathmandu | – |
| 3 | Kathmandu | Pokhara | Coach |
| 4 | Pokhara | Chhomrong | Jeep + Trekking |
| 5 | Chhomrong | Dovan | Trekking |
| 6 | Dovan | Deurali | Trekking |
| 7 | Deurali | ABC | Trekking |
| 8 | ABC | Bamboo | Trekking |
Arc 2. Mardi Himal:
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 10 | Jhinu Danda | Forest Camp | Jeep + Trekking |
| 11 | Forest Camp | High Camp | Trekking |
| 12 | High Camp | Mardi Viewpoint | Trekking |
| 13 | High Camp | Pokhara | Trekking + Jeep |
| 14 | Pokhara | Kathmandu | Coach |
| 15 | Kathmandu | Bangkok | Flight |
🧳 Preparation
ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇
👤 Characters
แนะนำตัวละครใน Quest:
.
🗿 Hero Guild: Main Party
1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)
- Class: Newbie Trekker
- Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
- Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว
2️⃣ ตรี
- Class: Veteran
- Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
- Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)
3️⃣ พี่นัน
- Class: Party Leader ✊
- Trait: คนเริ่ม Quest
- Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
- Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.
4️⃣ พี่อู๋
- Class: Endurance Tank 🛡️
- Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
- Passive: พลังลมปราณจากภายใน
.
👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
1️⃣ Arbin
- Class: Tour Master
- Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
- Language: Nepali, English, Thai
2️⃣ Ro & Anup
- Class: City Guide
- Skill: Urban Navigation
- Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
- Language: Nepali, English, Thai
3️⃣ Sona
- Class: Mountain Guide
- Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
- Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)
4️⃣ Dorji & Furlakpa
- Class: Porter (Real MVP 🏆)
- Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
- Language: Nepali, English (listening > speaking)
.
🌏 NPC
- พนักงานโรงแรม
- เจ้าของที่พัก
- คนเดินเขาคนอื่น
⏮️ Previously …
ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:
⏯️ Resume
0%Initialising world map ...30%Spawning players at Jhinu Danda ...90%Loading mountain range ...
🌳 Day 10. Longest Day: Jhinu Danda to Forest Camp
.
🎬 Part I. Start
แผนแรกของเรา คือ เดินจาก Jhinu Danda ไปที่ Forest Camp ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง และไม่มีวิวอะไรให้ดูนอกจากต้นไม้
ดูจากความเร็วในการเดินของเรา Sona มีทางเลือกให้ว่า เราจะทำตามแผนเดิม ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องเร่งฝีเท้าขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น เราจะไปถึง Forest Camp ตอนมืดแล้ว
หรือเราจะนั่งรถไปที่ Pitam Deurali และเดินต่อไป Forest Camp ซึ่งจะใช้แรงและเวลาน้อยลง แต่ต้องจ่ายเงินค่ารถเพิ่ม
หลังจากปรึกษากันเองแล้ว เราก็ตกลงเลือกวิธีที่สอง เพราะเมื่อเทียบกับ ABC แล้ว Mardi Himal ได้ชื่อว่าเป็น baby trekking เราตั้งใจจะให้การเดินครึ่งหลังเป็นไปอย่างชิล ๆ
.
== Daily Quest ==[ ] Jhinu Danda -> Pitam Deurali (🚙 2–3h)[ ] Pitam Deurali -> Forest Camp (🥾 3–4h)
.
ตอนที่ผมออกมาจากห้อง Dorji กับ Furlakpa ยืนรอเก็บกระเป๋าเราอยู่แล้ว

🏔️ Altitude1,780m
“อรุณสวัสดิ์” Sona ทักเมื่อผมเดินไปหาที่ห้องอาหาร
“อรุณสวัสดิ์” ผมตอบ
เข่าผมยังมีอาการเหมือนเดิม ทำให้ยังเดินลงได้ลำบาก เพราะต้องก้าวขาขวานำก่อนทุกครั้ง แค่ลงบันไดจากห้องไปที่ห้องอาคารไม่กี่ขั้นก็ลำบากแล้ว
== Player Status ==⚠️ Right Knee InjuryDescend Speed ---
“ขอโทษที” พี่นันพูดกับ Sona เมื่ออกจากมาห้อง “นันวิ่งไปวิ่งมาเก็บถุงนอนแล้วก็เสื้อเข้ากระเป๋า ทำเท่าไรก็ไม่เสร็จ”
“ไป ไป” Sona ให้สัญญาณออกเดิน
“มันตามมาด้วย” ตรีพูด เพราะหมา 2 ตัวที่อยู่ที่ tea house เดินหลังเรามา
เส้นทางเป็นทางขาลง ทำให้ผมอยู่รั้งท้ายกลุ่ม เส้นทางขรุขระ เต็มไปด้วยดินและทราย ก้อนอึที่ตัวล่อทิ้งไว้เป็นอุปสรรคตามทางก็ไม่ได้ช่วยให้ผมเดินง่ายขึ้นเลย
(เหมือนกับ Subway Surfer แต่ต้องหลบอึแทนรถไฟ 😂)

.
🫏 Part II. The Mules
มาถึงทางโค้งจุดหนึ่ง เราก็เห็นจุดกำเนิดของก้อนอึ
ขบวนล่อขนของกำลังเดินสวนขึ้นมาบนทางที่เราเดิน Sona ส่งสัญญาณให้ทุกคนหาที่หลบ
พี่อู๋กับพี่นันพ้นโค้งไปแล้ว และหลบอยู่ที่มุมศอกอีกโค้งหนึ่ง
Sona กับคนเนปาลที่ Sona ชวนคุยระหว่างทางหลบอยู่ที่โค้งแรก
ผมกับตรีอยู่เลยมา เพราะไม่มีข้างทางให้หลบ เราเลยพยายามชิดผนังดินด้านขวามือให้ได้มากที่สุด (เพราะซ้ายมือเป็นขอบทางที่ทิ้งดิ่งลงไปโค้งข้างล่างที่พี่อู๋กับพี่นันยืนอยู่)
ตอนขาขึ้น ผมสังเกตว่าล่อไม่ได้มี awareness ถึงของที่อยู่บนหลัง ทำให้บางครั้งก็เดินเอาของไปกระแทกกับข้างทาง
ถ้าไม่ระวัง เราจะโดนของฟาดเอาได้เหมือนกัน
และของแต่ละอย่างที่ล่อแบกมาก็ไม่ใช่เล่น ๆ
== Mule Supply ==⛽️ Gas Tank🌾 Rice🤧 Tissue
พี่อู๋กับพี่นันปลอดภัยดี เพราะทางเว้งตรงนั้นมีที่พอให้ล่อเข้าโค้งได้ ส่วนตรง Sona ไม่โชคดีเท่าไร คนเนปาลที่อยู่กับ Sona ถูกถุงข้าวสารบนล่อตัวหนึ่งชนเข้าจนเสียหลัก โชคดีที่ Sona ช่วยคว้าตัวไว้ได้
ผมกับตรีเกือบไม่รอด มีหลายครั้งที่ถังแก๊สเฉียดเข้ามาใกล้ ตรีซึ่งไม่มีที่ยืน เอาไม้เดินเข้าปักลงกับดินและหันหลังให้กับทางเดิน พยายามทำตัวให้เล็กด้วยการย่อตัวเพื่อให้ล่อเดินผ่านไปได้ แต่ด้วยความพยายามเลยทำให้ดูเหมือนกำลังนั่งส้วมขณะที่ล่อเดินผ่านไป
พี่อู๋กับพี่นันที่ยืนอยู่ข้างล่างได้แต่มองขึ้นมาอย่างขำขัน
.
🐶 Part III. Send-Off Party

เรามาถึงสะพานเหล็กที่เราเดินข้ามในวันแรกสุด หมาทั้ง 2 ตัวที่เดินตามมาหยุดส่งเข้าที่ต้นสะพาน เพราะตรงจุดนั้น ตัวสะพานลดระดับต่ำลงไป ทำให้หมาไม่กล้าเดินต่อ โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็ก

เจ้าตัวใหญ่เห็นเราเดินลงไปบนสะพานแล้วก็วิ่งขึ้นบันไดกลับไปบนเขา ส่วนเจ้าตัวเล็กอยากจะตามมาด้วย แต่ไม่กล้าลงมาบนสะพาน ได้แต่ร้องเสียงหงิง ๆ

พอเดินมาได้ครึ่งสะพาน ผมก็เห็นเจ้าตัวเล็กเอาชนะความกลัว กระโดดลงมาบนสะพานได้ คราวนี้ผมสงสัยว่ามันจะกลับขึ้นไปได้ไหม เพราะต้นสะพานยกระดับสูงจากสะพานอยู่ระดับหนึ่ง
พอหันกลับไปอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กก็กลับขึ้นไปบนเขา ปล่อยให้เราเดินไปกันเองต่อไป
.
รถ Jeep มารอรับพวกเราที่ tea house ที่เราลงรถมาวันแรก
“มีใครจะเข้าห้องน้ำมั้ย?” Sona ถาม
พี่นันฝากกระเป๋ากับพี่อู๋แล้วก็รีบไปเข้าห้องน้ำที่ tea house
ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้นสูง ส่งแสงเป็นลำผ่านภูเขาที่เราเพิ่งพิชิตมาได้

โหลดของขึ้นรถและคนขึ้นรถกันแล้ว เราก็ออกเดินทางไปที่ Pitam Deurali
.
🌳 Part IV. Stuck
เราย้อนผ่านทางเดินรถวันแรกที่เรามา และเลี้ยวไปอีกเส้นทางหนึ่ง คนขับใช้มือถือเป็นช่วง ๆ คุยกับใครสักคนเป็นภาษาเนปาล พอเห็นคนข้างทางก็จะจอดรถถาม ดูเหมือนคนขับรถจะไม่รู้ทางที่จะไปส่งเรา
มาถึงทางแยกในป่า คนขับยกหูโทรศัพท์อีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย คนขับตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวา ตามป้ายบอกทาง
เรามาจอดที่หน้าวัดแห่งหนึ่ง คนขับพยายามโทรศัพท์หาใครสักคนปลายทางอีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย เราไปกันต่อ
เส้นทางเป็นโคลนเละ เป็นไปได้ว่าที่นี่มีฝนตกเมื่อไม่นานมานี้ รถวิ่งผ่านมาได้จนจุดหนึ่งก็ติดหล่ม คนขับพยายามเร่งเครื่องเท่าไรก็ไปต่อไม่ได้ Sona กับ Dorji และ Furlakpa เลยลงไปช่วยกันดัน และขอให้เราลงจากรถด้วย

แต่ไม่ว่าจะดันกันเท่าไรก็ไปต่อไม่ได้ เพราะล้อหลังหมุนฟรีในพื้นโคลน Sona กับทีมพยายามเอาหินและใบไม้และกิ่งไม้ข้างทางมาลองใต้ล้อ ช่วยกันอยู่นานรถก็เคลื่อนต่อได้
เรากลับขึ้นมาบนรถ Sona เปลี่ยนให้เราไปนั่งแถวหลังสุด เพื่อให้ Sona กับทีมออกจากรถได้ง่าย เผื่อจะต้องเข็นรถกันอีก
แล้วก็เป็นไปตามนั้น เพราะขับมาประมาณ 100 เมตร รถก็ติดหล่มอีกครั้ง
“ให้เราลงมั้ย?” พี่นันถาม Sona
Sona ทำท่าปางห้ามญาติ
ครั้งนี้ รถติดหล่มไม่ยอมหลุด Sona, Dorji, กับ Furlakpa ชัดกันลองล้อและดันรถแล้ว รถก็ไม่ขยับไปไหน
“ให้เราลงมั้ย?” พี่นันถามอีกครั้ง
“นั่งไปก่อนไป” Sona บอก “เราต้องการน้ำหนัก”
== Player Status ==Hunger 🔴
ผมหยิบ power bar ออกมาจากกระเป๋าที่อุ้มอยู่มากิน พี่นันกับตรีหันมามอง
“Sona บอกว่าต้องใช้น้ำหนักนี่” ผมตอบ (ตั้งแต่ออกมาเรายังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลย)
คนขับหยิบแผ่นรองเท้าไปจากแถวคนขับส่งให้ Sona พอยังไม่ช่วยให้รถขยับ ก็หยิบแผ่นจากแถวกลางส่งให้ด้วย
มีชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา จากการแต่งตัวและเครื่องมือติดตัวดูเหมือนจะเป็นคนหาของป่า ชาวบ้านคนนี้ใช้มีดติดตัวตัดกิ่งไม้จากข้างทางมาช่วงรองใต้ล้อ
“คุณช่วยกันโยกรถ” คนขับพูดเป็นภาษาอังกฤษกับเราที่นั่งอยู่หลังสุด
“โอเค” ผมตอบ
คนขับเหยียบคันเร่ง เราโยกตัวให้รถโคลงเคลงไปมา แต่รถก็ยังติดอยู่ที่เดิม
แล้วเราก็เห็นชาวบ้านอีกคนเดินมาทางเรา และมาช่วยดูว่าจะทำยังไงให้รถหลุดจากหล่มได้บ้าง
“สักพักคงมาช่วยกันหมดหมู่บ้าน” ผมหัวเราะ
“ลงจากรถ” Sona บอก
“สักที” ผมพูด

อากาศนอกรถเย็นสบายเพราะอยู่ในป่า บนพื้นเต็มไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้ที่ทุกคนเอามาวางรองล้อ รวมทั้งแผ่นรองเท้าที่ตอนนี้เลอะโคลนจนกู่ไม่กลับแล้ว
ผมกับตรีช่วย Sona กับคนอื่นดันรถ คนขับเร่งเครื่อง รถขยับเล็กน้อย แต่พื้นลื่นมากจนเท้าผมไหลไปข้างหลังและเกือบหน้าทิ่มโคลน พี่นันที่ยืนอยู่ข้างหลังมาช่วยดันหลังเอาไว้
ผ่านมากว่า 1 ชั่วโมง เรายังติดอยู่ที่เดิม Sona บอกให้เรากลับขึ้นรถ
“เราจะไปอีกทาง” Sona พูด
คนขับพูดอะไรบางอย่างกับชาวบ้านคนแรกที่มาช่วย (ชาวบ้านอีกคนหายไปแล้ว) และยื่นเงินให้ ผมโค้งหัวขอบคุณชาวบ้านคนนั้น ตรียกมือไหว้ ส่วนพี่นันโบกมือบาย ๆ แล้วก็ปีนขึ้นรถกัน

“แล้วแผ่นรองละ?” ผมถาม
“ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ” Sona ตอบ
ผมหยิบทิชชู่เปียกส่งให้ทุกคนเช็ดมือ Dorji กับ Furlakpa เช็กเสร็จแล้วก็โยนออกนอกหน้าต่าง
“เขารู้ใช่มั้ยว่า มันไม่ย่อย?” พี่นันพูด
“ผมว่าน่าจะไม่รู้”
.
🍔 Part V. Pitam Deurali
เราย้อนกลับมาทางเดิมจนถึงทางแยก ครั้งนี้คนขับเลี้ยวไปทางซ้าย
เส้นทางเป็นโคลนและขรุขระจนเราเด้งไปเด้งมาบนเบาะรถเหมือนเดิม แต่รถวิ่งไปได้เรื่อย ๆ ไม่ติดขัด ไม่นานเราก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

“เราต้องเดินต่อไปนิดหนึ่ง” Sona บอก
ทุกคนสะพายกระเป๋าแล้วก็ออกเดินตาม Sona ไป
บรรยากาศของเส้นทางนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนดอยที่เมืองไทย ทั้งอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป เส้นทางที่เป็นดินคลุกฝุ่น ป่าไม้รอบตัว และวิวภูเขาที่เป็นสีเขียวและฟ้าข้างล่าง ซึ่งแตกต่างจากวิวภูเขาบนเส้นทาง ABC อย่างสิ้นเชิง
ไม่นานเราก็มาถึง tea house ที่ Pitam Deurali ที่เราจะพักกินข้าวกัน
== Daily Quest ==[/] Jhinu Danda -> Pitam Deurali (🚙 2–3h)[ ] Pitam Deurali -> Forest Camp (🥾 3–4h)
Tea house ดูใหม่กว่าที่อื่น ๆ ที่เราเคยเจอมา ห้องอาหารดูใหม่และสะอาด เหมือนเป็น lounge ของนักท่องเที่ยวทั่วไปมากกว่าห้องอาหารของนักเดินเขา
แม้กระทั่งหน้าตาเมนูก็เปลี่ยนไป จากปกติที่เป็นเมนูสีขาวเรียบ (เมนูบน ABC หน้าตาเหมือนกันหมด) ครั้งนี้ มีภาพ Annnapurna แสดงให้ดูยิ่งใหญ่อยู่บนหน้าปก
🏔️ Altitude2,100m

เราสั่งแฮมเบอร์เกอร์มา 2 จานและบะหมี่อีกจาน พร้อมกับ masala tea ขนาด thermos ซึ่งผมแชร์กับพี่อู๋ 2 คน เพราะพี่นันกินเครื่องเทศไม่ได้ และตรียังไม่อยากกิน
ระหว่างรออาหาร ตรีกับ Sona เล่นเกมกระดานที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน จากการสังเกต เกมดูเหมือนสนุกเกอร์ แต่เปลี่ยนจากลูกมาเป็นเหรียญแทน และแต่ละคนจะยิงเหรียญได้จากเส้นของสี่เหลื่ยมกลางกระดานเท่านั้น
“มาช่วยเล่นหน่อย” Sona พูด
“ช่วยตรีอะนะ?” ผมถาม
“ช่วยผมสิ”
“จะช่วยคุณทำไม? ต้องช่วยตรีหรือเปล่า?”
ผมไม่รู้ว่าใครนำอยู่ แต่ตรีที่ไม่เคยเล่นมาก่อนน่าจะเสียเปรียบ Sona ที่น่าจะเคยเล่นมานานแล้ว
“ชิน์” พี่นันเรียก “เขาเพิ่งเอาขนมปังมา”
พนักงานเพิ่งถือขนมปังสำหรับแฮมเบอร์เกอร์เดินเข้าครัวไป
“ที่นานน่าจะกำลังเลี้ยงไก่อยู่” ผมพูด
เรารออาหารนานจนหิวไปหลายรอบ เช่นเคย Sona ให้ Dorji เตรียมตัดแอปเปิลมาให้เรารองท้องก่อน

.
ผมคิดว่า เรารออาหารประมาณเกือบชั่วโมงหนึ่งได้ ดูเหมือนวันนี้เราจะเสียเวลาไปเยอะอยู่ ตั้งแต่ออกเดินช้า ติดหล่ม และรออาหารกลางวัน แต่ดู Sona ไม่แสดงอาการเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าไร อาจจะเพราะต้องเดินอีกไม่ไกล หรือไม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเวลาเอากลับคืนมาไม่ได้
หลังอาหาร เราผลัดกันเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวออกเดินต่อ ผมเพิ่งสังเกตว่าปลายจมูกแดงและเริ่มลอกเป็นแผ่น ๆ น่าจะเกิดจากอากาศแห้งและการที่ผมสั่งน้ำมูกบ่อยในช่วงหลัง ๆ ระหว่างรออาหาร ผมก็ใช้ทิชชู่หมดไปหลายแผ่นเหมือนกัน
.
🌲 Part VI. Into the Forest
“ให้สังเกตสัญลักษณ์นี้ไว้” Sona บอก “Community ที่นี่ทำไว้ให้นักเดินเขาไม่หลงทาง ถ้าหาทางไม่เจอ ก็ให้มองหาสัญลักษณ์นี้”

ทางเดินพาเราทะลุผ่านป่าเขียว ต้นไม้ล้อมรอบจนมองไม่เห็นอะไรอื่น แต่บรรยากาศร่มเย็นและสดชื่น
“เหมือนไปเดินเชียงดาวเลย” พี่นันพูดกับตรี
“แกะ” พี่นันพูด
ข้างหน้ามีฝูงแกะกระจายตัวอยู่ทั้งบนทางเดินและเนินเขาที่อยู่สูงขึ้นไป หมาเลี้ยงแกะจนสีดำนอนขวางทางเราอยู่ และไม่ขยับไปไหนตอนที่เราเดินอ้อมตัว

เรามาถึง tea house แห่งหนึ่งที่มีจุดชมวิวภูเขา และชิงช้าให้นั่งถ่ายรูป

ผมวางกระเป๋าแล้วก็ไปต่อแถวเข้าห้องน้ำ
“คุณรอห้องน้ำอยู่มั้ย?” ฝรั่งคนหนึ่งถาม
“ครับ” ผมตอบ “ข้างล่างมีอีกห้อง แต่ผมอยากรอห้องนี้” ผมหมายถึงห้องที่ตรีเพิ่งเข้าไป ถัดจากห้องนั้นมีห้องน้ำอีก 2 ห้อง
“แล้วทำไมคุณไม่ไปห้องนั้นละ?”
“ผมไม่แน่ใจว่ามีใครทิ้งระเบิดเอาไว้มั้ย?” ผมตอบ แม้ผมจะยังไม่ได้ไปดูด้วยตัวเองก็ตาม
สักพัก ก็มีฝรั่งอีก 2 คนมาต่อแถว ทุกคนสงสัยว่าทำไมไม่มีใครใช้ห้องข้างล่าง หนึ่งในนั้นเดินไปที่ห้องน้ำที่อยู่ไกลสุด เปิดประตูดูแล้วก็รีบกลับออกมา
“ห้องนี้แหละ” ชี้ไปที่ห้องที่ตรียังอยู่
🏅 Achievement UnlockedToilet Precognition
กว่าตรีจะออกมาก็มีคนต่อแถวยาวแล้ว
ในห้องน้ำไม่มีไฟ มีแต่แสงจากช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ที่เปิดออกไปเห็นวิวภูเขา ผมชอบที่ห้องน้ำที่นี่มีวิวสวย ๆ ให้ดูระหว่างปลดปล่อย
.
🚻 Part VII. Natural Toilet
“เข้าห้องน้ำที่ไหนได้บ้าง?” ผมถาม Sona หลังจากออกเดินมาได้ไม่นาน อากาศหนาวและน้ำที่กินไปเยอะ ทำให้ผมปวดฉี่เร็วกว่าที่คิด
“ที่ไหนก็ได้”
พอมาถึงทางโค้งจุดหนึ่ง Sona ก็บอกให้สัญญา คนอื่นเดินนำไปก่อน น้ำที่ไหลออกมามีควันอุ่น ๆ ลอยขึ้นมา
== Player Status ==Toilet 🟢
.
“ผมต้องเข้าห้องน้ำอีกแล้ว” ผมพูดหลังจากเดินมาได้อีกไม่นาน
“อย่าฉี่ใส่น้ำลำธารก็พอ” Sona บอก
ครั้งนี้ ผมหลบหลังหินแล้วก็ทำธุระจนเสร็จ ก่อนจะเดินตามคนอื่นไป
.
“ผมคุยกับ ChatGPT มาแล้ว“ ผมบอก Sona “น้ำร้อนคือ tato paani ส่วนน้ำเย็น คือ อะไรสักอย่าง paani แต่ผมจำไม่ได้ เพราะจะไม่ใช้“
“Tato paani คือน้ำร้อน ใช่แล้ว ใช้ทั้งน้ำกินกับน้ำอาบ“
“แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ากินหรืออาบ?”
“ดูจากบริบท ถ้ากำลังจะอาบน้ำก็ tato paani ถ้าจะกินน้ำก็ tato paani”
“โอเค” ผมพูด “อย่างน้อยวันี้ก็จะได้อาบ tato paani แล้ว”
Sona หัวเราะ
.
เราเดินมาถึง tea house ที่ผมคุ้นเคย เพราะเคยเห็นใน YouTube มาก่อน

“เส้นนี้มีคนผูกไว้สำหรับทัวร์กลุ่มใหญ่ จะได้ไม่หลง” Sona อธิบายโบว์สีส้มที่ผูกไว้กับกิ่งไม้ข้างทาง
“แล้วจะถอดออกเมื่อไร?” ตรีถาม
“ไม่มี ปล่อยทิ้งไว้เรื่อย ๆ” Sona พูด “ไป ไป”
“ยังไม่ถึงอีกหรอ?” พี่นันถามเป็นภาษาอังกฤษ
“อีกประมาณ 25 นาที” Sona ตอบ
.
เราเดินต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงอีก tea house ผมคิดว่า จะเป็นที่พักของเรา แต่ก็ไม่ใช่
“เห็นบ้านตรงนั้นมั้ย?” Sona ชี้ไปที่บ้านบนเขาลูกตรงข้าม “เราต้องเดินไปตรงนั้น”
“หา” พี่นันอุทาน “25 ไม่จริง”
เบอร์เกอร์ที่ผมกินไปเริ่มหมดฤทธิ์แล้ว
== Player Status ==Hunger 🟡
.
⛺️ Part VIII. Forest Camp
เราเจอ Dorji และ Furlakpa รออยู่ข้างทาง พอเห็น 2 คนผมก็รู้ได้เลยว่า tea house ยังอยู่อีกไกล เพราะ porter เดินกันเร็วมาก แสดงว่าถ้าเจอตัว จะไม่ได้อยู่ใกล้ที่พักเลย
ตรีกับพี่นันเอากระเป๋าให้ Dorji กับ Furlakpa ช่วยถือ แล้วเราก็ออกเดินกันต่อ
“ตรงนี้คือที่ไหน?” พี่อู๋ถาม ชี้ไปที่หมู่บ้านข้างล่างที่มีไฟส่องสว่างในฟ้าที่เริ่มมืดลงเรื่อย ๆ
“Landruk” Sona ตอบ “ที่ที่ตอนแรกเราจะต้องผ่าน แต่เราเปลี่ยนแผนเป็นนั่งรถแทน”
Landruk ดูใหญ่กว่าหมู่บ้านไหน ๆ ที่เราเห็นบนเส้นทาง ABC ดูแล้วน่าจะเป็น hub ของเส้นทางเดินเขา
ฟ้ามืดแล้ว เราหยิบไฟฉายออกมาเปิดส่องทางกัน ตอนนี้ พลังงานผมก็หมดแล้ว
== Player Status ==Hunger 🔴
ผมยังเหลือ power bar อยู่ แต่ไม่หยิบออกมา เพราะจะทำให้ไปถึง tea house ช้ากว่าเดิม ผมเหนื่อยเกินกว่าจะหยุดรอ ผมอยากแค่ให้เราไปถึงโดยเร็วที่สุด
ระหว่างทาง เราเจอ porter คนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีไฟฉาย ผมสงสัยว่า porter จะเดินต่อไปยังไง เพราะทางข้างหน้ามีแต่ความมืด
“ถึงแล้ว” พี่นันประกาศ

เป็นวันแรกที่เรามาถึงตอนมืด ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะวันนี้เราใช้เวลาในแต่ละจุดนานกว่าที่กำหนดไว้มาก
“ถามเขาหน่อยว่าที่พักเราอยู่ไหน” พี่นันพูดกับผม
ผมหมดแรงเกินกว่าจะพูดอะไร ได้แต่เดินตาม Sona ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะถึงห้องเร็ว ๆ
== Player Status ==Hunger 🔴🔴🔴Fatigue 🔴🔴🔴
Tea house ของเราอยู่ท้ายหมู่บ้านเช่นเคย
เราได้ห้องเตียงคู่ 2 ห้องแยกกัน พอไปถึงผมก็ไม่ตอบคำถามใคร
“ชิน์จะนอนเตียงไหน?” พี่อู๋ถาม
ผมได้แต่เดินไปนั่งบนเตียงที่ใกล้ที่สุด เพราะเหนื่อยเกินจะคุยกับใคร
แค่วันแรกของ baby trekking ผมก็เหลือขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะเหนื่อยกว่า ABC อีก
“ทำไมเราไม่เริ่มที่ Mardi ก่อน?” ผมนึกถึงคำถามที่ถาม Sona ช่วงบ่ายระหว่างที่เดินไป Pitam Deurali
“เพราะว่าเราจะใช้แรงขึ้นเขากันเต็มที่ ถ้าเราเริ่มจาก Mardi ก่อน เราจะไม่มีแรงปีน ABC กัน”
สมเหตุสมผล ผมคิด แต่ Mardi Himal ดูไม่ได้ง่ายไปกว่า ABC เลย แม้ว่าเส้นทางจะไม่ได้เดินยากเท่าก็ตาม
ใครที่บอกว่า Mardi Himal เป็น baby trekking น่าจะเข้าใจผิด ตอนนี้ Mardi Himal น่าจะโตเกิน baby แล้ว
.
🎉 Daily Quest Complete[/] Jhinu Danda -> Pitam Deurali (🚙 2–3h)[/] Pitam Deurali -> Forest Camp (🥾 3–4h)🏔️ Altitude2,550m
.

ด้วยความหิว ผมตกลงแชร์สปาเก็ตตี้กับตรี แม้ผมจะสั่งพิซซ่าและซุปเห็ดสำหรับกินคนเดียวมาแล้วก็ตาม
“รีบอาบน้ำแล้วมากินข้าว เพราะตอนนี้ดึกแล้ว” Sona บอก
เราผลัดกันไปอาบน้ำ อากาศหนาวเหมือนกับวันที่เราไปถึง Dovan และเช่นเดียวกับห้องน้ำทุกที่บนเส้นทางเดินเขา หน้าต่างห้องน้ำถูกเปิดไว้ ปล่อยให้ลมหนาวพัดเข้ามาได้
ผมถอดเสื้อแล้วก็รีบเอาน้ำราดตัว หลังจากไม่ได้อาบน้ำมา 3 วัน น้ำร้อน ๆ ก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก
แต่ต้องเป็นผมทุกครั้งสินะ
“Sona” ผมเปิดประตูตะโกนเรียก “น้ำไม่ร้อน”
ตอนที่ผมเพิ่งถูสบู่ อุณหภูมิน้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จาก 40 เหลือ 28 แล้วก็เหลือ 14 ถ้าไม่ใช่การเดินเขา ผมก็คงกัดฟันอาบน้ำเย็นต่อแล้ว แต่ผมจำคำที่ Arbin เตือนก่อนขึ้นเขาได้ว่า ไม่ควรอาบน้ำเย็น เพราะอาจจะป่วยได้
และผมไม่อยากป่วยก่อนจะไปถึงปลายทางสุดท้าย
“ลองกดปุ่มนั้นดู” Sona บอก
“ปุ่มไหน?”
Sona ไม่ตอบ เดินเข้ามากดปุ่มบนเครื่องต้มน้ำให้ น้ำกลับมาร้อนอีกครั้ง
“บางทีต้องเปิดแล้วปิดใหม่” Sona บอก
“ขอบคุณครับ”
ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมน้ำต้องไม่ร้อนเวลาผมอาบทุกครั้ง เพราะตอน ABC ก็เป็นผมเหมือนกัน (ดูบันทึกการเดินทางวันที่ 6 [link])
🏅 Achievement UnlockedCold Water Survivor
.
🍕 Part IX. Unexpected Dinner
ในห้องอาหารมีแต่เรา เพราะแขกคนอื่นน่าจะกินกันไปเรียบร้อยแล้ว
“ผมชาร์จไฟที่ได้บ้าง?” ผมถาม Sona
Sona รับ power bar ไปเสียบปลั๊กให้
“ชาร์จไฟราคาเท่าไร?”
“เดี๋ยวถามให้” Sona ตอบ แล้วก็หันไปคุยกับเจ้าของ tea house เป็นภาษาเนปาล
“ไม่เป็นไร ปล่อยชาร์จไว้อย่างนี้แหละ”
“ขอบคุณครับ” ผมพูด “PUBG ใช่มั้ย?”
Dorji กำลังเล่นเกมมือถืออยู่ และเด็กคนหนึ่งนั่งดูอย่างตื่นตาตื่นใจอยู่ข้าง ๆ
“ใช่” Sona ตอบ
ผมอยากเล่นด้วย แต่ก็เหนื่อยเกินจะเล่นตอนนี้
.
พออาหารมาเสิร์ฟ ผมก็นึกว่าเราสั่งผัดหมี่ 2 ที่ แต่หนึ่งในจานนั้นคือสปาเก็ตตี้ที่ตรีสั่ง
“ไม่เห็นตรงปกเลย” ตรีพูด ซึ่งผมเห็นด้วย 100%

นอกจากหน้าตาจะไม่เหมือนแล้ว รสชาติก็ไม่เหมือนเลยสักนิด
พิซซ่าที่ผมสั่งมากินคนเดียวก็รสชาติแปลกออกไป ไม่เหมือนพิซซ่าที่ Bamboo ซึ่งเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในการเดินทาง
ทุกคนพยายามกินอาหารให้หมด เพราะเกรงใจเจ้าของ tea house แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรสชาติไม่ได้จริง ๆ
“Sona” พี่นันพูดหลังสารภาพว่าเรากินกันไม่หมด “ช่วยบอกเขาหน่อยว่า ไม่ใช่เพราะรสชาตินะ แต่เพราะปริมาณเยอะเกินไป เรากินกันไม่หมด”
.
ถึงจะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุด แต่ก็ยังมีจุดดี ๆ บ้าง นั่นคือ ห้องน้ำเป็นแบบนั่งราบทั้ง 2 ห้อง
ผมกับพี่อู๋รีบผลัดกันไปใช้ เพราะไม่รู้ว่าห้องน้ำต่อจากนี้จะเป็นยังไงบ้าง เพราะที่ผ่านมาเจอแต่แบบนั่งยอง
ระหว่างที่กำลังปลดทุกข์อยู่ ไฟก็ดับ
“พี่นันช่วยเปิดไฟให้หน่อยได้มั้ยครับ?” ผมถามพี่นันที่ยืนแปรงฟันอยู่ข้างนอก
“ไม่ติด” พี่นันบอกหลังจากลองสวิตช์ไฟแล้ว “ชิน์มีไฟฉายมั้ย?”
“ไม่มีครับ” ผมตอบ “แต่มีมือถืออยู่”
“โอเค”
ดูเหมือนไฟจะดับทั้ง tea house ไฟทางเดินและไฟในห้องก็ไม่ติดด้วยเช่นกัน
ผมมองไปที่ tea house ข้าง ๆ ก็ยังเห็นไฟอยู่ เป็นไปได้ว่า tea house ที่เราอยู่ดับไฟตอนกลางคืน หรือไม่ก็ไฟหมด เพราะใช้พลังงานแสงอาทิตย์
.
ผมเอากระติกน้ำร้อนที่มีชาขิงวางไว้ที่หัวเตียง Sona ให้ผมเอามาดื่มต่อได้ แต่ขอให้เอาไปคืนตอนเช้า
อาการน้ำมูกไหลของผมแย่ลง และอากาศหนาวก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลย ตอนเข้านอน ผมก็พยายามตัวให้อุ่นที่สุด และหวังว่าอาการจะดีขึ้นในตอนเช้า หรืออย่างน้อยก็ขอไม่ให้แย่ลง
25%Digesting questionable spaghetti ...70%Applying sickness debuffs ...99%Loading Silent Hill fog ...
🗻 Day 11. Darkest Night: Forest Camp to High Camp
.
☀️ Part I. Sunny Sky
== Daily Quest ==[ ] Forest Camp to Low Camp (🥾 3–4h)[ ] Low Camp to High Camp (🥾 3–4h)
.
== Player Status ==⚠️ Sick
น้ำร้อนในกระติกเย็นเฉียบในตอนเช้า ดูเหมือนกระติกจะเก็บความร้อนได้ไม่นาน
อาการของผมแย่ลง เพราะน้ำมูกเปลี่ยนจากใสเป็นเขียว และเริ่มกลายเป็นเสมหะ และมีอาการไอผสมมา แต่นอกจากนั้น ผมไม่มีอาการอื่น ซึ่งยังถือว่าโชคดีอยู่หลังจากเดินตากฝนตากหิมะกันมาหลายวัน
.
อากาศวันนี้สดใส ฟ้าปลอดโปร่งและแดดส่องรอดต้นไม้ลงมาถึงเราได้
เดินไปได้ไม่นาน ก็ต้องถอดเสื้อออกชั้นหนึ่ง เพราะรู้สึกร้อนเกินไป


แต่แล้วหมอกก็เริ่มลงปกคลุมเขาที่เราเดินอยู่ เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้ดูเหมือนอยู่ในนิทาน Fairy Tale ซึ่งเปลี่ยนไปเป็น Silent Hill เมื่อเราเดินเข้าใกล้ tea house ของ Low Camp จุดหมายแรกของวันนี้
== Daily Quest ==[/] Forest Camp to Low Camp (🥾 3–4h)[ ] Low Camp to High Camp (🥾 3–4h)🏔️ Altitude2,970m
.
🫖 Part II. Tissue & Tato Paani
“บอกแล้วให้กินน้ำร้อน” Sona บอกหลังจากหยิบกล่องทิชชู่มาวางตรงหน้าผม น้ำมูกผมไหลไม่หยุด “ผมบอกตั้งแต่อยู่ ABC แล้ว เพราะยิ่งกินน้ำเย็นก็จะยิ่งเจ็บคอ”
ตลอดมา ผมคิดแค่ว่าต้องกินน้ำให้เยอะ ไม่ได้คิดว่าต้องดูอุณหภูมิน้ำด้วย และตอนนี้ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกินน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น
“ชิน์สั่งชาแล้วก็เอากินระหว่างทางได้นะ” พี่นันบอก ระหว่างที่เรากำลังเลือกอาหารกันอยู่
“แต่กระติกผมเก็บได้ไม่หมด” ผมพูด ผมเตรียมกระติกน้ำมา 2 ใบ มีแค่ใบเล็กขนาด 600 ml ที่เก็บน้ำร้อนได้ แต่ชาที่สั่งจะมาเป็นลิตร
“ชิน์ก็เก็บเท่าที่เก็บได้ แล้วกินที่เหลือก็ได้”
ทำไมผมไม่คิดแบบนี้มาก่อนนะ? ผมคิด ปกติ ผมดื่มชาเยอะอยู่แล้ว และไม่มีปัญหาถ้าจะต้องกินชาที่เหลือหลังเติมกระติกให้หมดในคราวเดียว
ผมสั่งชาน้ำกาเล็กมา ซึ่งก็พอสำหรับที่จะเติมกระติกและกินได้ตลอดมื้ออาหาร
ข้างนอก หมอกลงหนักจนมองไม่เห็นอะไรไกลกว่าต้นไม้ที่อยู่ถัดจากห้องอาหาร และอาการหนาวจนพี่นันต้องขอให้ปิดประตูห้องอาหาร ไม่ให้ลมเย็น ๆ พัดเข้ามา
.
❄️ Part III. Fog & Snow
เราออกเดินไปในหมอกที่ปกคลุมป่าทั้งหมด

หลังจากเดินมาได้สักพัก เราก็เริ่มเห็นกองหิมะอยู่ประปราย และมีคนก่อ snow man ตัวเล็กไว้ที่จุดพักจุดหนึ่ง

ทุกครั้งที่หยุดพัก ผมก็หยิบกระติกน้ำร้อนออกมาจิบชา ได้บรรยากาศทีเดียว

ที่ tea house ระหว่างทาง เราเจอคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมากันเองกับ porter 1 คน
“เราต่อรองกับบริษัททัวร์ขอจ้างแค่ลูกหาบ” พี่คนพูด “ต่อเหลือวันละ 25 ดอล”
Porter ของกลุ่มเข้าไปคุยกับ Sona เป็นภาษาเนปาล ผมสงสัยว่าทั้งสองคุยอะไรกันบ้าง
Sona เคยบอกผมว่า ไกด์จะเป็นคนเลือก porter เอง ไม่ใช่คนจัดทัวร์ ปกติ Sona จะเลือกจากเครือข่าย ถ้าคนที่รู้จักไม่ว่าง ก็จะถามไกด์คนอื่นให้ refer มาให้ Sona น่าจะต้องรู้จักคนเยอะพอสมควร ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องอยู่ ABC, Sona ถึงทักทายและพูดคุยกับคนนั้นคนนี้มาตลอดทาง
“แล้วรู้จักคนนี้มั้ย?” ผมหมายถึง porter ของกลุ่มคนไทย
“ไม่รู้จัก” Sona ตอบ
.
เราเดินไปพร้อม ๆ กัน บางครั้งเราก็แซง บางครั้งเราก็ถูกแซง
หิมะเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปกคลุมทางเดินเกือบทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เพราะนักเดินเขาที่เดินทางนี้มาก่อนเรา และทำให้หิมะละลายไปบ้าง เราก็คงจะเดินยากกว่านี้
“ต้องใส่ crampons มั้ย?” พี่นันถาม
“ไม่ต้อง” Sona พูด “ถ้าใส่แล้วจะเหนื่อยเร็วขึ้นอีก”
ตอนอยู่ขึ้น ABC, Sona สอนวิธีเดินบนหิมะโดยไม่ใส่ crampons ให้แล้ว (ทำเท้าเฉียง ๆ เพื่อให้มีพื้นที่ยึดเกาะมากขึ้น) ผมก็ใช้วิชานี้เดินไปบนทางกึ่งโคลนกึ่งหิมะ เพื่อไม่ให้ลื่นล้ม
🏅 Achievement UnlockedSnow Walker

.
นอกจากหมอกแล้ว เรายังเจอลมแรงที่ทำให้อาการเย็นกว่าความเป็นจริงอีกด้วย โชคดีที่ผมใส่เสื้อกันลม แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หนาวน้อยลงได้เท่าไร
เราเจอ Dorji กับ Furlakpa ยืนรออยู่ในหมอก
“ใครจะฝากกระเป๋าบ้าง?” Sona ถาม “มาเดินเขาแล้วไม่ต้องอาย”
ผมกับพี่อู๋ที่ปกติจะถือกระเป๋าเอง ส่งกระเป๋าให้ Dorji ส่วน Furlakpa รับกระเป๋าจากตรีและพี่นันไปถือ
“การเดินตัวปลิวเป็นอย่างนี้นี่เอง” ผมบอก Sona เพราะพอไม่มีน้ำหนักของกระเป๋าของถ่วงก็รู้สึกตัวเบาขึ้นมาเยอะมาก
== Player Status ==⚙️ Offload EngagedGeneral Speed +
.
🎒 Part IV. Follow the Porter
แม้จะถือกระเป๋า 2 ใบ แต่ Dorji ก็ยังเดินลิ่ว ๆ นำหน้าผมกับตรีที่เดินอยู่หน้าสุดของกลุ่มไปอย่างรวดเร็ว
ผมรู้สึกว่าอากาศเริ่มเบาบางลง เพราะเหนื่อยหอบมากกว่าเดิม และต้องใช้เวลาพักให้หายเหนื่อยนานขึ้น
== Player Status ==Oxygen --Recovery Time --
ตอนนี้ หมอกหนาจัด เพราะถ้าหยุดพักแค่แป๊บเดียว Dorji กับตรีที่เดินนำไปก่อนก็จะหายไปในสายหมอก
.
เราไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้ว tea house ก็เริ่มปรากฏตรงหน้า
“ถึงแล้ว” ตรีพูด
ผมนึกว่า เราจะต้องเดินต่อไปอีกกว่าจะถึงที่พักของเรา เพราะที่ผ่านมา เราจะได้พักที่ tea house ที่อยู่ไกลที่สุด แต่ครั้งนี้ เราได้ tea house หลังแรก ๆ

Dorji เปิดประตูห้องให้ ผมกับตรีเริ่มเข้าไปแล้วปิดประตู กันไม่ให้ความเย็นเข้ามา กระเป๋าของทุกคนวางไว้ในห้องแล้ว

🎉 Daily Quest Complete[/] Forest Camp to Low Camp (🥾 3–4h)[/] Low Camp to High Camp (🥾 3–4h)🏔️ Altitude3,550m
.
นานทีเดียวกว่าพี่อู๋และพี่นันจะตามมาถึง
“วันนี้ไม่อาบน้ำนะ” Sona บอกทุกคน
ผมเตรียมตัวเตรียมใจไม่อาบน้ำมาแล้ว เพราะอากาศเย็นเกินกว่าจะถอดเสื้ออุ่น ๆ ออก
“ช่วยถามให้หน่อยว่า เปิดสวิตช์ได้มั้ย” พี่นันบอก Sona เพราะเราไม่มีไฟใช้ในห้อง
“เดี๋ยวถามให้” Sona ออกจากห้องไป
สักพักไฟทั้ง tea house ก็ติดขึ้นมา ทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
“ถ้าเราไม่ถาม เขาจะเปิดไฟให้ใช้มั้ย” พี่นันสงสัย
.
⛺️ Part V. High Camp
ห้องอาหารดูครึกครื้น ทุกโต๊ะมีคนนั่งอยู่เต็ม กระจกหน้าต่างทุกบานมีฝ้าขึ้น เพราะความร้อนของคนในห้อง
“เอานี่” Sona ยื่นผ้าห่มให้ 2 ผืน ผมแชร์กับพี่อู๋ ส่วนตรีนั่งคู่กับพี่นัน
“ห้องนี่ดูอุ่นกว่าในห้องเรามั้ย?” พี่นันสงสัย
“ขอนอนที่นี่ได้มั้ย?” ผมถาม Sona เล่น ๆ
“จะนอนก็ได้นะ” Sona ตอบ กึ่งเล่นกึ่งจริงจัง
Sona เคยบอกว่า ใน high season บางครั้งนักเดินเขาก็ต้องนอนในห้องอาหาร เพราะห้องไม่พอ ส่วนในเวลาปกติ ไกด์กับ porter ก็จะใช้เป็นที่นอนกัน
“ไม่ได้เลย” พี่นันพูดหลังกินซุปเห็ดที่มาเสิร์ฟ “ไม่เหมือนของชิน์เมื่อวานเลย” เมื่อวาน ซุปเห็ดเป็นเมนูเดียวที่รสชาติโอเค “พี่อู๋ช่วยกินหน่อย”
“พี่ขอผักนะ” พี่อู๋บอกผมที่ขอให้ Sona ช่วยเติม dal bhat ให้หน่อย หลังจากกินพิซซ่ามาหลายมื้อ ผมเปลี่ยนมา default เป็น dal bhat แทน เพราะรู้ว่าเป็นอาหารที่จะอยู่ท้องได้นานที่สุด
“กินไม่ได้หรอ?” พี่นันถามตรีที่ทำหน้าไม่ดีหลังจากชิมข้าวผัดไป 1 คำ
“พี่นันลองกินดู”
“พยายามกินให้หมดนะ” Sona พูดเมื่อเติมกับให้ผม
“กินไม่ได้” พี่นันบอก Sona
“คนที่นี่ไม่ใช่เชฟนะ” Sona พูด พยายามจะสื่อสารว่า อาหารทุกจานจะผัดไม่เหมือนกัน
สำหรับผม ตั้งแต่ Forest Camp เป็นต้นมา มื้ออาหารของเราเหมือนกล่องสุ่ม ไม่รู้ว่าเมนูไหนจะอร่อยบ้าง
“ลองกินดู” ตรีบอก
Sona ชิมแล้วก็พูดว่า “เดี๋ยวทำให้ใหม่”
“ไม่เป็นไร ๆ” พี่นันพูด เกรงใจเจ้าของ tea house เพราะเรารู้ว่าของแต่ละอย่างหายากขนาดไหน
“ไม่เป็นไร” Sona ตอบแล้วก็ถือจานเดินหายไปในครัว สักพักใหญ่ ๆ ก็กลับมาพร้อมข้าวผัดจานใหม่ที่เพิ่งผัดเสร็จร้อน ๆ
“ลองดูอันนี้”
ตรีชิมแล้วก็ยกนิ้วโป้งให้
“Delicious”
Sona ยิ้มตอบ
“พยายามกินให้หมดนะ”
“พี่อู๋ช่วยผมกินผักด้วย” ผมบอกพี่อู๋
.
🧭 Part VI. Mardi Explained
“พรุ่งนี้ เราจะตื่นกันตี 3 แล้วจะเดินขึ้นไปที่ Viewpoint เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น” Sona พูดหลังจากเราทานข้าวเสร็จ “ระหว่างทาง ถ้ารู้สึกไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน เพราะคนอื่นก็จะขึ้นไปทางเดียวกับเรา และถ้าเราเดินช้าก็จะทำให้เสียเวลาทุกคน Dorji กับ Furlakpa จะไปกับเราด้วย ถ้าไม่ไหว ก็จะให้ Dorji กับ Furlakpa พาลงมาก่อน”
“ขึ้นไปจะเห็นยอดเขามั้ย?” พี่นันถาม
“ไม่รู้เหมือนกัน” Sona พูด “ต้องดูอากาศตอนเช้า”
“Sona ช่วยดูได้มั้ยว่า ถ้าพรุ่งนี้ฝนตกหรือหิมะตกหนัก เราเปลี่ยนแผนไม่ขึ้นไปแทน”
“ก็ได้ แต่ต้องดูพรุ่งนี้นะ”
“เราขึ้นไปเวลาอื่นได้มั้ย?” ผมถาม เพราะไม่อยากตื่นเช้า
“ปกติ อากาศตอนเช้าจะปลอดโปร่ง ทำให้เห็นเขาได้ชัด ถ้าประมาณ 9 โมง 10 โมงหมอกจะเริ่มลง เหมือนที่เราเห็นวันนี้” Sona หมายถึงจุดหนึ่งที่เราหยุดพักหลังจาก Forest Camp และมองเห็นแต่หมอกที่ปกคลุมยอด Machhapuchhre อยู่
“แล้วถ้าเราไม่ดูพระอาทิตย์ขึ้นจะได้มั้ย?” ผมถามคนอื่นเป็นภาษาไทย
“ต้องถามว่าอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นกันมั้ย” พี่นันบอก
ตรีกับพี่อู๋ส่ายหน้า
“ก็ได้” Sona ตอบเมื่อเราบอกว่าต้องขึ้นไปทันดูพระอาทิตย์ขึ้นก็ได้ “เราต้องตื่นกันตี 4 เพื่อขึ้นไปบน Viewpoint”
“ทำไมต้องเป็นตี 4?” พี่นันถาม
“อย่างที่บอก อากาศช่วงเช้าจะเห็นวิวชัดที่สุด ถ้าสายกว่านี้อาจจะไม่เห็นอะไรเลย”
“โอเค” พี่นันพูด “แต่ยังไงช่วยดูหน่อยว่า ถ้าฝนตกหรือหิมะตกแล้วไม่มีเห็นวิว เราก็ไม่ต้องขึ้นไป จะได้ไม่เสียเที่ยว”
“ได้ แต่ต้องดูพรุ่งนี้อีกที เพราะอากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้”
15%Applying extreme cold modifiers ...70%Setting system alarm for 04:00 AM ...99%Loading night-time environment ...
🏔️ Day 12. Himal Light, Part 1: Mardi Viewpoint
.
🌄 Part I. Before the Sun
== Daily Quest ==[ ] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)[ ] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)

Sona, Dorji, และ Furlakpa รอเราอยู่ข้างนอกแล้วตอนที่เราออกจากห้องที่ไร้ heater แต่อบอุ่น
ผมใส่เสื้อหนาวทั้งหมดเท่าที่มี รองเท้าใส่ crampons สำหรับเดินบนหิมะ กระติกน้ำร้อนอยู่ในกระเป๋าผ้าที่พี่อู๋ส่งให้กับ Dorji ช่วยถือ ในมือถือไฟฉายพร้อมออกเดิน
“ไป ไป” Sona ส่งสัญญาณ
เสียง crampons เหยียบย่ำหิมะดังไปในความมืดที่เงียบสงัด แสงไฟฉายสาดส่องแล้วก็ดับไป
“Sona” ผมพูด “ไฟฉายดับ”
Sona ไม่ตอบอะไร เพราะดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ Sona จะช่วยได้ ผมชาร์จแบตตั้งแต่ก่อนนอน แต่ไม่รู้ว่าความหนาวทำให้ไฟฉายทำงานผิดปกติหรือเปล่า
ผมอาศัยแสงไฟฉายจากตรีที่เดินนำอยู่ข้างหน้า เราเดินไปอย่างช้า ๆ แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่ต้องหยุดหอบเป็นระยะ ๆ
== Player Status ==Heart Rate 🟡Body Temp 🟢
ผมแหงนดูท้องฟ้าที่มีดาวอยู่เต็ม
“Milky Way ไปไหน?” ผมถาม
“ต้องตอนเที่ยงคืนนะ” Sona ตอบ “ไม่ใช่ตอนนี้”
ตอนนี้เวลาตี 5 กว่าแล้ว
“ไป ไป”
เราออกเดินกันต่อ ข้างหน้าเป็นภูเขาที่มีแสงไฟเป็นลำส่องตามทางคดโค้งที่ค่อย ๆ ไต่สูงขึ้นไป
.
เส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ
“ชิน์” พี่อู๋เรียก “ช่วยหันมาดูบ่อยหน่อย ถ้าเห็นพี่กับพี่นันตามไม่ทันก็บอก Sona”
ดูเหมือนผมอาจจะไม่ใช่คนเดียวที่เริ่มป่วย จากที่ผมสังเกตเมื่อวาน พี่นันเริ่มมีน้ำมูกเหมือนกัน และเราใช้ทิชชู่กันเร็วจนพี่นันเกรงใจและขอซื้อทิชชู่กับเจ้าของ tea house แต่ Sona บอกว่าไม่เป็นไร
ยิ่งจมูกหายใจลำบากก็ยิ่งไต่ระดับได้ยากขึ้นไปอีก แม้ผมจะมีผ้าบัฟฟ์ช่วยให้จมูกอุ่น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หายใจได้เต็มที่ เพราะยังมีน้ำมูกอยู่ตลอดเวลา
== Player Status ==⚠️ SickBreathing --Recovery Rate --
พี่อู๋ก็ไม่ต่างกัน เริ่มมีอาการไอและเสมหะ
ยังคงเหลือตรีที่ยังดูสุขภาพดีอยู่
ทางเดินขั้นบันได เลี้ยวไปมาเป็นฟันปลา ทำให้รู้ว่าเรามาถึงจุดที่ผมเห็นแสงไฟฉายเยอะ ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว
เกือบถึงจุดที่ภูเขากลายเป็นพื้นราบ พระอาทิตย์ก็เริ่มปรากฏตัวที่ทิศตะวันออก ถัดจากยอดเขา Machhapuchhre ไม่ไกล
“ถ่ายรูปได้” Sona พูด ส่วนใหญ่ Sona จะงดไม่ให้ถ่ายรูป เพราะกลัวเราจะใช้เวลาเดินนานกว่าที่วางแผนไว้

จากมุมนี้ Machhapuchhre ค่อยดูเหมือนหางปลามากขึ้น เมื่อเทียบกับตอนที่เราเห็นจาก ABC แล้ว (แม้ว่าสำหรับผม จะดูเหมือนปลากำลังกินอาหารมากกว่า 😂)
เราเดินขึ้นบนที่ราบบนเขา พระอาทิตย์ก็ขึ้นพ้นแนวเขาพอดี

พอพระอาทิตย์ขึ้น ทุกอย่างก็ดีสดใสขึ้นมาทันตา ภูเขาที่เรายืนอยู่ถูกปกคลุมด้วยหิมะทั้งหมด จะเห็นก็แต่สีดำของหินและสีน้ำตาลของต้นหญ้าของแทบนี้ ท้องฟ้าที่ค่อย ๆ ไร้จากสีน้ำเงินเข้ม ฟ้าอ่อน และสีส้มแดง ไร้เมฆหมอก ทำให้มองเห็นวิวรอบตัวได้ชัดเจน เราอยู่สูงจนมองข้างล่างไม่เห็น เพราะเขาสูงขึ้นมาเหนือหมอกที่เราเดินผ่านมาเมื่อวาน
เพราะเราเห็นยอดเขา Machhapucharre ได้ชัดเจน เราถ่ายรูปกันจนสมใจ ทั้งรูปเดี่ยวและรูปหมู่


ทุกอย่างดูเหมือนตอนจบแล้ว เว้นแต่ว่า:
“ตรงนี้ยังไม่ใช่ Viewpoint” Sona พูด
“ยังไม่ถึงอีกหรอ?” ผมถาม
ตรีช่วยชี้ไปที่ยอดเขาไกล ๆ
“Viewpoint ต้องไปอีก” ตรีบอก
แต่วิวตรงนี้ก็ดีแล้ว ผมคิด
“พี่นันขอกลับก่อน” พี่นันพูด “ไม่ไหวแล้ว”
ตอนแรกพี่อู๋จะไปกับพี่นันด้วย แต่พี่อู๋เลือกไปต่อกับผมและตรี Sona ให้ Furlakpa กลับไปกับพี่นัน ส่วน Dorji อยู่ช่วยถือกระเป๋าต่อ
เราแยกทางกันไป

.
🏔️ Part II. Second Ascension
“อะไรครับ พี่อู๋?” ผมถามเมื่อพี่อู๋หยุดเดินแล้วหันหลังมาหาผมโดยไมาพูดอะไร
“กุญแจห้อง” พี่อู๋พูดในที่สุด “อยู่กับพี่ ไม่รู้พี่นันจะเข้าห้องได้มั้ย”
“ก็ต้องรีบเอาไปให้พี่นัน” ผมพูด แล้วบอกกับ Sona ที่หยุดเดินอยู่ข้างหน้า “กุญแจห้องอยู่กับเรา”
พอผมกำลังจะถามว่ากุญแจ่อยู่ที่ไหน พี่อู๋เดินไปหา Dorji ที่เดินปิดท้ายขบวน พี่อู๋เปิดกระเป๋าที่ Dorji ถืออยู่ แล้วก็หยิบกุญแจที่ติดกับพวงกุญแจไม้อันใหญ่ออกมา
Sona พูดบางอย่างกับ Dorji เป็นภาษาเนปาล แล้ว Dorji ก็รีบวิ่งไปอีกทาง
ผมสงสัยว่าในการต่อสู้ระหว่างความเร็วของ Furlakpa และ Dorji ใครจะเร็วกว่ากัน
.

เราออกเดินต่อ ถึงจุดหนึ่งก็มองเห็นพี่นันกับ Furlakpa เดินอยู่ข้างล่าง พี่นันเหมือนจะสังเกตเห็นเรา ก็มองขึ้นมาและโบกมือให้
ไม่มีวี่แววของ Dorji
“พี่นันรู้หรือยังว่ากุญแจอยู่ที่เรา?” ผมพูด
“พี่นันได้กุญแจหรือยัง?” พี่อู๋ตะโกนถามลงไป ผมไม่คิดว่าเสียงจะไปถึง เพราะข้างบนนี้มีลมพัด
“ได้แล้ว” เสียงพี่นันตอบกลับ
“เร็วมาก” ผมพูด ผมลืมคิดไปว่า Furlakpa อยู่กับพี่นัน
“ดีจัง เราสื่อสารกันแบบนี้ได้ด้วย” พี่อู๋พูดกับพี่นัน
สักพัก Dorji ก็เดินตามพวกเรามาทัน
.
ผมหยุดเพื่อถอดเสื้อกันหนาวออกชั้นหนึ่ง เพราะเริ่มรู้สึกร้อนจากการเดินในแดด
เส้นทางยังคงปกคลุมด้วยหิมะและไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เราหยุดพักกินน้ำกันที่อนุสรณ์ที่มีคนทำไว้ เพื่อรำลึกถึง Corrie van Veggel นักเดินทางชาวดัตช์ที่หายตัวไปในปี 2018

“ยังร้อนอยู่มั้ย?” พี่อู๋ถามหลังจากผมจิบโกโก้ร้อนที่ผมเทออกจากกระติก
“ไม่ค่อยแล้ว” ผมตอบ “แต่ยังอุ่น ๆ”
โกโก้ในกระติกเป็นส่วนที่ผมแบ่งมาจากมื้อเย็นเมื่อวาน ซึ่งจะหายร้อนแล้วเพราะผ่านมา 1 คืน
ตอนเท โกโก้บางส่วนหยดใส่หิมะที่อยู่บนพื้น ทำให้ผมนึกถึงน้ำแข็งไสขึ้นมา
.
เราออกเดินกันต่อ และผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมพี่นันถึงเลือกเดินกลับก่อน
ไม่ว่าจะเดินขึ้นสูงขนาดไหน ก็ยังไม่เห็นวี่แววของ Viewpoint ที่เห็นจากไกล ๆ ในตอนแรกสักที
ดูเหมือน Viewpoint จะไม่ได้ใกล้อย่างที่ผมคิด และตอนนี้พลังงานผมก็ใกล้หมดแล้ว เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้า และผมลืมเอา power bar ติดตัวมาด้วย
== Player Status ==Hunger 🔴⚠️ System Critical
สภาพผมไม่ต่างจากขาเดินไป Forest Camp เว้นแต่ยังไม่เหนื่อยเท่า เพราะเพิ่งเริ่มต้นเดิน แต่ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมจากการเดินเขาอย่างต่อเนื่องมา 10 วัน บวกกับอาการป่วยที่หนักกว่าเดิม (ผมคายเสมหะข้นติดเป็นระยะ ๆ ตามพุ่มไม้ข้างทาง และมีน้ำมูกไหลตลอดเวลา) ในสภาพอากาศหนาวของยอดเขาที่มีออกซิเจนต่ำ ทำให้การเดินนี้ท้าทายมากกว่าขาขึ้น ABC
(ผมใช้ความพยายามพอ ๆ กับ Ranta ที่พยายามกด Maki ไว้กับที่: เลือดตาแทบกระเด็น 😂)

.
🚨 Part III. Second Struggle
ทางเดินลาดชันและขรุขระมากขึ้น จนข้างทางต้องมีราวจับเหล็กช่วยกันไม่ให้ตกเขา
ตอนนี้ มีคนทยอยเดินสวนลงมาเรื่อย ๆ ผมเดาว่าน่าจะเป็นนักเดินเขาที่มาดูพระอาทิตย์ขึ้น และตอนนี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว

เราหยุดพักที่ที่พักบันได ซึ่งมาที่พอให้นั่งพักได้ 4–5 คน
ฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเดินลงมาจากข้างบน มานั่งร่วมวงกับเราด้วย
“มาจากไหนกันหรอครับ?” ฝรั่งถาม
“เป็นคนไทยค่ะ” ตรีตอบ
“อ๋อ” ฝรั่งพูดเป็นภาษาไทย “สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ” ตรีตอบเป็นภาษาไทย “And you?”
“ผมมาเป็นคนอเมริกันครับ” ฝรั่งตอบเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ “แต่ผมทำงานที่ไทยมา 7 ปีแล้ว”
“โห” ตรีพูด “พูดไทยได้ด้วยหรอคะ?”
“ได้นิดหน่อย“
“ไม่นิดหน่อยแล้ว” ผมพูด
ทุกคนหัวเราะ มีแค่ Sona ที่น่าจะไม่เข้าใจอยู่คนเดียว
“ข้างบนเป็นยังไงบ้าง?” ผมถามเป็นภาษาไทย ”Viewpoint อยู่อีกไกลมั้ย?“
“สวยมาก” ฝรั่งตอบ “ไม่ไกลแล้วนะ อีกประมาณ 100 เมตรก็ถึง”
พี่อู๋และ Dorji เดินตามมาถึงจุดที่เรานั่งอยู่
“Sona” พี่อู๋ทัก “หาที่เข้าห้องน้ำให้หน่อย”
“หลังก้อนหินนะ” Sona ตอบ
“ข้างบนก็มีห้องน้ำนะ” ฝรั่งตอบเป็นภาษาไทย
ผมแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ Sona
“งั้นรอไปข้างบน” พี่อู๋บอก
“ข้างบนห้องน้ำเปิดแล้วหรอ?” Sona ถามเป็นภาษาอังกฤษ
“ใช่ มีอยู่ห้องหนึ่ง”
ก่อนหน้านี้ Sona บอกผมว่าข้างบนไม่มีห้องน้ำ เพราะหนึ่ง ไม่มีน้ำประปาให้ใช้ (แบบเดียวกับ High Camp เพราะน้ำจะแข็งตัวอยู่ในท่อ) และสอง ไม่มีใครดูแลทำความสะอาด
แต่ดูเหมือนตอนนี้จะมีแล้ว
.
เราแยกทางกับฝรั่ง เดินขึ้นบันไดจนมาถึงทางราบอีกครั้ง
“ถึงแล้ว” ตรีพูดอย่างดีใจ
ข้างหน้า ผมเห็นเพิงที่ต่อจากแผ่นไม้สังกะสีและท่อนไม้แบบ DIY ทั้งอยู่เป็นกลุ่มบนทางราบที่ยกระดับขึ้น
ตรีกับ Sona ปีนขึ้นบันไดที่เหลืออย่างรวดเร็ว ผมเดินไปช้า ๆ ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เหมือนกับ Raleigh ที่ขับหุ่น Jaeger เข้าฝั่งด้วยตัวคนเดียว ในหนังเรื่อง Pacific Rim

มาถึงขั้นสุดท้าย ผมก็นึกว่าเราอยู่บนสรวงสวรรค์
.
Part IV. Heaven on Nepal

🏔️ Altitude4,200m
ตรงหน้าผม เป็นกลุ่มนักเดินเขาที่กำลังดื่มด่ำกับวิวของเทือกเขาหิมาลัยที่โผล่ขึ้นมาเหนือเมฆ ให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างลอยอยู่บนฟ้า
ผมไม่รู้ว่า ตรีกับ Sona ไปทางไหน แต่เพิงที่ใกล้ที่สุดอยู่ซ้ายมือ ผมเดินไปทางซ้าย

พ้นจากเพิง เป็นกลุ่มโต๊ะและเก้าอี้ที่หันไปทางเทือกเขาหิมาลัย ตรีกับ Sona นั่งอยู่ที่นั่นแล้ว
“ในที่สุด” ผมพูด เดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้แถวแรกสุด เลือกตัวซ้ายสุดเพื่อไม่บังตรีที่นั่งอยู่ข้างหลัง

ส่วนของเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ตรงหน้า คือ Annapurna เขาที่เราเพิ่งพิชิตไปเมื่อ 5 วันก่อน ซึ่งรู้สึกเหมือนนานกว่านั้นมาก
“ดื่มอะไรมั้ย?”
“Masala tea” ผมตอบ Sona “ขอบคุณครับ”
พอ masala tea ร้อน ๆ มาถึง ผมก็ยกขึ้นจิบอย่างพอใจ
“อ้า” ผมพูดด้วยความชื่นใจ “Masala tea”
เป็น masala tea ที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมา เพราะผมไม่เคยกินชาที่ความสูงขนาดนี้มาก่อน

🥇 Achievement UnlockedMasala Tea: Blissful Sip
.
ยอด Annapurna ผุด ๆ โผล่ ๆ เข้าออกจากเมฆหมอกที่แปรผันเปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ อย่างคาดเดาไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะนั่งดูนานขนาดไหน ผมก็มองวิวตรงหน้าได้โดยไม่รู้สึกเบื่อสักที
“อยากกินอะไรมั้ย?” Sona ถาม
“มีอะไรบ้าง?”
Sona บอกของที่มีขาย
“Biscuit แล้วกัน” ผมตอบ
ผมแชร์ biscuit กับพี่อู๋และตรี กินหมดก็เริ่มไอ
== Player Status ==🤧 Throat Irritated
“ขอชาดำหน่อย“ ผมบอก Sona “Biscuit แห้งไปหน่อย”

.
🏠 Part V. The Shack
หมอกเริ่มลงหนักปกคลุม Viewpoint จนมองไม่เห็นอะไร
“เข้ามาข้างในได้นะ“ Sona พูด
ผมตามตรีกับพี่อู๋เข้าไปในเพิง ข้างในแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่สำหรับเจ้าของเพิงเตรียมเครื่องดื่ม มีทั้งฟืน น้ำ ขวดเก็บผงชาและกาแฟ ก่อไฟเล็ก ๆ ที่มีหมอต้มน้ำตั้งอยู่
อีกส่วนถัดไป ถ้าไม่ใช่ที่เก็บของ ก็เป็นที่นอนของเข้าของ เพราะถูกกั้นปิดไว้

“พี่ชิน์ถอดถุงมือด้วย“ ตรีบอกตอนที่ผมเอามือไปอิงไฟ
“ทำไมอะ?“ ผมถาม
“เดี๋ยวถุงมือละลาย” ตรีตอบ “แล้วมันจะอุ่นขึ้นด้วย”
“จริงด้วย” ผมตอบเมื่อถุงมืออกแล้ว รู้สึกอุ่นมือขึ้นมาทันที
.
เรานั่งอยู่ในเพิงกันสักพัก
Sona บอกเราว่า เจ้าของเพิงที่กำลังชงเครื่องดื่มอยู่ นอนอยู่ข้างล่างเหมือนกับเรา แต่ขึ้นมาที่นี่ทุกเช้ามืด ผมจินตนาการไม่ออกเลย ต้องตื่นเช้ามาเดินเขาทุกวัน และเห็นวิวตระการตาอย่างนี้ทุกวัน
พี่อู๋แชร์ภาพห้องน้ำที่ถ่ายเป็นขาวดำมาให้ดู
“ห้องน้ำเป็นหลุมแล้วก็มีกระเบื้อง 3 แผ่นวางเป็น 3 เหลี่ยม” พี่อู๋ “พี่ถ่ายขาวดำ เพราะมีอึด้วย แต่พี่แค่ไปฉี่ ปลดล็อกการฉี่ที่สูงที่สุด”
🥇 Achievement UnlockedVicarious High-Altitude Relief
.

ผมออกมาสู่ความหนาวนอกเพิง หวังจะเห็น Annapurna อีกครั้ง แต่ก็ไม่สมหวัง
“มาเร็ว ๆ” Sona พูด
“ฟ้าเปิดแล้ว“ ตรีพูด
ยอด Machhapuchhre ปรากฏให้เห็น
“เอากล้องมาเร็ว” Sona บอก ผมรีบยืนมือถือให้ Sona ถ่ายให้

พอถ่ายเสร็จหมอกก็ปกคลุมยอดอีกครั้ง
.
“ไปมั้ย?” Sona ถาม
เราเตรียมตัวกลับจาก Viewpoint ผมหยิบไม้เดินเขาที่วางทิ้งไว้ที่เก้าอี้ ตอนนี้หมอกลงจนมองไม่เห็นอะไร ผมรู้สึกเศร้าและดีใจไปพร้อมกัน ดีใจที่จะกลับลงไปในห้องอุ่น ๆ แต่ก็เศร้าที่จะต้องลงจาก Viewpoint
การมาพิชิตเทือกเขาหิมาลัยของผมก็สำเร็จ ความฝันผมเป็นจริงแล้ว
🥇 Achievement UnlockedLife Without Regret
⏭️ To Be Continued …
🏆 Part 3 Complete
Summary stats:
| Day | Destination | Altitude |
|---|---|---|
| 10 | Forest Camp | 2,550m |
| 11 | High Camp | 3,550m |
| 12 | Mardi Viewpoint | 4,200m |
👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:
🙏 End Credits
ขอขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบ

Leave a comment