Category: Travel

  • เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal ฉบับ Gamified, Part 1/4: Perfect Preparation

    เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal ฉบับ Gamified, Part 1/4: Perfect Preparation

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาลผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน แต่สภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 1. Perfect Preparation

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 01 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ▶️ Start
    5. ✈️ Day 01. Bangkok to Kathmandu
    6. 💻 Day 02. Kathmandu
    7. 🚌 Day 03. Kathmandu to Pokhara
    8. ⏭️ To Be Continued …
    9. 🤫 Cheat Code
    10. 🙏 End Credits

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ▶️ Start

    Loading …


    ✈️ Day 01. Prologue: Bangkok to Kathmandu

    == Daily Quest ==
    [ ] Get to Kathmandu (✈️ 3h)

    .

    ผมตื่นขึ้นมาก็ตอนที่ลูกเรือประกาศว่า เครื่องบินจะลงในอีกไม่ช้า

    ทุกคนปรับพนักที่นั่ง เก็บถาดอาหาร และเปิดม่านหน้าต่าง ทำให้มองออกไปเห็นวิวข้างล่างได้ชัด

    ข้างล่างเต็มไปด้วยแนวเขาสีน้ำตาลที่ดูไม่สูงมาก ตรีที่นั่งอยู่ข้างผมบอกว่า ถ้าดูจาก Google Map จะเห็น เนปาลมีทั้งแนวสีเขียวและสีน้ำตาล

    ดูเหมือนเราจะอยู่ในโซนสีน้ำตาลในตอนนี้

    ผ่านไปสักพัก เครื่องบินยังไม่มีท่าทีว่าจะลงจอด ผมรู้สึกอยากกลับไปนอนอีกครั้ง หลังจากที่นอนมาได้ไม่ถึง 5 ชั่วโมงก่อนตอนเดินทางไปที่สนามบิน และการนอนบนเครื่องเป็นอะไรที่ไม่เต็มอิ่มเท่าไร

    .

    แล้วเครื่องบินก็ลดระดับลงผ่านกลุ่มเมฆ ภาพวิวเขากลายเป็นตึกอาคารเตี้ย ๆ ที่แผ่ขยายออกไปจนสุดสายตาใต้เครื่อง ฉากที่เห็นทำให้นึกถึงเมืองในตะวันออกกลางที่เห็นในหนังฝรั่ง

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Get to Kathmandu (✈️ 3h)

    ผู้คนทยอยลงจากเครื่องมาบนลานบิน เพื่อขึ้น shuttle bus ที่รอรับไปที่อาคารผู้โดยสารที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม

    อากาศของเมือง Kathmandu ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด ผมคิด

    ในอาคารโดยสาร เราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น เพราะทุกคนทำวีซ่ามาก่อนแล้ว (รายละเอียดการทำวีซ่าเนปาล)

    หลังด่านตรวจคนเข้าเมือง เราต้องเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ ก่อนจะไปรอรับกระเป๋าที่สายพาน

    รอรับกระเป๋าไม่นาน เราก็เดินไปที่ทางออก ตามโถงทางเดินมีร้านแลกเงินและร้านขาย SIM card อยู่เป็นช่วง ๆ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะถามราคา SIM card ดู เพราะผมเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อ roaming package มาจากไทย

    แต่ผมก็ขี้เกียจเกินจะเข้าไปถาม และรอไปเห็นราคาทีเดียวตอนอยู่ในเมืองแล้ว

    ลิฟต์ที่พาลงไปชั้นล่างเป็นลิฟต์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้นึกถึงลิฟต์ขนของในห้าง พอขึ้นมาแล้ว ลิฟต์ดูเหมือนจะไม่ขยับไปไหน พอประตูเปิดออก เราก็ยังอยู่ที่ชั้น 2 เหมือนเดิม ทุกคนในลิฟต์ที่มีกันกว่า 30 คนหัวเราะ เพราะไม่มีใครคิดจะกดลิฟต์เลย

    ที่ชั้นล่าง มีคาเฟ่เล็ก ๆ ตั้งอยู่ข้างห้องน้ำ พี่นันที่ยังไม่ได้กินอะไรขอเข้าไปซื้ออะไรลองท้อง เรายังไม่มีเงิน Nepalese Rupee (NPR) ติดตัวกัน พี่นันเลยจ่ายเงินเป็น USD และรับทอนมาเป็น NPR

    ออกจากอาคาร ที่ฝั่งตรงข้ามก็มีคนรอรับเราอยู่แล้ว

    “สวัสดีครับ พี่” Ro ยกมือไหว้ทักทายทุกคน ทักทายเป็นภาษาไทยชัดทุกคำ “Flight เป็นยังไงบ้าง พี่?”

    “Ro เขาเคยไปเรียนที่ไทยด้วย” พี่นันที่เดินนำหน้าคุยกับ Ro หันมาบอกทุกคน

    Group photo แรก: พี่อู๋ พี่นัน ตรี ผม Ro (ซ้ายไปขวา) (credit: Kullanan Pananukooln)

    Ro พาเราไปที่ลานจอดรถที่รถตู้จอดรออยู่ ก่อนขึ้นรถก็ให้ผ้าสีขาวพาดคอเป็นของขวัญต้อนรับคนละผืน

    Welcome to Nepal

    .

    รถตู้ออกจากสนามบินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยรถรา และสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน

    ถนนแคบลงเรื่อย ๆ จากทาง 4 เลน เหลือ 2 และจากนั้นก็ 1 เลน อาคารเตี้ย ๆ ไม่เกิน 3–4 ชั้นปลูกติด ๆ กันมา และไม่มีบาทวิถีให้คนเดินโดยเฉพาะ ทำให้ทั้งคนทั้งรถต้องใช้ทางร่วมกัน

    คนขับบังคับรถอย่างช่ำชอง มีหลายครั้งที่รถเหมือนจะต้องขูดกันอาคารหรือเสา แต่ก็มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งรถเข้าใกล้คนที่ยืนริมถนน ซึ่งไม่ยอมหลบจากรถที่กำลังเลี้ยว จนหน้าต่างรถแทบจะเฉียดจมูกให้แล้ว

    .

    โรงแรม Kantipur Village ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่เงียบสงบเมื่อเทียบกับถนนที่เราเพิ่งขับผ่านมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะละแวกนี้มีแต่โรงแรม ทำให้คนท้องถิ่นไม่ค่อยมาเดินแถวนี้

    Ro ช่วย check in และรับกุญแจจากเคาน์เตอร์มาให้ เราขนขึ้นไปเก็บบนห้องแล้วก็กลับลงมาที่ล็อบบี้ พร้อมที่จะออกไปข้างนอกกัน

    .

    เราเดินย้อนมาตามซอยที่รถมาส่ง พี่นันสังเกตร้านอาหารจีนชื่อ Dongfang ที่หน้าปากซอย

    Ro พาเดินไปตามถนน เราต้องคอยหลบรถและคนเดินถนนคนอื่น รถจะคอยบีบแตรเตือนเวลาเข้ามาใกล้จากด้านหลัง

    ที่แรกที่เราไปเป็นร้านแลกเงินเล็ก ๆ ป้ายในร้านบอกว่า ราคา NPR อยู่ที่:

    • 1 THB = 4.5 NPR
    • 1 USD = 145 NPR

    (รายละเอียดการเตรียมเงินไปเนปาล)

    เราแลกเงินคนละส่วนหนึ่ง เพื่อให้พอใช้จ่ายชั่วคราว เรายังไม่แลกทั้งหมด เพราะไม่รู้ว่าเมื่ออยู่บนเขาจะใช้กันเท่าไร

    ออกจากร้านแลกเงิน เดินไปไม่ไกล Ro ก็พาเข้าร้านขายของเล็ก ๆ เจ้าของร้านเอาป้ายราคา SIM card ออกมาให้ดู

    ราคา SIM card ของ Nepal Telecom (NTC) (credit: Rohil Shakya)

    “แค่ 20 GB ก็พอ” Ro บอก

    “ไม่มีแบบ 15 วันหรอ?” ผมถาม

    “ไม่มี มีแค่ 7 วันกับ 28 วัน”

    “แบบ 28 วันก็ได้” ผมบอกชี้ไปที่แผน 28 วัน แบบ data 20 GB

    “เก็บไว้ก่อน” Ro บอกเมื่อผมจะหยิบเงินที่เพิ่งแลกได้ออกมาจ่าย

    เจ้าของร้านยื่นมือถือที่มีฟอร์มให้ผมกรอก

    “ต้องชื่อ grandfather ด้วยหรอ?” ผมถาม เพราะนอกจากชื่อตัวเอง ชื่อพ่อแม่แล้ว ยังต้องกรอกชื่อ grandfather ด้วย

    “ต้องกรอกด้วย” Ro ตอบ “มันเป็นระบบเก่า จริง ๆ จะกรอกเป็นอะไรก็ได้ เขาไม่ดูกัน”

    ผมเว้นว่างไว้ เพราะไม่รู้จะกรอกยังไง

    Ro หยิบมือถือไป และพิมพ์ว่า John Wick ก่อนส่งให้เจ้าของร้าน

    🏅 Achievement Unlocked
    Grandfather: John Wick

    “เดี๋ยวถ่ายรูป” Ro บอก ชี้ให้ผมนั่งที่ม้านั่งสั้น ๆ หน้าเคาน์เตอร์

    “ที่นี่ไม่มี e-SIM หรอ?” ผมถามหลังจากถ่ายรูปเสร็จ

    “ไม่มี” Ro ตอบ “ถ้าจะเอา e-SIM จะต้องไปอีกที่”

    เจ้าของร้านขอมือถือไปถอด SIM เก่าออก แล้วใส่ SIM ใหม่ให้แทน พอเรียบร้อย ผมก็จ่ายเงินไป 1,100 NPR

    .

    ต่อมา เราไปที่ร้านขายอุปกรณ์เดินเขา และซื้อ Aquatabs ซึ่งเป็นยาสำหรับฆ่าเชื้อในน้ำ สำหรับเปลี่ยนน้ำก๊อกและน้ำจากลำธารให้กลายเป็นน้ำกิน

    และซื้อ crampons คนละคู่ คู่ละ 1,000 NPR

    (เสื้อผ้าและยาที่ควรเตรียมไปเนปาล)

    ได้ของกันมาแล้ว Ro ก็พาเดินดูของอื่น ๆ ในเมือง พอใกล้มืด ก็พาเดินกลับไปทางโรงแรม และเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    พนักงานต้อนรับแต้มจุดแดงที่หน้าผากก่อนจะพาเข้าไปที่นั่ง พนักงานอีกคนเสิร์ฟน้ำด้วยกาโลหะ ผมนึกดีใจว่าเป็นชา แต่กลายเป็นเหล้าขาวกลิ่นแรงที่เสิร์ฟในถ้วยดินเผาตื้น ๆ แทน

    มื้อเย็นแรกในเนปาล

    พนักงานทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟ บนเวทีด้านหน้า มีการแสดงพื้นเมืองให้ดูเป็นช่วง ๆ

    การแสดงพื้นเมืองของเนปาล

    พอถึงมื้อหลัก พนักงานก็เอาจานเหล็กขนาดใหญ่มาวาง พนักงานแต่ละคนถือชามใหญ่ที่ใส่อาหารต่างกัน ทยอยมาตักใส่จานให้

    “Ro ฝากถามหน่อยว่ามีกระเทียมมั้ย” พี่นันบอก Ro ที่นั่งประกบเราอยู่อีกโต๊ะ “เรากินกระเทียมไม่ได้ เราแพ้กระเทียม”

    Ro ยั้งพนักงานที่กำลังจะตักอาหารใส่จานพี่นัน แล้วก็ถามเป็นภาษาเนปาล ผมได้ยินคำว่า Garlic แล้วพนักงานก็เดินไปตักให้คนอื่นแทน

    พนักงานคนต่อมา จะตักอาหารให้พี่นัน Ro ก็ยั้งไว้ แล้วถามเหมือนเดิม คนต่อไปก็เช่นกัน

    “ที่นี่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องแพ้อาหาร” Ro อธิบาย “แล้ววันนี้คนดูแลไม่อยู่ พนักงานก็เลยดูยุ่ง ๆ หน่อย” ซึ่งอธิบายว่า ทำไม Ro ต้องบอกพนักงานทุกคนทุกครั้งที่จะมาเสิร์ฟอาหาร เพราะไม่มีใครเป็นคนกลางคอยสื่อสารให้ในครัวรู้

    อาหารที่ประกอบร่างกัน คือ dal bhat อาหารซึ่งผมจะรู้ในภายหลังว่า เป็นขุมพลังสำหรับการเดินเขา เพราะเป็นอาหารที่สั่งแล้วเติมได้ไม่อั้น

    Dal bhat

    พนักงานคอยเดินมาเติมอาหารให้เรื่อย ๆ Ro อยู่คอยกันไม่ให้อาหารที่มีกระเทียมเติมในจานพี่นัน พอเห็นเราอยู่ตัวแล้ว Ro ก็หายตัวไป

    “เขาน่าจะไปกินข้าว” พี่นันบอก

    การแสดงบนเวทีจบด้วยคนที่แต่งเป็น yak เดินลงมารับทิปตามโต๊ะ

    .

    Ro พาเราไปส่งที่โรงแรม แล้วก็ขอตัวกลับไป

    หลังจากนอนไม่เต็มอิ่มจากวันก่อนและบนเครื่อง เตียงที่โรงแรมก็ดูน่านอนเลยทีเดียว

    ห้องพักที่ Kantipur Village

    Loading …


    💻 Day 02. Side Quest: Kathmandu

    == Daily Quest ==
    [ ] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [ ] Exchange money for trekking
    [ ] Pack the bag

    อาหารเช้าเป็นแบบ international

    บนเคาน์เตอร์มีไส้กรอก ไข่ดาว ซุปถั่วแบบอังกฤษ ซีเรียลและนม ข้าวโอ๊ต ขนมปัง และ croissant พร้อมเครื่องปิ๊ง

    อาหารเช้าที่ Kantipur Village

    ตักอาหารแล้ว ผมก็เดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

    “รับกาแฟหรือชาดีคะ?” พนักงานถาม ผมไม่ได้ตั้งใจสั่งอะไร เพราะไม่รู้ว่าสั่งเพิ่มได้นอกเหนือจากน้ำส้ม น้ำเปล่า และกาแฟที่วางให้

    “เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว” ผมนึกถึงคำ Ro เมื่อวาน “ถ้าจะกิน ก็กินที่นี่อร่อยที่สุด”

    “Masala tea ครับ” ผมตอบ

    พนักงานยิ้มรับแล้วก็หายไปในครัว

    ผมกับพี่อู๋ลงมาก่อน ตรีกับพี่นันตามมา มาถึงก็นั่งที่โต๊ะมุมในสุดซึ่งติดกับปลั๊กไฟ เพราะพี่นันจะเข้าประชุม

    วันนี้ เราไม่ได้ลางานกัน เพราะแผนแรก คือ วันนี้เราจะต้องเพิ่งมาถึง Kathmandu แต่เพราะเที่ยวบินถูกยกเลิก เราเลยเลือกบินเร็วขึ้น 1 วัน แต่เพื่อไม่ให้เสียวันหยุดเพิ่ม เราเลยตกลงจะทำงานวันนี้กันที่เนปาล

    เวลาที่เนปาลช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที แสดงว่าตอนที่เรากินข้าว ก็ใกล้เวลาเข้างานที่ไทยแล้ว

    ใช้เวลาสักพักกว่า masala tea จะมาเสิร์ฟในแก้วใส พอได้จิบแรก ผมก็ต้องแปลกใจ เพราะคาดว่าจะเจอรสจัดจ้านแบบ chai tea ที่ผมเคยลอง masala tea มีกลิ่นหอม ๆ ของเครื่องเทศก็จริง แต่รสเบามากสำหรับผม

    🏅 Achievement Unlocked
    Masala Tea: First Sip

    ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังกินหมดอย่างรวดเร็ว และสั่งถ้วยที่สองตอนที่พนักงานเดินมาใกล้โต๊ะ

    Masala tea

    “ชิน์อยากทำงานที่นี่หรือที่คาเฟ่” พี่นันถามจากอีกโต๊ะ MacBook เปิดอยู่ข้างตัว

    “ผมอยากทำงานที่ห้อง” ผมตอบ “แต่ที่ห้องผมต่อเน็ตไม่ได้ อาจจะต้องไปคาเฟ่”

    “ลองหาดูว่า จะไปที่ไหน”

    ผมลองหาในอินเทอร์เน็ตก็เจอคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานที่คนแนะนำ 2–3 ที่ แต่พอดูใน Google Map แล้ว ไม่ค่อยน่านั่งสักเท่าไร และบางที่ก็เหมือนปิดร้านไปแล้ว

    ผมลองเปิดดูข้อมูลโรงแรม ก็เห็นว่า “cafe with work lounge” อยู่ในรายการ “coffee shop with work lounge”

    Facilities ของ Kantipur Village

    ผมเดินออกจากห้องอาหารไปที่เคาน์เตอร์เช็กอิน

    “มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” พนักงานหลังเคาน์เตอร์ถาม

    “ผมอยากให้ช่วย 3 เรื่อง” ผมพูด ดูกระดาษที่จดมา “ผมอยากได้น้ำที่ห้องเพิ่ม แต่ผมแขวน Do Not Disturb ไว้”

    “อยากให้พนักงานทำความสะอาดห้องด้วยมั้ยครับ?”

    “ไม่เป็นไรครับ ขอแค่น้ำเพิ่มก็พอ”

    “ได้ครับ”

    “แล้วก็ผมมีปัญหาต่อเน็ตในห้อง” ผมพูด “ถ้าต่อด้วยคอมแล้วจะต่อไม่ได้ แต่ถ้าด้วยมือถือ จะต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง อยากให้ช่วยดูให้หน่อยครับ”

    “ครับ”

    “แล้วก็ปลั๊กไฟในห้องตรงที่เสียบกาน้ำร้อนเหมือนจะใช้ไม่ได้ ผมเสียบปลั๊กไม่เข้าเลย”

    พนักงานพยักหน้า

    “ผมขอกระดาษไว้นะครับ”

    ผมงุนงงเล็กน้อย เพราะลายมือผมแย่มาก ไม่รู้ว่าคนอื่นจะอ่านออกไหม

    “เดี๋ยวผมดูให้นะครับ” พนักงานบอก เก็บกระดาษไป

    “แล้วก็” ผมพูด “เห็นในเว็บไซต์เขียนว่ามี work lounge ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนครับ”

    “ตรงนี้เลยครับ” พนักงานชี้ไปทางขวามือของผม

    “ตรงนี้?”

    “ใช่ครับ ตรงไปก็เจอเลย”

    “ผมต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งานยังไงบ้างมั้ย?”

    “ไม่ต้องครับ ใช้ฟรีได้เลย” พนักงานตอบ

    “ตรงนี้มี work lounge ไปนั่งได้นะ” ผมบอกคนอื่นตอนเดินกลับเข้าไปในห้องอาหาร

    พี่นันกำลังประชุมอยู่แล้ว ในห้องมีแขกอีก 1–2 โต๊ะที่นั่งทานข้าวอยู่

    “ดีเลย” พี่นันตอบ

    แล้วทุกคนก็ย้ายที่จากห้องอาหาร ไปที่ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงแรมที่กั้นด้วยกระจกเป็นแนวยาว ในร้านมีเคาน์เตอร์อยู่ในสุด ตามแนวยาวฝั่งติดผนังเป็นโต๊ะติดผนังยาว ส่วนฝั่งกระจกเป็นโต๊ะและเก้าอี้ 2 ชุด ฝั่งตรงข้ามเคาน์เตอร์เป็นหน้าแรกที่เปิดออกไปสู่ถนนเล็ก ๆ หน้าโรงแรม

    ทุกคนปักหลักกันที่โต๊ะติดผนัง ซึ่งมีปลั๊กไฟให้ใช้

    “เดี๋ยวผมไปเอาคอมก่อนนะ” ผมบอก แล้วก็ขึ้นไปบนห้อง

    ขวดน้ำใหม่ 2 ขวดถูกวางไว้ในห้องแล้ว ปลั๊กกาต้มน้ำถูกเสียบไว้ในเต้าบนผนัง พนักงานน่าจะตีความความต้องการผมผิดไป ผมแค่อยากจะใช้ปลั๊กนั้นให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะปลั๊กในห้องมีพอใช้

    ผมไม่ได้เช็กว่าต่ออินเทอร์เน็ตได้ไหม แต่เดาว่าน่าจะต่อได้ปกติแล้ว

    พนักงานจัดการดูแลให้อย่างรวดเร็วมาก สมกับที่เป็นโรงแรม 4.8 ดาวบน Google Maps

    .

    เรานั่งทำงานในร้านกาแฟทั้งวัน ตอนกลางวันเราสั่งพิซซ่ากับเฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งอร่อยถูกปากมาแชร์กัน

    อาหารกลางวัน: พิซซ่าและเฟรนช์ฟรายส์

    ระหว่างวัน มีลูกค้าแค่กลุ่มเดียวที่เข้ามานั่งในร้าน นั่งไม่นานก็ออกจากร้านไป เหลือแค่เราสี่คนกับพนักงานที่เฝ้าร้านเงียบ ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์

    ไม่นานก็หมดเวลางาน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานที่ต่างประเทศ

    🏅 Achievement Unlocked
    Work Mode: International
    == Daily Quest ==
    [/] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [ ] Exchange money for trekking
    [ ] Pack the bag

    .

    เราเดินออกไปที่ร้าน Dongfang ที่พี่นันเล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน และสั่งบะหมี่มา 2 จาน กับเนื้อแกะเสียบไม้ทีละ 3 ไม้ เพราะพนักงานบอกว่าสั่งขั้นต่ำ คือ 3 ไม้

    ราคาตกไม้ละ 100 NPR (ประมาณ 22 บาทเท่านั้น)

    เนื้อแกะเสียบไม้ย่าง

    “หวัดดีครับ พี่”

    Ro กับ Arbin มาหาเราที่ร้าน

    “วันสุดท้าย จะพาไปกินอาหารไทย” Arbin บอกเป็นภาษาไทย

    “เราเลือกเป็นอาหารอื่นได้มั้ย?” พี่นันถาม ติดใจเนื้อแกะที่สั่งมาเติม 2–3 รอบ

    “ไม่ได้ จองไว้แล้ว” Arbin ตอบ

    พอกินเสร็จ เราก็เดินกลับโรงแรมกัน มีแค่ตรีที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าของ Ro นำไปก่อน

    Arbin’s briefing (credit: Kullanan Pananukooln)

    ที่โรงแรม Arbin เริ่ม brief เกี่ยวกับการเดินเขา ทั้งแผนการเดินทาง (ดู Quest Map ข้างบน) และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ ซึ่งผมจดตามไว้เท่านี้:

    • เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ เพื่อป้องกัน altitude sickness
    • ดื่มน้ำเยอะ ๆ (3–4 ลิตร ตามระดับความสูง) เพื่อป้องกัน altitude sickness
    • ถ้าปวดฉี่ ต้องห้ามอั้น เพราะจะทำให้ไม่หิวน้ำ และจะยิ่งกินน้ำน้อยลง
    • อาบน้ำเมื่อมีโอกาส แต่ควรอาบน้ำอุ่น เพราะน้ำเย็นจะทำให้ป่วยง่าย
    • เข้านอนหลังอาหารเย็น
    • ไม่ควรนอนกลางวัน เพราะจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน
    • ใส่ beanie เวลานอน เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
    • ให้เอาของที่จำเป็นติดตัวไประหว่างเดิน ของที่เหลือให้ทิ้งไว้ใน duffle bag ที่ porter (ลูกหาบ) จะแบกนำไปก่อน
    • เริ่มทานยาแก้ altitude sickness ตั้งแต่พรุ่งนี้
    • คืนนี้ จัดของใส่ duffle bag ให้พร้อม (ของที่เหลือให้ฝากไว้ที่โรงแรม)
    • Porter 1 คนจะแบกน้ำหนักได้ 25 kg ซึ่งแบ่งเป็นกระเป๋า 2 ใบ (แสดงว่าได้กระเป๋าละ 12.5 kg)

    Brief แล้ว เราก็จ่ายเงินค่าทัวร์เป็น USD คนละ 634 USD

    Hero Guild และ Tour Master: ผม ตรี Arbin พี่นัน พี่อู๋ (ซ้ายไปขวา)

    .

    Arbin กับ Ro ก็พาเราเดินไปในเมือง เพื่อแลกเงิน ครั้งนี้เราไปที่อีกร้านหนึ่ง

    “เอาเงินติดตัวไปวันละ 50 dollars” Ro บอก “ทั้งหมดประมาณ 50,000 rupees เผื่อไว้”

    “ถ้าเหลือก็ให้ทิปไกด์กับลูกหาบ” Arbin เสริม

    พี่นันช่วยแลกเงินเผื่อทุกคน ส่วนผมแลกเป็นคนสุดท้าย เพราะไม่แน่ใจว่าแลกไปเยอะขนาดไหน เพราะจำนวนที่ Ro บอกสูงกว่าจำนวนที่ถาม ChatGPT เยอะระดับหนึ่ง

    (ดูจำนวนเงินที่ควรนำติดตัวไปเนปาล)

    “อยากกินไอติม” ผมพูด

    Ro แนะนำร้าน Silk ซึ่งอยู่ติดกับโรงแรมชื่อ Roadhouse

    Ro กับ Arbin ขอตัวกลับก่อน ปล่อยให้เราหาร้านด้วย Google Maps กันเอง

    ร้าน Silk หาไม่ยากอย่างที่คิด และร้านเล็กกว่าที่คาด เราสี่คนเดินเข้าไปก็แทบจะเต็มร้านแล้ว

    ร้านมีไอติมให้เลือกหลายรสและขอชิมก่อนได้

    ทุกคนขอชิมตามต้องการแล้วก็สั่งกันคนละถ้วย ถ้วยละ 330 NPR

    ผมเป็นคนสุดท้ายที่ตัดสินใจไม่ได้

    “ลองนี่ดู” พนักงานยื่นอีกรสให้ชิม ทั้งที่ผมไม่ได้ขอ

    “อันนี้ก็อร่อยแฮะ” ผมบอก ทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก

    สุดท้าย ผมตัดสินใจสั่ง triple chocolate ใส่ถ้วยเหมือนคนอื่น

    ร้านขายไอติม Silk

    .

    กลับมาถึงโรงแรม เราก็จัดของใส่ duffle bag ตามที่ Arbin ได้ brief ไว้

    ผมมีของที่จะเอาไปมากกว่าน้ำหนักที่ Arbin กำหนดให้ เลยต้องใส่ของที่เกินมาไว้ใน backpack ที่จะแบกไปเอง

    ส่วนของที่จะไม่เอาไป (อย่าง laptop) ผมใส่กระเป๋าลากที่จะฝากไว้กับโรงแรม

    Duffle bag ที่ Heaven on Nepal จัดไว้ให้
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [/] Exchange money for trekking
    [/] Pack the bag

    Loading …


    🚌 Day 03. Gateway: Kathmandu to Pokhara

    == Daily Quest ==
    [ ] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [ ] Explore Pokhara

    วันต่อมา เราไม่มีเวลากินข้าวในห้องอาหาร เพราะเราต้องออกจากโรงแรมแต่เช้า

    Anup กำลังรอเราอยู่ตอนที่เราขนกระเป๋าลงมาที่ล็อบบี้

    “คนนี้จะเป็นไกด์พี่นะครับ” Anup บอกเป็นภาษาไทย ผายมือไปที่คนเนปาลที่ยืนอยู่ข้างตัว “เขาจะนั่งไป Pokhara ด้วย ชื่อ Sona Gurman จะเรียก Sona หรือ Gurman ก็ได้”

    Sona ยิ้มทักทายทุกคน

    “เขาพูดไทยไม่ได้” Anup เสริม

    รูปหมู่ก่อนออกจากโรงแรม: พี่นัน ตรี พี่อู๋ ผม Anup และ Sona (ซ้ายไปขวา) (credit: Kullanan Pananukooln)

    “Anup ไปด้วยมั้ยคะ?” พี่นันถามเมื่อเราขึ้นไปบนรถตู้ที่จอดรอหน้าโรงแรม

    “ไม่ได้ไป พี่” Anup พูด “เดี๋ยว Sona จะดูแลพวกพี่เอง”

    “เขาชื่ออะไรนะ?” พี่นันถามอีกครั้ง เพราะเรายังไม่คุ้นกับชื่อของคนที่นี่

    “Sona Gurman” Anup ตอบเหมือนทวนเทป “จะเรียก Sona หรือ Gurman ก็ได้”

    .

    รถทัวร์จอดเรียงกันยาวอยู่ข้างถนน ในเมืองที่ดูเหมือนไม่ได้ออกแบบไว้ให้รถวิ่ง ดูเหมือนน่าจะไม่มีสถานีขนส่งเป็นหลักเป็นแหล่งด้วย

    Sona กับคนขับรถคุยกันด้วยภาษาเนปาล พยายามมองหารถของเรา พอขับเลยคันที่มองหา คนขับรถก็กลับรถกลางถนนเพื่อย้อนกลับไปหารถทัวร์ของเรา

    ลงจากรถ เราเอา backpack และกล่องข้าวเช้าที่ Arbin ให้โรงแรมเตรียมไว้ให้ลงด้วย ส่วน duffle bag ของเรามีคนขนขึ้นท้ายรถทัวร์ให้

    ที่นั่งบนรถไม่เหมือนกับรถทัวร์แบบอื่น ๆ ที่ผมเคยเจอมา

    ภายในรถทัวร์ไป Pokhara

    ที่นั่งแบ่งเป็น 2 แถว ฝั่งหนึ่ง 1 ที่นั่ง และอีกฝั่ง 2 ที่นั่ง ทรงเก้าอี้ทำให้ผมนึกถึงเก้าอี้นวด เพราะเบาะมีขนาดใหญ่พอที่จะนั่งได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด แม้สำหรับคนตัวใหญ่อย่างผม และปรับเอียงนอนได้สบายโดยไม่รบกวนคนข้างหลัง

    ระหว่างรอรถออก ผมก็เปิดกล่องข้าวออกดู ข้างในมีน้ำผลไม้กล่อง ขนมปังแผ่นกับชีส ไข่ต้มที่ห่อมาในฟอยล์ และส้มที่แวรปพลาสติกมาให้

    อาหารเช้าที่โรงแรมเตรียมใส่กล่องไว้ให้

    ผมยื่นส้มให้ตรี และจัดการขนมปังกับชีสและน้ำผลไม้ก่อน ผมเก็บไข่ไว้ทีหลัง เพราะยังไม่อยากกินตอนนี้

    .

    พอรถออกตัว อาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของ Kathmandu ก็ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ

    พออกเขตเมือง ถนนก็เริ่มขรุขระและเป็นลูกรังมากขึ้น ฉากอาคารสีทรายถูกแทนที่ด้วยภูเขาดินและป่าไม้ ระหว่างทาง มีทั้งรถทัวร์และรถเมล์สวนไปอีกทาง

    เราหยุดเข้าห้องน้ำข้างทางครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยุดพักเพื่อทานข้าวกลางวันกัน

    ผมไม่ได้ยินประกาศอะไร และคิดว่ารถหยุดให้เข้าห้องน้ำอีกครั้ง ผมรีบลงจากรถไปก่อน เพราะรู้ว่าคนจะเยอะ และก็เป็นไปตามอย่างที่คิด ตอนออกจากห้องน้ำ คนก็ต่อแถวเข้าคิวกันแล้ว

    “เป็นยังไงบ้าง?” Sona ถามเป็นภาษาอังกฤษ เดินเข้ามาหา

    “ก็ดี” ผมตอบ “เห็นคนอื่นมั้ย?”

    “น่าจะไปหาข้าวกินกัน” ชี้ไปทางอาคารที่ตอนแรกผมนึกว่าเป็นโรงแรม ซึ่งอยู่ในบริเวณจุดพักรถเหมือนกัน

    “อ๋อ งั้นผมไปหาพวกเขาก่อน”

    “อันนี้เป็น buffet” พี่นันบอกตอนผมไปถึงจุดซื้อคูปองที่มีคนรุมซื้อคูปองกันอยู่ (ผมใช้คำว่ารุม เพราะไม่มีใครสนใจว่าใครมาก่อน ใครแทรกเข้ามาได้ก็ได้ซื้อก่อน) “มีให้เลือก ผัก ไก่ กับ mutton”

    “พี่นัน พี่อู๋กินอะไร?” ผมถาม

    พี่นันไม่ตอบ กำลังง่วนกับการนับเงินที่จะจ่าย พอได้คูปองแล้วก็รีบไปต่อแถวตักอาหารในอาคาร

    ผมรีบนับเงินที่แลกมาเมื่อวานออกจากซองเงิน ระหว่างนั้นก็มีคนเนปาลแทรกเข้ามาซื้อคูปองเลื่อน ๆ

    “พี่ชิน์กินอะไร?” ตรีถามตอนที่เรากำลังต่อแถว

    “Mutton” ราคา 600 NPR

    แถวตักอาหารเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ จนผมเริ่มสงสัยว่า คนรถให้เวลากินข้าวเท่าไร

    อาหารที่มีให้ตักเหมือนกับอาหารเย็นวันแรก นั่นคือ dal bhat แต่เป็นฉบับตักเอง

    ผมยื่นคูปองให้พนักงานที่ยืนรอรับอยู่แล้วก็ตักอาหารเท่าอยากกิน ที่ปลายสุดเคาน์เตอร์ตักอาหาร พนักงานก็หยิบซุป mutton ในถ้วยเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้

    “สรุปพี่นันกินอะไร?” ผมถามเมื่อไปถึงโต๊ะที่พี่อู๋ พี่นันนั่งอยู่

    “ข้าวผัดไข่” พี่นันตอบ “พี่ถามเขาว่า อะไรมีกระเทียมบ้าง เขาก็ชี้ ชี้ ชี้ แล้วเขาก็ทำท่าอย่างนี้” ทำท่ากวาดมือ “’All of this has garlic’ เขาพูด เขาเลยคืนเงินให้พี่นัน แล้วให้สั่งใหม่ เพราะไม่มีอะไรที่พี่นันกินได้เลย”

    Dal bhat (อีกแล้ว)

    “อาหารเป็นยังไงบ้าง?” Sona ถามเมื่อมาปรากฏตัวข้างโต๊ะเรา

    “ดี” พี่นันตอบเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมยกนิ้วให้

    “เรามีเวลากินเท่าไร?”

    “อา” Sona มองนาฬิกา “ประมาณ 45 นาที”

    ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหนแล้ว แต่คิดว่า เรามีเวลาอีกไม่นาน

    “เราต้องรีบไปแล้วมั้ย?” ผมถาม

    “ยังพอมีเวลาอยู่” Sona ตอบ

    “งั้นผมขอไปตักเพิ่มหน่อย” ผมพูด

    ผมไปต่อแถวตักอาหารอีกครั้ง และอีกครั้งที่แถวค่อย ๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ผมคิดว่าผ่านไป 3–5 นาทีได้ ผมยังไม่ถึงที่หยิบจานแม้แถวจะสั้นลงกว่าแรกถึง 1 ใน 3 แล้วก็ตาม

    “รีบไปขึ้นรถก่อนแล้วกัน” ผมบอก Sona ที่เดินมาหา

    “แน่ใจหรอ?”

    “ใช่” ผมตอบ เพราะตอนนั้นห้องอาหารดูโล่งแล้ว แสดงว่าคนส่วนใหญ่ รวมถึงคนที่มารถคันเดียวกับเรา น่าจะขึ้นรถกันหมดแล้ว

    “เขาให้เวลาน้อยมาก” ผมคุยกับ Sona ระหว่างเดินไปที่รถ “คนอื่นกินกันทันได้ยังไง?”

    “คิดว่า เขาน่าจะผลัดให้เข้ามาเป็นชุด ๆ” Sona ตอบไม่ตรงคำถาม “พอรถชุดหนึ่งกินเสร็จ อีกชุดหนึ่งก็จะเข้ามาแทน ไม่งั้นที่จะไม่พอ”

    .

    บนรถมีนาฬิกาดิจิทัลบอกเวลาที่ผมเฝ้ามอง รอคอยให้ถึงที่หมายเร็ว ๆ

    ก่อนหน้านี้ ผมถาม Sona ว่าจะถึง Pokhara ประมาณกี่โมง Sona บอกว่า 2 โมงกว่า ๆ ผมประมาณว่าเราน่าจะถึงตอนบ่ายสาม จากการที่เราใช้เวลากินข้าวนานกว่าปกติ

    เมือง Pokhara แตกต่างจาก Kathmandu อย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ในเชิงผังเมือง ตึกอาคารที่นี่วางห่างกัน และมีถนนเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ดูคับแคบเหมือนกับ Kathmandu

    และที่สำคัญ Pokhara มีสถานีขนส่งที่รถทัวร์มาจอดส่งทุกคนลง

    == Daily Quest ==
    [/] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [ ] Explore Pokhara

    “มาจาก Indonesia หรือเปล่า?” คนแก่ที่ผมเดาว่าเป็นคนขับแท็กซี่ถาม พยายามหาผู้โดยสารจากคนที่ลงจากรถทัวร์

    กลุ่มเราไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนกำลังง่วนกับการขน duffle bag จากท้ายรถทัวร์ขึ้นรถตู้ที่มารอรับเราอยู่แล้ว

    รถตู้เหมือนจะหาโรงแรมไม่เจอ และเมื่อถึงที่หมาย ผมก็รู้ว่าทำไม

    “คนขับหาไม่เจอ” ผมบอกคนอื่นเป็นภาษาไทย “เพราะมัน hidden นี่เอง”

    โรงแรม Hidden Kingdom

    โรงแรมของเราชื่อ Hidden Kingdom ซึ่งดูแล้วมีขนาดเล็กและดูเก่ากว่า Kantipur Village

    Sona ช่วยเรา check in แล้วก็แจกจ่ายกุญแจห้องให้ เราได้ 2 ห้องแยกเหมือนเดิม

    “ถ้าอยากออกไปเดินในเมือง” Sona บอก “ก็บอกเวลามาได้ กี่โมงก็แล้วแต่เลย”

    “บอกเขา 4 โมงครึ่งก็ได้” พี่นันพูดเป็นภาษาไทย ซึ่งหมายถึงอีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ “ดูหน้าแล้ว เขาน่าจะอยากนอน ให้เขาพักเถอะ”

    “น่าจะประมาณ 4 โมงครึ่ง” ผมบอก Sona เป็นภาษาอังกฤษ “เดี๋ยวผมลงมาเจอที่ล็อบบี้”

    “ได้ ๆ” Sona ตอบ “ถ้าพร้อมแล้วก็ทักมา” Sona หมายถึงทักผ่าน Messenger ของ Facebook เพราะเราเพิ่งเพิ่มเพื่อนกัน

    Sona ไม่มี LINE เหมือนกับ Arbin, Ro, และ Anup

    ห้องพักเราอยู่ชั้น 2 เราเลือกเดินขึ้นบันได เพราะพนักงานช่วยขนกระเป๋ามาทางลิฟต์ที่ตัวเล็กนิดเดียว แม้จะไม่ดูดีเท่า แต่ห้องของ Hidden Kingdom ก็ขนาดกว้างขวางไม่แพ้ Kantipur Village

    ห้องพักที่ Hidden Kingdom

    .

    พอ 4 โมงครึ่ง เราก็ลงมาเจอกับ Sona ที่ล็อบบี้และออกเดินจากซอยโรงแรม เรียบไปตามชายฝั่งของทะเลสาบ Phewa

    “พี่อู๋กับพี่นันเคยมาแล้ว” พี่นันบอกผมกับตรี พี่นันกับพี่อู๋เคยมาเดินเขาที่เนปาลแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน “ชิน์กับตรีอยากนั่งเรือมั้ย หรืออยากรอวันสุดท้าย?”

    “ถ้ามีเวลาจะนั่งวันนี้ก็ได้” ผมตอบ “แต่เรามีเวลาพอมั้ย?”

    “ไม่รู้ ลองถามเขา” พี่นันหมายถึง Sona

    “ลองไปดูกัน” Sona ตอบเมื่อผมถามเป็นภาษาอังกฤษ

    เราเดินไปที่ท่าเรือซึ่งยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอเดินทางไปยังเกาะกลางน้ำ

    “Sona จะไปด้วยมั้ย?” พี่นันถามเป็นภาษาอังกฤษ “พวกเราจ่ายให้”

    “โอเค” Sona ตอบ

    Sona ช่วยต่อแถวซื้อตั๋วให้ แล้วเราก็ไปรับเสื้อชูชีพมาใส่กันคนละตัว

    ที่ท่าขึ้นเรือ ผู้คนที่ใส่เสื้อชูชีพมาออแย่งกันขึ้นเรือที่แทรกหาที่จอดรับผู้โดยสารกัน

    ท่าเรือที่ทะเลสาบ Phewa

    ผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์จะตกดินในอีกไม่ช้า นอกจากเรือพายลำยาวแบบที่เรานั่ง ยังมีเรือปั่นตรงสี่เหลี่ยมที่ดูจะนั่งสบายกว่าเรือพาย และเวฟบอร์ดสำหรับพายคนเดียวอีกด้วย

    ทะเลสาบ Phewa

    เรือวนรอบ Tal Barahi Mandir ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำที่ตั้งของศาลเจ้าพระแม่วราหิของศาสนาฮินดู 1 รอบ ก่อนจะจอดเทียบท่าบนเกาะ

    ทุกคนถอดเสื้อชูชีพทิ้งลงในตะแกงเหล็กที่ตั้งอยู่ที่ท่าแล้วก็เดินเข้าไปในเกาะ

    ทุกคนไปถึงหน้าศาลก็ยกมือไหว้แล้วก็เดินออกมา ไม่มีใครถอดรองเท้า เพราะทุกคนใส่รองเท้าเดินเขากันหมด

    Group selfie ที่ Tal Barahi Mandir: ผม Sona ตรี พี่นัน พี่อู๋ (ซ้ายไปขวา)

    เราหยิบเสื้อชูชีพจากตะแกงเหล็ก แล้วก็เดินไปหาเรือที่จะพาเรากลับฝั่ง เช่นเดียวกับขามา ทุกคนแย่งกันขึ้น ใครแทรกได้ก่อนก็ได้ขึ้นก่อน

    Sona ช่วยกันหาเรือให้ แต่เราต้องนั่งแยกกันมา ผมมากับพี่อู๋ ส่วนตรีกับพี่นันตามมาทีหลังกับ Sona

    .

    “อยากกินที่นี่มั้ย?” Sona ถามเมื่อพาเรามาหยุดหน้าร้านอาหารแบบตะวันตกแห่งหนึ่ง

    “ชิน์อยากกินอะไร?” พี่นันช่วยถามเมื่อเห็นผมลังเล

    “อยากลองอาหารท้องถิ่น” ผมบอก Sona เป็นภาษาอังกฤษ

    “อาหารท้องถิ่น” Sona พูด “มีหลายร้าน ลองเดินดูตามถนนได้”

    “มี 2 ร้าน” พี่นันยื่นจอมือถือให้ดู “มีร้านนี้ที่ติดทะเลสาบ กับอีกร้านที่อยู่หัวมุมตรงนี้”

    เราไปที่ร้านตรงหัวมุมกัน

    ทางเข้าร้านอยู่ข้างร้านตัดผม พอเดินขึ้นบันไดไปก็เจอกับห้องอาหารเล็ก ๆ 2 ห้องที่เชื่อมกันด้วยชั้นลอยที่มีเคาน์เตอร์เก็บเงินและอ่างล้างมืออยู่

    เราเข้าไปนั่งแล้วก็สั่งอาหารกันคนละจาน พร้อมอาหารแชร์ตรงกลาง 2 จาน สำหรับเครื่องดื่ม ผมสั่ง masala tea ซึ่งรสชาติไม่ต่างกับ masala tea ใน Kathmandu คือมีกลิ่นหอม แต่รสไม่จัด ทำให้ผมรู้ว่า masala tea น่าจะไม่เน้นรสจัดเหมือนกับ chai tea

    มื้อเย็นที่ Pokhara

    อาหารที่ผมสั่ง คือ dal bhat แบบที่กินเมื่อวันแรกและกลางวันของวันนี้

    ที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน มีถาดเล็ก ๆ ใส่เม็ดน้ำตาลและสิ่งที่ดูเหมือนเปลือกข้าวอยู่ Sona ตักให้ลอง พอกินด้วยกันแล้วก็เหมือนกับลูกอมดับกลิ่นปาก

    เราเดินไปตามถนนและหยุดที่ร้านวอฟเฟิลแห่งหนึ่ง สั่งไอติมและวอฟเฟิลที่เราเอามาประกอบร่างกันเอง

    Fusion: ice cream + waffle 👍

    หลังกินเสร็จ เราก็เดินไปที่ร้านขายของชำฝั่งตรงข้าม หาซื้อของกินที่จะติดตัวขึ้นเขาไปด้วย ผมไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่ม เพราะผมเตรียม power bar มาสำหรับแก้หิว และไม่คิดว่าผมจะคิดถึงอาหารไทยบนนั้น

    “พี่นันกับพี่อู๋กลับก่อน” พี่นันบอกเมื่อออกจากร้าน “ฝากด้วย” พี่นันบอกกับ Sona

    “ไปถนนคนเดินกัน” ผมบอก Sona

    ถนนคนเดินของ Pokhara คือ ทางเดินริมทะเลสาบ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ที่ท่าเรือมีการทำพิธีทางศาสนาที่ผมเห็นใน YouTube ก่อนมาที่นี่

    เรือที่พายไปมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้จอดนิ่งอยู่ในทะเลสาบที่มืดมิด บนเขาที่ล้อมรอบทะเลสาบเปิดไฟกัน ทำให้ดูเหมือนอาคารลอยตัวอยู่ในความมืดของท้องฟ้า

    วิวตอนกลางคืนที่ทะเลสาบ Phewa

    ตามทางเดินมีร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการและเล่นทั้งดนตรีสดและเทปเสียงคอยรอรับลูกค้าอยู่ เราเดินไปจนถึงร้านสุดท้าย ก็เดินกลับเข้ามาในเมือง

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [/] Explore Pokhara

    Sona พาเดินเข้ามาในซอยที่จะทะลุไปถึงโรงแรม

    “ซอยที่นี่ตั้งเป็นตัวเลข 1, 2, 3, 4 ไปเรื่อย ๆ” Sona ชวนคุย “ซอยโรงแรมเรา คือ ซอย 9 แต่ละโรงแรมจะมีรหัสของตัวเอง อย่างของเราคือ 9A”

    Hidden Kingdom Hotel, 9A

    เราแยกกับ Sona ที่หน้าโรงแรม Sona น่าจะพักอยู่อีกที่ที่อยู่ในซอยเดียวกัน

    “พรุ่งนี้ เจอกัน 7 โมง” Sona บอก “กินข้าวเช้าเสร็จก็ยกกระเป๋าลงมารอที่ล็อบบี้ได้เลย”

    พรุ่งนี้ เราจะเริ่มเดินเขาเป็นวันแรก

    ป้ายแรก คือ Chhomrong เพื่อไปพิชิต ABC


    ⏭️ To Be Continued …

    🏆 Part 1 Complete

    👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:

    • Part 2/4. The Conquest of Annapurna Base Camp (coming soon)

    🤫 Cheat Code

    Press X + O to skip to …

    • Part 3/4: The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail (coming soon)
    • Part 4/4. Beyond Journey’s End (coming soon)

    🙏 End Credits

    ขอขอบคุณ:

    1. Ro และพี่นัน สำหรับภาพประกอบ
    2. บอส ที่ช่วยอ่าน draft แรก ๆ
  • Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)

    ผมเคยคิดไว้นานแล้วว่า อยากไปเทือกเขาหิมาลัยสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายยังไหวอยู่

    พอมีคนมาชวนไปเดินเขาที่ Nepal ผมเลยไม่ลังเลที่จะไปด้วย

    แต่ผมไม่ได้ดูเลยว่า แผนการเที่ยวและการเตรียมตัวเป็นยังไงบ้าง ทำเอาเกือบไม่รอดกลับมา 555 😅

    เพื่อช่วยให้คนที่อยากไป Nepal เตรียมตัวได้พร้อม ผมเลยเขียนบทความนี้ โดยรวบรวมข้อมูลเท่าที่รู้จากการไปเที่ยวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเอาไว้ให้

    บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่:

    1. เส้นทางการเดินเขา
    2. วีซ่า, เงิน, SIM card
    3. การเตรียมร่างกาย
    4. การจัดกระเป๋า

    ผมหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะไป Nepal นะครับ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🏔️ Travel Plan
    2. 🏟️ Guided vs Self-Directed
    3. 🛂 Visa
    4. 💰 Money
      1. 💴 NPR
      2. 💵 USD
      3. 💶 THB
      4. 💳 How Much to Bring?
    5. 📞 SIM Card
      1. 📶 Roaming Package
      2. ☎️ Local SIM
      3. 🧑‍⚖️ Verdict
    6. 📉 Insurance
      1. ✈️ Travel Insurance
      2. 🏞️ Trekking Insurance
    7. 🏃 Body Prep
    8. 🧳 Packing
    9. 👕 Clothes & Gear
      1. 👳‍♀️ Head
      2. 🙈 Face & Neck
      3. 💪 Arms & Hands
      4. 🎽 Upper Body
      5. 🩲 Lower Body
    10. 💊 Food & Medicine
      1. 🍔 Food & Drink
      2. 🤧 Cold
      3. 😣 Stomach
      4. 🚀 Secret Weapon
      5. ⛑️ First-Aid
      6. 🧴 Body Care
    11. 🔌 Electronics
    12. 📄 References

    🏔️ Travel Plan

    เพื่อเป็นบริบทในการอ่าน trip ของผมใช้เวลา 15 วัน (1–15 Apr 2026) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน:

    1. ขาไป (Days 1–3)
    2. เดินเขา (Days 4–13) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน:
      1. ABC route (Days 4–9)
      2. Mardi route (Days 10–13)
    3. ขากลับ (Days 14–15)
    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking
    9BambooJhinu DandaTrekking
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    Note:

    • ABC ความสูง 4,100 เมตร
    • Mardi ความสูง 4,500 เมตร
    ยอดเขา Machhapuchhare ที่เห็นจาก Mardi route

    🏟️ Guided vs Self-Directed

    การเดินเขาที่ Nepal ทำได้ 2 แบบ:

    1. ไปกับทัวร์: ข้อดี คือ มีคนดูแลเรื่องสถานที่ เส้นทาง และใบอนุญาตให้พร้อม
    2. ไปเอง: ต้องจัดการเรื่องแผน สถานที่ และใบอนุญาตเอง แต่มีอิสระในการวางแผนและจัดการมากกว่า

    ผมเลือกไปกับทัวร์ Heaven on Nepal จากที่พี่ในกลุ่มดูวิดีโอของพลอย

    == Heaven on Nepal ==
    .
    👉 Heaven on Nepal เป็นทัวร์ที่ดี รับจบเกือบทุกด้าน และให้บริการเป็นอย่างดี
    .
    Heaven on Nepal เป็นทัวร์จาก Nepal ที่จัดรับแขกคนไทยโดยเฉพาะ มีพนักงานที่สามารถพูดไทยได้คอยดูแลระหว่างอยู่ในเมือง เช่น พาไปซื้อของ พาไปแลกเงิน (ช่วยให้ได้ของและอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าถ้าไปเอง)
    .
    Guide ที่พาเดินเขาก็มีประสบการณ์และมีเครือข่ายกับที่พักและลูกหาบ (porter) ระหว่างทางเป็นอย่างดี ทำให้ได้รับบริการที่น่าประทับใจ
    .
    เช่น ตอนขึ้นไปที่ ABC ที่อากาศหนาวจัด guide จัดให้กลุ่มผมได้นอนห้องที่อยู่ติดกับห้องครัว เพราะจะอุ่นกว่าห้องอื่น ๆ (บนเขามีนโยบายงดใช้ heater กัน ทำให้บรรยากาศหนาวกว่าเมื่อก่อน)
    .
    มีหลาย ๆ ครั้งที่พวกเราเดินช้า guide ก็จะให้ porter ที่ขนกระเป๋าไปถึงที่พักแล้ว ย้อนกลับมาช่วยขน backpack เพื่อช่วยให้เราเดินได้ง่ายขึ้น
    .
    ถ้าใครอยากซื้อทัวร์ไปเดินเขา ผมก็แนะนำ Heaven on Nepal นะครับ 😆
    Heaven on Nepal post

    🛂 Visa

    Visa นักท่องเที่ยวทำได้ 2 แบบ:

    1. On arrival: ขอวีซ่าเมื่อไปถึงสนามบิน
    2. Before arrival: ทำวีซ่าก่อนเดินทาง

    สำหรับผมเลือกทำวีซ่าก่อนไป โดยฝากทำผ่านทัวร์ ไม่ต้องเดินเอกสารเอง แค่ต้องเตรียมเอกสาร 3 อย่างให้ทัวร์:

    1. หน้า passport (ส่งผ่าน LINE)
    2. รูปถ่าย (สำหรับติดในวีซ่า)
    3. ค่าธรรมเนียม 950 บาท

    Note: สำหรับคนที่ต้องการยื่นวีซ่าด้วยตัวเอง สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ VISA Services Information


    💰 Money

    เราพกเงินไป Nepal ได้ 3 สกุล:

    1. Nepalese Rupee (NPR): สำหรับใช้จ่าย
    2. US dollar (USD): สำหรับใช้จ่ายหรือแลกเป็น NPR
    3. Thai Baht (THB): สำหรับแลกเป็น NPR

    .

    💴 NPR

    เงิน NPR

    NPR ใช้จ่ายหลักใน Nepal

    ข้าวจานหนึ่งใน Nepal ราคาราว ๆ 300–1,100 NPR (ขึ้นอยู่กับสถานที่และระดับความสูง)

    ในช่วงที่ผมไป ราคา NPR อยู่ที่:

    1. 1 THB ≃ 4.5 NPR
    2. 1 USD ≃ 145 NPR

    .

    💵 USD

    USD ใช้จ่ายที่ Nepal ได้ เช่น ซื้อของที่สนามบิน หรือระหว่างทางเดินเขา

    แต่มักไม่เป็นที่นิยม เพราะร้านค้าจะเป็นคนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้เราเสียเปรียบได้

    ทางที่ดี เราควรแลก USD เป็น NPR สำหรับใช้จ่ายใน Nepal

    เงิน USD แบบมีแถบสีฟ้าคาด
    == Old USD Notes ==
    .
    👉 ก่อนไป ผมศึกษาเกี่ยวกับอายุแบงค์ USD ที่ใช้ได้ใน Nepal เพราะผมมีแบงค์ USD ที่ผลิตก่อนปี 2009
    .
    บนอินเทอร์เน็ต คนส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ที่ผลิตตั้งแต่ ปี 2013 ขึ้นไป หรือแบงค์ที่มีแถบสีฟ้า (ตามรูปด้านบน)
    .
    พอถามทัวร์ ทัวร์แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ (แต่ไม่ได้บอกว่าใหม่ขนาดไหน) เพราะแบงค์เก่าอาจจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่น้อยกว่า
    .
    แบงค์เก่าไม่เป็นที่ยอมรับใน Nepal เพราะความกลัวแบงค์ปลอม แบงค์ที่มีแถบสีฟ้าน่าจะเป็นตัว guarantee ที่ดีกว่า
    .
    ตอนอยู่ Nepal ผมแลกเงินด้วยแบงค์ปี 2009 และ 2021 ซึ่งมีแถบสีฟ้าทั้งคู่ และได้อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากัน ผมเลยไม่รู้ว่าแบงค์ที่เก่ากว่าและไม่มีแถบสีฟ้าจะได้อัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง อย่างที่ทัวร์บอกจริงไหม
    .
    เพื่อความสบายใจ ผมแนะนำให้ทุกคนพกแบงค์ใหม่ที่มีแถบสีฟ้าไปสำหรับแลกเงินหรือใช้จ่ายใน Nepal นะครับ 😉

    .

    💶 THB

    THB ใช้จ่ายใน Nepal ไม่ได้ แต่ใช้แลกเป็น NPR ได้ตามร้านแลกเงินใน Thamel (Kathmandu) และ Pokhara

    การแลกด้วย THB สะดวกสบายกว่า USD เพราะเราไม่ต้องแลกเงินไปก่อน และไม่ต้องโดนค่าแลกเปลี่ยน 2 ต่อ

    ก่อนไป Nepal เราสามารถคิดเลขคร่าว ๆ ได้ว่า ใช้เงินสกุลไหน (USD vs THB) แลกเป็น NPR ได้คุ้มกว่ากัน (อย่างตอนผมไป ใช้ THB จะได้ราคา NPR ที่ดีกว่าเล็กน้อย)

    เท่าที่ผมรู้ ในไทยยังไม่มีที่ให้แลก THB เป็น NPR โดยตรง ถ้าจะแลก จะต้องไปแลกที่ Nepal อย่างเดียว

    .

    💳 How Much to Bring?

    เราควรเตรียมเงินไปเท่าไร?

    สำหรับวันเดินเขา อินเทอร์เน็ตแนะนำให้เตรียมเงินวันละ 20–35 USD ส่วนทัวร์แนะนำให้พก 40–50 USD (เพราะต้องให้ทิปกับ guide และ porter หลังจบทัวร์) ซึ่งทั้งสองช่วงเมื่อตีเป็นเงิน Nepal จะอยู่ที่ 3,000–8,000 NPR ต่อวัน

    สำหรับการเดินทางจริง ผมแนะนำให้นำเงินติดตัวไป 4,500–5,000 NPR ต่อวัน โดยคำนวณจาก:

    1. อาหาร: ถ้ากิน dal bhat (อาหาร Nepal ที่เติมข้าวและกับไม่อั้น สำหรับนักเดินเขาและคนกินจุ) ราคา 800–1,100 NPR ต่อมื้อ
    2. น้ำกิน: ขึ้นอยู่กับว่า ตอนกินข้าว เราสั่งน้ำเป็นแก้วหรือกา (ขนาดเล็ก ใหญ่ ใหญ่มาก 😂) ซึ่งราคาอยู่ในช่วง 100–2,100 NPR
    3. ชาร์จไฟ: ครั้งละ 200–400 NPR ต่ออุปกรณ์ (ไม่ได้ชาร์จทุกวัน ถ้ามี power bank อาจจะชาร์จทุก ๆ 2–3 วันแทน)
    4. อาบน้ำร้อน: ครั้งละ 300–400 NPR ต่อคน (ไม่ได้อาบทุกวัน จะได้อาบแค่ช่วงขาไปและขากลับ ขาละ 1–2 วันแรกเท่านั้น)

    Note: ค่าอาหารและของต่าง ๆ จะแพงขึ้นตามระดับความสูง เช่น dal bhat ราคาเริ่มต้นจาก 800 ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1,100 NPR

    Dal bhat ขุมพลังงานสำหรับการเดินเขา 🐦‍🔥

    📞 SIM Card

    เราเลือก SIM card ได้ 2 แบบ:

    1. Roaming package
    2. Local SIM

    .

    📶 Roaming Package

    Roaming package มีข้อดี 2 อย่าง คือ:

    1. ใช้งานง่าย: ไม่ต้องเปลี่ยน SIM แค่ซื้อ package แล้ว activate ตอนไปถึง Nepal ก็สามารถใช้งานได้เลย
    2. เลือกเครือข่ายได้: เลือกใช้เสาสัญญาณของ Nepal Telecom (NTC หรือ Namaste) หรือ NCell ซึ่งเป็น 2 เจ้าหลักใน Nepal ได้

    Note:

    • NTC จะมีสัญญาณครอบคลุมนอกตัวเมืองและระหว่างเดินเขามากกว่า
    • NCell จะครอบคลุมการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

    .

    ☎️ Local SIM

    Local SIM มีข้อดี คือ ราคาถูกกว่า

    ยกตัวอย่างการเดินทาง 15 วัน ราคา roaming package ของ True อยู่ที่ 699+ บาท (data 10 GB)

    True roaming package

    ถ้าซื้อ local SIM อย่าง Namaste ของ NTC จะได้ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 NPR (~245 บาท) มีอายุใช้งาน 28 วัน (ตอนผมไป มีให้เลือกแค่ 7 วัน หรือ 28 วัน) พร้อม data 20 GB

    จะเห็นได้ว่า local SIM ราคาถูกกว่า และได้วันและ data ที่เยอะกว่ามาก

    ราคา SIM card ของ NTC ใน Kathmandu (Credit: Rohil Shakya)
    Namaste SIM card ของ NTC

    Note:

    • เราสามารถขอ local SIM แบบ e-SIM ได้ แต่ค่าใช้จ่ายและการติดต่ออาจจะต้องเปลี่ยนไป
    • ผมซื้อ local SIM จากร้านข้างทางที่ทัวร์พาไป

    .

    🧑‍⚖️ Verdict

    สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ให้ใช้ roaming package

    ส่วนสำหรับคนที่ต้องการประหยัดเงิน ให้ซื้อ local SIM ที่ Nepal


    📉 Insurance

    สำหรับการเดินเขาที่ Nepal เราจะต้องซื้อประกัน 2 แบบ:

    1. ประกันเดินทาง: สำหรับการเดินทางทั่วไป (เช่น กระเป๋าหาย, เที่ยวบิน delay, เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง)
    2. ประกันเดินเขา: คุ้มครองการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยในระหว่างเดินเขาที่มีความสูงกว่าปกติ (เช่น สูงกว่า 4,500 เมตร)

    .

    ✈️ Travel Insurance

    สำหรับประกันเดินทาง กลุ่มผมเลือกใช้ 2 เจ้า:

    1. MSIG: ผมเลือกเจ้านี้ เพราะใช้สำหรับเดินทางไปประเทศอื่นในปีเดียวกันด้วย
    2. Chubb: คนอื่นเลือกใช้เจ้านี้ เพราะราคาย่อมเยา

    .

    🏞️ Trekking Insurance

    สำหรับประกันเดินเขา เรามีให้เลือกหลายตัว

    จากการเปิดดูใน Facebook จะเห็นว่าเจ้าที่คนนิยมใช้ คือ:

    1. WorldTrips
    2. ASC 360
    3. Sompo
    4. Nepal Trekking Insurance

    ส่วนทัวร์แนะนำประกัน 2 เจ้านี้:

    1. Himalayan Guardian
    2. ISA
    Heaven on Nepal post

    กลุ่มผมเลือก Himalayan Guardian โดยผมซื้อผ่านทัวร์อีกที เพราะ:

    1. ประกันอื่นเป็นของต่างประเทศ ซึ่งหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะติดต่อยาก (เช่น เรียก ฮ. มารับยาก)
    2. ประกันบางเจ้า claim ยาก หรือ claim ไม่ได้ตามจริง

    แผนที่ผมเลือกเป็นแผน 14 วัน ซึ่งครอบคลุมความสูง 5,500 เมตร (ไม่มี 4,500 เมตรให้เลือก) ราคาอยู่ที่ 162 USD ซึ่งครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉิน (emergency medical evacuation)

    == Buy or Not to Buy? ==
    .
    👉 ทัวร์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเดินเขาก็ได้ เพราะโอกาสที่จะเรียก ฮ. มารับมีน้อยมาก (~5%)
    .
    สำหรับใครที่คิดว่า ไม่น่าเจอเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินเขา ก็สามารถ skip ประกันเดินเขาไปได้
    .
    แต่ใครที่อยากซื้อประกันเพื่อความสบายใจ แนะนำให้ดู 2 อย่าง:
    ระดับความสูงที่คุ้มครอง 🗻
    ครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉินไหม 🚁
    เฮลิคอปเตอร์แบบที่ใช้สำหรับ emergency medical evacuation

    🏃 Body Prep

    ผมออกกำลัง 2 แบบ สำหรับเตรียมตัวไปเดินเขา:

    1. Cardio เพื่อเพิ่มความอึด (ปกติ ผมเป็นคนไม่ออกกำลังกาย)
    2. Leg day เพื่อฝึกกล้ามเนื้อของขา

    Note: ปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกาย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง/นอน

    ผมเตรียมการออกกำลังกายไว้ 4 อย่าง เพื่อเล่นสลับกันไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 เดือนก่อนเริ่มเดินทาง:

    ExerciseDurationHR Zone
    เดินชัน (ความชัน 8–12)45–60 min2
    ปั่นจักรยาน45–60 min2
    Elliptical45–60 min2
    Leg day

    Note: ตอนแรก ผมจะต้องออกกำลังกาย 3 เดือน แต่ด้วยตารางเวลา ทำให้ออกได้ไม่ครบ

    == Do Your Leg Day ==
    .
    👉 Cardio ว่ายากแล้ว leg day ยากกว่า
    .
    Leg day เลยกลายเป็นการออกกำลังกายที่ผม skip เยอะที่สุด 😂
    .
    และผลที่ตามมาก็ คือ เจ็บเข่าตอนขาลงเขา เพราะกล้ามเนื้อขาไม่ชินกับการใช้งานหนัก
    .
    สำหรับคนที่เตรียมตัวไป Nepal ผมแนะนำให้ฝึก leg day เยอะหน่อย และอาจจะเสริม cardio การเดินขึ้นลงบันได เพื่อให้กล้ามเนื้อชินกับขาขึ้นขาลง 🙂‍↕️

    🧳 Packing

    .

    🛄 Weight

    การเดินทางจะมีการจัดกระเป๋า 3 ครั้ง:

    1. ขาไป: จัดกระเป๋าสำหรับบินไป Nepal
    2. เดินเขา: ถ่ายของจากกระเป๋าลาก ใส่ duffle bag (กระเป๋ากันน้ำ) ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้ เพื่อให้ลูกหาบ (porter) ขนขึ้นเขาให้
    3. ขากลับ: ถ่ายของจาก duffle bag กลับกระเป๋าลาก
    Duffle bag ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้

    ในการจัดกระเป๋า เราต้องคำนึงถึง 2 อย่าง:

    1. น้ำหนักขึ้นเครื่อง: ขึ้นอยู่กับสายการบิน อย่างผมได้น้ำหนัก 15 kg โหลด และ 7 kg ถือขึ้นเครื่อง
    2. น้ำหนักที่ลูกหาบ (porter) ขนได้: porter 1 คนจะขนน้ำหนักได้ไม่เกิน 20–30 kg ในกรณีผม porter 1 คนจะขนกระเป๋าของลูกทัวร์ 2 คน (25 kg) ทำให้กระเป๋าผมต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 12.5 kg (ถ้ามากกว่านั้น จะต้องใส่ backpack ที่ติดตัวไป)

    ถ้าเราเอาน้ำหนักไปเยอะ แต่มี porter ไม่พอ เราก็จะขนของขึ้นเขาได้ไม่หมด เราควรจะต้องจัดของให้พอดีกับจำนวน porter ที่เราจะได้รับ

    .

    🎒 Bags

    กระเป๋าที่ควรเอาไป มี 2 ใบ:

    1. กระเป๋าลาก: สำหรับใส่ของส่วนใหญ่ ไว้โหลดใต้ตอนเครื่อง
    2. Backpack: สำหรับใส่ของติดตัวระหว่างเดินเขา ควรเป็นแบบสำหรับเดินเขา เพื่อลดอาการปวดเมื่อยเวลาตอนสะพายนาน ๆ

    Note: ควรซื้อที่คุม backpack แบบกันฝนด้วย โดยเฉพาะถ้าไม่ใช้เสื้อกันฝนแบบคุมทั้งตัวและกระเป๋า

    กระเป๋าอื่น ๆ ที่แนะนำให้เอาไปด้วย:

    1. ถุงผ้ากีฬา: สำหรับใส่ของเวลาเดินเขาระยะสั้น (เช่น เดินขึ้นไปกลับจาก Mardi Viewpoint มาที่พักที่ High Camp และใส่ของ เช่น ของกิน กระติกน้ำ เสื้อกันหนาวสำรอง)
    2. ถุงผ้าใส่ของ: สำหรับซื้อของในเมือง (เช่น ของฝาก)

    👕 Clothes & Gear

    เสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินเขาที่ต้องเตรียมไป จะต้องพร้อมสำหรับ 3 สภาพอากาศ:

    1. ร้อน
    2. ฝน
    3. หนาว + หิมะ + ลมแรง

    ตามที่ผมจัดกระเป๋า แนะนำให้เตรียมไปตามนี้:

    .

    1. หมวกกันแดด: จะเป็น cap หรือหมวกปีกบานก็ได้
    2. หมวกไหมพรม (beanie): สำคัญมาก เพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและไม่ป่วยง่าย ใส่ทั้งระหว่างเดินเขาและตอนนอนในอากาศหนาว
    3. ไฟฉายติดหัว (head lamp): สำหรับใช้เดินเขาตอนมืด และเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน (บางที่ไม่มีไฟให้ใช้ตอนกลางคืน)

    .

    🙈 Face & Neck

    1. แว่นกันแดด: สำหรับกันแดดในอากาศร้อนและในหิมะ
    2. ผ้าบัฟ (buff): สำหรับกันฝุ่นเวลาเจอทางลูกรัง และปิดจมูก/หัวเพื่อให้อบอุ่นในอากาศหนาว
    3. ผ้าพันคอ: สำหรับกันหนาว

    .

    💪 Arms & Hands

    1. ปลอกแขน: สำหรับกันแดด
    2. ถุงมือ: สำหรับกันหนาว แนะนำให้เตรียมไว้หลายคู่ที่หนาต่างกัน เพื่อใส่ในแต่ละระดับความสูง และควรมีคู่ที่กันน้ำ/หิมะได้
    3. นาฬิกากีฬา: สำหรับวัด heart rate (เพราะถ้าหัวใจเต้นแรงเกิน จะต้องหยุดพัก) และถ้าวัดระดับ oxygen และความสูงระหว่างเดินเขาได้ด้วยก็จะดี
    4. ไม้เดินเขา: แนะนำให้เอาไป 2 ไม้ แต่ระหว่างเดินอาจใช้ข้างเดียวหรือไม่ใช้เลยก็ได้ แล้วแต่คนถนัด
    ไม้เดินเขา

    .

    🎽 Upper Body

    1. เสื้อยืด: แนะนำแบบแห้งเร็ว เช่น เสื้อวิ่ง/ออกกำลังกาย เพราะจะเหงื่อออกระหว่างเดินเขา (แม้ในอากาศหนาว) และเผื่อซัก-ตากเพื่อใส่ซ้ำได้ง่าย
    2. เสื้อกันหนาว: แนะนำให้เตรียมไว้หลายตัว สำหรับใส่ซ้อนกันหรือใส่ทีละตัวก็ได้ เพราะความหนาวแต่ละจุดไม่เท่ากัน สำหรับผมเตรียมไป 4 ตัว คือ sweater, เสื้อกันหนาวแบบบาง, fleece, เสื้อขนเป็ดน้ำหนักเบา
    3. เสื้อกันลม: ช่วยกันหนาว โดยเฉพาะเวลาลมแรง ๆ
    4. เสื้อกันฝน: แนะนำให้เป็นแบบคลุมทั้งตัวและ backpack เพราะเวลาใส่จะง่าย และทำให้กระเป๋าไม่เปียก (ตัวอย่าง) ใส่ทั้งเวลาเจอฝนและหิมะ
    5. ร่ม (optional): บางคนใช้ร่มแทนเสื้อกันฝน ซึ่งข้อดี คือ น้ำหนักเบา แต่ข้อเสีย คือ ต้องถือร่มตลอดเวลา
    6. HEATTECH: ช่วยให้ตัวอุ่นเวลาขึ้นไปบนที่สูง แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบเสื้อ กางเกง และถุงเท้า

    .

    🩲 Lower Body

    1. กางเกงใน: จะใช้แบบทั่วไป หรือแบบใช้แล้วทิ้งก็ได้
    2. กางเกงเดินเขา: แนะนำให้พกไป 2–3 ตัวพอ และถ้าเป็นแบบถอดขาได้ก็จะดี เผื่อเปลี่ยนเป็นขาสั้นเวลาอากาศร้อน
    3. กางเกงขาสั้น: สำหรับใส่ระหว่างพัก หรือใส่นอนในช่วงที่อากาศไม่หนาวมาก
    4. กางเกงขายาว: สำหรับใส่นอน แนะนำให้เป็นแบบกันหนาวได้
    5. ถุงเท้า: แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบบางและแบบหนา สำหรับช่วงอากาศร้อนและอากาศหนาว และแนะนำให้เป็นแบบยาว เพื่อป้องกันรองเท้ากัดและทากดูดเลือดในบางฤดู
    6. รองเท้าแตะ: สำหรับใส่อาบน้ำ และระหว่างพัก
    7. รองเท้าเดินเขา: ควรเป็นแบบหุ้มส้นสูง เพื่อกันข้อเท้าพลิก และควรเลือกแบบกันน้ำ/หิมะได้ (ผมเลือกซื้อยี่ห้อ Merrell ซึ่งใช้ดีมาก)
    8. Crampons: โซ่หนามติดรองเท้า สำหรับใส่เดินกันลื่นบนหิมะ สามารถหาซื้อได้ใน Nepal (ผมซื้อมาคู่ละ 1,000 NPR หรือ ~220 บาท)
    Crampons

    .

    🧻 Other

    1. ผ้าเช็ดตัว: ควรเอาแบบน้ำหนักเบาและแห้งเร็วไป
    2. ผ้าเช็ดเหงื่อ: สำหรับเช็ดเหงื่อเวลาเดิน ควรเอาแบบน้ำหนักเบาและแห้งเร็ว
    3. ที่หนีบผ้า: สำหรับตากผ้าเวลาอยู่ที่พัก
    4. ถุงใส่เสื้อผ้าใช้แล้ว

    💊 Food & Medicine

    สำหรับอาหารและยาที่ควรเตรียมไป มีดังนี้:

    .

    🍔 Food & Drink

    1. ลูกอม: ช่วยให้รู้สึกสดชื่นระหว่างเดินเขา
    2. Power bar: ช่วยให้พลังงานระหว่างทาง โดยเฉพาะเวลาหิวมาก ๆ แต่ยังไปไม่ถึงจุดหมาย
    3. ขนม: เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ สำหรับกินเล่นระหว่างพัก
    4. บะหมี่สำเร็จรูป: สำหรับทานแก้เบื่อ (เพราะอาหารระหว่างเดินเขาใช้เมนูเดียวกันตลอดทาง)
    5. Aquatabs: ยาฆ่าเชื้อ สำหรับใส่ในน้ำก๊อก/น้ำจากลำธารเพื่อเปลี่ยนให้เป็นน้ำกิน สามารถหาซื้อใน Nepal ได้ (ราคาถูกกว่าไทย)
    6. ขวดน้ำ: แนะนำให้เป็นแบบเก็บความร้อนได้ สำหรับซื้อน้ำร้อนกินในที่สูง (ผมพกไป 2 ขวด ขวด 1 ลิตร สำหรับใส่น้ำเย็น และขวด 600 ml สำหรับใส่น้ำร้อน)
    ถ้ามีขวดน้ำเก็บความร้อน ก็จะจิบชาระหว่างทางได้ ☕️
    == Where’s Water? ==
    .
    👉 ระหว่างเดินเขา เราหาน้ำกินได้ 2 แบบ:
    .
    เติมจากก๊อกน้ำ หรือลำธาร: เติมแล้วจะต้องใส่ Aquatabs ด้วย โดยเฉพาะน้ำก๊อกที่ไม่สามารถใช้เป็นน้ำดื่มได้โดยตรง และเสี่ยงที่จะท้องเสีย
    .
    ซื้อ: ขอซื้อน้ำสะอาดได้ตามที่พัก ซึ่งน้ำที่นำมาขายจะเป็นน้ำก๊อกหรือน้ำตามธรรมชาติ (เช่น หิมะที่เก็บไว้) เอามากรองหรือต้มให้เราดื่ม
    .
    แนะนำว่า ใครที่ไม่กล้ากินน้ำก๊อกที่ใส่ Aquatabs ก็ควรซื้อจากที่พักตามทางแทน โดยวันหนึ่งควรกินได้อย่างน้อย 2–3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความสูง 👍

    Note:

    • เวลาพักระหว่างเดินเขา ควรซื้ออาหารของที่พักด้วย ไม่ควรกินแต่ของที่เอามาอย่างเดียว เพราะรายได้หลักของที่พักมาจากค่าอาหาร
    • สำหรับ ABC (ตั้งแต่ Bamboo ขึ้นไป) จะไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน เพราะเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ (มีแค่ผัก ไข่ และปลาเท่านั้น)

    .

    🤧 Cold

    ยาแก้แพ้อากาศหรืออาการหวัด จากอากาศหนาว/แห้งของ Nepal:

    1. ยาลดไข้
    2. ยาแก้แพ้
    3. ยาแก้คัดจมูก
    4. ยาอมแก้เจ็บคอ
    5. ยาแก้อักเสบ

    .

    😣 Stomach

    ยาสำหรับอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือปวดท้อง:

    1. กาวิสคอน (Gaviscon): แก้อาการกรดไหลย้อน
    2. อีโน (ENO): ลดกรดในกระเพาะ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
    3. ยาแก้ท้องเสีย: ช่วยให้ถ่ายน้อยลงเวลาท้องเสีย
    4. ยาคาร์บอน: ช่วยให้ถ่ายเป็นก้อนมากขึ้น
    5. เกลือแร่: เพิ่มเกลือแร่ให้กับร่างกาย

    .

    🚀 Secret Weapon

    อาวุธลับที่ช่วยให้ผ่านการเดินเขาที่ Nepal มาได้:

    1. โซดามิ้นท์ (Sodamint หรือ sodium bicarbonate): เป็นยาลดกรด แต่สำหรับการเดินเขา เราจะกินเพื่อลดกรดในกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ปวดเมื้อยจนเกินไป ให้ทาน 2 ครั้ง เช้า-เย็น พอกินแล้วจะเมื้อยน้อยลงเยอะมาก
    2. ยูนิเรน (Uniren): ยาฉีดบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อย ผมได้ขวดนี้ช่วยไว้ตอนกล้ามเนื้อเข่ายึด พอฉีดแล้วทำให้เดินต่อได้
    3. แผ่นแปะแก้ปวด: สำหรับเวลาปวดกล้ามเนื้อมาก ๆ
    4. ยาแก้ความสูง: ขาดไม่ได้ จะต้องกินก่อนขึ้นเขาและก่อนลงเขา ยาจะทำให้ปวดฉี่และหิวน้ำ ทำให้เราดื่มน้ำได้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินจากการที่ oxygen ในอากาศต่ำ
    5. ที่รัดเข่า: แนะนำให้พกไปด้วย สำหรับคนที่คิดว่าจะปวดเข่าระหว่างเดิน

    .

    ⛑️ First-Aid

    ชุดปฐมพยาบาล:

    1. ยาแก้ปวด
    2. ยาแก้คัน
    3. ยาสมานแผล
    4. ปาสเตอร์ปิดแผล
    5. ยาหยอดตา

    .

    🧴 Body Care

    อุปกรณ์ดูแลผิว:

    1. Lotion: ให้ความชุ่มชื่นกับผิว เพราะอากาศ Nepal หนาวและแห้งมาก
    2. ลิปมัน: สำหรับกันปากแตกจากอาการแห้ง
    3. ครีมกันแดด: โดยเฉพาะขึ้นเขาที่มีหิมะ เพราะแดดหิมะจะแรงกว่าปกติ
    4. ครีมอาบน้ำ: แนะนำให้พกแบบอาบน้ำและสระผมได้ในตัวเดียวกัน เพื่อลดน้ำหนักของที่ขนขึ้นเขา
    5. โฟมล้างหน้า
    6. แปรงสีฟัน + ยาสีฟัน
    7. กรรไกรตัดเล็บ
    8. ทิชชู่แห้ง: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเข้าห้องน้ำ (ห้องน้ำส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำความสะอาดให้ หรือมีแค่ขันน้ำหรือที่ฉีดน้ำ)
    9. ทิชชู่เปียก: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเช็ดตัวสำหรับวันที่ไม่ได้อาบน้ำ (เพราะอากาศเย็นเกิน)

    Note: สำหรับอุปกรณ์อาบน้ำ แนะนำรวมไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ ที่แขวนได้ เพราะห้องน้ำระหว่างปีนเขาไม่ค่อยมีที่วางสบู่ เสื้อผ้าให้

    == Toilet in High Places ==
    .
    👉 ห้องน้ำระหว่างเดินเขา จะมีอยู่ 2 แบบ:
    โถนั่ง 🚽
    คอห่าน 🏋️
    .
    โดยบางที่ก็มีทั้ง 2 แบบ หรือบางที่ก็มีแค่แบบเดียว
    .
    ถ้าต้องเข้าห้องน้ำระหว่างทาง ให้บอก guide เพื่อหาจุดเหมาะสม เพื่อปลดปล่อยท่ามกลางธรรมชาติ 😌

    🔌 Electronics

    นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องติดตัวไป อย่างมือถือ กล้อง แล็ปท็อป เราจะต้องเตรียม 2 อย่างนี้ด้วย:

    1. Power bank: แนะนำให้พกแบบใหญ่ที่ชาร์จได้หลายวันไป เพราะระหว่างเดินเขาจะต้องเสียค่าชาร์จไฟตามจำนวนอุปกรณ์ (ราคา 100–400 NPR) ปกติที่ผมทำ คือ ชาร์จทุกอย่างจาก power bank แล้วเอา power bank ไปชาร์จไฟครั้งเดียว
    2. Adapter: หัวแปลงไฟ ใช้เวลาอยู่ในเมือง (หัวแบบ types C, D, M) เพราะบนเขาจะเป็นปลั๊กแบบ universal ที่ใช้หัวเสียบแบบไทยได้
    ที่ชาร์จไฟตามที่พักระหว่างเดินเขา ⚡️

    📄 References

    Visa:

    Money:

    SIM Card:

    Insurance: