Category: Others

  • Nepal Quest Log: Ready Player One—รวมบทความการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal ที่ Nepal

    Nepal Quest Log: Ready Player One—รวมบทความการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal ที่ Nepal

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    👉 Part 1. Perfect Preparation:

    การเตรียมตัวใน Kathmandu ก่อนออกเดินทาง

    👉 Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp

    การเดินทางสู่ Boss Fight 1 บน ABC ผมจะไปถึงจุดหมายแรกไหม? ไม่มีใครบอกผมเลยว่าควรไปเดินเขาที่ง่ายกว่านี้ก่อน 😅

    👉 Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail

    การเดินทางสู่ Boss Fight 2 บนเส้นทาง Mardi Himal หลังจากสู่กับ Boss แรกมาแล้ว ผมจะผ่านด่านต่อไปได้ไหม ด้วย stat ที่เหลืออยู่?

    👉 Part 4. Beyond Journey’s End

    เรื่องราวหลังจากพิชิต Boss แล้ว จะ happy ending หรือไม่?

    👉 Complete Player Guide

    การเตรียมตัวและจัดกระเป๋าสำหรับเดินเขาที่เนปาล

    ถ้าพร้อมแล้ว กดเริ่มเกมได้เลย ✊

  • Part 4/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Beyond Journey’s End

    Part 4/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Beyond Journey’s End

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 4. Beyond Journey’s End

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 12 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ⏮️ Previously …
    5. ⏯️ Resume
    6. 🏔️ Day 12. Himal Light, Part 2: High Camp
      1. 🚠 Part I. Descend
      2. ⛺️ Part II. High Camp
      3. 🍲 Part III. Last Supper
    7. 🌆 Day 13. RE: High Camp to Pokhara
      1. 🥾 Part I. High Plane
      2. 🏘️ Part II. Low Earth
    8. 🎆 Day 14. New Year: Pokhara to Kathmandu
      1. 🚍 Part I. Time Jump
      2. 🏢 Part II. Return to Civilisation
      3. 🎁 Part III. New Year Bargain
      4. 💆 Part IV. Pain-Release Massage
      5. 🥘 Part V. Thai Dinner
    9. ✈️ Day 15. Ende: Kathmandu to Bangkok
      1. ☕️ Part I. Morning Meal
      2. 🛕 Part II. Trip Uptown
      3. 🛬 Part III. Hotel & Airport
    10. 🙏 End Credits
    11. 🍩 After-Credit Scene

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ⏮️ Previously …

    ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:


    ⏯️ Resume

    0%
    Initialising world map ...
    30%
    Spawning players at Viewpoint ...
    90%
    Loading Himalayan landscape ...

    🏔️ Day 12. Himal Light, Part 2: High Camp

    .

    🚠 Part I. Descend

    == Daily Quest ==
    [/] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)
    [ ] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)

    ผมหันหลังมอง Viewpoint เป็นครั้งสุดท้าย

    Annapurna หายไปจากวิวนานแล้ว ส่วน Machapucharre ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆก็กำลังจะถูกบดบังอีกครั้ง

    Machapucharre ที่เห็นจาก Viewpoint
    🏔️ Altitude
    4,200m

    ผมรู้สึกขัดแย้งกันในใจ ใจหนึ่งก็อยากอยู่ต่อ เพราะผมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไร หรือจะกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนอีกใจผมก็รู้ว่าต้องรีบลงไป เพราะยิ่งอยู่นานก็ยิ่งหนาวและยิ่งหิว และนานไปก็จะเดินลงไม่ไหว

    == Player Status ==
    Body Temp 🔴
    Hunger 🔴
    ⚠️ System Critical

    Machapucharre หายไปหลังเมฆ ผมออกเดินตามคนอื่นไป

    .

    อย่างที่ Sona บอก หลังพระอาทิตย์ขึ้น อากาศก็มีหมอกลง ในบางจุดเรายังพอบอกเห็นวิวภูเขาข้างล่าง แต่ส่วนใหญ่ เราจะมองเห็นแค่ทางเดินข้างหน้าเท่านั้น

    เราเดินลงบันไดหินที่มีราวบันไดเหล็กกันตก เดินผ่านอนุสรณ์สำหรับนักเดินเขาชาวเนเธอร์แลนด์ที่หายไป ใกล้ถึงจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกัน ผมก็สังเกตว่า Dorji ไม่อยู่ในขบวนด้วย

    “ไปสูดออกซิเจน” Sona บอก

    “ออกซิเจน?” ผมสงสัย

    Sona ทำท่าสูบบุหรี่ แล้วก็ออกเดินต่อ

    ยิ่งลงต่ำ หมอกก็ยิ่งหนาหนักขึ้น ผมพอจำเส้นทางที่เราเดินผ่านเมื่อเช้ามืดได้ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแค่ไม่กี่ชั่วโมง

    ทางเดินลงจาก Viewpoint

    เพราะเส้นทางเป็นทางขาลง ทำให้ผมไปได้ช้ากว่าคนอื่น เพราะอาการเจ็บเข่าขวาจากการเดินขึ้นลงมากกว่าปกติ

    == Player Status ==
    ⚠️ Right Knee Injury

    และยิ่งเดินก็ยิ่งหิว เพราะ masala tea ชาดำ และแครเกอร์ 1 ชิ้นที่ผมกินบน Viewpoint ไม่ช่วยให้หายหิวได้เลย

    Dorji ที่อยู่ปิดท้ายขบวนเปิดเพลงฟังมาตลอดทาง ระหว่างก้าวลงบันไดหินอย่างช้า ๆ ผมก็ตั้งใจฟังเนื้อเพลงภาษาเนปาล แม้จะไม่รู้เรื่อง แต่ก็รู้สึกว่าเคยได้ยินเพลงนี้มาแล้ว พอเดินต่อไปอีกสักพัก ก็เพิ่งรู้ว่า Dorji เล่นเพลงซ้ำ

    .

    ใกล้ถึงที่หมาย

    ผมไม่รู้ว่านานเท่าไร แต่แล้วเราก็มาถึง tea house แห่งหนึ่งที่เราหยุดพักตอนขาขึ้น ตอนนั้นผมถาม Sona ถึง Milky Way ตอนนี้ บนท้องฟ้าไม่มีอะไรนอกจากหมอกสีขาวขุ่น

    แม้อากาศจะเย็น แต่หิมะบนทางเดินละลายจนพื้นกลายเป็นโคลน ผมพยายามเดินหลบ แต่ในบางจุด ผมก็เหนื่อยเกินกว่าจะเดินเลี่ยงไปบนไหล่ทาง ปล่อยให้รองเท้ากันน้ำทำหน้าที่ของมัน

    ผ่านอีก tea house หนึ่ง เราก็เจอกลุ่มคนไทยที่เจอกันเมื่อวานระหว่างทางขึ้นมา High Camp

    “วันนี้ไปไหนกันคะ?” คนหนึ่งถาม

    “วันนี้อยู่ High Camp กันค่ะ” ตรีตอบ

    “โชคดีครับ” ผมพูด แล้วเราก็ผ่าน tea house นั้นมา

    .

    ⛺️ Part II. High Camp

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)
    [/] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)
    🏔️ Altitude
    3,550m

    ในที่สุด เราก็มาถึงที่พัก ทุกคนถอด crampons ทิ้งไว้หน้าห้อง รอให้หายเปียกจากหิมะแล้วค่อยเก็บไปในห้อง ผมเลือกถอดรองเท้าที่ยังติด crampons ไว้เลย เพราะตั้งใจจะใส่รองเท้าแตะแทน

    เป็นวันแรกที่เราจะได้หยุดพักหลังจากเดินทุกวันติดต่อกันมาเกือบ 10 วัน ตามแผนเดิม วันนี้เราจะต้องเดินไปพักที่ Low Camp แต่เราเลือกที่จะอยู่ High Camp ต่อ แล้วค่อยเดินยาวลงจากเขาทีเดียวในวันพรุ่งนี้ เราหวังว่าการได้หยุดพักสักวันอาจจะทำให้เรามีแรงเดินมากขึ้น

    พี่นันนั่งห่อผ้านวมอยู่ในห้องอาหารอยู่แล้ว พร้อม ๆ กับแขกที่พัก ไกด์ และ porter คนอื่น ๆ อุณหภูมิในห้องแทบไม่ต่างจากข้างนอก และไม่ว่าผมจะใส่เสื้อหนาขนาดไหนก็ยังรู้สึกหนาวไม่หาย พอนั่งลงได้ก็รีบเอาผ้านวมมาห่ม ก็ช่วยให้หายหนาวได้เล็กน้อย

    == Player Status ==
    Body Temp 🟡

    .

    ไม่แปลกใจที่ผมจะหิวมาก เพราะกว่าจะกลับมาถึงก็ใกล้เที่ยงแล้ว และอาหารมาก็เที่ยงพอดี หมอกที่ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไรแล้ว

    Tea house ในหมอกหนา

    หลังอาหาร Sona ก็เดินมาทักให้ผมจ่ายเงินค่าอาหารมื้อก่อน ๆ ที่ Sona ออกให้ก่อน

    “เดี๋ยวจ่ายเลย” ผมตอบ

    แล้วก็เอาบิลมากลาง นับเงินวางตามบิล เพื่อให้แน่ใจว่าจ่ายครบ ไม่ขาดไม่เกิน เพราะจำนวนเงินที่เยอะ ทำให้รู้สึกเหมือนคนรวยทีเดียว 😂

    ชำระหนี้กับ Sona 😂

    .

    “ห้ามหลับนะ” Sona บอก เพราะถ้าเรานอนระหว่างวัน เราจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน และอีกอย่าง เราจะปวดหัวด้วย

    แม้จะมีคนเยอะในห้องอาหาร แต่ก็ไม่ช่วยให้ข้างในอุ่นขึ้นเลย เรายังคงต้องใส่เสื้อหนาวหลายชั้น และห่มผ้าห่มตลอดเวลา

    ผมกับพี่อู๋นั่งอ่านหนังสือ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นพี่นันคลุมโปง และ Sona หลับไปแล้ว

    พี่นันใต้ผ้าห่ม + Sona พักสายตา 😂

    .

    ระหว่างวัน เราทำความรู้จักกลุ่มนักเดินเขาที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งมี Teddy จากฮ่องกงและ Edith และชายที่ไม่บอกชื่อจากฝรั่งเศส

    Teddy เล่าว่า เคยมาเดินเขาที่เนปาล ตอนมาทัศนศึกษากับโรงเรียนเมื่อ 20 ปีก่อน และเป็นคนเดียวที่รอดจากอาหารเป็นพิษได้ เพราะเป็นคนเอเชียคนเดียวในกลุ่ม

    “แล้วยูจ่ายเงินไปเท่าไร?” Edith ถาม

    “25,000 ยูโร”

    ทุกคนตกใจ

    “ปกติ ผมมักจะทำอะไรก่อนแล้วค่อยบอกพ่อแม่”

    “แต่ 25,000 เป็นอะไรที่บอกทีหลังยากนะ” Edith พูด

    ห้องอาหารที่ High Camp

    พอพูดถึงออสเตรเลีย (พี่นันเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่น) Edith เล่าว่า มีครอบครัวอยู่ในออสเตรเลีย และครั้งแรกที่ไปถึงก็ culture shock เพราะเห็นคน Aboriginal นอนติดยาอยู่ตามถนนโดยไม่มีใครสนใจใยดี

    Porter รวมกลุ่มกันเล่นไพ่ สักพักก็ได้ยินเสียงกรน มองไปก็เห็น Dorji หลับอยู่มุมวงไพ่

    “ถ้าผมนอนก่อน ก็ไม่มีปัญหา” Sona บอก “แต่ถ้า Dorji นอนก่อน ก็ยากหน่อย”

    ในช่วงบ่าย คนไทยอีกกลุ่มที่มากับ Heaven on Nepal ก็มาถึงที่พักของเรา Sona แนะนำให้รู้จักกับ guide ของกลุ่ม ชื่อ Nam

    Sona บอกว่า กลุ่มคนไทยเดินมาถึงช้ากว่าที่กำหนด

    “ความเร็วนี้คือจังหวะคนไทยแล้ว” พี่นันบอก

    .

    🍲 Part III. Last Supper

    ตอนเย็น กินข้าวเสร็จ ผมก็รีบกลับมาจัดกระเป๋า ผมอยากจะลงจากเขาเร็ว ๆ เพราะอาการป่วยผมมีแต่จะแย่ลง ผมมีน้ำมูกมากขึ้นและข้นขึ้น และอาการไอถี่ขึ้น อากาศหนาวและแห้งบน High Camp แทบไม่จะไม่ช่วยอะไรผมเลย

    นั่งอ่านหนังสือไปก็ดึงทิชชู่ไป (จมูกแดงจนไม่รู้จะแดงยังไงแล้ว) 🤧

    ก่อนเข้านอน เราสั่งน้ำร้อนกระติกใหญ่มาแชร์กัน เพราะพี่นันและพี่อู๋เริ่มมีอาการแบบเดียวกับผม ตอนแรก พี่นันกินน้ำไม่ค่อยลง เพราะเป็นน้ำจากหิมะที่ใส่เก็บไว้ในถังน้ำ เอามาต้มด้วยไม้ฟืน ทำให้มีกลิ่นไม่แปลก ๆ (ผมไม่ได้กลิ่นอะไร เพราะจมูกปิดไปแล้ว)

    .

    ตอนเข้านอน ผมพยายามทำตัวให้อุ่นที่สุด เพราะนอนข้างหน้าต่างด้วย แต่ผมก็ยังตื่นมากลางดึก เพราะนอนไม่ค่อยสบาย และต้องลุกมาเข้าห้องน้ำ

    น้ำสำหรับห้องน้ำก็เหมือนกับน้ำต้ม ก็คือหิมะที่ตักใส่แท็งค์น้ำ รอให้ละลาย น้ำเย็นเฉียบทุกสัมผัส

    ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง ผมออกมายืนดูดาวอีกครั้ง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว แต่ไม่เห็นแถบสีขาวที่ผมมองหา ผมเดินกลับไปเข้าในห้อง จิบน้ำร้อนที่อยู่ในกระติก แล้วก็หลับไป


    20%
    Saving progress under the starry sky ...
    60%
    Locating nearest Hot Shower waypoint ...
    99%
    Loading Low Earth biome ...

    🌆 Day 13. RE: High Camp to Pokhara

    .

    🥾 Part I. High Plane

    == Daily Quest ==
    [ ] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)
    [ ] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)

    อากาศเช้าสดใส มองเห็น Machapucharre และเทือกเขารอบด้านได้ชัดเจน

    Machapucharre ในตอนเช้า

    Dorji และ Furlakpa ตื่นแล้ว ทั้งคู่ปีนเนินฝั่งตรงข้ามที่พักท ซึ่งมีแผงโซลาเซลล์เพื่อดูวิวจากมุมสูง

    “อรุณสวัสดิ์” Sona ทักเมื่อผมไปล้างหน้าที่อ่างน้ำ น้ำบนนี้ต้องใช้น้ำที่ละลายจากหิมะ เพราะน้ำประปาไม่ได้มีให้ใช้ทั้งปี ตอนนี้น้ำในแท็งก์น้ำก็ลดลงไประดับหนึ่งแล้ว เวลาทักต้องทักจากปากแท็งก์ด้านบน ผมสงสัยว่าคนที่แขนสั้นจะทักน้ำกันได้ถึงไหม

    “วิวสวยมาก” ผมพูด “น่าขึ้นไปบนนั้น” ผมหมายถึงเนินที่ Dorji กับ Furlakpa ปีนขึ้นไปก่อนหน้านี้

    “จะลองไปก็ได้” Sona พูด

    ตอนแรกผมนึกว่า Sona จะห้าม เพราะทางขึ้นดูชัน แม้ว่า Dorji กับ Furlakpa จะปีนเหมือนเป็นทางราบก็ตาม

    “ผมว่าไม่ดีกว่า” ผมตอบ

    Machapucharre ในตอนเช้า
    Machapucharre

    .

    “พร้อมมั้ย?” Sona ถาม

    ทุกคนพนักหน้า พี่นันยกนิ้วโอเค ไม่มีเสียงพูด เพราะติดหวัดจากผมแล้ว

    🥇 Achievement Unlocked
    Patient Zero

    “ไป ไป”

    วันนี้ อากาศแจ่มใส เราเดินผ่านป่าที่ขามาเป็นปกคลุมด้วยหิมะ ซึ่งตอนนี้ละลายไปเยอะ ทำให้เดินได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่ง crampons

    ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะกับการเดินเขา
    มองเห็น tea house ตรงหน้าได้จากเขาลูกนี้ 👍

    พอพ้นป่าและขึ้นมาบนเนินเขา เราก็มองเห็นวิวรอบตัวได้ชัดเจน ทั้ง Annapurna และ Machapucharre

    วิวระหว่างทางบนเขาสูง
    Annapurna และ Machapucharre

    Sona ชี้ไปที่ภูเขาด้านขวา

    “เส้นที่เราเพิ่งไปเดินกันมา”

    ต่ำลงไปด้านล่าง จะเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ

    “Sinuwa” Sona บอก ไล่นิ้วขึ้นมา “Chhromrong”

    ทุกอย่างดูเล็กไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าเราจะขึ้นกันมาสูงขนาดนี้

    และวันนี้ เราจะต้องเดินลงไปจนสุดเขา

    ยังเหลือหิมะอยู่บ้าง ทีตอนขาขึ้นเล่นซะเต็มพื้นเลย 😒

    .

    ระหว่างทาง เราเจอกลุ่มคนไทยหลายกลุ่มเดินสวนไปอีกทาง วันนี้ที่ไทยก็เป็นวันสงกรานต์พอดี ถึงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะมาพักร้อนกันแล้ว

    เรากลับมาเดินในป่าอีกครั้ง และเริ่มมีหมอกลงบาง ๆ เราหยุดพักกินข้าวกันที่ Low Camp ทุกคนทิ้ง crampons ไว้กับเจ้าของ tea house เพื่อจะส่งต่อให้กับคนไทยกลุ่มถัดไปที่จะมาถึงในวันนี้ เพราะคนไทยกลุ่มนี้ไม่ได้เตรียม crampons มาด้วย

    🏔️ Altitude
    2,970m
    ลาก่อน crampons 👋

    แม้จะเป็น crampons ที่เพิ่งซื้อมา แต่ก็ช่วยให้เราผ่านมาได้ ทั้ง ABC และ Mardi และตอนนี้ มันก็จะทำหน้าที่ช่วยนักเดินเขาคนถัดไป

    .

    ยิ่งลงต่ำ อากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราค่อย ๆ ถอดเสื้อหนาวที่ใส่อยู่ออกทีละชั้นจนเหลือแค่เสื้อยืดและ HEATTECH ที่อยู่ข้างใน

    ในช่วงบ่าย เรามาถึงจุดที่เป็นบันไดหินขาลง เราเพิ่งเดินแซง Dorji กับ Furlakpa ที่หยุดพักทานน้ำอยู่ที่ร้านข้างทาง

    “ล่อหรือเปล่า?” ผมถาม ได้ยินเสียงกระดิ่งคุ้นหูมาแต่ไกล

    “ใช่” Sona ตอบ มองย้อนขึ้นก็เห็นล่อขบวนหนึ่งกำลังเดินลงมาตามทางบันได “มาหลบทางนี้”

    เราลงจากบันได มายืนอยู่บนดินลูกรังของไหล่ทาง

    “มาหรือยัง?” ผมถาม ไม่เห็นวี่แววของล่อสักตัว

    “อาจจะไปอีกทางแล้ว” Sona พูด

    ผมสงสัยว่าล่อจะไปทางไหนได้อีก เพราะระหว่างทางก็เห็นมีบันไดขึ้นลงอยู่ทางเดียว

    เรากลับขึ้นมาบนบันได เดินไปได้ 2–3 ขั้น ผมก็เห็นล่อตัวแรกปรากฏตัวบนบันไดด้านบน

    “มันมาแล้ว” ผมพูด

    “ทางนี้”

    Sona พาเรามาหลบขาทางอีกจุดหนึ่ง ทุกคนคอยให้หัวขบวนเดินผ่านมาทางบันได แล้วก็ต้องตกใจที่ล่อตัวแรกมาโผล่หลังเรา เพราะจุดที่เราหลบอยู่ มีทางเดินที่ล่อเดินผ่านได้

    “มาทางนี้”

    Sona พาทุกคนข้ามบันไดไปอีกฝั่งหนึ่ง ขบวนล่อที่เหลือมาจากทางบันไดด้วย

    “มาเร็ว ชิน์” พี่อู๋เรียก

    “ทิ้งผมไป” ผมพูด “ไม่ทันแล้ว”

    ขบวนล่อที่มาทางบันไดก็เดินตัดหน้าผม ทำให้ข้ามไปอีกฝั่งไม่ได้ ส่วนล่อที่มาตามไหล่ทางก็ยังทยอยเดินมาอยู่ เสียงกระดิ่งดังตามจังหวะการเดิน พอทุกคนไปอยู่อีกฝั่งแล้ว ทำให้ผมมีที่หลบพอตัว ที่ช่องสามเหลี่ยมก่อนที่ล่อสองขบวนมาบรรจบกัน

    ขบวนล่อผ่านผมไปได้ โดยไม่ต้องก้าวข้ามตัวผม

    .

    == Daily Quest ==
    [/] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)
    [ ] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)

    “ปกติ รถจะมารับตรงนี้” Sona บอก “แต่ข้างหน้ามีทำถนน ทำให้รถเข้ามาไม่ได้ เราเลยต้องเดินลงไปต่ำกว่าเดิม”

    พ้นจากบันไดหิน ทางเดินเปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่มีก้อนหินปะปนอยู่ดินทราย ทำให้เดินได้ยากขึ้น โดยเฉพาะว่าเป็นทางลาดลงเขาอย่างต่อเนื่อง

    พอใกล้ถึงจุดหมาย Dorji กับ Furlakpa ก็มารอช่วยรับกระเป๋าจากเรา เราออกจากทางลูกรังและเดินไปตามบันได้หินที่ตัดผ่านบ้านเรือนของชาวบ้าน ตรงไปถึงจุดที่รถ Jeep หลายคันจอดรออยู่

    🏔️ Altitude
    1,700m
    มาถึงสักที 😥

    “รอก่อนนะ” Sona พูด “รถต้องออกทีละคัน”

    พอถึงคราวรถของเรา Sona ก็เรียกให้ทุกคนขึ้นรถ แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ Pokhara

    .

    🏘️ Part II. Low Earth

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)
    [/] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)
    Hidden แต่เราก็หาเจอ 😜

    รถมาส่งเราที่โรงแรม Hidden Kingdom เหมือนกับตอนที่เราเตรียมตัวไปเดินเขา แต่ตอนนี้ เราพิชิต ABC และ Mardi Himal มาเรียบร้อยแล้ว

    Dorji และ Furlakpa ช่วยเอา duffle bag ลงจากรถมาไว้ในล็อบบี้ให้ ผม ตรี พี่อู๋ พี่นันนั่งลงที่บาร์ซึ่งอยู่ติดกับล็อบบี้ เพื่อนับเงินใส่ซองเป็นค่าทิปส์ให้กับ Sona, Dorji, และ Furlakpa ตอนแรกเราตั้งใจจะให้ก่อนขึ้นรถ แต่ด้วยความฉุกละหุกทำให้ไม่มีโอกาสจนถึงตอนนี้

    Sona บอกว่า Dorji กับ Furlakpa จะแยกกับเราตรงนี้

    ผมกับพี่อู๋รวมเงินไว้ในซองเดียวกันสำหรับ Dorji ส่วนพี่นันกับตรีรวมกันอีกซองสำหรับ Furlakpa และอีกซองรวมเงิของเรา 4 คนสำหรับ Sona ผมหวังว่าเราคงจะไม่ได้ให้ทิปส์น้อยไป สำหรับความเอาใจใส่ที่เราได้รับระหว่างเดินทาง

    รูปหมู่ก่อนแยกกับ Dorji และ Furlakpa

    .

    หลังจากเจอห้องนอนเล็ก ๆ ที่ไม่มี heater ผมดีใจที่ได้เห็นห้องนอนกว้างขวางและมีห้องน้ำในตัวของโรงแรมอีกครั้ง

    ห้องพักที่ Hidden Kingdom 🤩

    ผมให้พี่อู๋อาบน้ำก่อน เพราะผมอยากจะใช้เวลาในห้องน้ำโดยไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังรออยู่

    พอถึงคิว ผมก็ใช้เวลาในห้องน้ำอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่ไม่ได้อาบน้ำมา 3 วัน ไม่เคยคิดว่าน้ำร้อนจะช่วยให้สบายตัวได้ขนาดนี้มาก่อน

    🥇 Achievement Unlocked
    Decontamination Complete

    .

    หลังอาบน้ำเสร็จ สิ่งเดียวที่ผมอยากจะทำคือนอน แต่ตอนออกจากห้องน้ำก็ใกล้ 5 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่นัดกับ Sona เอาไว้แล้ว

    “พี่อู๋ละ?” ผมถามตอนเจอตรีหน้าห้อง

    “พี่อู๋ไปกับพี่นันแล้ว”

    ผมกับตรีเอากุญแจไปฝากไว้กับรีเซฟชั่น เผื่อพี่อู๋กับพี่นันจะกลับมาก่อน

    Sona นั่งรอที่ล็อบบี้แล้ว

    เราเดินออกจากซอยโรงแรม ก็เห็นวงดนตรีพื้นเมืองเล่นอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ริมถนน ล้อมรอบด้วยชาวเนปาลที่มามุ่งดูกัน

    วันนี้เป็นวันปีใหม่ของเนปาล ในเมือง Pokhara เลยมีการฉลองกันอย่างเต็มที่ เดินไปตามถนนจะเห็นคนมาทั้งโต๊ะขายของกินเป็นช่วง ๆ และบนถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่แตกตัวดูดีกว่าปกติกำลังเดินมุ่งหน้าไปในเมืองกัน

    Sona พาเราไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป้าหมายของผมคือ momo หรือเกี๊ยวแบบเนปาล ซึ่งแม้จะมีขายบนเขา แต่ Sona มักชวนให้สั่งอย่างอื่นแทน เพราะเป็นอาหารที่ใช้เวลาเตรียมนาน

    Sona บอกว่า รู้จักร้านนี้จากคนไทยกลุ่มก่อน ซึ่งเสิร์จเจอจาก Google เมนูของร้านมีทั้ง momo ขนาดธรรมดา และ momo ขนาดใหญ่ ผมสั่ง momo ไซส์ใหญ่มา 1 ที่ ตรีสั่งเมนูผัดหมี่ตามที่ Sona แนะนำมาอีก 1 ที่ ส่วน Sona สั่งซุปมากินเอง 1 ที่

    Momo ยักษ์ (ขวามือ)

    “ทำไมตัวเลขถึงเป็น 2083?” ผมถาม Sona ระหว่างทานอาหาร momo ใหญ่ดูเหมือนซาลาเปา แต่เนื้อเยอะใช้ได้ทีเดียว สมกับที่อดเนื้อมานาน “เป็นระบบ?”

    “ปีเนปาล” Sona ตอบ

    “แสดงว่า เนปาลอายุกว่า 2,000 ปีแล้วหรอ?”

    “ใช่”

    ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งเริ่มสังเกตว่า เนปาลมีอะไรที่เหมือนไทยเยอะ อย่างการที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม เพราะเป็นประเทศกันชนให้มหาอำนาจในอดีต ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันด้วยภาษาเดียวกัน และปฏิทินที่นับวันปีใหม่ตรงกันกับไทย

    พอทานเสร็จ (เราจัดการ momo หมด แต่เหลือบะหมี่ที่มาจานใหญ่ไว้) เราก็กลับไปเดินบนถนนที่ตอนนี้มีผู้คนเดินกันอย่างขวักไขว่และจอแจ

    ชาวเมืองเนืองแน่นบนถนนแห่ง Pokhara

    “ปิดแล้ว” Sona บอกเมื่อเราเดินไปถึงร้านแห่งหนึ่งบนถนน

    ผมตั้งใจจะหาซื้อเกลือให้กับพี่สาย ซึ่งเป็นเจ้าของไม้เดินเขาที่ช่วยให้ผมรอดจากการเดินเขามาได้ ถ้าร้านปิดแล้ว ผมน่าจะต้องซื้อที่ Kathmandu แทน

    “งั้นภารกิจถัดไป” ผมพูด “หาเบียร์ให้ตรี”

    ตรีรอเวลาที่จะกินเบียร์มาตั้งแต่อยู่บนเขา เรามุ่งหน้าไปที่ถนนคนเดินริมทะเลสาบที่สว่างไสวด้วยแสงไฟของเมืองที่เปิดฉลองปีใหม่กันอย่างคึกคัก ร้านนั่งดื่มที่อยู่ข้างทางมีคนอยู่เต็มเกือบทุกร้าน ยกเว้นร้านสุดท้ายที่มีลูกค้าอยู่บ้าง แต่ก็ดูเงียบเหงากว่าร้านอื่น

    เราเลือกนั่งโต๊ะหน้าร้าน ผมอยากจะนั่งบนชั้นสอง แต่ไม่รู้ว่ามีโต๊ะว่างไหม และเหนื่อยเกินกว่าจะปีนบันไดขึ้นไปข้างบน

    ตรีกับ Sona สั่งเบียร์มาคนละขวด ผมสั่ง Sprite ที่มาพร้อมกับหลอดหลายม้วนที่ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ

    ผู้ดีไม่ดื่มเบียร์ 😂

    ใน LINE พี่นันส่งรูปอาหารเวียดนามมาให้ดู พร้อมกับไอติม ดูเหมือนพี่นันจะได้ยาที่พี่นันไม่แพ้แล้ว และไอติมอาจจะพอช่วยให้หายเจ็บคอได้เล็กน้อย

    ผมนั่งสั่งน้ำมูกระหว่างรอให้ตรีกับ Sona กินเบียร์ให้หมด ซึ่งพนักงานร้านเดินมาเก็บไปทิ้งเป็นระยะ ๆ จนผมรู้สึกเกรงใจ ผมคิดว่าเมื่อกลับไทยแล้วจะรีบไปหาหมอในทันที เพราะน้ำมูกที่ไหลอยู่ตลอดเวลาไม่สนุกเลย

    สี่ทุ่มกว่า เราก็เดินกลับโรงแรม ในเมืองยังคงคึกครื้นรื่นเริงกัน

    “พรุ่งนี้ 6 โมงครึ่งนะ” Sona ย้ำก่อนแยกกัน “เราต้องรีบขึ้นรถไป Kathmandu กัน”

    .

    เราแยกเคาะห้องกัน พี่นันมาเปิดประตูให้ตรี

    “เข้ามาก่อนมั้ย?” พี่นันถามเสียงแหบจากอาการป่วย

    พี่อู๋กลับห้องไปแล้ว และผมคิดว่าพี่อู๋น่าจะหลับและไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู

    “ลองโทรดู” พี่นันแนะเมื่อเข้ามาในห้องน้ำ

    “ฮัลโหล” เสียงโอเปอเรเตอร์พูด ผมวางสายไป

    ผมออกไปดูที่ระเบียง ไฟในห้องยังเปิดอยู่ แสดงว่าพี่อู๋น่าจะหลับไปทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่

    ผมลองโทร LINE แต่ก็ไม่มีใครรับ

    ผมลองเคาะประตูและกดออด 2–3 ครั้ง แต่ไม่มีใครเปิดประตูให้ ด้วยความง่วง ผมเปิดกดกริ่งติดต่อกันจนได้ยินเสียงฝีเท้าในห้อง และพี่อู๋มาเปิดประตูในที่สุด

    “พี่อู๋เปิดให้แล้ว” ผมบอกพี่นันกับตรีที่อยู่อีกห้อง “ขอบคุณครับ”

    “พี่หลับไป” พี่อู๋บอก

    “ผมว่าแล้ว”

    ผมอาบน้ำอีกครั้งก่อนจะทิ้งตัวลงนอนที่เตียงอย่างหมดแรง


    15%
    Digesting Giant Momo ...
    60%
    Restoring 100% HP in a real bed ...
    90%
    Generating 7-hour bus ride mini-game ...

    🎆 Day 14. New Year: Pokhara to Kathmandu

    .

    🚍 Part I. Time Jump

    == Daily Quest ==
    [ ] Pokhara -> Kathmandu (🚎 7h)
    [ ] Survive Thai massage

    ตอนเช้า เราไม่มีเวลาพอจะกินข้าว Sona ขอให้โรงแรมแพ็กข้าวเช้าใส่กล่องให้เราถือขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว

    เราไปขึ้นรถที่ท่ารถของเมือง อาหารเช้าในกล่องไม่ต่างกับขามานัก มีกล้วย แอปเปิล ขนมปัง ไข่ และน้ำผลไม้กล่อง

    อาหารเช้าที่จัดมาให้ในกล่อง

    ผมจัดการขนมปัง กล้วย กับน้ำผลไม้เสร็จ ก็ใส่ผ้าปิดตาและเอนหลังหลับไป

    .

    มีคนปลุกผมที่ที่พักรถ ซึ่งเราหยุดพักทานข้าวกลางวันครั้งที่แล้ว

    “ข้าวกลางวัน” Sona บอก

    ตอนนี้ยังไม่ 10 โมงดีด้วยซ้ำ

    ผมสั่ง momo อีกครั้ง ส่วนพี่นันสั่งข้าวผัดไม่ใส่กระเทียมและเครื่องเทศ

    Momo (อีกครั้ง)

    “อันนี้เรียกข้าวกลางวันตรงไหน?” ผมถาม

    “เขาให้กินก่อน เพราะน่าจะไม่มีที่จอดระหว่างทาง” พี่อู๋บอก

    ยังทานกันไม่เสร็จ ห้องอาหารก็ถูกทิ้งร้าง เพราะผู้โดยสารอื่นขึ้นรถกันหมดแล้ว

    “กินกันทันได้ยังไง?” ผมสงสัยออกมาดัง ๆ

    รถเตรียมตัวจะออกสู่ถนน และคนขับบีบแตรเร่งอย่างไม่เกรงใจ ตอนที่เราไปถึงรถ

    .

    ผมหลับไปและตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่รถจอดให้เข้าห้องน้ำ

    ตื่นมาอีกที Sona ก็บอกว่า เราต้องลงที่นี่

    “ลงแล้วหรอ?” ผมถาม เพราะดูจากข้างทาง เรายังไม่ Kathmandu ดีเลย

    “ตรงนี้แหละ”

    รถจอดให้เราลงข้างทาง มีหญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กเล็กมาขอทานกับเรา พี่อู๋ยื่นกล่องอาหารเช้าให้ หญิงคนนั้นก็ผละจากไป

    คนรถเอา duffle bag ลงจากท้ายรถก็พอดีกับรถตู้ที่จะรับเราต่อมาจอดต่อท้ายพอดี

    .

    🏢 Part II. Return to Civilisation

    == Daily Quest ==
    [/] Pokhara -> Kathmandu (🚎 7h)
    [ ] Survive Thai massage

    รถเคลื่อนอย่างช้า ๆ ไปตามถนนแคบ ๆ ของ Kathmandu หลายร้านข้างทางปิดทำการ เพราะเป็นวันปีใหม่

    พอมาถึง Kantipur Village, Arbin กับ Ro และ Anup ก็รออยู่แล้ว

    “เดินเขาเป็นยังไงบ้าง พี่?” Ro ถามเป็นภาษาไทย

    “สนุกมาก” พี่นันตอบเสียงแหบ “แต่ก็เหนื่อยมาก ดูสภาพแต่ละคน”

    “ยินดีด้วยครับ” Arbin พูด ยื่นใบประกาศให้แต่ละคน

    “มีใบประกาศด้วย” พี่อู๋พูด

    ทำสำเร็จแล้ว!

    “ในใบมีที่อื่นด้วย” ผมพูด

    “ตรงนี้ คือ จุดที่ถ้าเลี้ยวไปอีกทางที่ Chhomrong” Sona ชี้ไปที่ “Poon Hill” บนใบประกาศฯ

    “ถ้าจะไปเดินที่อื่นต้องเอาใบติดตัวมาด้วย” Arbin พูด “แล้วก็อันนี้เป็นคูปองนวด” แล้วก็แจงคูปองให้คนละใบ

    คูปองนวด ต้องเจอกันบ้าง

    “ไปจองคิวที่ร้านได้” Arbin พูด “ถ้าไม่มีคิวตอนนั้นก็จองไว้ก่อนได้”

    “งั้นเดี๋ยวเราไปกัน” พี่นันพูด “Sona, last photo”

    รูปหมู่ก่อนแยกกับ Sona

    เราลา Sona กันที่ล็อบบี้ หลังจากเดินทางด้วยกันมา 10 วัน ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องแบกกระเป๋าไปที่ห้องเอง โดยไม่มีไกด์นำทาง

    .

    🎁 Part III. New Year Bargain

    หลังเก็บของบนห้องแล้ว เราเดินไปตามถนนในเมืองจนเจอตึกที่ร้านนวดตั้งอยู่ พนักงานชี้ให้เรากดลิฟต์ไปที่ชั้น 2

    พนักงานต้อนรับบอกว่า มีที่ว่างแค่คิวเดียว ถ้าจะนวดพร้อมกันจะต้องกลับมาตอน 5 โมงครึ่ง เราตกลงลงนัดเอาไว้แล้วเดินกลับมาที่ร้านอาหารจีน Dongfang ที่พี่นันติดใจเนื้อแกะเสียบไม้

    ระหว่างรออาหาร เราสลับกันไปดูของฝากที่ร้านใกล้ ๆ และผมขอเดินกลับโรงแรมเพื่อจะได้ใช้ห้องน้ำอย่างเป็นส่วนตัว

    พอผมกลับมา อาหารก็มาพร้อมแล้ว

    หลังอาหาร เราเดินไปตามร้านของฝากในละแวก ผมได้ใบชา masala tea มา ราคาห่อละ 450 NPR ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่าเป็นราคาพิเศษ เพราะเป็นวันปีใหม่

    พอใกล้เวลานัดนวด เราก็มุ่งหน้าไปร้าน ระหว่างทางพี่อู๋เห็นร้านขายผ้า ก็ชวนให้ลองเข้าไปดูกัน

    ข้างในร้านเล็ก ๆ มีฝรั่ง 2 คนกำลังเลือกซื้อผ้าอยู่ พี่นันบอกว่าผ้าแคชเมียร์ของที่นี่ขึ้นชื่อ และแนะให้ผมซื้อสักผืนไปฝากพี่สาย แทนเกลือเนปาล เพราะพี่นันซื้อเกลือจะไปฝากอยู่แล้ว

    “อันนี้ราคาเท่าไรครับ?” ผมถามเจ้าของร้านเป็นภาษาอังกฤษ

    “3,000 รูปี” เจ้าของตอบ

    “แพงไป” พี่นันพูด “ไปเถอะ”

    พอเรากำลังจะเดินออกจากร้าน เจ้าของก็เดินเข้ามาทัก

    “เดี๋ยว ๆ” เขากระซิบ พร้อมกับยอมมือเป็นสัญญาณให้รอก่อน

    “เขาให้รอ 2 คนนี้ซื้อเสร็จก่อน” พี่นันพูด

    หลังจากลูกค้าฝรั่งจ่ายเงินและออกจากร้่านไป เจ้าของร้านก็หันมาทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

    “บอกผมมาว่าอยากได้อะไร ผมจะให้ราคาพิเศษ เพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่”

    เราต่อราคากันไปสักพัก และจากที่จะซื้อแค่ผืนเดียว ผมก็ตัดสินใจจะซื้ออีกผืนไปฝากแม่ด้วย แม้ว่าแม่บอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรไปให้ก็ตาม แต่เนื้อผ้าแคชเมียร์ที่นี่ดีเกินกว่าจะไม่ซื้อได้

    ผมเลือกผ้ามา 2 แบบ แบบหนึ่งราคาแพงกว่าอีกแบบ พอหยิบไปจะจ่ายเงินแล้ว ผมก็รู้สึกว่าราคายังแพงไป พี่นันมีเงินพอให้ผมยืม แต่ผมไม่อยากจะยืมเงินมากจนเกินไป

    “กลับก่อน ๆ” เจ้าของร้านเรียกเมื่อเห็นผมหยิบผ้าผืนแพงจะไปเปลี่ยนเป็นแบบที่ถูกลง “บอกผมมา คุณอยากได้ราคาเท่าไร วันนี้เป็นวันปีใหม่ ผมให้ราคาพิเศษ ราคาวันปีใหม่”

    ผมนึกถึงเทคนิคการเจรจาที่ผมอ่านหนังสือมา แต่ก็นึกไม่ออกว่าควรจะตอบว่าอะไรดี

    “บอกเขาไป 4,000” พี่นันพูด

    “4,000” ผมตอบไป

    เจ้าของร้านนิ่งไปชั่วอึดใจ แล้วก็ยิ้มกว้างออกมา

    “ได้เลย” เขาพูด “4,000 ราคาปีใหม่ให้คุณไปเลย”

    ผมรับเงินจากพี่นันจ่ายไป

    “พี่คิดว่า จะต่อเหลือ 3,500” พี่นันพูดหลังจากเดินออกจากร้าน “ถ้าเป็นพ่อพี่คงต่อไปแล้ว แต่พี่ไม่กล้า”

    “ผมก็ลืมคิดไป” ผมพูด รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ต่อราคาให้มากกว่า “ว่าเราควรจะบอกราคาต่ำกว่านี้ เผื่อเขาต่อขึ้นมา”

    Note: ใครจะซื้อของที่เนปาล อย่าลืมอ่านและฝึกทักษะการเจรจาต่อรองกันไปก่อนนะครับ จะได้ไม่เป็นแบบผม 😅

    .

    💆 Part IV. Pain-Release Massage

    พอไปถึงร้านนวด พนักงานก็พาเราแยกกันไปคนละห้อง ในห้องมีเตียงนวดอยู่ตรงกลาง และชั้นวางของอยู่ฝั่งตรงข้ามประตู

    ร้านนวด Nuad Thai

    “อะไรนะครับ?” ผมถามหลังจากพนักงานพาไปที่ห้องและบอกให้ผมทำอะไรบางอย่าง ผมยังไม่คุ้นกับสำเนียงของพนักงาน แม้ว่าสำเนียงจะพูดชัดถ้อยชัดคำก็ตาม

    “กางเกงใน” พนักงานพูดยื่นกางเกงในแบบใช้แล้วทิ้งให้ ซึ่งคล้ายกับแบบที่ผมใส่ขึ้นเขา

    “นอนคว่ำหน้าลงค่ะ” พนักงานบอกหลังกลับเข้ามาในห้องหลังจากผมเปลี่ยนชุดเสร็จ

    ผมนอนคว่ำบนเตียง พยายามขยับหน้าให้พอดีรูเปิดบนเตียง และหวังว่าขาผมจะไม่ยาวเกินเตียงนวด

    “อยากให้เน้นส่วนไหนบ้างคะ?” เสียงพนักงานถาม

    “ขอเป็นขากับหลังครับ” ผมตอบ

    เราสามารถเลือกประเภทการนวดได้ และผมเลือกแบบนวดทั้งตัว เพราะนอกจากขาแล้ว ผมยังรู้สึกเมื้อยหลังจากการเกรงตัวเวลาหนาวอีกด้วย

    พนักงานเริ่มลงมือนวด โดยไล่จากขาขึ้นมา แม้จะตัวเล็ก แต่พนักงานก็มีแรงเยอะ และรู้วิธีใช้ศอกให้เป็นประโยชน์ มีหลายจุดที่ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกเจ็บหรือจั๊กจี้ดี

    พอนวดแบบคว่ำหน้าเสร็จ ก็นวดแบบหงายหน้านอน และปิดท้ายด้วยการนั่งนวด พนักงานช่วยดัดหลังจนดังกร๊อบสบายตัวหลายครั้ง

    “หมดเวลานวดแล้ว” พนักงานพูด “บริการนวดเป็นยังไงบ้างคะ?”

    พนักงานต้อนรับบอกว่า พนักงานที่นี่เป็นคนเนปาลล้วน แต่ทุกคนเคยฝึกวิชาจากไทยมาแล้ว

    “ดีมากครับ” ผมตอบ “แรงดีมากครับ”

    “ขอบคุณค่ะ”

    (วันต่อมา ผมรู้สึกปวดหลังจุดขึ้นมา พี่อู๋บอกว่า เพราะสูตรที่ผมเลือก คือ pain release ทำให้ความเจ็บปวดถูกปล่อยออกมา 😂)

    🎉 Daily Quest Completed
    [/] Pokhara to Kathmandu (🚌 7–9hr)
    [/] Survive Thai massage

    .

    🥘 Part V. Thai Dinner

    เราเดินกลับไปที่โรงแรม ซึ่ง Ro รอเราอยู่แล้ว

    “นวดมาเป็นยังไงบ้าง พี่?”

    “สบายตัวขึ้นเยอะเลย” พี่นันตอบ

    ผมถึงกับแปลกใจที่ Ro บอกว่าร้านเพิ่งเปิดมาได้แค่ 1 เดือน

    เราขึ้นรถตู้ที่มาจอดที่รับหน้าโรงแรม ซึ่งขับพาเราไปที่ร้านอาหารไทย Krua Thai

    (พี่นันถาม Arbin แล้วว่า ขอเปลี่ยนเป็นอาหารอื่นได้ไหม แต่ Arbin บอกว่าจองไว้แล้ว)

    Ro พาเราไปที่โต๊ะ ไม่นาน อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟทีละอย่างสองอย่าง ทุกเมนูมีทั้งแบบธรรมดา และแบบไม่มีกระเทียมสำหรับพี่นันโดยเฉพาะ

    อาหารไทยที่ Arbin จัดไว้ให้

    “คนที่นี่จะไม่ซื้อของไว้ก่อน แต่จะซื้อหลังลูกค้าสั่งอาหารแล้ว เขาจะไม่ซื้อมาเตรียมไว้ก่อน” Ro พูดเมื่อมาเช็กว่า เราเป็นยังไงกันบ้าง (Ro แยกนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง) “แล้วบางอย่างที่นี่ไม่มี ก็เลยจะหน้าตาไม่เหมือนกับที่ไทย อย่างคนที่นี่ไม่กินน้ำปลา ก็ใส่เกลือแทน”

    รูปหมู่กับ Ro หลังมื้อเย็น

    15%
    Surviving massage bone adjustments ...
    60%
    Stocking Masala Tea for breakfast ...
    90%
    Adding Kathmandu morning mist ...

    ✈️ Day 15. Ende: Kathmandu to Bangkok

    .

    ☕️ Part I. Morning Meal

    == Daily Quest ==
    [ ] Explore Kathmandu
    [ ] Get to Bangkok (✈️ 3hr)

    ตอนลงมาที่ห้องอาหาร ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเบื่อข้าวขนาดไหน หลังจากกินแต่ dal bhat มานาน

    ผมเลือกหยิบแต่ไข่ เบคอน แพนเค้ก และขนมปังใส่จาน

    “Masala tea ที่หนึ่งครับ” ผมบอกพนักงาน

    “ได้ค่ะ”

    อาหารเช้าที่ Kantipur Village

    ผมดื่ม masala tea หมดอย่างรวดเร็ว และก็เรียกพนักงานมาสั่งเพิ่มอีก ผมกินไปทั้งหมด 3 แก้วในเช้านั้น

    🥇 Achievement
    Blood Type: Masala Tea

    .

    🛕 Part II. Trip Uptown

    พี่อู๋ให้ผมยืมหน้ากากตอนที่เราออกเดินจากโรงแรม เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ในเมืองสูงจนน่าตกใจ

    เราเดินไปตามถนนแคบ ๆ ในเมือง ผู้คนเริ่มออกมาเริ่มต้นวัน ร้านรวงทยอยเปิดกัน บางร้านยังคงหลับใหลอยู่

    ถนนในเมือง Kathmandu ที่คนกับรถใช้เส้นทางร่วมกัน

    ระหว่างทาง เราก็เจอวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ก่อนที่เราจะไปถึงปลายทางของเรา

    เจอสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายจุดระหว่างทาง

    พอไปถึงทางเข้าวัด Taleju Bhawani ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดมรดกโลก ก็มีไกด์ชาวเนปาลเดินเข้าทัก เสนอค่านำชมสถานที่คนละหลายพัน NPR

    “ไม่เป็นไร” พี่อู๋ตอบเป็นภาษาอังกฤษ “เราจะอยู่แค่ข้างนอก”

    Taleju Bhawani

    จากข้างนอก เรามองไม่เห็นอะไรมาก อยู่ได้ไม่นาน เราก็ออกเดินต่อไปตามถนน จนถึง Kaathe Swyambhu

    Kaathe Swyambhu

    จุดนี้มีสัญลักษณ์รูปตาที่ทำให้ผมนึกถึงตาของ Ranta

    ตาของ Ranta (Source: Michvito (Reddit))

    เราเดินครบ 1 รอบก็เดินกลับโรงแรมกัน

    == Daily Quest ==
    [/] Explore Kathmandu
    [ ] Get to Bangkok (✈️ 3hr)

    .

    🛬 Part III. Hotel & Airport

    พอเก็บกระเป๋าและลงมาจากห้อง Ro ก็มารอรับที่ล็อบบี้แล้ว

    “พี่ไปกันก่อนเลย” Ro พูด ส่งให้เราขึ้นรถตู้ “เดี๋ยวผมตามไป”

    Ro ขึ้นมอเตอร์ไซต์แยกไป ปล่อยให้เรานั่งไปในรถตู้กันเอง

    .

    พอรถไปถึงสนามบิน Ro ก็ยืนจองที่จอดไว้ให้แล้ว

    เราขนกระเป๋าลงจากรถและขึ้นบนรถเข็น เข้าไปต่อแถวคนที่จะเข้าสู่สนามบิน

    “เขาให้เข้าเฉพาะคนที่มีพาสพอร์ต” Ro บอก “ผมส่งแค่นี้นะครับ พี่”

    รูปหมู่กับ Ro ที่สนามบิน

    .

    ในอาคารมีผู้คนอยู่หนาแน่น เราเช็กอินแล้วก็ไปที่จุดรักษาความปลอดภัย สนามบินยอมให้เอาขวดน้ำผ่านได้โดยไม่ต้องเทน้ำทิ้ง

    จอบนผนังยังไม่แสดงหมายเลขเกตที่เราต้องไปรอขึ้นเครื่อง เราหาที่นั่งและปักหลักรอจนกว่าจะถึงเวลา

    .

    อาคารผู้โดยสารที่สนามบิน

    เกือบ 3 โมง เราก็ไปต่อแถวรอขึ้น shuttle bus ที่พาเราไปที่เครื่องบินซึ่งจอดรออยู่

    พอเครื่องขึ้น ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็น Kathmandu ค่อย ๆ เล็กลง ๆ เรื่อย ๆ

    Kathmandu จากบนเครื่องบิน

    ร่างกายผมยังสะบักสะบอมจากการเดินเขาและอาการป่วย แต่ผมก็รู้สึกอิ่มใจ ที่อย่างน้อยผมได้ทำตามฝันตัวเองที่อยากมาเห็นเทือกเขาหิมาลัยด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต

    == Player Status ==
    💖 Contentment

    .

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Explore Kathmandu
    [/] Get to Bangkok (✈️ 3hr)

    Summary stats:

    DayDestinationAltitude
    12High Camp3,550m
    13Sidhing1,700m

    🙏 End Credits

    ขอขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบ


    🍩 After-Credit Scene

    🗺️ Location
    Hospital in Thailand
    📆 Date
    Two days later

    “ไปทำอะไรจมูกมา?” หมอถามเมื่อผมถอด mask แล้วเห็นจมูกที่ทั้งลอกจากการโดนแดดและเจออาการแห้ง และแดงจากการสั่งน้ำมูกตลอดเวลามา 7 วัน

    “ผมไปเนปาลมาครับ” ผมเข้าใจว่า หมอนึกว่าผมป่วยจากการไปเล่นน้ำสงกรานต์มา

    “อ๋อ” หมอพูด ส่องดูดช่องจมูกและให้ผมอ้าปากเพื่อตรวจดูลำคอ

    “ไปเนปาลเป็นยังไงบ้าง?” หมอถามเมื่อกลับไปอยู่หลังโต๊ะทำงาน เพื่อกรอกข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ “หมอไม่เคยไปเอง แต่มีเพื่อนเคยไป ต้องเตรียมขนาดไหน?”

    “ก็ระดับหนึ่งครับ” ผมตอบกลาง ๆ “ผมออกกำลังกายก่อนไป 2 เดือน แต่ก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน”

    หมอพยักหน้า

    “เดี๋ยวหมอให้ยาพ่นจมูกให้ความชุ่มชื่นในจมูก” หมอเปลี่ยนเรื่อง “แล้วก็ยาฆ่าเชื้อกินต่อเนื่องจากที่กินอยู่” (ผมมียาฆ่าเชื้อติดตัวไปด้วย และกินตั้งแต่คืนที่อยู่ Pokhara ซึ่งทำให้อาการดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่หายทั้งหมด ตอนเครื่องบินลงจอด ผมทรมานกับอากาศปวดไซนัสมาก) “ยาลดน้ำมูก แล้วก็ยาแก้ไอ ตัวนี้กินแล้วจะง่วงหน่อย”

    ผมขอบคุณหมอแล้วก็ออกไปนั่งรอจ่ายเงินและรับยา ระหว่างรอ ผมก็ได้หวังว่าผมจะหายดีก่อนไปทริปหน้าในอีก 2 สัปดาห์

    ครั้งนี้ เราจะไปญี่ปุ่นกัน เพราะผมยังไม่เคยเห็นซากูระเลย

  • Part 3/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail

    Part 3/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 10 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ⏮️ Previously …
    5. ⏯️ Resume
    6. 🌳 Day 10. Longest Day: Jhinu Danda to Forest Camp
      1. 🎬 Part I. Start
      2. 🫏 Part II. The Mules
      3. 🐶 Part III. Send-Off Party
      4. 🌳 Part IV. Stuck
      5. 🍔 Part V. Pitam Deurali
      6. 🌲 Part VI. Into the Forest
      7. 🚻 Part VII. Natural Toilet
      8. ⛺️ Part VIII. Forest Camp
      9. 🍕 Part IX. Unexpected Dinner
    7. 🗻 Day 11. Darkest Night: Forest Camp to High Camp
      1. ☀️ Part I. Sunny Sky
      2. 🫖 Part II. Tissue & Tato Paani
      3. ❄️ Part III. Fog & Snow
      4. 🎒 Part IV. Follow the Porter
      5. ⛺️ Part V. High Camp
      6. 🧭 Part VI. Mardi Explained
    8. 🏔️ Day 12. Himal Light, Part 1: Mardi Viewpoint
      1. 🌄 Part I. Before the Sun
      2. 🏔️ Part II. Second Ascension
      3. 🚨 Part III. Second Struggle
      4. 🪉 Part IV. Heaven on Nepal
      5. 🏠 Part V. The Shack
    9. ⏭️ To Be Continued …
    10. 🙏 End Credits

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ⏮️ Previously …

    ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:


    ⏯️ Resume

    0%
    Initialising world map ...
    30%
    Spawning players at Jhinu Danda ...
    90%
    Loading mountain range ...

    🌳 Day 10. Longest Day: Jhinu Danda to Forest Camp

    .

    🎬 Part I. Start

    แผนแรกของเรา คือ เดินจาก Jhinu Danda ไปที่ Forest Camp ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง และไม่มีวิวอะไรให้ดูนอกจากต้นไม้

    ดูจากความเร็วในการเดินของเรา Sona มีทางเลือกให้ว่า เราจะทำตามแผนเดิม ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องเร่งฝีเท้าขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น เราจะไปถึง Forest Camp ตอนมืดแล้ว

    หรือเราจะนั่งรถไปที่ Pitam Deurali และเดินต่อไป Forest Camp ซึ่งจะใช้แรงและเวลาน้อยลง แต่ต้องจ่ายเงินค่ารถเพิ่ม

    หลังจากปรึกษากันเองแล้ว เราก็ตกลงเลือกวิธีที่สอง เพราะเมื่อเทียบกับ ABC แล้ว Mardi Himal ได้ชื่อว่าเป็น baby trekking เราตั้งใจจะให้การเดินครึ่งหลังเป็นไปอย่างชิล ๆ

    .

    == Daily Quest ==
    [ ] Jhinu Danda -> Pitam Deurali (🚙 2–3h)
    [ ] Pitam Deurali -> Forest Camp (🥾 3–4h)

    .

    ตอนที่ผมออกมาจากห้อง Dorji กับ Furlakpa ยืนรอเก็บกระเป๋าเราอยู่แล้ว

    Dorji และ Furlakpa รอเก็บกระเป๋าแต่เช้า 🥱
    🏔️ Altitude
    1,780m

    “อรุณสวัสดิ์” Sona ทักเมื่อผมเดินไปหาที่ห้องอาหาร

    “อรุณสวัสดิ์” ผมตอบ

    เข่าผมยังมีอาการเหมือนเดิม ทำให้ยังเดินลงได้ลำบาก เพราะต้องก้าวขาขวานำก่อนทุกครั้ง แค่ลงบันไดจากห้องไปที่ห้องอาคารไม่กี่ขั้นก็ลำบากแล้ว

    == Player Status ==
    ⚠️ Right Knee Injury
    Descend Speed ---

    “ขอโทษที” พี่นันพูดกับ Sona เมื่ออกจากมาห้อง “นันวิ่งไปวิ่งมาเก็บถุงนอนแล้วก็เสื้อเข้ากระเป๋า ทำเท่าไรก็ไม่เสร็จ”

    “ไป ไป” Sona ให้สัญญาณออกเดิน

    “มันตามมาด้วย” ตรีพูด เพราะหมา 2 ตัวที่อยู่ที่ tea house เดินหลังเรามา

    เส้นทางเป็นทางขาลง ทำให้ผมอยู่รั้งท้ายกลุ่ม เส้นทางขรุขระ เต็มไปด้วยดินและทราย ก้อนอึที่ตัวล่อทิ้งไว้เป็นอุปสรรคตามทางก็ไม่ได้ช่วยให้ผมเดินง่ายขึ้นเลย

    (เหมือนกับ Subway Surfer แต่ต้องหลบอึแทนรถไฟ 😂)

    Subway Surfer (Source: aalif)

    .

    🫏 Part II. The Mules

    มาถึงทางโค้งจุดหนึ่ง เราก็เห็นจุดกำเนิดของก้อนอึ

    ขบวนล่อขนของกำลังเดินสวนขึ้นมาบนทางที่เราเดิน Sona ส่งสัญญาณให้ทุกคนหาที่หลบ

    พี่อู๋กับพี่นันพ้นโค้งไปแล้ว และหลบอยู่ที่มุมศอกอีกโค้งหนึ่ง

    Sona กับคนเนปาลที่ Sona ชวนคุยระหว่างทางหลบอยู่ที่โค้งแรก

    ผมกับตรีอยู่เลยมา เพราะไม่มีข้างทางให้หลบ เราเลยพยายามชิดผนังดินด้านขวามือให้ได้มากที่สุด (เพราะซ้ายมือเป็นขอบทางที่ทิ้งดิ่งลงไปโค้งข้างล่างที่พี่อู๋กับพี่นันยืนอยู่)

    ตอนขาขึ้น ผมสังเกตว่าล่อไม่ได้มี awareness ถึงของที่อยู่บนหลัง ทำให้บางครั้งก็เดินเอาของไปกระแทกกับข้างทาง

    ถ้าไม่ระวัง เราจะโดนของฟาดเอาได้เหมือนกัน

    และของแต่ละอย่างที่ล่อแบกมาก็ไม่ใช่เล่น ๆ

    == Mule Supply ==
    ⛽️ Gas Tank
    🌾 Rice
    🤧 Tissue

    พี่อู๋กับพี่นันปลอดภัยดี เพราะทางเว้งตรงนั้นมีที่พอให้ล่อเข้าโค้งได้ ส่วนตรง Sona ไม่โชคดีเท่าไร คนเนปาลที่อยู่กับ Sona ถูกถุงข้าวสารบนล่อตัวหนึ่งชนเข้าจนเสียหลัก โชคดีที่ Sona ช่วยคว้าตัวไว้ได้

    ผมกับตรีเกือบไม่รอด มีหลายครั้งที่ถังแก๊สเฉียดเข้ามาใกล้ ตรีซึ่งไม่มีที่ยืน เอาไม้เดินเข้าปักลงกับดินและหันหลังให้กับทางเดิน พยายามทำตัวให้เล็กด้วยการย่อตัวเพื่อให้ล่อเดินผ่านไปได้ แต่ด้วยความพยายามเลยทำให้ดูเหมือนกำลังนั่งส้วมขณะที่ล่อเดินผ่านไป

    พี่อู๋กับพี่นันที่ยืนอยู่ข้างล่างได้แต่มองขึ้นมาอย่างขำขัน

    .

    🐶 Part III. Send-Off Party

    สะพานข้ามเขา

    เรามาถึงสะพานเหล็กที่เราเดินข้ามในวันแรกสุด หมาทั้ง 2 ตัวที่เดินตามมาหยุดส่งเข้าที่ต้นสะพาน เพราะตรงจุดนั้น ตัวสะพานลดระดับต่ำลงไป ทำให้หมาไม่กล้าเดินต่อ โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็ก

    หมา 2 ตัวมาส่งถึงที่ ☺️

    เจ้าตัวใหญ่เห็นเราเดินลงไปบนสะพานแล้วก็วิ่งขึ้นบันไดกลับไปบนเขา ส่วนเจ้าตัวเล็กอยากจะตามมาด้วย แต่ไม่กล้าลงมาบนสะพาน ได้แต่ร้องเสียงหงิง ๆ

    เจ้าตัวเล็กอยากจะมาด้วย แต่ไม่กล้าลงมาบนสะพาน 🥺

    พอเดินมาได้ครึ่งสะพาน ผมก็เห็นเจ้าตัวเล็กเอาชนะความกลัว กระโดดลงมาบนสะพานได้ คราวนี้ผมสงสัยว่ามันจะกลับขึ้นไปได้ไหม เพราะต้นสะพานยกระดับสูงจากสะพานอยู่ระดับหนึ่ง

    พอหันกลับไปอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กก็กลับขึ้นไปบนเขา ปล่อยให้เราเดินไปกันเองต่อไป

    .

    รถ Jeep มารอรับพวกเราที่ tea house ที่เราลงรถมาวันแรก

    “มีใครจะเข้าห้องน้ำมั้ย?” Sona ถาม

    พี่นันฝากกระเป๋ากับพี่อู๋แล้วก็รีบไปเข้าห้องน้ำที่ tea house

    ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้นสูง ส่งแสงเป็นลำผ่านภูเขาที่เราเพิ่งพิชิตมาได้

    Annapurna ในยามเช้า

    โหลดของขึ้นรถและคนขึ้นรถกันแล้ว เราก็ออกเดินทางไปที่ Pitam Deurali

    .

    🌳 Part IV. Stuck

    เราย้อนผ่านทางเดินรถวันแรกที่เรามา และเลี้ยวไปอีกเส้นทางหนึ่ง คนขับใช้มือถือเป็นช่วง ๆ คุยกับใครสักคนเป็นภาษาเนปาล พอเห็นคนข้างทางก็จะจอดรถถาม ดูเหมือนคนขับรถจะไม่รู้ทางที่จะไปส่งเรา

    มาถึงทางแยกในป่า คนขับยกหูโทรศัพท์อีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย คนขับตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวา ตามป้ายบอกทาง

    เรามาจอดที่หน้าวัดแห่งหนึ่ง คนขับพยายามโทรศัพท์หาใครสักคนปลายทางอีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย เราไปกันต่อ

    เส้นทางเป็นโคลนเละ เป็นไปได้ว่าที่นี่มีฝนตกเมื่อไม่นานมานี้ รถวิ่งผ่านมาได้จนจุดหนึ่งก็ติดหล่ม คนขับพยายามเร่งเครื่องเท่าไรก็ไปต่อไม่ได้ Sona กับ Dorji และ Furlakpa เลยลงไปช่วยกันดัน และขอให้เราลงจากรถด้วย

    นับสาม 1, 2, 3!

    แต่ไม่ว่าจะดันกันเท่าไรก็ไปต่อไม่ได้ เพราะล้อหลังหมุนฟรีในพื้นโคลน Sona กับทีมพยายามเอาหินและใบไม้และกิ่งไม้ข้างทางมาลองใต้ล้อ ช่วยกันอยู่นานรถก็เคลื่อนต่อได้

    เรากลับขึ้นมาบนรถ Sona เปลี่ยนให้เราไปนั่งแถวหลังสุด เพื่อให้ Sona กับทีมออกจากรถได้ง่าย เผื่อจะต้องเข็นรถกันอีก

    แล้วก็เป็นไปตามนั้น เพราะขับมาประมาณ 100 เมตร รถก็ติดหล่มอีกครั้ง

    “ให้เราลงมั้ย?” พี่นันถาม Sona

    Sona ทำท่าปางห้ามญาติ

    ครั้งนี้ รถติดหล่มไม่ยอมหลุด Sona, Dorji, กับ Furlakpa ชัดกันลองล้อและดันรถแล้ว รถก็ไม่ขยับไปไหน

    “ให้เราลงมั้ย?” พี่นันถามอีกครั้ง

    “นั่งไปก่อนไป” Sona บอก “เราต้องการน้ำหนัก”

    == Player Status ==
    Hunger 🔴

    ผมหยิบ power bar ออกมาจากกระเป๋าที่อุ้มอยู่มากิน พี่นันกับตรีหันมามอง

    “Sona บอกว่าต้องใช้น้ำหนักนี่” ผมตอบ (ตั้งแต่ออกมาเรายังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลย)

    คนขับหยิบแผ่นรองเท้าไปจากแถวคนขับส่งให้ Sona พอยังไม่ช่วยให้รถขยับ ก็หยิบแผ่นจากแถวกลางส่งให้ด้วย

    มีชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา จากการแต่งตัวและเครื่องมือติดตัวดูเหมือนจะเป็นคนหาของป่า ชาวบ้านคนนี้ใช้มีดติดตัวตัดกิ่งไม้จากข้างทางมาช่วงรองใต้ล้อ

    “คุณช่วยกันโยกรถ” คนขับพูดเป็นภาษาอังกฤษกับเราที่นั่งอยู่หลังสุด

    “โอเค” ผมตอบ

    คนขับเหยียบคันเร่ง เราโยกตัวให้รถโคลงเคลงไปมา แต่รถก็ยังติดอยู่ที่เดิม

    แล้วเราก็เห็นชาวบ้านอีกคนเดินมาทางเรา และมาช่วยดูว่าจะทำยังไงให้รถหลุดจากหล่มได้บ้าง

    “สักพักคงมาช่วยกันหมดหมู่บ้าน” ผมหัวเราะ

    “ลงจากรถ” Sona บอก

    “สักที” ผมพูด

    ลงมาดันเองก็ยังไม่ขยับ 😒

    อากาศนอกรถเย็นสบายเพราะอยู่ในป่า บนพื้นเต็มไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้ที่ทุกคนเอามาวางรองล้อ รวมทั้งแผ่นรองเท้าที่ตอนนี้เลอะโคลนจนกู่ไม่กลับแล้ว

    ผมกับตรีช่วย Sona กับคนอื่นดันรถ คนขับเร่งเครื่อง รถขยับเล็กน้อย แต่พื้นลื่นมากจนเท้าผมไหลไปข้างหลังและเกือบหน้าทิ่มโคลน พี่นันที่ยืนอยู่ข้างหลังมาช่วยดันหลังเอาไว้

    ผ่านมากว่า 1 ชั่วโมง เรายังติดอยู่ที่เดิม Sona บอกให้เรากลับขึ้นรถ

    “เราจะไปอีกทาง” Sona พูด

    คนขับพูดอะไรบางอย่างกับชาวบ้านคนแรกที่มาช่วย (ชาวบ้านอีกคนหายไปแล้ว) และยื่นเงินให้ ผมโค้งหัวขอบคุณชาวบ้านคนนั้น ตรียกมือไหว้ ส่วนพี่นันโบกมือบาย ๆ แล้วก็ปีนขึ้นรถกัน

    ดูยังไงก็งงว่าทำไมไปไม่ได้ 😂

    “แล้วแผ่นรองละ?” ผมถาม

    “ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ” Sona ตอบ

    ผมหยิบทิชชู่เปียกส่งให้ทุกคนเช็ดมือ Dorji กับ Furlakpa เช็กเสร็จแล้วก็โยนออกนอกหน้าต่าง

    “เขารู้ใช่มั้ยว่า มันไม่ย่อย?” พี่นันพูด

    “ผมว่าน่าจะไม่รู้”

    .

    🍔 Part V. Pitam Deurali

    เราย้อนกลับมาทางเดิมจนถึงทางแยก ครั้งนี้คนขับเลี้ยวไปทางซ้าย

    เส้นทางเป็นโคลนและขรุขระจนเราเด้งไปเด้งมาบนเบาะรถเหมือนเดิม แต่รถวิ่งไปได้เรื่อย ๆ ไม่ติดขัด ไม่นานเราก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

    ในที่สุดก็มาถึง 😆

    “เราต้องเดินต่อไปนิดหนึ่ง” Sona บอก

    ทุกคนสะพายกระเป๋าแล้วก็ออกเดินตาม Sona ไป

    บรรยากาศของเส้นทางนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนดอยที่เมืองไทย ทั้งอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป เส้นทางที่เป็นดินคลุกฝุ่น ป่าไม้รอบตัว และวิวภูเขาที่เป็นสีเขียวและฟ้าข้างล่าง ซึ่งแตกต่างจากวิวภูเขาบนเส้นทาง ABC อย่างสิ้นเชิง

    ไม่นานเราก็มาถึง tea house ที่ Pitam Deurali ที่เราจะพักกินข้าวกัน

    == Daily Quest ==
    [/] Jhinu Danda -> Pitam Deurali (🚙 2–3h)
    [ ] Pitam Deurali -> Forest Camp (🥾 3–4h)

    Tea house ดูใหม่กว่าที่อื่น ๆ ที่เราเคยเจอมา ห้องอาหารดูใหม่และสะอาด เหมือนเป็น lounge ของนักท่องเที่ยวทั่วไปมากกว่าห้องอาหารของนักเดินเขา

    แม้กระทั่งหน้าตาเมนูก็เปลี่ยนไป จากปกติที่เป็นเมนูสีขาวเรียบ (เมนูบน ABC หน้าตาเหมือนกันหมด) ครั้งนี้ มีภาพ Annnapurna แสดงให้ดูยิ่งใหญ่อยู่บนหน้าปก

    🏔️ Altitude
    2,100m
    หน้าปกเมนูอาหาร

    เราสั่งแฮมเบอร์เกอร์มา 2 จานและบะหมี่อีกจาน พร้อมกับ masala tea ขนาด thermos ซึ่งผมแชร์กับพี่อู๋ 2 คน เพราะพี่นันกินเครื่องเทศไม่ได้ และตรียังไม่อยากกิน

    ระหว่างรออาหาร ตรีกับ Sona เล่นเกมกระดานที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน จากการสังเกต เกมดูเหมือนสนุกเกอร์ แต่เปลี่ยนจากลูกมาเป็นเหรียญแทน และแต่ละคนจะยิงเหรียญได้จากเส้นของสี่เหลื่ยมกลางกระดานเท่านั้น

    เกมของเนปาลที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

    “มาช่วยเล่นหน่อย” Sona พูด

    “ช่วยตรีอะนะ?” ผมถาม

    “ช่วยผมสิ”

    “จะช่วยคุณทำไม? ต้องช่วยตรีหรือเปล่า?”

    ผมไม่รู้ว่าใครนำอยู่ แต่ตรีที่ไม่เคยเล่นมาก่อนน่าจะเสียเปรียบ Sona ที่น่าจะเคยเล่นมานานแล้ว

    “ชิน์” พี่นันเรียก “เขาเพิ่งเอาขนมปังมา”

    พนักงานเพิ่งถือขนมปังสำหรับแฮมเบอร์เกอร์เดินเข้าครัวไป

    “ที่นานน่าจะกำลังเลี้ยงไก่อยู่” ผมพูด

    เรารออาหารนานจนหิวไปหลายรอบ เช่นเคย Sona ให้ Dorji เตรียมตัดแอปเปิลมาให้เรารองท้องก่อน

    แอปเปิลรองท้อง 🍎

    .

    ผมคิดว่า เรารออาหารประมาณเกือบชั่วโมงหนึ่งได้ ดูเหมือนวันนี้เราจะเสียเวลาไปเยอะอยู่ ตั้งแต่ออกเดินช้า ติดหล่ม และรออาหารกลางวัน แต่ดู Sona ไม่แสดงอาการเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าไร อาจจะเพราะต้องเดินอีกไม่ไกล หรือไม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเวลาเอากลับคืนมาไม่ได้

    หลังอาหาร เราผลัดกันเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวออกเดินต่อ ผมเพิ่งสังเกตว่าปลายจมูกแดงและเริ่มลอกเป็นแผ่น ๆ น่าจะเกิดจากอากาศแห้งและการที่ผมสั่งน้ำมูกบ่อยในช่วงหลัง ๆ ระหว่างรออาหาร ผมก็ใช้ทิชชู่หมดไปหลายแผ่นเหมือนกัน

    .

    🌲 Part VI. Into the Forest

    “ให้สังเกตสัญลักษณ์นี้ไว้” Sona บอก “Community ที่นี่ทำไว้ให้นักเดินเขาไม่หลงทาง ถ้าหาทางไม่เจอ ก็ให้มองหาสัญลักษณ์นี้”

    Sona ใส่เสื้อเข้าธีมกับสัญลักษณ์พอดี 😂

    ทางเดินพาเราทะลุผ่านป่าเขียว ต้นไม้ล้อมรอบจนมองไม่เห็นอะไรอื่น แต่บรรยากาศร่มเย็นและสดชื่น

    “เหมือนไปเดินเชียงดาวเลย” พี่นันพูดกับตรี

    “แกะ” พี่นันพูด

    ข้างหน้ามีฝูงแกะกระจายตัวอยู่ทั้งบนทางเดินและเนินเขาที่อยู่สูงขึ้นไป หมาเลี้ยงแกะจนสีดำนอนขวางทางเราอยู่ และไม่ขยับไปไหนตอนที่เราเดินอ้อมตัว

    ฝูงแกะน้อย

    เรามาถึง tea house แห่งหนึ่งที่มีจุดชมวิวภูเขา และชิงช้าให้นั่งถ่ายรูป

    Sona รีบไปนั่งคนแรกเลย 😂

    ผมวางกระเป๋าแล้วก็ไปต่อแถวเข้าห้องน้ำ

    “คุณรอห้องน้ำอยู่มั้ย?” ฝรั่งคนหนึ่งถาม

    “ครับ” ผมตอบ “ข้างล่างมีอีกห้อง แต่ผมอยากรอห้องนี้” ผมหมายถึงห้องที่ตรีเพิ่งเข้าไป ถัดจากห้องนั้นมีห้องน้ำอีก 2 ห้อง

    “แล้วทำไมคุณไม่ไปห้องนั้นละ?”

    “ผมไม่แน่ใจว่ามีใครทิ้งระเบิดเอาไว้มั้ย?” ผมตอบ แม้ผมจะยังไม่ได้ไปดูด้วยตัวเองก็ตาม

    สักพัก ก็มีฝรั่งอีก 2 คนมาต่อแถว ทุกคนสงสัยว่าทำไมไม่มีใครใช้ห้องข้างล่าง หนึ่งในนั้นเดินไปที่ห้องน้ำที่อยู่ไกลสุด เปิดประตูดูแล้วก็รีบกลับออกมา

    “ห้องนี้แหละ” ชี้ไปที่ห้องที่ตรียังอยู่

    🏅 Achievement Unlocked
    Toilet Precognition

    กว่าตรีจะออกมาก็มีคนต่อแถวยาวแล้ว

    ในห้องน้ำไม่มีไฟ มีแต่แสงจากช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ที่เปิดออกไปเห็นวิวภูเขา ผมชอบที่ห้องน้ำที่นี่มีวิวสวย ๆ ให้ดูระหว่างปลดปล่อย

    .

    🚻 Part VII. Natural Toilet

    “เข้าห้องน้ำที่ไหนได้บ้าง?” ผมถาม Sona หลังจากออกเดินมาได้ไม่นาน อากาศหนาวและน้ำที่กินไปเยอะ ทำให้ผมปวดฉี่เร็วกว่าที่คิด

    “ที่ไหนก็ได้”

    พอมาถึงทางโค้งจุดหนึ่ง Sona ก็บอกให้สัญญา คนอื่นเดินนำไปก่อน น้ำที่ไหลออกมามีควันอุ่น ๆ ลอยขึ้นมา

    == Player Status ==
    Toilet 🟢

    .

    “ผมต้องเข้าห้องน้ำอีกแล้ว” ผมพูดหลังจากเดินมาได้อีกไม่นาน

    “อย่าฉี่ใส่น้ำลำธารก็พอ” Sona บอก

    ครั้งนี้ ผมหลบหลังหินแล้วก็ทำธุระจนเสร็จ ก่อนจะเดินตามคนอื่นไป

    .

    “ผมคุยกับ ChatGPT มาแล้ว“ ผมบอก Sona “น้ำร้อนคือ tato paani ส่วนน้ำเย็น คือ อะไรสักอย่าง paani แต่ผมจำไม่ได้ เพราะจะไม่ใช้“

    “Tato paani คือน้ำร้อน ใช่แล้ว ใช้ทั้งน้ำกินกับน้ำอาบ“

    “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ากินหรืออาบ?”

    “ดูจากบริบท ถ้ากำลังจะอาบน้ำก็ tato paani ถ้าจะกินน้ำก็ tato paani”

    “โอเค” ผมพูด “อย่างน้อยวันี้ก็จะได้อาบ tato paani แล้ว”

    Sona หัวเราะ

    .

    เราเดินมาถึง tea house ที่ผมคุ้นเคย เพราะเคยเห็นใน YouTube มาก่อน

    Tea house ที่ผมเคยเห็นใน YouTube

    “เส้นนี้มีคนผูกไว้สำหรับทัวร์กลุ่มใหญ่ จะได้ไม่หลง” Sona อธิบายโบว์สีส้มที่ผูกไว้กับกิ่งไม้ข้างทาง

    “แล้วจะถอดออกเมื่อไร?” ตรีถาม

    “ไม่มี ปล่อยทิ้งไว้เรื่อย ๆ” Sona พูด “ไป ไป”

    “ยังไม่ถึงอีกหรอ?” พี่นันถามเป็นภาษาอังกฤษ

    “อีกประมาณ 25 นาที” Sona ตอบ

    .

    เราเดินต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงอีก tea house ผมคิดว่า จะเป็นที่พักของเรา แต่ก็ไม่ใช่

    “เห็นบ้านตรงนั้นมั้ย?” Sona ชี้ไปที่บ้านบนเขาลูกตรงข้าม “เราต้องเดินไปตรงนั้น”

    “หา” พี่นันอุทาน “25 ไม่จริง”

    เบอร์เกอร์ที่ผมกินไปเริ่มหมดฤทธิ์แล้ว

    == Player Status ==
    Hunger 🟡

    .

    ⛺️ Part VIII. Forest Camp

    เราเจอ Dorji และ Furlakpa รออยู่ข้างทาง พอเห็น 2 คนผมก็รู้ได้เลยว่า tea house ยังอยู่อีกไกล เพราะ porter เดินกันเร็วมาก แสดงว่าถ้าเจอตัว จะไม่ได้อยู่ใกล้ที่พักเลย

    ตรีกับพี่นันเอากระเป๋าให้ Dorji กับ Furlakpa ช่วยถือ แล้วเราก็ออกเดินกันต่อ

    “ตรงนี้คือที่ไหน?” พี่อู๋ถาม ชี้ไปที่หมู่บ้านข้างล่างที่มีไฟส่องสว่างในฟ้าที่เริ่มมืดลงเรื่อย ๆ

    “Landruk” Sona ตอบ “ที่ที่ตอนแรกเราจะต้องผ่าน แต่เราเปลี่ยนแผนเป็นนั่งรถแทน”

    Landruk ดูใหญ่กว่าหมู่บ้านไหน ๆ ที่เราเห็นบนเส้นทาง ABC ดูแล้วน่าจะเป็น hub ของเส้นทางเดินเขา

    ฟ้ามืดแล้ว เราหยิบไฟฉายออกมาเปิดส่องทางกัน ตอนนี้ พลังงานผมก็หมดแล้ว

    == Player Status ==
    Hunger 🔴

    ผมยังเหลือ power bar อยู่ แต่ไม่หยิบออกมา เพราะจะทำให้ไปถึง tea house ช้ากว่าเดิม ผมเหนื่อยเกินกว่าจะหยุดรอ ผมอยากแค่ให้เราไปถึงโดยเร็วที่สุด

    ระหว่างทาง เราเจอ porter คนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีไฟฉาย ผมสงสัยว่า porter จะเดินต่อไปยังไง เพราะทางข้างหน้ามีแต่ความมืด

    “ถึงแล้ว” พี่นันประกาศ

    ในที่สุดก็ถึง Forest Camp 😵

    เป็นวันแรกที่เรามาถึงตอนมืด ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะวันนี้เราใช้เวลาในแต่ละจุดนานกว่าที่กำหนดไว้มาก

    “ถามเขาหน่อยว่าที่พักเราอยู่ไหน” พี่นันพูดกับผม

    ผมหมดแรงเกินกว่าจะพูดอะไร ได้แต่เดินตาม Sona ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะถึงห้องเร็ว ๆ

    == Player Status ==
    Hunger 🔴🔴🔴
    Fatigue 🔴🔴🔴

    Tea house ของเราอยู่ท้ายหมู่บ้านเช่นเคย

    เราได้ห้องเตียงคู่ 2 ห้องแยกกัน พอไปถึงผมก็ไม่ตอบคำถามใคร

    “ชิน์จะนอนเตียงไหน?” พี่อู๋ถาม

    ผมได้แต่เดินไปนั่งบนเตียงที่ใกล้ที่สุด เพราะเหนื่อยเกินจะคุยกับใคร

    แค่วันแรกของ baby trekking ผมก็เหลือขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะเหนื่อยกว่า ABC อีก

    “ทำไมเราไม่เริ่มที่ Mardi ก่อน?” ผมนึกถึงคำถามที่ถาม Sona ช่วงบ่ายระหว่างที่เดินไป Pitam Deurali

    “เพราะว่าเราจะใช้แรงขึ้นเขากันเต็มที่ ถ้าเราเริ่มจาก Mardi ก่อน เราจะไม่มีแรงปีน ABC กัน”

    สมเหตุสมผล ผมคิด แต่ Mardi Himal ดูไม่ได้ง่ายไปกว่า ABC เลย แม้ว่าเส้นทางจะไม่ได้เดินยากเท่าก็ตาม

    ใครที่บอกว่า Mardi Himal เป็น baby trekking น่าจะเข้าใจผิด ตอนนี้ Mardi Himal น่าจะโตเกิน baby แล้ว

    .

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Jhinu Danda -> Pitam Deurali (🚙 2–3h)
    [/] Pitam Deurali -> Forest Camp (🥾 3–4h)
    🏔️ Altitude
    2,550m

    .

    ห้องพักที่ Forest Camp

    ด้วยความหิว ผมตกลงแชร์สปาเก็ตตี้กับตรี แม้ผมจะสั่งพิซซ่าและซุปเห็ดสำหรับกินคนเดียวมาแล้วก็ตาม

    “รีบอาบน้ำแล้วมากินข้าว เพราะตอนนี้ดึกแล้ว” Sona บอก

    เราผลัดกันไปอาบน้ำ อากาศหนาวเหมือนกับวันที่เราไปถึง Dovan และเช่นเดียวกับห้องน้ำทุกที่บนเส้นทางเดินเขา หน้าต่างห้องน้ำถูกเปิดไว้ ปล่อยให้ลมหนาวพัดเข้ามาได้

    ผมถอดเสื้อแล้วก็รีบเอาน้ำราดตัว หลังจากไม่ได้อาบน้ำมา 3 วัน น้ำร้อน ๆ ก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก

    แต่ต้องเป็นผมทุกครั้งสินะ

    “Sona” ผมเปิดประตูตะโกนเรียก “น้ำไม่ร้อน”

    ตอนที่ผมเพิ่งถูสบู่ อุณหภูมิน้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จาก 40 เหลือ 28 แล้วก็เหลือ 14 ถ้าไม่ใช่การเดินเขา ผมก็คงกัดฟันอาบน้ำเย็นต่อแล้ว แต่ผมจำคำที่ Arbin เตือนก่อนขึ้นเขาได้ว่า ไม่ควรอาบน้ำเย็น เพราะอาจจะป่วยได้

    และผมไม่อยากป่วยก่อนจะไปถึงปลายทางสุดท้าย

    “ลองกดปุ่มนั้นดู” Sona บอก

    “ปุ่มไหน?”

    Sona ไม่ตอบ เดินเข้ามากดปุ่มบนเครื่องต้มน้ำให้ น้ำกลับมาร้อนอีกครั้ง

    “บางทีต้องเปิดแล้วปิดใหม่” Sona บอก

    “ขอบคุณครับ”

    ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมน้ำต้องไม่ร้อนเวลาผมอาบทุกครั้ง เพราะตอน ABC ก็เป็นผมเหมือนกัน (ดูบันทึกการเดินทางวันที่ 6 [link])

    🏅 Achievement Unlocked
    Cold Water Survivor

    .

    🍕 Part IX. Unexpected Dinner

    ในห้องอาหารมีแต่เรา เพราะแขกคนอื่นน่าจะกินกันไปเรียบร้อยแล้ว

    “ผมชาร์จไฟที่ได้บ้าง?” ผมถาม Sona

    Sona รับ power bar ไปเสียบปลั๊กให้

    “ชาร์จไฟราคาเท่าไร?”

    “เดี๋ยวถามให้” Sona ตอบ แล้วก็หันไปคุยกับเจ้าของ tea house เป็นภาษาเนปาล

    “ไม่เป็นไร ปล่อยชาร์จไว้อย่างนี้แหละ”

    “ขอบคุณครับ” ผมพูด “PUBG ใช่มั้ย?”

    Dorji กำลังเล่นเกมมือถืออยู่ และเด็กคนหนึ่งนั่งดูอย่างตื่นตาตื่นใจอยู่ข้าง ๆ

    “ใช่” Sona ตอบ

    ผมอยากเล่นด้วย แต่ก็เหนื่อยเกินจะเล่นตอนนี้

    .

    พออาหารมาเสิร์ฟ ผมก็นึกว่าเราสั่งผัดหมี่ 2 ที่ แต่หนึ่งในจานนั้นคือสปาเก็ตตี้ที่ตรีสั่ง

    “ไม่เห็นตรงปกเลย” ตรีพูด ซึ่งผมเห็นด้วย 100%

    ให้เดาว่าจานไหน คือ สปาเก็ตตี้ (มีอยู่จานเดียว) 🤣

    นอกจากหน้าตาจะไม่เหมือนแล้ว รสชาติก็ไม่เหมือนเลยสักนิด

    พิซซ่าที่ผมสั่งมากินคนเดียวก็รสชาติแปลกออกไป ไม่เหมือนพิซซ่าที่ Bamboo ซึ่งเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในการเดินทาง

    ทุกคนพยายามกินอาหารให้หมด เพราะเกรงใจเจ้าของ tea house แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรสชาติไม่ได้จริง ๆ

    “Sona” พี่นันพูดหลังสารภาพว่าเรากินกันไม่หมด “ช่วยบอกเขาหน่อยว่า ไม่ใช่เพราะรสชาตินะ แต่เพราะปริมาณเยอะเกินไป เรากินกันไม่หมด”

    .

    ถึงจะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุด แต่ก็ยังมีจุดดี ๆ บ้าง นั่นคือ ห้องน้ำเป็นแบบนั่งราบทั้ง 2 ห้อง

    ผมกับพี่อู๋รีบผลัดกันไปใช้ เพราะไม่รู้ว่าห้องน้ำต่อจากนี้จะเป็นยังไงบ้าง เพราะที่ผ่านมาเจอแต่แบบนั่งยอง

    ระหว่างที่กำลังปลดทุกข์อยู่ ไฟก็ดับ

    “พี่นันช่วยเปิดไฟให้หน่อยได้มั้ยครับ?” ผมถามพี่นันที่ยืนแปรงฟันอยู่ข้างนอก

    “ไม่ติด” พี่นันบอกหลังจากลองสวิตช์ไฟแล้ว “ชิน์มีไฟฉายมั้ย?”

    “ไม่มีครับ” ผมตอบ “แต่มีมือถืออยู่”

    “โอเค”

    ดูเหมือนไฟจะดับทั้ง tea house ไฟทางเดินและไฟในห้องก็ไม่ติดด้วยเช่นกัน

    ผมมองไปที่ tea house ข้าง ๆ ก็ยังเห็นไฟอยู่ เป็นไปได้ว่า tea house ที่เราอยู่ดับไฟตอนกลางคืน หรือไม่ก็ไฟหมด เพราะใช้พลังงานแสงอาทิตย์

    .

    ผมเอากระติกน้ำร้อนที่มีชาขิงวางไว้ที่หัวเตียง Sona ให้ผมเอามาดื่มต่อได้ แต่ขอให้เอาไปคืนตอนเช้า

    อาการน้ำมูกไหลของผมแย่ลง และอากาศหนาวก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลย ตอนเข้านอน ผมก็พยายามตัวให้อุ่นที่สุด และหวังว่าอาการจะดีขึ้นในตอนเช้า หรืออย่างน้อยก็ขอไม่ให้แย่ลง


    25%
    Digesting questionable spaghetti ...
    70%
    Applying sickness debuffs ...
    99%
    Loading Silent Hill fog ...

    🗻 Day 11. Darkest Night: Forest Camp to High Camp

    .

    ☀️ Part I. Sunny Sky

    == Daily Quest ==
    [ ] Forest Camp to Low Camp (🥾 3–4h)
    [ ] Low Camp to High Camp (🥾 3–4h)

    .

    == Player Status ==
    ⚠️ Sick

    น้ำร้อนในกระติกเย็นเฉียบในตอนเช้า ดูเหมือนกระติกจะเก็บความร้อนได้ไม่นาน

    อาการของผมแย่ลง เพราะน้ำมูกเปลี่ยนจากใสเป็นเขียว และเริ่มกลายเป็นเสมหะ และมีอาการไอผสมมา แต่นอกจากนั้น ผมไม่มีอาการอื่น ซึ่งยังถือว่าโชคดีอยู่หลังจากเดินตากฝนตากหิมะกันมาหลายวัน

    .

    อากาศวันนี้สดใส ฟ้าปลอดโปร่งและแดดส่องรอดต้นไม้ลงมาถึงเราได้

    เดินไปได้ไม่นาน ก็ต้องถอดเสื้อออกชั้นหนึ่ง เพราะรู้สึกร้อนเกินไป

    ทางเดินหลังจาก Forest Camp
    อากาศแจ่มใสจนร้อน

    แต่แล้วหมอกก็เริ่มลงปกคลุมเขาที่เราเดินอยู่ เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้ดูเหมือนอยู่ในนิทาน Fairy Tale ซึ่งเปลี่ยนไปเป็น Silent Hill เมื่อเราเดินเข้าใกล้ tea house ของ Low Camp จุดหมายแรกของวันนี้

    มาถึง Low Camp แบบ Silent Hil
    == Daily Quest ==
    [/] Forest Camp to Low Camp (🥾 3–4h)
    [ ] Low Camp to High Camp (🥾 3–4h)
    🏔️ Altitude
    2,970m

    .

    🫖 Part II. Tissue & Tato Paani

    “บอกแล้วให้กินน้ำร้อน” Sona บอกหลังจากหยิบกล่องทิชชู่มาวางตรงหน้าผม น้ำมูกผมไหลไม่หยุด “ผมบอกตั้งแต่อยู่ ABC แล้ว เพราะยิ่งกินน้ำเย็นก็จะยิ่งเจ็บคอ”

    ตลอดมา ผมคิดแค่ว่าต้องกินน้ำให้เยอะ ไม่ได้คิดว่าต้องดูอุณหภูมิน้ำด้วย และตอนนี้ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกินน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น

    “ชิน์สั่งชาแล้วก็เอากินระหว่างทางได้นะ” พี่นันบอก ระหว่างที่เรากำลังเลือกอาหารกันอยู่

    “แต่กระติกผมเก็บได้ไม่หมด” ผมพูด ผมเตรียมกระติกน้ำมา 2 ใบ มีแค่ใบเล็กขนาด 600 ml ที่เก็บน้ำร้อนได้ แต่ชาที่สั่งจะมาเป็นลิตร

    “ชิน์ก็เก็บเท่าที่เก็บได้ แล้วกินที่เหลือก็ได้”

    ทำไมผมไม่คิดแบบนี้มาก่อนนะ? ผมคิด ปกติ ผมดื่มชาเยอะอยู่แล้ว และไม่มีปัญหาถ้าจะต้องกินชาที่เหลือหลังเติมกระติกให้หมดในคราวเดียว

    ผมสั่งชาน้ำกาเล็กมา ซึ่งก็พอสำหรับที่จะเติมกระติกและกินได้ตลอดมื้ออาหาร

    ข้างนอก หมอกลงหนักจนมองไม่เห็นอะไรไกลกว่าต้นไม้ที่อยู่ถัดจากห้องอาหาร และอาการหนาวจนพี่นันต้องขอให้ปิดประตูห้องอาหาร ไม่ให้ลมเย็น ๆ พัดเข้ามา

    .

    ❄️ Part III. Fog & Snow

    เราออกเดินไปในหมอกที่ปกคลุมป่าทั้งหมด

    จะถ่ายทางในหมอก โดน photo-bomb เฉยเลย 😂

    หลังจากเดินมาได้สักพัก เราก็เริ่มเห็นกองหิมะอยู่ประปราย และมีคนก่อ snow man ตัวเล็กไว้ที่จุดพักจุดหนึ่ง

    Mini snowman

    ทุกครั้งที่หยุดพัก ผมก็หยิบกระติกน้ำร้อนออกมาจิบชา ได้บรรยากาศทีเดียว

    จิบชาร้อนในสายหมอก 😎

    ที่ tea house ระหว่างทาง เราเจอคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมากันเองกับ porter 1 คน

    “เราต่อรองกับบริษัททัวร์ขอจ้างแค่ลูกหาบ” พี่คนพูด “ต่อเหลือวันละ 25 ดอล”

    Porter ของกลุ่มเข้าไปคุยกับ Sona เป็นภาษาเนปาล ผมสงสัยว่าทั้งสองคุยอะไรกันบ้าง

    Sona เคยบอกผมว่า ไกด์จะเป็นคนเลือก porter เอง ไม่ใช่คนจัดทัวร์ ปกติ Sona จะเลือกจากเครือข่าย ถ้าคนที่รู้จักไม่ว่าง ก็จะถามไกด์คนอื่นให้ refer มาให้ Sona น่าจะต้องรู้จักคนเยอะพอสมควร ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องอยู่ ABC, Sona ถึงทักทายและพูดคุยกับคนนั้นคนนี้มาตลอดทาง

    “แล้วรู้จักคนนี้มั้ย?” ผมหมายถึง porter ของกลุ่มคนไทย

    “ไม่รู้จัก” Sona ตอบ

    .

    เราเดินไปพร้อม ๆ กัน บางครั้งเราก็แซง บางครั้งเราก็ถูกแซง

    หิมะเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปกคลุมทางเดินเกือบทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เพราะนักเดินเขาที่เดินทางนี้มาก่อนเรา และทำให้หิมะละลายไปบ้าง เราก็คงจะเดินยากกว่านี้

    “ต้องใส่ crampons มั้ย?” พี่นันถาม

    “ไม่ต้อง” Sona พูด “ถ้าใส่แล้วจะเหนื่อยเร็วขึ้นอีก”

    ตอนอยู่ขึ้น ABC, Sona สอนวิธีเดินบนหิมะโดยไม่ใส่ crampons ให้แล้ว (ทำเท้าเฉียง ๆ เพื่อให้มีพื้นที่ยึดเกาะมากขึ้น) ผมก็ใช้วิชานี้เดินไปบนทางกึ่งโคลนกึ่งหิมะ เพื่อไม่ให้ลื่นล้ม

    🏅 Achievement Unlocked
    Snow Walker
    ทางลื่น ๆ แบบไม่ใส่ crampons (Dorji ไปยืนรอแล้ว 😂)

    .

    นอกจากหมอกแล้ว เรายังเจอลมแรงที่ทำให้อาการเย็นกว่าความเป็นจริงอีกด้วย โชคดีที่ผมใส่เสื้อกันลม แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หนาวน้อยลงได้เท่าไร

    เราเจอ Dorji กับ Furlakpa ยืนรออยู่ในหมอก

    “ใครจะฝากกระเป๋าบ้าง?” Sona ถาม “มาเดินเขาแล้วไม่ต้องอาย”

    ผมกับพี่อู๋ที่ปกติจะถือกระเป๋าเอง ส่งกระเป๋าให้ Dorji ส่วน Furlakpa รับกระเป๋าจากตรีและพี่นันไปถือ

    “การเดินตัวปลิวเป็นอย่างนี้นี่เอง” ผมบอก Sona เพราะพอไม่มีน้ำหนักของกระเป๋าของถ่วงก็รู้สึกตัวเบาขึ้นมาเยอะมาก

    == Player Status ==
    ⚙️ Offload Engaged
    General Speed +

    .

    🎒 Part IV. Follow the Porter

    แม้จะถือกระเป๋า 2 ใบ แต่ Dorji ก็ยังเดินลิ่ว ๆ นำหน้าผมกับตรีที่เดินอยู่หน้าสุดของกลุ่มไปอย่างรวดเร็ว

    ผมรู้สึกว่าอากาศเริ่มเบาบางลง เพราะเหนื่อยหอบมากกว่าเดิม และต้องใช้เวลาพักให้หายเหนื่อยนานขึ้น

    == Player Status ==
    Oxygen --
    Recovery Time --

    ตอนนี้ หมอกหนาจัด เพราะถ้าหยุดพักแค่แป๊บเดียว Dorji กับตรีที่เดินนำไปก่อนก็จะหายไปในสายหมอก

    หมอกหนาจัด แค่เดินห่างกันนิดเดียวก็หายไปแล้ว

    .

    เราไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้ว tea house ก็เริ่มปรากฏตรงหน้า

    “ถึงแล้ว” ตรีพูด

    ผมนึกว่า เราจะต้องเดินต่อไปอีกกว่าจะถึงที่พักของเรา เพราะที่ผ่านมา เราจะได้พักที่ tea house ที่อยู่ไกลที่สุด แต่ครั้งนี้ เราได้ tea house หลังแรก ๆ

    Tea house อยู่ใกล้กว่าที่คิด

    Dorji เปิดประตูห้องให้ ผมกับตรีเริ่มเข้าไปแล้วปิดประตู กันไม่ให้ความเย็นเข้ามา กระเป๋าของทุกคนวางไว้ในห้องแล้ว

    ห้องพักที่ High Camp
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Forest Camp to Low Camp (🥾 3–4h)
    [/] Low Camp to High Camp (🥾 3–4h)
    🏔️ Altitude
    3,550m

    .

    นานทีเดียวกว่าพี่อู๋และพี่นันจะตามมาถึง

    “วันนี้ไม่อาบน้ำนะ” Sona บอกทุกคน

    ผมเตรียมตัวเตรียมใจไม่อาบน้ำมาแล้ว เพราะอากาศเย็นเกินกว่าจะถอดเสื้ออุ่น ๆ ออก

    “ช่วยถามให้หน่อยว่า เปิดสวิตช์ได้มั้ย” พี่นันบอก Sona เพราะเราไม่มีไฟใช้ในห้อง

    “เดี๋ยวถามให้” Sona ออกจากห้องไป

    สักพักไฟทั้ง tea house ก็ติดขึ้นมา ทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน

    “ถ้าเราไม่ถาม เขาจะเปิดไฟให้ใช้มั้ย” พี่นันสงสัย

    .

    ⛺️ Part V. High Camp

    ห้องอาหารดูครึกครื้น ทุกโต๊ะมีคนนั่งอยู่เต็ม กระจกหน้าต่างทุกบานมีฝ้าขึ้น เพราะความร้อนของคนในห้อง

    “เอานี่” Sona ยื่นผ้าห่มให้ 2 ผืน ผมแชร์กับพี่อู๋ ส่วนตรีนั่งคู่กับพี่นัน

    “ห้องนี่ดูอุ่นกว่าในห้องเรามั้ย?” พี่นันสงสัย

    “ขอนอนที่นี่ได้มั้ย?” ผมถาม Sona เล่น ๆ

    “จะนอนก็ได้นะ” Sona ตอบ กึ่งเล่นกึ่งจริงจัง

    Sona เคยบอกว่า ใน high season บางครั้งนักเดินเขาก็ต้องนอนในห้องอาหาร เพราะห้องไม่พอ ส่วนในเวลาปกติ ไกด์กับ porter ก็จะใช้เป็นที่นอนกัน

    “ไม่ได้เลย” พี่นันพูดหลังกินซุปเห็ดที่มาเสิร์ฟ “ไม่เหมือนของชิน์เมื่อวานเลย” เมื่อวาน ซุปเห็ดเป็นเมนูเดียวที่รสชาติโอเค “พี่อู๋ช่วยกินหน่อย”

    “พี่ขอผักนะ” พี่อู๋บอกผมที่ขอให้ Sona ช่วยเติม dal bhat ให้หน่อย หลังจากกินพิซซ่ามาหลายมื้อ ผมเปลี่ยนมา default เป็น dal bhat แทน เพราะรู้ว่าเป็นอาหารที่จะอยู่ท้องได้นานที่สุด

    “กินไม่ได้หรอ?” พี่นันถามตรีที่ทำหน้าไม่ดีหลังจากชิมข้าวผัดไป 1 คำ

    “พี่นันลองกินดู”

    “พยายามกินให้หมดนะ” Sona พูดเมื่อเติมกับให้ผม

    “กินไม่ได้” พี่นันบอก Sona

    “คนที่นี่ไม่ใช่เชฟนะ” Sona พูด พยายามจะสื่อสารว่า อาหารทุกจานจะผัดไม่เหมือนกัน

    สำหรับผม ตั้งแต่ Forest Camp เป็นต้นมา มื้ออาหารของเราเหมือนกล่องสุ่ม ไม่รู้ว่าเมนูไหนจะอร่อยบ้าง

    “ลองกินดู” ตรีบอก

    Sona ชิมแล้วก็พูดว่า “เดี๋ยวทำให้ใหม่”

    “ไม่เป็นไร ๆ” พี่นันพูด เกรงใจเจ้าของ tea house เพราะเรารู้ว่าของแต่ละอย่างหายากขนาดไหน

    “ไม่เป็นไร” Sona ตอบแล้วก็ถือจานเดินหายไปในครัว สักพักใหญ่ ๆ ก็กลับมาพร้อมข้าวผัดจานใหม่ที่เพิ่งผัดเสร็จร้อน ๆ

    “ลองดูอันนี้”

    ตรีชิมแล้วก็ยกนิ้วโป้งให้

    “Delicious”

    Sona ยิ้มตอบ

    “พยายามกินให้หมดนะ”

    “พี่อู๋ช่วยผมกินผักด้วย” ผมบอกพี่อู๋

    .

    🧭 Part VI. Mardi Explained

    “พรุ่งนี้ เราจะตื่นกันตี 3 แล้วจะเดินขึ้นไปที่ Viewpoint เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น” Sona พูดหลังจากเราทานข้าวเสร็จ “ระหว่างทาง ถ้ารู้สึกไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน เพราะคนอื่นก็จะขึ้นไปทางเดียวกับเรา และถ้าเราเดินช้าก็จะทำให้เสียเวลาทุกคน Dorji กับ Furlakpa จะไปกับเราด้วย ถ้าไม่ไหว ก็จะให้ Dorji กับ Furlakpa พาลงมาก่อน”

    “ขึ้นไปจะเห็นยอดเขามั้ย?” พี่นันถาม

    “ไม่รู้เหมือนกัน” Sona พูด “ต้องดูอากาศตอนเช้า”

    “Sona ช่วยดูได้มั้ยว่า ถ้าพรุ่งนี้ฝนตกหรือหิมะตกหนัก เราเปลี่ยนแผนไม่ขึ้นไปแทน”

    “ก็ได้ แต่ต้องดูพรุ่งนี้นะ”

    “เราขึ้นไปเวลาอื่นได้มั้ย?” ผมถาม เพราะไม่อยากตื่นเช้า

    “ปกติ อากาศตอนเช้าจะปลอดโปร่ง ทำให้เห็นเขาได้ชัด ถ้าประมาณ 9 โมง 10 โมงหมอกจะเริ่มลง เหมือนที่เราเห็นวันนี้” Sona หมายถึงจุดหนึ่งที่เราหยุดพักหลังจาก Forest Camp และมองเห็นแต่หมอกที่ปกคลุมยอด Machhapuchhre อยู่

    “แล้วถ้าเราไม่ดูพระอาทิตย์ขึ้นจะได้มั้ย?” ผมถามคนอื่นเป็นภาษาไทย

    “ต้องถามว่าอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นกันมั้ย” พี่นันบอก

    ตรีกับพี่อู๋ส่ายหน้า

    “ก็ได้” Sona ตอบเมื่อเราบอกว่าต้องขึ้นไปทันดูพระอาทิตย์ขึ้นก็ได้ “เราต้องตื่นกันตี 4 เพื่อขึ้นไปบน Viewpoint”

    “ทำไมต้องเป็นตี 4?” พี่นันถาม

    “อย่างที่บอก อากาศช่วงเช้าจะเห็นวิวชัดที่สุด ถ้าสายกว่านี้อาจจะไม่เห็นอะไรเลย”

    “โอเค” พี่นันพูด “แต่ยังไงช่วยดูหน่อยว่า ถ้าฝนตกหรือหิมะตกแล้วไม่มีเห็นวิว เราก็ไม่ต้องขึ้นไป จะได้ไม่เสียเที่ยว”

    “ได้ แต่ต้องดูพรุ่งนี้อีกที เพราะอากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้”


    15%
    Applying extreme cold modifiers ...
    70%
    Setting system alarm for 04:00 AM ...
    99%
    Loading night-time environment ...

    🏔️ Day 12. Himal Light, Part 1: Mardi Viewpoint

    .

    🌄 Part I. Before the Sun

    == Daily Quest ==
    [ ] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)
    [ ] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)
    เริ่มออกเดินกันใต้แสงจันทร์ 🌙

    Sona, Dorji, และ Furlakpa รอเราอยู่ข้างนอกแล้วตอนที่เราออกจากห้องที่ไร้ heater แต่อบอุ่น

    ผมใส่เสื้อหนาวทั้งหมดเท่าที่มี รองเท้าใส่ crampons สำหรับเดินบนหิมะ กระติกน้ำร้อนอยู่ในกระเป๋าผ้าที่พี่อู๋ส่งให้กับ Dorji ช่วยถือ ในมือถือไฟฉายพร้อมออกเดิน

    “ไป ไป” Sona ส่งสัญญาณ

    เสียง crampons เหยียบย่ำหิมะดังไปในความมืดที่เงียบสงัด แสงไฟฉายสาดส่องแล้วก็ดับไป

    “Sona” ผมพูด “ไฟฉายดับ”

    Sona ไม่ตอบอะไร เพราะดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ Sona จะช่วยได้ ผมชาร์จแบตตั้งแต่ก่อนนอน แต่ไม่รู้ว่าความหนาวทำให้ไฟฉายทำงานผิดปกติหรือเปล่า

    ผมอาศัยแสงไฟฉายจากตรีที่เดินนำอยู่ข้างหน้า เราเดินไปอย่างช้า ๆ แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่ต้องหยุดหอบเป็นระยะ ๆ

    == Player Status ==
    Heart Rate 🟡
    Body Temp 🟢

    ผมแหงนดูท้องฟ้าที่มีดาวอยู่เต็ม

    “Milky Way ไปไหน?” ผมถาม

    “ต้องตอนเที่ยงคืนนะ” Sona ตอบ “ไม่ใช่ตอนนี้”

    ตอนนี้เวลาตี 5 กว่าแล้ว

    “ไป ไป”

    เราออกเดินกันต่อ ข้างหน้าเป็นภูเขาที่มีแสงไฟเป็นลำส่องตามทางคดโค้งที่ค่อย ๆ ไต่สูงขึ้นไป

    .

    เส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ

    “ชิน์” พี่อู๋เรียก “ช่วยหันมาดูบ่อยหน่อย ถ้าเห็นพี่กับพี่นันตามไม่ทันก็บอก Sona”

    ดูเหมือนผมอาจจะไม่ใช่คนเดียวที่เริ่มป่วย จากที่ผมสังเกตเมื่อวาน พี่นันเริ่มมีน้ำมูกเหมือนกัน และเราใช้ทิชชู่กันเร็วจนพี่นันเกรงใจและขอซื้อทิชชู่กับเจ้าของ tea house แต่ Sona บอกว่าไม่เป็นไร

    ยิ่งจมูกหายใจลำบากก็ยิ่งไต่ระดับได้ยากขึ้นไปอีก แม้ผมจะมีผ้าบัฟฟ์ช่วยให้จมูกอุ่น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หายใจได้เต็มที่ เพราะยังมีน้ำมูกอยู่ตลอดเวลา

    == Player Status ==
    ⚠️ Sick
    Breathing --
    Recovery Rate --

    พี่อู๋ก็ไม่ต่างกัน เริ่มมีอาการไอและเสมหะ

    ยังคงเหลือตรีที่ยังดูสุขภาพดีอยู่

    ทางเดินขั้นบันได เลี้ยวไปมาเป็นฟันปลา ทำให้รู้ว่าเรามาถึงจุดที่ผมเห็นแสงไฟฉายเยอะ ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว

    เกือบถึงจุดที่ภูเขากลายเป็นพื้นราบ พระอาทิตย์ก็เริ่มปรากฏตัวที่ทิศตะวันออก ถัดจากยอดเขา Machhapuchhre ไม่ไกล

    “ถ่ายรูปได้” Sona พูด ส่วนใหญ่ Sona จะงดไม่ให้ถ่ายรูป เพราะกลัวเราจะใช้เวลาเดินนานกว่าที่วางแผนไว้

    Sona และ Machhapuchhre

    จากมุมนี้ Machhapuchhre ค่อยดูเหมือนหางปลามากขึ้น เมื่อเทียบกับตอนที่เราเห็นจาก ABC แล้ว (แม้ว่าสำหรับผม จะดูเหมือนปลากำลังกินอาหารมากกว่า 😂)

    เราเดินขึ้นบนที่ราบบนเขา พระอาทิตย์ก็ขึ้นพ้นแนวเขาพอดี

    พระอาทิตย์ขึ้นที่ Machhapuchhre

    พอพระอาทิตย์ขึ้น ทุกอย่างก็ดีสดใสขึ้นมาทันตา ภูเขาที่เรายืนอยู่ถูกปกคลุมด้วยหิมะทั้งหมด จะเห็นก็แต่สีดำของหินและสีน้ำตาลของต้นหญ้าของแทบนี้ ท้องฟ้าที่ค่อย ๆ ไร้จากสีน้ำเงินเข้ม ฟ้าอ่อน และสีส้มแดง ไร้เมฆหมอก ทำให้มองเห็นวิวรอบตัวได้ชัดเจน เราอยู่สูงจนมองข้างล่างไม่เห็น เพราะเขาสูงขึ้นมาเหนือหมอกที่เราเดินผ่านมาเมื่อวาน

    เพราะเราเห็นยอดเขา Machhapucharre ได้ชัดเจน เราถ่ายรูปกันจนสมใจ ทั้งรูปเดี่ยวและรูปหมู่

    ผมกับ Machhapuchhre 😎
    รูปหมู่กับ Machhapuchhre 🎉

    ทุกอย่างดูเหมือนตอนจบแล้ว เว้นแต่ว่า:

    “ตรงนี้ยังไม่ใช่ Viewpoint” Sona พูด

    “ยังไม่ถึงอีกหรอ?” ผมถาม

    ตรีช่วยชี้ไปที่ยอดเขาไกล ๆ

    “Viewpoint ต้องไปอีก” ตรีบอก

    แต่วิวตรงนี้ก็ดีแล้ว ผมคิด

    วิว Machhapuchhre

    “พี่นันขอกลับก่อน” พี่นันพูด “ไม่ไหวแล้ว”

    ตอนแรกพี่อู๋จะไปกับพี่นันด้วย แต่พี่อู๋เลือกไปต่อกับผมและตรี Sona ให้ Furlakpa กลับไปกับพี่นัน ส่วน Dorji อยู่ช่วยถือกระเป๋าต่อ

    เราแยกทางกันไป

    ตอนแรกพี่อู๋จะไม่ได้ไปด้วย เลยทำพิธีมอบเงินค่าขนมไว้ให้ 🤣

    .

    🏔️ Part II. Second Ascension

    “อะไรครับ พี่อู๋?” ผมถามเมื่อพี่อู๋หยุดเดินแล้วหันหลังมาหาผมโดยไมาพูดอะไร

    “กุญแจห้อง” พี่อู๋พูดในที่สุด “อยู่กับพี่ ไม่รู้พี่นันจะเข้าห้องได้มั้ย”

    “ก็ต้องรีบเอาไปให้พี่นัน” ผมพูด แล้วบอกกับ Sona ที่หยุดเดินอยู่ข้างหน้า “กุญแจห้องอยู่กับเรา”

    พอผมกำลังจะถามว่ากุญแจ่อยู่ที่ไหน พี่อู๋เดินไปหา Dorji ที่เดินปิดท้ายขบวน พี่อู๋เปิดกระเป๋าที่ Dorji ถืออยู่ แล้วก็หยิบกุญแจที่ติดกับพวงกุญแจไม้อันใหญ่ออกมา

    Sona พูดบางอย่างกับ Dorji เป็นภาษาเนปาล แล้ว Dorji ก็รีบวิ่งไปอีกทาง

    ผมสงสัยว่าในการต่อสู้ระหว่างความเร็วของ Furlakpa และ Dorji ใครจะเร็วกว่ากัน

    .

    Machhapuchhre และบันไดขึ้นสู่ Viewpoint

    เราออกเดินต่อ ถึงจุดหนึ่งก็มองเห็นพี่นันกับ Furlakpa เดินอยู่ข้างล่าง พี่นันเหมือนจะสังเกตเห็นเรา ก็มองขึ้นมาและโบกมือให้

    ไม่มีวี่แววของ Dorji

    “พี่นันรู้หรือยังว่ากุญแจอยู่ที่เรา?” ผมพูด

    “พี่นันได้กุญแจหรือยัง?” พี่อู๋ตะโกนถามลงไป ผมไม่คิดว่าเสียงจะไปถึง เพราะข้างบนนี้มีลมพัด

    “ได้แล้ว” เสียงพี่นันตอบกลับ

    “เร็วมาก” ผมพูด ผมลืมคิดไปว่า Furlakpa อยู่กับพี่นัน

    “ดีจัง เราสื่อสารกันแบบนี้ได้ด้วย” พี่อู๋พูดกับพี่นัน

    สักพัก Dorji ก็เดินตามพวกเรามาทัน

    .

    ผมหยุดเพื่อถอดเสื้อกันหนาวออกชั้นหนึ่ง เพราะเริ่มรู้สึกร้อนจากการเดินในแดด

    เส้นทางยังคงปกคลุมด้วยหิมะและไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    เราหยุดพักกินน้ำกันที่อนุสรณ์ที่มีคนทำไว้ เพื่อรำลึกถึง Corrie van Veggel นักเดินทางชาวดัตช์ที่หายตัวไปในปี 2018

    อนุสรณ์รำลึกถึงนักเดินเขาที่หายตัวไป

    “ยังร้อนอยู่มั้ย?” พี่อู๋ถามหลังจากผมจิบโกโก้ร้อนที่ผมเทออกจากกระติก

    “ไม่ค่อยแล้ว” ผมตอบ “แต่ยังอุ่น ๆ”

    โกโก้ในกระติกเป็นส่วนที่ผมแบ่งมาจากมื้อเย็นเมื่อวาน ซึ่งจะหายร้อนแล้วเพราะผ่านมา 1 คืน

    ตอนเท โกโก้บางส่วนหยดใส่หิมะที่อยู่บนพื้น ทำให้ผมนึกถึงน้ำแข็งไสขึ้นมา

    .

    เราออกเดินกันต่อ และผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมพี่นันถึงเลือกเดินกลับก่อน

    ไม่ว่าจะเดินขึ้นสูงขนาดไหน ก็ยังไม่เห็นวี่แววของ Viewpoint ที่เห็นจากไกล ๆ ในตอนแรกสักที

    ดูเหมือน Viewpoint จะไม่ได้ใกล้อย่างที่ผมคิด และตอนนี้พลังงานผมก็ใกล้หมดแล้ว เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้า และผมลืมเอา power bar ติดตัวมาด้วย

    == Player Status ==
    Hunger 🔴
    ⚠️ System Critical

    สภาพผมไม่ต่างจากขาเดินไป Forest Camp เว้นแต่ยังไม่เหนื่อยเท่า เพราะเพิ่งเริ่มต้นเดิน แต่ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมจากการเดินเขาอย่างต่อเนื่องมา 10 วัน บวกกับอาการป่วยที่หนักกว่าเดิม (ผมคายเสมหะข้นติดเป็นระยะ ๆ ตามพุ่มไม้ข้างทาง และมีน้ำมูกไหลตลอดเวลา) ในสภาพอากาศหนาวของยอดเขาที่มีออกซิเจนต่ำ ทำให้การเดินนี้ท้าทายมากกว่าขาขึ้น ABC

    (ผมใช้ความพยายามพอ ๆ กับ Ranta ที่พยายามกด Maki ไว้กับที่: เลือดตาแทบกระเด็น 😂)

    Ranta (Source: Fandom)

    .

    🚨 Part III. Second Struggle

    ทางเดินลาดชันและขรุขระมากขึ้น จนข้างทางต้องมีราวจับเหล็กช่วยกันไม่ให้ตกเขา

    ตอนนี้ มีคนทยอยเดินสวนลงมาเรื่อย ๆ ผมเดาว่าน่าจะเป็นนักเดินเขาที่มาดูพระอาทิตย์ขึ้น และตอนนี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว

    ทางขึ้นสู่ Viewpoint

    เราหยุดพักที่ที่พักบันได ซึ่งมาที่พอให้นั่งพักได้ 4–5 คน

    ฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเดินลงมาจากข้างบน มานั่งร่วมวงกับเราด้วย

    “มาจากไหนกันหรอครับ?” ฝรั่งถาม

    “เป็นคนไทยค่ะ” ตรีตอบ

    “อ๋อ” ฝรั่งพูดเป็นภาษาไทย “สวัสดีครับ”

    “สวัสดีค่ะ” ตรีตอบเป็นภาษาไทย “And you?”

    “ผมมาเป็นคนอเมริกันครับ” ฝรั่งตอบเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ “แต่ผมทำงานที่ไทยมา 7 ปีแล้ว”

    “โห” ตรีพูด “พูดไทยได้ด้วยหรอคะ?”

    “ได้นิดหน่อย“

    “ไม่นิดหน่อยแล้ว” ผมพูด

    ทุกคนหัวเราะ มีแค่ Sona ที่น่าจะไม่เข้าใจอยู่คนเดียว

    “ข้างบนเป็นยังไงบ้าง?” ผมถามเป็นภาษาไทย ”Viewpoint อยู่อีกไกลมั้ย?“

    “สวยมาก” ฝรั่งตอบ “ไม่ไกลแล้วนะ อีกประมาณ 100 เมตรก็ถึง”

    พี่อู๋และ Dorji เดินตามมาถึงจุดที่เรานั่งอยู่

    “Sona” พี่อู๋ทัก “หาที่เข้าห้องน้ำให้หน่อย”

    “หลังก้อนหินนะ” Sona ตอบ

    “ข้างบนก็มีห้องน้ำนะ” ฝรั่งตอบเป็นภาษาไทย

    ผมแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ Sona

    “งั้นรอไปข้างบน” พี่อู๋บอก

    “ข้างบนห้องน้ำเปิดแล้วหรอ?” Sona ถามเป็นภาษาอังกฤษ

    “ใช่ มีอยู่ห้องหนึ่ง”

    ก่อนหน้านี้ Sona บอกผมว่าข้างบนไม่มีห้องน้ำ เพราะหนึ่ง ไม่มีน้ำประปาให้ใช้ (แบบเดียวกับ High Camp เพราะน้ำจะแข็งตัวอยู่ในท่อ) และสอง ไม่มีใครดูแลทำความสะอาด

    แต่ดูเหมือนตอนนี้จะมีแล้ว

    .

    เราแยกทางกับฝรั่ง เดินขึ้นบันไดจนมาถึงทางราบอีกครั้ง

    “ถึงแล้ว” ตรีพูดอย่างดีใจ

    ข้างหน้า ผมเห็นเพิงที่ต่อจากแผ่นไม้สังกะสีและท่อนไม้แบบ DIY ทั้งอยู่เป็นกลุ่มบนทางราบที่ยกระดับขึ้น

    ตรีกับ Sona ปีนขึ้นบันไดที่เหลืออย่างรวดเร็ว ผมเดินไปช้า ๆ ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เหมือนกับ Raleigh ที่ขับหุ่น Jaeger เข้าฝั่งด้วยตัวคนเดียว ในหนังเรื่อง Pacific Rim

    Jaeger ล้มที่ชายฝั่งจุดหมาย (Source: ScreenRant)

    มาถึงขั้นสุดท้าย ผมก็นึกว่าเราอยู่บนสรวงสวรรค์

    .

    🪉 Part IV. Heaven on Nepal

    ภาพแรกที่เห็นเมื่อมาถึง Viewpoint
    🏔️ Altitude
    4,200m

    ตรงหน้าผม เป็นกลุ่มนักเดินเขาที่กำลังดื่มด่ำกับวิวของเทือกเขาหิมาลัยที่โผล่ขึ้นมาเหนือเมฆ ให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างลอยอยู่บนฟ้า

    ผมไม่รู้ว่า ตรีกับ Sona ไปทางไหน แต่เพิงที่ใกล้ที่สุดอยู่ซ้ายมือ ผมเดินไปทางซ้าย

    เพิงบน Viewpoint

    พ้นจากเพิง เป็นกลุ่มโต๊ะและเก้าอี้ที่หันไปทางเทือกเขาหิมาลัย ตรีกับ Sona นั่งอยู่ที่นั่นแล้ว

    “ในที่สุด” ผมพูด เดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้แถวแรกสุด เลือกตัวซ้ายสุดเพื่อไม่บังตรีที่นั่งอยู่ข้างหลัง

    ขอนั่งพักชมวิวละ 😓

    ส่วนของเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ตรงหน้า คือ Annapurna เขาที่เราเพิ่งพิชิตไปเมื่อ 5 วันก่อน ซึ่งรู้สึกเหมือนนานกว่านั้นมาก

    “ดื่มอะไรมั้ย?”

    “Masala tea” ผมตอบ Sona “ขอบคุณครับ”

    พอ masala tea ร้อน ๆ มาถึง ผมก็ยกขึ้นจิบอย่างพอใจ

    “อ้า” ผมพูดด้วยความชื่นใจ “Masala tea”

    เป็น masala tea ที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมา เพราะผมไม่เคยกินชาที่ความสูงขนาดนี้มาก่อน

    Malasa tea = da best 🤩
    ดูเองแล้วกันว่า masala tea บนเขามันดีขนาดไหน 😆
    🥇 Achievement Unlocked
    Masala Tea: Blissful Sip

    .

    ยอด Annapurna ผุด ๆ โผล่ ๆ เข้าออกจากเมฆหมอกที่แปรผันเปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ อย่างคาดเดาไม่ได้

    วิว Annapurna จาก Viewpoint
    Dorji และเจ้าของเพิง

    แต่ไม่ว่าจะนั่งดูนานขนาดไหน ผมก็มองวิวตรงหน้าได้โดยไม่รู้สึกเบื่อสักที

    “อยากกินอะไรมั้ย?” Sona ถาม

    “มีอะไรบ้าง?”

    Sona บอกของที่มีขาย

    “Biscuit แล้วกัน” ผมตอบ

    ผมแชร์ biscuit กับพี่อู๋และตรี กินหมดก็เริ่มไอ

    == Player Status ==
    🤧 Throat Irritated

    “ขอชาดำหน่อย“ ผมบอก Sona “Biscuit แห้งไปหน่อย”

    วิว Annapurna จาก Viewpoint

    .

    🏠 Part V. The Shack

    หมอกเริ่มลงหนักปกคลุม Viewpoint จนมองไม่เห็นอะไร

    “เข้ามาข้างในได้นะ“ Sona พูด

    ผมตามตรีกับพี่อู๋เข้าไปในเพิง ข้างในแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่สำหรับเจ้าของเพิงเตรียมเครื่องดื่ม มีทั้งฟืน น้ำ ขวดเก็บผงชาและกาแฟ ก่อไฟเล็ก ๆ ที่มีหมอต้มน้ำตั้งอยู่

    อีกส่วนถัดไป ถ้าไม่ใช่ที่เก็บของ ก็เป็นที่นอนของเข้าของ เพราะถูกกั้นปิดไว้

    เข้ามาข้างในไม่อุ่นเท่าไร แต่ vibe check ได้ 😂

    “พี่ชิน์ถอดถุงมือด้วย“ ตรีบอกตอนที่ผมเอามือไปอิงไฟ

    “ทำไมอะ?“ ผมถาม

    “เดี๋ยวถุงมือละลาย” ตรีตอบ “แล้วมันจะอุ่นขึ้นด้วย”

    “จริงด้วย” ผมตอบเมื่อถุงมืออกแล้ว รู้สึกอุ่นมือขึ้นมาทันที

    .

    เรานั่งอยู่ในเพิงกันสักพัก

    Sona บอกเราว่า เจ้าของเพิงที่กำลังชงเครื่องดื่มอยู่ นอนอยู่ข้างล่างเหมือนกับเรา แต่ขึ้นมาที่นี่ทุกเช้ามืด ผมจินตนาการไม่ออกเลย ต้องตื่นเช้ามาเดินเขาทุกวัน และเห็นวิวตระการตาอย่างนี้ทุกวัน

    พี่อู๋แชร์ภาพห้องน้ำที่ถ่ายเป็นขาวดำมาให้ดู

    “ห้องน้ำเป็นหลุมแล้วก็มีกระเบื้อง 3 แผ่นวางเป็น 3 เหลี่ยม” พี่อู๋ “พี่ถ่ายขาวดำ เพราะมีอึด้วย แต่พี่แค่ไปฉี่ ปลดล็อกการฉี่ที่สูงที่สุด”

    🥇  Achievement Unlocked
    Vicarious High-Altitude Relief

    .

    ออกไปยืนท้าลมหนาวเพื่อดูวิวอีกครั้ง

    ผมออกมาสู่ความหนาวนอกเพิง หวังจะเห็น Annapurna อีกครั้ง แต่ก็ไม่สมหวัง

    “มาเร็ว ๆ” Sona พูด

    “ฟ้าเปิดแล้ว“ ตรีพูด

    ยอด Machhapuchhre ปรากฏให้เห็น

    “เอากล้องมาเร็ว” Sona บอก ผมรีบยืนมือถือให้ Sona ถ่ายให้

    ผมกับ Machhapuchhre (อีกแล้ว) 😎

    พอถ่ายเสร็จหมอกก็ปกคลุมยอดอีกครั้ง

    .

    “ไปมั้ย?” Sona ถาม

    เราเตรียมตัวกลับจาก Viewpoint ผมหยิบไม้เดินเขาที่วางทิ้งไว้ที่เก้าอี้ ตอนนี้หมอกลงจนมองไม่เห็นอะไร ผมรู้สึกเศร้าและดีใจไปพร้อมกัน ดีใจที่จะกลับลงไปในห้องอุ่น ๆ แต่ก็เศร้าที่จะต้องลงจาก Viewpoint

    การมาพิชิตเทือกเขาหิมาลัยของผมก็สำเร็จ ความฝันผมเป็นจริงแล้ว

    🥇 Achievement Unlocked
    Life Without Regret

    ⏭️ To Be Continued …

    🏆 Part 3 Complete

    Summary stats:

    DayDestinationAltitude
    10Forest Camp2,550m
    11High Camp3,550m
    12Mardi Viewpoint4,200m

    👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:


    🙏 End Credits

    ขอขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบ

  • Part 2/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน The Conquest of Annapurna Base Camp

    Part 2/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน The Conquest of Annapurna Base Camp

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 04 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ⏮️ Previously …
    5. ⏯️ Resume
    6. 👟 Day 04. The First Climb: Pokhara to Chhomrong
    7. 🌧️ Day 05. Rainy Day: Chhomrong to Dovan
    8. ❄️ Day 06. Into the Snow: Dovan to Deurali
    9. 🏔️ Day 07. Boss Fight: Deurali to ABC
      1. ⛅️ Part I. The Morning Excursion
      2. 😣 Part II. The Struggle
      3. 🍛 Part III. MBC
      4. 😲 Part IV. The Ascension, Part 1
      5. 😲 Part V. The Ascension, Part 2
      6. 🏆 Part VI. The Achievement
      7. 🍕 Part VII. The Evening
    10. 🎋 Day 08. Escape the Dungeon: ABC to Bamboo
    11. ⛅️ Day 09. Shower Awaits: Bamboo to Jhinu Danda
    12. ⏭️ To Be Continued …
    13. 🤫 Cheat Code
    14. 🙏 End Credits

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ⏮️ Previously …

    ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:


    ⏯️ Resume

    0%
    Initialising world map ...
    30%
    Spawning players at Pokhara ...
    90%
    Loading daytime ...

    👟 Day 04. The First Climb: Pokhara to Chhomrong

    == Daily Quest ==
    [ ] Pokhara -> Jhinu Danda (🚙 3h)
    [ ] Jhinu Danda -> Chhomrong (🥾 2–3h)

    .

    อาหารเช้าที่ Hidden Kingdom ไม่ต่างกับ Kantipur Village เพราะเป็นบุฟเฟต์ที่มีไข่คน ไส้กรอก ขนมปัง และอาหารนานาชาติอื่น ๆ

    Porter 2 คนของเรา (Dorji และ Furlakpa) มานั่งรออยู่แล้ว หลังจากที่เรากินข้าวเสร็จ และช่วยเราขนของขึ้นรถ Jeep ที่จะพาเราไป spawn point แรก

    พี่อู๋นั่งหน้าข้างคนขับ ผมกับตรีและพี่นันตรงแถวกลาง ส่วน Sona กับ Dorji และ Furlakpa นั่งท้ายรถ

    รถ Jeep นั่งกันแน่น (พี่อู๋นั่งหน้าเลยไม่ได้อยู่ในกล้อง) 😂

    Pokhara เป็นเมืองไม่ใหญ่มาก ไม่กี่นาที เราก็อยู่บนถนนนอกเมืองที่มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้ชัด

    “ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน” พี่นันพูดเมื่อรถเริ่มขึ้นทางเขา “ตอนพี่นันมาเหมือนจะยังไม่มีถนนด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังเป็นลูกรังอยู่เลย”

    เวลาที่เห็นเทือกเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมยอดชัดเจน Sona ก็บอกเราว่า แต่ละยอดชื่ออะไรบ้าง แต่ผมจำไม่ได้สักชื่อ 😅

    เทือกเขาหิมาลัยที่เห็นระหว่างนั่งรถ

    ขึ้นเขามาได้สักพัก ถนนลาดยางก็เปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายและกรวดหิน ระหว่างทาง มีรถ Jeep รถเก๋ง และรถเมล์ขับสวนไป ผมสงสัยว่ารถเก๋งและรถเมล์รอดมาได้ยังไง เพราะขนาดรถ Jeep ยังขับเด้งไปเด้งมาจนหัวพี่นันกระแทกกระจกไปหลายรอบ

    Bumpy ride to Jhinu Danda

    นั่งโคลงเคลงกันมาได้พักใหญ่ เราก็มาถึง tea house ที่มีรถ Jeep คันอื่น ๆ จอดอยู่เต็ม

    เรามาถึง Jhinu Danda จุดเริ่มเดินทางของเราแล้ว

    == Daily Quest ==
    [/] Pokhara -> Jhinu Danda (🚙 3h)
    [ ] Jhinu Danda -> Chhomrong (🥾 2–3h)

    .

    ขนของลงจากรถ ก็เอาไม้เดินเขาออกจาก backpack ใส่แว่นกันแดดและหมวก

    “พร้อมมั้ย?” Sona ถาม

    “Ready” พี่นันตอบ

    “ไป ไป” Sona พูดเป็นภาษาไทย

    “อย่าลืมจับเวลานะ” พี่อู๋บอก ทุกคนกดนาฬิกาให้เริ่มจับเวลา

    เราเดินลงเขาจาก tea house ไปก็ถึงสะพานเหล็กที่จะพาเราข้ามเขาไปอีกลูก

    ผมจำสะพานนี้ได้จากรูปจากทริปก่อนของพี่นัน

    สภาพก่อนเริ่มเดินทาง (ต้องเก็บภาพเทียบ before vs after 😂)

    “ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราจะต้องเดินลงเขาไปแล้วก็ขึ้นมาบนอีกครั้ง” Sona บอกเมื่อเราข้ามสะพานไปถึงอีกฝั่ง

    สะพานข้ามเขา

    ถัดจากสะพานเป็นบันไดที่พาไต่ระดับขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ

    เดินมาได้ไม่เท่าไร ผมก็ต้องหยุดเพราะหัวใจเต้นเกิน zone 2

    == Player Status ==
    Heart Rate 🟡

    พักให้หัวใจกลับลงมาก็ออกเดินต่อ ไม่นานก็ต้องหยุดอีกครั้ง

    “ดีนะที่พี่นันบอกให้ออกกำลังกายมาก่อน” ผมบอก Sona ตอนที่หยุดพักครั้งหนึ่ง “ขนาดออกกำลังกายแล้ว ผมยังเป็นขนาดนี้เลย”

    (วิธีอัป stats ตัวละครเพื่อไปเดินเขาที่เนปาล)

    “ลองหายใจแบบนี้” Sona สูดหายใจเข้าทางจมูก “แล้วออกแบบนี้” หายใจออกทางปาก

    ผมลองทำตาม เข้าทางจมูก ออกทางปาก

    “รู้สึกดีขึ้น” ผมพูด

    🎉 Achievement Unlocked
    Mountain Breathing
    First Form: Ascension Lung

    “ใช่ เพราะถ้าหายใจหอบ” Sona ทำท่าหายใจเข้าออกเร็ว ๆ ทางปาก “ก็จะยิ่งรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม”

    ผมพยักหน้ารับรู้

    “ไป ไป” Sona พูดเมื่อพี่นันกับพี่อู๋เดินตามมาถึง เพราะผมกับตรีเดินไล่ตาม Sona ที่เดินอย่างไม่รู้จักเหนื่อยมาติด ๆ

    ทางเดินขึ้นเขาที่ Jhinu Danda (Sona กับ porter เดินไม่รอเลย 😂)

    “จะถึงหรือยัง?” พี่นันถามเมื่อเรามาถึงโซน tea house โซนหนึ่ง พี่นันหน้าแดงจากการเดินขึ้นบันไดอย่างต่อเนื่อง

    ตรี ผม และ Sona ยืนรอพี่อู๋ พี่นัน 😂

    “อีกนิดเดียว” Sona บอกเมื่อผมถามเป็นภาษาอังกฤษ

    แล้วก็จริงอย่างที่ Sona บอก ปีนขึ้นบันไดอีกนิดหนึ่ง เราก็มาถึง tea house ที่เราหยุดพักทานอาหารกลางวันกัน

    🏔️ Altitude
    1,780m

    ห้องอาหารว่างเปล่า เราเข้าไปนั่งโต๊ะแรกที่อยู่ตรงข้ามประตู หน้าต่างที่เปิดอยู่มองเห็นภูเขาที่เป็นเส้นทางข้างหน้าของเราได้ชัดเจน

    เราสั่งอาหารคนละจาน และน้ำมะนาวเย็นแบบ thermos มาแชร์กัน พอ thermos มาถึง ผมก็ต้องตกใจ เพราะมีขนาดใหญ่กว่าที่ผมคิด น่าจะพอกินกันได้ทั้งมื้อ

    น้ำมะนาวขนาด thermos (3.2 ลิตร)

    อาหารใช้เวลานานกว่าที่คิด ระหว่างรอ เราก็ผลัดกันออกไปยืนข้างนอก เพราะในห้องอาหารไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทุกคนใช้สัญญาณของ Nepal Telecom (NTC) ซึ่งทุกคนรู้ว่าจะมีสัญญาณบนเขาดีกว่า NCell ซึ่งเน้นการใช้งานในเมืองมากกว่า

    (การเตรียม SIM card สำหรับเนปาล)

    .

    “พวกคุณกำลังขึ้นหรือลง?” คนหนึ่งในกลุ่มคนฮ่องกงกลุ่มใหญ่ที่มาหยุดทานข้าวถามพวกเราที่นั่งอยู่โต๊ะติดกัน

    “ขึ้น” มีคนตอบ

    “แล้วคุณล่ะ?”

    “ขาลงแล้ว”

    “อากาศบน ABC เป็นยังไงบ้าง?”

    “อากาศหนาวมาก แล้วก็มีหิมะตก” คนฮ่องกงตอบ “ห้องน้ำบนนั้นก็เล็ก ๆ มืด ๆ แต่เชื่อมั้ยว่า ขนาดนั้นตอนตีห้า จะไปเข้าห้องน้ำก็ยังต้องยืนต่อแถวทนหนาวเพื่อรอเข้าห้องน้ำกัน

    “ถ้าสำหรับพวกเราแล้วก็ไม่ได้ถือว่าหนาวมาก แต่สำหรับพวกคุณคนไทยน่าจะไม่ชินกันเท่าไร”

    ผมเห็นด้วย เพราะไม่ว่าจะไปมากี่ที่ ผมก็ไม่เคยชินกับความหนาวแบบหิมะตกได้เลย

    อาหารมาช้ามากขนาดที่กลุ่มคนฮ่องกงได้กินและออกเดินต่อไปก่อน

    “โชคดีนะครับ” คนฮ่องกงอวยพรก่อนออกไปกับกลุ่ม

    .

    “เราจะเดินไปถึงไหน?” ผมถามเมื่อเราหยุดพักสั้น ๆ หลังออกเดินหลังอาหารกลางวันได้ไม่นาน

    “เห็นบ้านหลังคาสีฟ้าบนนั้นมั้ย?” ผมมองตามที่ Sona ชี้ไปที่บ้านหลังหนึ่งบนยอดเขา “เราต้องเลยจากบ้านหลังนั้นไปอีก”

    ทางบันไดเริ่มเปลี่ยนจากบันไดปูนเป็นบันไดหินสลับกับทางดินลูกรัง อากาศยังเป็นแบบเขตร้อน แต่ก็ไม่ร้อนมาจนรู้สึกเหนื่อยหอบ

    ทางเดินสู่ Chhomrong

    ระหว่างทาง เราเห็นขบวนล่อที่ขนของไปตามทางที่เราเดิน และเป็นต้นตอของกองอึที่กระจายตัวอยู่ตามทางให้เราต้องเดินอย่างระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา

    Sona คุยกับคนเนปาลคนอื่นที่เดินไปทางเดียวกับเรา คนหนึ่งดึงดอกไม้สีแดงจากต้นไม้ข้างทางมา ยกเข้าปากเคี้ยวเหมือนกับเป็นของปกติ เขาเด็ดดอกไม้มาเพิ่ม แล้วก็ยื่นให้ผมกับตรีคนละดอก

    “มันกินได้จริงหรอ?” ตรีถาม Sona เป็นภาษาอังกฤษ

    “กินได้” Sona ตอบ “คนที่นี่กินกันเพื่อให้ชุ่มคอ แต่สำหรับคุณอย่ากินดีกว่า เพราะไม่คุ้นเคย เดี๋ยวจะปวดท้องเอา”

    ตรีกับผมเก็บดอกไม้ไว้ พอเดินมาได้สักพัก ตรีก็วางดอกไม้แล้วก็บอกลา

    “บาย บาย”

    ส่วนของผมหล่นจากสายคาดกระเป๋าไปตอนไหนไม่รู้ 😅

    .

    “นี่หรอคือหมาภูเขา?” ผมถาม

    “ใช่ หมาภูเขา”

    คนเนปาลที่ยื่นดอกไม้ให้ผมกับตรีกำลังถ่ายรูปคู่กับหมาขนดำที่อีกฝั่งมีคนเนปาลอีกคนกำลังลูบคางให้อย่างเอ็นดู

    คนเนปาลและหมาภูเขา

    ตอนเดินเลียบทะเลสาบใน Pokhara เราเจอหมาหลายตัวนอนขวางทางเดินโดยไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปมา ผมเลยถามว่าบนเขามีหมาไหม

    Sona บอกว่ามี และหมาบนเขาแตกต่างจากในเมือง โดยเฉพาะเวลาสู้กันจะกัดไม่ปล่อย

    แต่ผมดูแล้ว หมาบนเขากับหมาในเมืองไม่ได้ดูต่างกันเท่าไร ทั้งขนาดตัวและนิสัย

    .

    นักเดินเขาที่ร่วมทางไปกับเรามีหลากหลายเชื้อชาติ มีทั้งฝรั่ง คนจีน คนเกาหลี มาเลเซีย และคนเนปาล

    ที่ผมจำได้แม่น คือ ฝรั่งพ่อแม่ลูก ซึ่งลูกยังแบเบาะอยู่ พ่อแม่พามาด้วย โดยใส่ไว้ในกระเป๋าหน้าของคนพ่อ แม้จะมีเด็กมาด้วย แต่ครอบครัวก็ยังเดินเร็วกว่าเรา เพราะแซงและนำหน้าเราไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ Sona นั่งคอยให้พวกเราเดินตามให้ทัน

    Sona นั่งรอพี่อู๋และพี่นัน

    .

    เรามาถึงโซน tea house อีกโซน พวกเราล้างมือล้างหน้าที่ก๊อกน้ำที่มีคนเปิดทิ้งไว้ ล้างแล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที

    == Player Status ==
    💦 Fresh

    “น้ำแบบนี้ก็กรอกได้” พี่นันบอก

    น้ำที่นี่ถ้าไม่ซื้อกิน ก็ต้องรองจากก๊อกหรือลำธารแล้วใส่ Aquatabs ที่เป็นยาฆ่าเชื้อกินแทน

    พวกเราเตรียม Aquatabs มาแล้ว แต่ยังไม่มีใครรองน้ำเพิ่ม ผมพกน้ำมา 2 ขวดจาก Pokhara และยังกินขวดแรกไม่หมดด้วยซ้ำ

    แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเราช่วยกันกินน้ำมะนาวใน thermos 3 ลิตรจนหมด

    เราน่าจะดื่มน้ำกันถึง quota ของวันไปนานแล้ว

    🏅 Achievement Unlocked
    Heavy Drinker

    .

    จากจุดนั้น เส้นทางเปลี่ยนจากบันไดชันไต่ระดับมาเป็นทางราบซะส่วนใหญ่

    แล้วเราก็มาถึง Chhomrong หมู่บ้านที่มองออกไปเห็นเทือกเขาที่เปิดกว้างอยู่ตรงหน้า

    วิวภูเขาที่ Chhomrong
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Pokhara -> Jhinu Danda (🚙 3h)
    [/] Jhinu Danda -> Chhomrong (🥾 2–3h)

    “ที่พักเราหลังไหน?” ผมถาม

    “หลังนี้” Sona ตอบ ชี้ลงไปที่หลังคาสีน้ำเงินที่ต่ำลงไป

    Tea house ที่ Chhomrong
    🏔️ Altitude
    2,170m

    Dorji กับ Furlakpa รอพวกเราอยู่แล้ว พอมากันครบ Sona ก็พาไปในบ้านพักซึ่งเป็นไม้ทั้งหลัง ห้องของพวกเราอยู่ชั้น 2 ต้องผ่านบันไดในห้องอาหารขึ้นไป ห้องมีขนาดเล็กพอให้วางเตียง 2 ตัวได้พอดี และมีที่ว่างตรงกลางขนาดพอกับโต๊ะข้างเตียง เพื่อให้เดินเข้าออกได้

    ห้องของเราแยกกัน 2 ห้องแต่อยู่ติดกัน และผนังไม้ที่กั้นไม่สนิททำให้เราคุยข้ามห้องกันได้โดยไม่ต้องตะโกนด้วยซ้ำ

    ห้องพักที่ Chhomrong

    “ใครจะอาบน้ำอุ่นบ้าง?” พี่นันถาม “พี่นันจะไปชาร์จให้ก่อน”

    ผมเลือกอาบน้ำเย็น เพราะถึงแม้อากาศจะเริ่มเย็น แต่ก็ไม่ได้หนาวมาก (เย็นเหมือนกับหน้าหนาวเมืองไทย)

    ผมทนอาบน้ำเย็นจนเสร็จ ลองเปิดก๊อกน้ำร้อนก็เจอว่ามีน้ำอุ่นให้ใช้

    “เพราะพี่นันชาร์จไว้ก่อนแล้ว” พี่นันบอกเมื่อผมเล่าให้ฟังทีหลัง

    ปกติแล้ว น้ำอุ่นจะชาร์จเป็นรายคน แต่ที่พี่นันบอกว่าจะชาร์จไปก่อน หมายถึง พี่นันจะจ่ายแล้วในเวลาเดียวกันคนอื่นจะอาบน้ำไปพร้อมกันอีกห้องก็ได้

    แต่เพราะผมไม่รู้เลยได้อาบน้ำเย็นฟรี 😂

    .

    Day 1: Mission accomplished!

    หลังอาหารเย็น เราจับคู่ดูวิดีโอกัน พี่นันกับตรีดูรายการบางอย่าง ส่วนผมกับพี่อู๋ดู Jujutsu Kaisen ที่ผมโหลดมาจาก Pokhara ระหว่างที่รอชาร์จแบตมือถือให้เต็ม

    ผมขอชาร์จแบตจาก power bank ขนาด 10,000mAh ของพี่อู๋ เพราะค่าชาร์จนับตามจำนวนอุปกรณ์ และมือถือผมยังเหลือแบตเกือบครึ่ง เพราะแทบไม่ได้ใช้เลย ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยคุ้มที่จะเสียค่าชาร์จกับการหารค่าชาร์จกับพี่อู๋


    15%
    Saving progress at Chhomrong ...
    50%
    Adding mud textures to the upcoming trail ...
    90%
    Loading stormy biome ...

    🌧️ Day 05. Rainy Day: Chhomrong to Dovan

    กลางดึก ฝนตกกระหน่ำลงมาเหมือนฟ้าถล่ม เสียงฝนตกกระทบหลังคาบาง ๆ ของบ้านพักดังเหมือนลูกเห็บมากกว่าเม็ดฝน พอเปิดม่านหน้าต่างมองออกไป ก็เห็นแค่สายฝนเท่าที่แสง spotlight ของบ้านพักจะส่องไปถึง ไกลกว่านั้นออกไปมีแต่ความมืดของหุบเขา

    พี่อู๋ถามอะไรบางอย่างตอนที่ผมลุกจากเตียงและปลดกลอนประตูจะไปฉี่

    “ผมจะไปห้องน้ำ” ผมตอบคิดว่าพี่อู๋คงถามว่าไปไหน

    ตอนเช้า พี่อู๋ถึงเฉลยว่าไม่ใช่

    “พี่บอกให้ช่วยเช็ก power bank ให้หน่อย” เพราะพี่อู๋ชาร์จ power bank ทิ้งไว้ข้างล่างตรงจุดที่เรากินข้าวกัน

    ผมกลับมานอน พยายามไม่สนใจเสียงฝนที่ยังกระหน่ำลงมาโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด

    คงได้ใช้ชุดกันฝนกันวันนี้ละ ผมคิด ไม่คิดว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้แล้วกัน

    ไม่ใช่สิ ต้องเป็นเช้านี้ …

    แล้วผมก็หลับไปอีกครั้ง

    .

    == Daily Quest ==
    [ ] Chhomrong -> Dovan (🥾 5–6h)

    ห้องอาหารตอนเช้ายังคงว่างเปล่า มีแต่พวกเรา Sona บอกว่า เพราะสงครามอิหร่าน ทำให้ทัวร์กลุ่มใหญ่ยกเลิกไป ผมหวังว่าเราจะไม่เจอแต่ที่เงียบ ๆ แบบนี้ตลอดทาง

    ข้างนอก ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม กระจายแสงอาทิตย์ที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ทั้งฟ้าเป็นสีขาวขุ่นสว่าง นอกจากพื้นที่เปียกแฉะแล้วก็ไม่มีวี่แววของพายุฝนที่ตกอย่างไม่ลดละเมื่อคืนเลย

    เราสั่งข้าวเช้าเป็นชุดอาหารเช้าที่เลือกไข่ ขนมปัง และเครื่องดื่มได้ ผมสั่งขนมปังเป็น Gurung ไข่คน และกาแฟดำ (ผมอยากกิน masala tea แต่ผมไม่กล้าเสี่ยงกินนมก่อนเดินทางไกล)

    อาหารเช้าที่ Chhomrong

    .

    “น้ำก๊อกปลอดภัยที่จะดื่มมั้ย?” ผมถาม

    เมื่อวาน Sona บอกว่า เราซื้อน้ำกรองกินได้ แต่ผมยังไม่มั่นใจว่า จะซื้อน้ำกรองดี หรือกินน้ำก๊อกที่ใส่ Aquatabs แล้วดี

    “ไม่ควร” Sona บอก “อาจจะปวดท้องได้ แต่คนที่นี่ใช้น้ำมาจนชินแล้ว เขาเลยไม่เป็นอะไร”

    “แล้วถ้าใส่ Aquatabs จะกินได้มั้ย?”

    “ก็ได้ แค่อย่าลืมใส่”

    “แล้วผมกรอกน้ำตรงไหนได้บ้าง?”

    ตอนแรกพี่อู๋บอกว่า จะกรอกจากอ่างล้างมือ แต่ดูจากสภาพอ่าง และขนาดแล้ว ผมไม่อยากจะเติมจากจุดนั้นสักเท่าไร

    “ใช้ก๊อกข้างนอกก็ได้” Sona ชี้ไปที่ก๊อกน้ำที่เหมือนมีไว้สำหรับซักผ้าหรือล้างจาน

    ผมกรอกน้ำจนเต็มกระติก 1 ลิตร แล้วก็ใส่ Aquatabs ลงไปในน้ำเย็น ๆ ใส่แล้วต้องทิ้งไว้ 30 นาที ซึ่งผมคิดว่า หลังกินข้าวก็กินได้พอดี

    🏅 Achievement Unlocked
    Water Alchemist

    .

    “ไป ไป” Sona ส่งสัญญาณให้พวกเราออกเดินทาง

    ขาแรกของเส้นเป็นขาลง เราไต่บันไดหินของ Chhomrong ลงไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งเราก็เจอมาหยุดที่เจดีย์ที่ดูเหมือนจะเพิ่งสร้างได้ไม่นาน

    “เข้าไปเดินวนได้” Sona บอก

    รอบเจดีย์มีระฆังเล็ก ๆ ติดอยู่รอบ ระหว่างเดินเราปัดให้หมุนได้

    เจดีย์ที่ Chhomrong

    “ทำไมเดินวนได้รอบเดียว?” ผมถามหลังจากกลับออกมา

    “ไม่รู้เหมือนกัน” Sona ตอบ “แต่ควรวนเป็นเลขคี่อย่าง 1, 3, 5, 7, 9 และเดินวนตามเข็มนาฬิกา”

    เดินลงไปเรื่อย ๆ เราก็มาถึงสะพานที่จะพาเราข้ามจาก Chhomrong ไป Sinuwa ซึ่งอยู่อีกฝั่ง

    จากตรงนี้ เส้นทางเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เราพักหยุดหอบเป็น Gojo เป็นระยะ ๆ

    ทางเดินขึ้นเขาหลังข้ามสะพาน
    Gojo หอบ (Source: SaadLandor (Reddit))

    .

    เมื่อมาถึง tea house ข้างบน เราหยุดพักอีกครั้ง

    ตรงจุดนี้ มีกลุ่มนักเดินเขาชาวจีนผลัดกันถ่ายรูปอยู่ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะมองกลับไป สามารถเห็น Chhomrong ที่เราเพิ่งจากมาได้อย่างชัดเจน

    Chhomrong ถ่ายด้วยเลนส์ x4 จากอีกฝั่ง

    “คิดดูว่าขากลับ เราต้องเดินกลับไปที่นั่น” พี่อู๋พูด

    ผมไม่อยากจะคิดเลยว่า จะเหนื่อยขนาดไหน

    .

    มันเริ่มจากหยดน้ำไม่กี่หยด ก่อนจะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

    “เอาเสื้อกันฝนมาใส่” Sona บอกทุกคน

    เราหยิบเสื้อกันฝนแบบคลุมทั้งตัวและกระเป๋ามาคลุมตัว ทุกคนซื้อเสื้อกันฝนสีดำจากที่เดียวกัน (Decathlon) และทุกคนก็ดูเหมือนใส่ถุงขยะใบใหญ่อยู่

    ฝนตกแต่แดดยังออก 🤨

    แม้ฝนจะโปรยลงมาไม่หยุด แต่แดดก็ยังออกเหมือนเดิม บวกกับการเดินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมรู้สึกร้อนจนเหงื่ออกอยู่ข้างใน

    == Player Status ==
    Body Temp 🟡

    .

    “เราจะกินข้าวหรือยัง?” ผมถามเล่น ๆ

    “ยัง” Sona ตอบ “อีก 1–2 ชั่วโมง”

    “เราจะกินข้าวหรือยัง?” ผมถาม เริ่มรู้สึกหิว เพราะข้าวเช้าหมดไปแล้ว

    == Player Status ==
    Hunger 🟡

    “ยัง” Sona ตอบ “อีก 1–2 ชั่วโมง”

    “เราจะกินข้าวหรือยัง?” ผมถามหลังจากพี่นันทักถามเป็นภาษาไทย

    ครั้งนี้ Sona เปลี่ยนคำตอบ

    “เราหยุดกินที่ตรงข้างหน้านี้ก็ได้” Sona ชี้ไปที่ tea house หลังคาสีฟ้าข้างหน้าที่ยื่นออกมาจากเขา

    ตามแผนเดิม เราจะต้องกินข้าวอีกที่หนึ่ง แต่ด้วยความเร็วทำให้ Sona ยอมเปลี่ยนแผนให้เรามากินที่นี่แทน

    .

    🏔️ Altitude
    2,340m

    ในห้องอาหารไม่มีใครอื่น มาถึงเราก็ถอดเสื้อกันฝนออกตากและวางกระเป๋าบนเก้าอี้ที่วางอยู่

    เพราะเราไม่ได้สั่งไว้ก่อน เลยต้องนั่งรอให้ครัวเตรียมอาหารให้เรา

    “ปิดหน้าต่างหน่อย” พี่นันบอกพี่อู๋ “ทุกคนไม่มีใครหนาวกันเลยหรอ?”

    พี่อู๋ช่วยปิดหน้าต่างที่อยู่หลังพี่นัน ซึ่งปล่อยให้ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาในห้องอาหาร ผมรู้สึกหนาวอยู่บ้าง แต่ก็หิวและเหนื่อยเกินกว่าจะอยากลุกไปไหน

    เราสั่งน้ำมะนาวแบบ thermos มาแชร์กันอีกครั้ง ส่วนอาหาร เราสั่งแยกกันคนละจาน

    ผมสั่ง lasagne ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนกับในรูปเลย สำหรับผมดูเหมือนผัดซีอิ๊วมากกว่า แต่รสชาติโอเคเลยทีเดียว

    Lasagne (มุมซ้ายล่าง) 😅

    .

    พอได้พักทานอาหาร เราก็มีแรงเดินขึ้นมาอีกครั้ง

    == Player Status ==
    Hunger 🟢
    Fatigue 🟢

    เราพับเสื้อกันฝนเก็บใส่กระเป๋ากันแล้ว แต่พอก้าวออกจากห้องอาหาร ฝนก็ลงเม็ดอีกครั้ง

    “ใส่เสื้อ” Sona บอก

    .

    ทางเดินเปลี่ยนจากเปิดโล่งมาเป็นเดินใต้ร่มไม้ ซึ่งไม่ได้ช่วยเรื่องกันฝนเลย พื้นดินกลายเป็นโคลน ทำให้เดินยากขึ้นกว่าเดิม อากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

    เส้นทางดูยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าเราจะไปถึงที่หมายในเร็ว ๆ นี้เลย

    ถึงจุดหนึ่ง ผมก็ถามว่า Sona ว่าใกล้จะถึงที่หมายหรือยัง

    จุดเล็ก ๆ ในหลืบเขาไกล ๆ โน้น คือ Bamboo 😣

    “เห็นตรงนั้นมั้ย?” Sona ชี้ไปในหุบเขา ตรงแอ่งระหว่างเขามีหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่

    “อีกไกลมั้ย?” พี่นันถามอย่างเหนื่อยหอบ

    “เขาบอกว่าต้องไปตรงนั้น” ผมตอบเป็นภาษาไทย ชี้ไปจุดเดียวกับ Sona

    “หา”

    หมู่บ้านที่เห็นมีขนาดเล็กกว่าข้อนิ้วในตอนนี้

    .

    ฝนยังคงตกลงมาไม่หยุดและเหมือนจะหนักกว่าในตอนแรกตอนที่เรามาถึง Bamboo หมู่บ้านที่ Sona ชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้

    🏔️ Altitude
    2,310m

    ทุกคนถอดเสื้อฝนออกตากบนเก้าอี้ที่โต๊ะยาวข้างนอกบ้านพัก

    “มีใครอยากดื่มอะไรมั้ย?” Sona ถาม

    “โกโก้ร้อน” พี่นันตอบ

    “ผมขอด้วย” ผมพูด

    Sona หายไปและกลับมาพร้อมโกโก้ร้อน 2 ถ้วย อากาศเย็นจัดจนถ้วยร้อน ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะถือไว้ ผมแบ่งถ้วยให้ตรีอุ่นมือก่อนจะเอามาดื่ม

    พี่นันถาม Sona ว่าพักที่นี่ได้ไหม แต่แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ได้ เพราะหนึ่ง Sona จองที่พักไว้แล้ว และสอง ถ้าเราไม่เดินไปถึง Dovan วันนี้ เราจะต้องเดินทางไกลขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้

    ที่ผมไม่รู้ก็คือ Dovan อยู่อีกไกลแค่ไหน และหวังว่าเราจะไปถึงก่อนฟ้ามืด

    ตอนที่เราหยุดพักที่ Bamboo ก็ 4 โมงกว่าแล้ว

    ที่ Bamboo ฝนยังตกไม่หยุด

    “ไป ไป?” Sona ถามหลังเรากินโกโก้ร้อน และ power bar ที่ผมเอามาหมดไป 1 แท่ง ซึ่งพอช่วยให้เดินต่อได้ แต่ไม่ได้ทำให้หายหิวน้อยลงเท่าไร

    == Player Status ==
    Hunger 🟡
    Fatigue 🟡
    Body Temp 🟡

    เราใส่เสื้อฝนและกัดฟันเดินออกไปในสายฝนเย็น ๆ อีกครั้ง

    พอพ้นบ้านหลังสุดท้ายใน Bamboo มา ผม ตรี กับ Sona ก็หยุดรอให้พี่นันกับพี่อู๋เดินตามมาให้ทัน

    “คุณกำลังเดินลงหรือเดินขึ้น?” ฝรั่งนักเดินเขาที่เดินผ่านมาถาม

    “เดินขึ้น” Sona ตอบ

    “พอรู้มั้ยว่า Bamboo อยู่อีกไกลหรือเปล่า?”

    “อยู่แค่ตรงนี้เอง” Sona ชี้ เพราะแค่เลี้ยวซ้ายไปก็จะเห็นบ้านหลังแรกของ Bamboo แล้ว

    “โอ้ ขอบคุณค่ะ”

    ผมคิดอยากให้สถานการณ์กลับกัน เป็นเราที่ถามว่า Dovan อยู่อีกไกลไหม และเขาบอกว่า แค่เลี้ยวโค้งไปก็ถึงแล้ว

    พอพี่นันกับพี่อู๋เดินตามมาถึงจุดที่ พวกเรารออยู่ Sona ก็ออกเดินอีกครั้ง

    จากที่พี่นันบอก ตอนที่พี่นันมาเดินเขาเมื่อ 7 ปีก่อน พี่นันออกกำลังกายและดูแลสุขภาพดีกว่านี้มา แต่เที่ยวนี้น้ำหนักเพิ่มมาเยอะ ทำให้เดินไม่ได้เร็วเหมือนครั้งก่อน

    .

    เดินมาได้ไม่ไกล ผมก็เห็น Sona ยืนคุยกับ Furlakpa อยู่

    “เอากระเป๋าให้เขาไป” Sona บอกพี่นันเมื่อเดินมาถึง

    “It’s okay” พี่นันบอก

    “เอากระเป๋ามา จะได้เดินเร็วขึ้น” Sona บอก

    “Thank you” พี่นันส่งกระเป๋าให้ Furlakpa

    Sona น่าจะเห็นท่าไม่ดี เลยเรียกให้ Furlakpa ไปถึง Dovan แล้ว เดินกลับมาช่วยถือของ

    ถ้า Furlakpa อยู่ตรงนี้แล้ว ผมคิด แสดงว่า Dovan อยู่อีกไม่ไกล

    ผมกับตรีที่เดินเร็วกว่า เดินตาม Furlakpa ที่เดินอย่างคล่องแคล่วไปตามทางที่เต็มไปด้วยโคลน หิน และรากไม้ แม้จะถือกระเป๋าพี่นันอยู่ แต่เหมือนเป็นกระเป๋าเปล่า

    นอกจากนั้น Furlakpa ยังเล่นมือถือไปด้วย ในขณะที่ผมกับตรีต้องใช้ทั้งสองมือถือไม้เดินเขาช่วยเดินมาตลอดทาง

    “มีไฟฉายมั้ย?” พี่นันถามก่อนเราจะแยกมา

    “มีครับ” ผมตอบ “ผมเอาติดกระเป๋ามาด้วย”

    “ดีแล้ว ถ้ามืดก็เอาออกมาใช้”

    ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว แต่เรายังพอมองเห็นทางข้างหน้าได้อยู่

    “ถ้าจะใช้ไฟฉายบอกนะ” ผมบอกตรีที่เดินนำอยู่ข้างหน้า

    “ได้”

    ฟ้ามืดลงเรื่อย ๆ และ Dovan ที่ผมคิดว่าอยู่ไม่ไกล ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะถึงเลย

    “พี่ขอหยิบไฟฉายก่อน” ผมบอกตรี เพื่อให้หยุดรอ

    ผมกำลังจะหาวิธีหยิบไฟฉายจากกระเป๋าที่อยู่ใต้เสื้อกันฝนโดยไม่ให้เปียกตอนที่ตรีตอบกลับมา

    “เขาบอกว่าถึงแล้ว”

    Furlakpa ที่นำอยู่ข้างหน้ายืนยิ้ม ชี้ไปที่ทางโค้งข้างหน้า

    ผมเลิกหาทางหยิบไฟฉายแล้วเดินตาม Furlakpa กับตรีไป

    และตามที่ Furlakpa พยายามจะบอกเรา พอพ้นโค้งไปก็เห็นป้าย Welcome to Dovan ปักอยู่ และตรงไปข้างหน้าก็เห็น tea house ของ Dovan ที่ตั้งตัดกับภูเขาที่เป็นฉากหลัง

    🏔️ Altitude
    2,505m
    Welcome to Dovan

    บันไดที่ขึ้นไปที่ Dovan เชื่อมกับทางที่พาตัดผ่านหมู่บ้าน ที่พักของเราอยู่ท้ายสุด Dorji รออยู่แล้ว พอเราไปถึงก็เปิดห้องให้เราเข้าไปข้างใน

    Dovan

    วันนี้ เราได้ห้องเดียวที่จะนอนด้วยกัน 4 คน

    ห้องพักที่ Dovan
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Chhomrong -> Dovan (🥾 5–6h)

    .

    ตอนพี่นันกับพี่อู๋มาถึงพร้อมกับ Sona ก็มืดแล้ว

    “วันนี้อาบน้ำไม่ได้ เพราะอากาศเย็นแล้ว” Sona บอก “เอา beanie มาใส่กันด้วยจะได้อุ่น”

    ผมไม่คิดเลยว่าจะไม่ได้อาบน้ำเร็วขนาดนี้ เพราะเมื่อเช้าอาการยังร้อนจนเหนื่อยออกอยู่เลย แต่คืนนี้ เราจะต้องนอนใส่ beanie เพื่อไม่ให้เป็นหวัดกัน

    .

    Sona รับออเดอร์อาหารจากเราที่ห้อง พออาหารพร้อมแล้วก็มาเรียกให้เราไปที่ห้องอาหาร

    ห้องอาหารเป็นอาคารแบบห้องเดียวตั้งแยกจากตึกห้องพัก ข้างในมีคนนั่งอยู่เต็ม ไออุ่นจากคนที่อยู่ข้างในทำให้กระจกทุกบานในห้องมีฝ้าขึ้น Dorji กับ Furlakpa นั่งจองโต๊ะที่อยู่ติดประตูให้กับเรา

    ตอนอยู่ในเมือง Arbin บอกเราว่า community บนเขาร่วมกันงดใช้ heater เพราะบางที่ใช้ heater แบบก่อฟืน ซึ่งทำให้เกิดมลพิษในอากาศ

    ผมก็สงสัยทำไมถึงไม่ใช้ heater ไฟฟ้ากัน เพราะข้างบนก็ยังมีไฟใช้อยู่

    แต่เพราะไม่มี heater ทำให้เราต้องสู้กับความหนาวด้วยตัวเอง

    สำหรับอาหารเย็น ผมสั่งพิซซ่ามากินคนเดียวถาดหนึ่ง ซึ่งมีประมาณ 6 ชิ้น พี่นันขอกิน 1 ชิ้น

    พิซซ่าที่ Dovan

    “พี่หารด้วย 1 ใน 6” พี่นันพูด

    “พี่นันกินให้ครบ 1 ถาดแล้วค่อยหารก็ได้” ผมบอก

    ห้องของเราอยู่ติดกับห้องน้ำ ทำให้ไม่ต้องทนหนาวนานเวลาจะเข้าห้องน้ำ หลังอาหารเย็น เราผลัดกันไปเช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกในห้องน้ำ แม้จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกสะอาดเท่ากับการอาบน้ำจริง ๆ

    🏅 Achievement Unlocked
    Wet Wipe Warrior

    พี่นันกางถุงนอนที่ Arbin เตรียมไว้ให้ ผมไม่แน่ใจว่าอากาศตอนกลางดึกจะหนาวขนาดไหน แต่คิดถึงตอนเช้าที่ต้องม้วนถุงนอนเก็บก็เลยใส่เสื้อผ้าเท่าที่มีพอให้อุ่นแล้วก็ซุกตัวใต้ผ้านวมแล้วก็หลับไป


    5%
    Adding pizza to bloodstream ...
    45%
    Lowering world temperature ...
    90%
    Rendering Dovan morning dew ...

    ❄️ Day 06. Into the Snow: Dovan to Deurali

    == Daily Quest ==
    [ ] Dovan -> Deurali (🥾 4–5h)

    อากาศตอนเช้าเย็นสดชื่น ท้องฟ้าเปิดโล่งมองเห็นภูเขาที่โอบล้อมเราได้ชัดเจน

    ห้องอาหารยังมีคนนั่งอยู่เต็มเหมือนเดิม และครั้งนี้ เราได้โต๊ะในสุด ผมสั่งพิซซ่าเป็นข้าวเช้า เพราะไม่รู้จะกินอะไร

    🏅 Achievement Unlocked
    Pizza Mania
    อาหารเช้าที่ Dovan (พิซซ่าอีกแล้ว 😋)

    .

    Deurali เป็นจุดหมายสุดท้าย ก่อนที่เราจะไป boss fight: ABC

    เส้นทางเดินในช่วงแรกอยู่ในป่าเขียวที่อากาศเย็นสดชื่น ซึ่งทำให้ผมนึกถึง Blue Mountains ที่ผมเคยไปเดินที่ออสเตรเลีย

    ทางเดินในป่าเขียว

    ไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอีกครั้งและเราต้องเอาเสื้อกันฝนมาคลุมตัวและกระเป๋า

    ระหว่างทาง เราเจอห้องน้ำ 2 ที่ ที่แรกเป็นห้องน้ำมืด ๆ ที่มีแต่แสงจากช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ส่องเข้ามา ผมเข้าไปแล้วก็บอกพี่นันว่า ใช้ไม่ได้ เพราะมีคนทิ้งระเบิดไว้และไม่ราด

    อีกที่ดูดีขึ้นเพราะมีน้ำให้ตักราด แต่มีห้องหนึ่งที่ตันเพราะมีคนทิ้งทิชชู่ลงไป

    เลยจากห้องน้ำที่ 2 เราเจอป้ายที่บอกว่าต่อจากนี้ไปเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ และงดการกินเนื้อตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไป

    เข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์

    เลยจากป้ายไป เป็นพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีศาลเจ้าตั้งอยู่ ด้านขวาเป็นผาของเขาอีกลูกซึ่งมีน้ำไหลลงมาตลอดเวลา

    ศาลเจ้าข้างน้ำตก

    จากศาลเจ้า เราไต่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึง tea house ชื่อ Himalaya ซึ่งเราเข้าไปพักกินข้าวกลางวันกัน

    ครั้งนี้ ผมสั่ง dal bhat เพราะเป็นอาหารที่เติมข้าวและกับได้ไม่อั้น ซึ่งเหมาะสำหรับการเดินเขาอย่างมาก (เลยไม่น่าแปลกใจที่ Sona กับ porter จะกินทุกมื้อ ยกเว้นมื้อเช้า)

    มาถึง Himalaya
    🏔️ Altitude
    2,900m

    ระหว่างรออาหาร ครอบครัวพ่อ แม่ และลูกน้อยที่เราเห็นวันแรกก็เข้ามาในห้องอาหาร จากการพูดคุยระหว่างครอบครัวนี้กับโต๊ะข้าง ๆ ทำให้รู้ว่าเขามาจาก Canada และลูกชื่อ Malakai ซึ่งมีอายุแค่ 10 เดือน

    ถึงวันนี้ ผมยังสงสัยว่า ทั้งคู่ตัดสินใจยังไงที่พา Malakai มาเดินเขาด้วยตอนมีอายุแค่เท่านี้ เพราะนอกจากน้องน่าจะจำอะไรไม่ได้แล้ว พ่อแม่น่าจะต้องดูแลน้องเป็นพิเศษ

    ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ ฝรั่งคนหนึ่งมานั่งลง พอชวนคุยก็รู้ว่ามากับทัวร์ แต่เพราะเดินเร็วมากเลยเดินนำไกด์และมาถึงก่อนคนอื่น เราแบ่งน้ำมะนาว thermos ให้แก้วหนึ่ง

    “ชิน์ ดูข้างนอกสิ” พี่นันพูด

    ตอนมาถึง Himalaya ฝนทำท่าเหมือนจะหยุดตกแล้ว แต่เมื่อมองไปข้างนอก ก็เห็นนักเดินเขาคนอื่นกำลังทยอยกันเดินทางเข้ามาท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง

    .

    ได้เติม dal bhat ไป 3 รอบ และเข้าห้องน้ำ 1 รอบ ผมก็อิ่มพอพร้อมจะออกเดินอีกรอบ

    == Player Status ==
    Hunger 🟢
    Toilet 🟢

    “ไป ไป” Sona พูดหลังทุกคนสวมเสื้อกันฝนพร้อมแล้ว

    เส้นทางเดินยังคงเหมือนก่อนหน้านี้ ทางบันไดหินปนทางดิน ล้อมรอบด้วยป่า แต่ความเขียวสดลดลง ผมไม่แน่ใจว่าด้วยความสูงที่เพิ่มขึ้น หรือเพราะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่บรรยากาศทั้งหมดดูขมุกขมัวและเป็นสีเทาไปหมด

    เส้นทางสู่ Deurali

    “หิมะ” ตรีอุทานขึ้นมา ชี้ไปที่จุดขาว ๆ เล็ก ๆ บนพื้น

    ถ้าอาการเย็นพอ ฝนที่ตกลงมาก็เปลี่ยนเป็นหิมะได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่า มันคือหิมะจริงไหม ผมบอกกับตรีว่า อีกความเป็นไปได้คือลูกเห็บขนาดเล็ก เพราะจุดขาว ๆ บนพื้นดูจะอยู่นานกว่าปกติ

    เดินต่อมาอีกสักพัก เราก็แน่ใจว่าเป็นหิมะ เพราะเม็ดฝนที่โปรยปรายลงจากฟ้ามีเกล็ดสีขาวปนมาด้วยเพิ่มมากขึ้น

    ตรีตื่นเต้นมาก เพราะเพิ่งได้เห็นหิมะตกเป็นครั้งแรก

    ส่วนบรรยากาศตรงหน้าทำให้ผมนึกถึงหิมะตกที่ Cradle Mountain ใน Tasmania และคืนที่หิมะตกครั้งแรกใน London ตอนที่ผมไปเรียนต่อ ทุกคน ไม่ว่าจะเคยเห็นหิมะตกไหม ตื่นเต้นพอ ๆ กันและออกมาเล่นหิมะกันอย่างสนุกสนาน

    เราไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็พ้นแนวป่า และมองเห็นภูเขาได้ชัดเจน

    Deurali ในเทือกเขาหิมาลัย

    เรามาหยุดพักหลบฝน/หิมะในเวิ้งข้างเขาที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ ที่มุมหนึ่ง ชาวบ้านกำลังต่อไฟในกล่องเหล็ก ผมเข้าไปใกล้เพื่อจะขอผิงไฟ แต่พอเห็นว่าเชื้อเพลิงคือขยะที่มีคนทิ้งไว้ ผมก็ถอยห่างออกมา

    “ขอไปที่พักก่อนได้มั้ย?” ตรีถาม Sona หลังเราออกเดินอีกครั้ง “อยากเข้าห้องน้ำ”

    “ได้”

    “ที่พักชื่ออะไร?”

    “Shangri-La”

    Hero pose ก่อนถึง Deurali 😎

    พอตรีเดินนำหายไปแล้ว ก็เหลือผมที่เดินนำอยู่หน้าสุด Sona อยู่ถัดจากผม คอยหยุดเป็นช่วง ๆ เพื่อรอให้พี่อู๋ พี่นันเดินตามมาถึง

    เส้นทางเปิดโล่งแต่เต็มไปด้วยก้อนหิน ทำให้ต้องเดินอย่างระมัดระวัง และเพราะฝนที่ตกลงมา ทำให้ต้องเดินข้ามธารน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาหลายจุด

    ตอนที่ผมไปถึง Deurali และหา Shangri-La จนเจอ พื้นดินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวแล้ว Dorji กับ Furlakpa รอรับอยู่แล้ว วันนี้เราได้ห้องอยู่ไกลจากห้องน้ำ แต่อยู่ติดกับห้องอาหารแทน และเป็นห้องนอนรวมกัน 4 คนเหมือนเดิม

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Dovan -> Deurali (🥾 4–5h)
    🏔️ Altitude
    3,230m

    ตอนที่ Sona มาถึงพร้อมพี่อู๋ พี่นัน ฟ้าก็มืดแล้ว

    “Shower” พี่นันพูดเมื่อนั่งลงบนเตียง

    ตอนแรก Sona จะไม่ให้อาบน้ำ แต่เหมือนจะใจอ่อน

    “น้ำร้อนอย่างเดียวนะ” Sona พูด “จะอาบน้ำกี่คน?”

    “4 คน” พี่นันตอบ

    ห้องพักที่ Deurali

    เราผลัดกันอาบน้ำ เพราะห้องอาบน้ำมีอยู่ห้องเดียว

    หน้าห้องน้ำมีถังแก๊สสำหรับต้มน้ำวางอยู่ติดกับอ้างล้างมือ พอเปิดน้ำ เครื่องต้มน้ำข้างในบอกว่า อุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 16 องศา และเอามือลองก็รู้ว่าน้ำเย็นเฉียบ

    ตอนแรกผมคิดว่าจะแข็งใจอาบน้ำเย็น แต่ไม่อยากจะเสี่ยงเดินทางต่อไม่ไหว เลยเรียก Sona ให้มาช่วยดูให้ พอปิดเปิดเครื่องใหม่ อุณหภูมิน้ำก็กลับมาที่ 30–40 องศา

    “ขอบคุณครับ” ผมบอก

    น้ำจากฝักบัวไหลอ่อนมาก ทำให้อาบน้ำได้ยากกว่าปกติ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อาบเลย

    🏅 Achievement Unlocked
    No Shower? Not Today.

    พออาบเสร็จ ผมก็รีบแต่งตัวให้ตัวอุ่นตามที่ Sona บอก ได้อาบน้ำแล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมามาก

    == Player Status ==
    Body Hygiene 🟢

    .

    ระหว่างนั่งรออาหารเย็นอยู่ในห้อง เราก็ได้ยินเสียงคนไทยคุยกันอยู่ข้างนอก เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดินทางมาเนปาลที่เราได้ยินเสียงคนไทยคนอื่น พี่นันบอกว่า เพราะช่วงนี้ยังไม่ถึงสงกรานต์ คนไทยส่วนใหญ่เลยยังไม่มาเที่ยวกัน

    ผมสั่งพิซซ่าเป็นอาหารเย็น กินคู่กับเลย์ที่เราเอามาจากไทย ซึ่งถุงบวมเป๋งตั้งแต่ลงจากเครื่องมา และเพิ่งระเบิดตอนอยู่ในห้องนี่เอง

    ถุงเลย์ก่อนระเบิด

    คนไทยเจ้าของเสียงที่เราได้ยิน นั่งอยู่โต๊ะถัดไป พี่นันชวนให้มานั่งด้วยกัน

    พี่คนไทยกลุ่มนี้มีกัน 3 คน พี่พี พี่เต๊ะ และพี่ฟาง ทั้ง 3 คนเล่าว่าเคยเดินเส้นทาง Everest Base Camp (EBC) แล้วเมื่อหลายปีก่อน ครั้งนี้เลยมา ABC เพราะเส้นทางดูหลากหลายกว่า แต่พอลงเครื่องก็เปลี่ยนใจ

    “เราคิดว่า ทำไมไม่ไป 2 routes เลย ก็เลยขอเขาเปลี่ยน”

    อีก route ที่ว่า คือ Mardi Himal เหมือนกับแผนการเดินทางของกลุ่มเรา พอดูแผนการเดินทางเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าเราจะเจอกันในบางจุด เช่น Bamboo ตอนขากลับ และ Forest Camp ตอนไปเส้นทาง Mardi Himal

    พอเรากินเสร็จก็ขอตัวออกมาก่อน ปล่อยโต๊ะให้พี่ทั้ง 3 คนนั่งต่อ


    25%
    Painting the world white ...
    75%
    Dropping oxygen levels ...
    90%
    Expanding Boss domain ...

    🏔️ Day 07. Boss Fight: Deurali to ABC

    == Daily Quest ==
    [ ] Deurali -> ABC (🥾 5–6h)

    .

    ⛅️ Part I. The Morning Excursion

    ในตอนเช้า เราออกเดินไปตามทางที่มีหิมะปกคลุม ต้นไม้และภูเขารอบตัวถูกปกคลุมด้วยหิมะที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อคืน ทุกครั้งที่คนข้างหน้าดึงกิ่งไม้หลบ หิมะที่เกาะอยู่บนต้นไม้ไร้ใบก็จะร่วงใส่คนที่เดินตามหลังมา

    หิมะในบางจุดเริ่มกลายเป็นดินโคลนจากการถูกย่ำซ้ำ ๆ จากนักเดินเขา แต่ทางส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยหิมะที่ตกลงมาใหม่ ๆ

    ก่อนออกจากที่พัก Sona สอนพวกเราใส่ crampons หรือโซ่หนามติดรองเท้า ทำให้เราเดินในหิมะโดยไม่ต้องกลัวลื่น แต่ข้อเสียก็คือจะเดินยากขึ้นและจะเหนื่อยขึ้นเร็วกว่าปกติ

    Crampons equipped ⚙️
    == Player Status ==
    ⚙️ Crampons Equipped
    Grip +++
    Stamina --

    อากาศตอนนี้เริ่มเบาบางลงจนเห็นได้ชัด เพราะผมเหนื่อยหอบเร็วขึ้นกว่าเดิม และกระบวนท่าหายใจที่ Sona สอน ก็ยังช่วยให้หายเหนื่อยได้ช้ากว่าปกติ

    == Player Status ==
    🏔️ High altitude
    Oxygen --
    Recovery Rate --

    อากาศเย็นจนเห็นไอของลมหายใจได้ชัด แม้จะเดินมาได้สักพัก แต่ก็ยังไม่รู้สึกอุ่นเหมือนวันก่อน ๆ จนกระทั่งเราเดินพ้นเงาของยอดเขา ถึงจะเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้าง

    เพิ่งเคยใส่ crampons เดินหิมะครั้งแรก 😆

    “แว่นดำไปไหน?” Sona ถามพี่นัน เมื่อแดดส่องลงมาถึงทางที่เราเดินอยู่ และทุกคนหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาใส่

    “ไม่ได้เอามา” พี่นันตอบ “ปกติไม่ได้ใส่ เพราะใส่แล้วจะปวดหัว”

    “ควรจะใส่ป้องกันสายตา โดยเฉพาะในหิมะที่ตกใหม่ ๆ”

    “ไม่เป็นไร” พี่นันตอบ “ปกติก็ไม่ได้ใส่”

    เราเดินมาได้สักพัก Sona ก็โทรศัพท์คุยกับใครสักคน แล้วก็ยื่นให้พี่นัน Arbin อยู่ในสาย

    ผมไม่รู้ว่า Arbin พูดอะไรบ้าง แต่พี่นันพูดคำเดิมว่า ปกติไม่ได้ใส่ เพราะแว่นดำทำให้รู้สึกปวดหัว เวลาขับรถในเมืองไทยแล้วเจอแดดแรง ๆ ก็ไม่เคยใส่

    พี่นันคุยเสร็จก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้ Sona แล้วพี่นันก็เอาแว่นกันแดดของ Sona ไปใส่ชั่วคราว เดินต่อมาได้สักพัก พี่นันก็ถอดแว่นคืนให้ Sona เพราะรู้สึกปวดหัว

    ถ้าผมเป็น Sona ก็คงโทรหา Arbin เหมือนกัน เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่รู้จะแก้ยังไง เพราะถ้าพี่นันตาเจ็บขึ้นมาก็จะเป็นความรับผิดชอบของ Sona โดยตรง แต่ถ้าให้ใส่แว่นแล้วปวดหัว ก็จะทำให้เดินต่อไปได้ยากกว่าเดิม

    เส้นทางหิมะ

    พอได้เดินในแดดมาสักพัก ผมก็เริ่มรู้สึกร้อนจนเหงื่อออก พอดีเรามาถึงพื้นที่เปิดโล่งระหว่างหุบเขา เราปักหลักหยุดพักกัน ผมถอด sweater เหลือ HEATTECH เสื้อยืด fleece เสื้อกันหนาวตัวบาง (ตัวที่ปกติผมใส่ไปออฟฟิศ) และเสื้อกันลมเอาไว้

    เปลี่ยนเสื้อกันตรงนี่แหละ 😂

    “อย่างเพิ่งถ่ายรูปนะ” Sona บอกตอนที่เริ่มออกเดินอีกครั้ง “เดี๋ยวค่อยกลับมาถ่ายตอนขากลับ”

    Sona อยากทำเวลา เพื่อให้เราขึ้นไปถึง ABC ได้เร็ว ๆ

    แต่สุดท้าย Sona ก็ยอมให้ถ่าย selfie ครั้งหนึ่งเป็นที่ระลึก

    รูปเดียวก็ยังดี 😂

    .

    😣 Part II. The Struggle

    บนเส้นทางมีผู้คนสัญจรมากมาย ในบางจุด เราจะต้องให้ทางซึ่งกันและกัน เพราะทางแคบเกินกว่าจะเดินผ่านพร้อมกันได้

    ระหว่างทาง เราเห็นพ่อแม่ลูกชาวแคนาดาเดินสวนมา Malakai หน้าแดง ไม่ว่าจะจากแดดหิมะหรือความหนาวก็ตาม ดูเหมือนทุกคนจะเดินเร็วกว่าเรากันหมด

    เส้นทางในหุบเขา

    “Sona ขอหยุดถอดเสื้อหน่อย” ผมบอก เพราะรู้สึกร้อนจนเริ่มหายใจลำบาก

    == Player Status ==
    Body Temp 🔴

    “ไม่ได้” Sona บอกแล้วก็เสริมก่อนที่ผมจะตอบอะไร “ตรงนี้คนเดินเยอะ ไปข้างหน้าดีกว่า”

    เราหยุดกันข้างหน้า ผมถอดเสื้อกันหนาวตัวบางออกเก็บเข้ากระเป๋า แล้วเราก็ออกเดินต่อ

    == Player Status ==
    Body Temp 🔴

    “Sona ขอหยุดถอดเสื้อก่อน” ผมพูดหลังจากเดินมาได้ไม่นาน ผมยังรู้สึกร้อนจนจะเป็นลม

    “ไม่ได้” Sona ตอบเหมือนเดิม “ไปข้างหน้ากัน”

    “ก็ไม่น่าแปลกใจ” ตรีพูดเมื่อผมถอด fleece ออก ผมไม่คิดว่า fleece จะเก็บความร้อนได้ดีขนาดนี้

    และเพื่อไม่ให้ต้องหยุดเป็นรอบที่ 3 ผมถอดเสื้อกันลมและ beanie เก็บใส่กระเป๋าด้วย เพราะอากาศตอนนี้แค่เย็น แต่ไม่มีลมพัด

    “เอามาใส่นี่ก็ได้” Sona บอกพอเห็นกระเป๋าผมใส่เสื้อไม่พอ หยิบเอา fleece ที่ผมม้วนเป็นก้อนใส่กระเป๋าตัวเอง

    == Player Status ==
    ⚠️ Headache

    พอถอดเสื้อไป 3 ชั้นแล้ว อาการปวดหัวที่ผมเริ่มรู้สึกตั้งแต่รู้สึกร้อนจนทนไม่ไหวก็ยังไม่หายไป และเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ผมรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ เหมือนเวลาที่ออกกำลังกายหนักไป

    พอหยุดพักหายใจ ผมก็บอกพี่นันที่ตามมาทันว่าปวดหัว

    “Headache” พี่นันบอก Sona ที่รอเดินต่ออยู่

    “Altitude sickness” Sona บอก

    Altitude sickness เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมคิด เพราะก่อนมา ผม Google แล้วเจอว่า altitude sickness จะมีอาการปวดหัวแบบคนเมา แต่อาการปวดหัวของผมไม่ใช่อย่างนั้นเลย ซึ่งถือว่าดีกว่ามาก ผมไม่ชอบอาการเมาเลย

    “บอกแล้วว่าไม่ให้อาบน้ำ เพราะบางทีร่างกายจะปรับตัวไม่ไหว”

    ผมกำลังจะเถียง Sona ว่าการอาบน้ำเกี่ยวอะไรกับอาการปวดหัวตอนนี้ด้วย เพราะดูไม่ได้เกี่ยวกันขนาดนั้น แต่ Sona ก็พูดต่อ

    “Beanie ไปไหนแล้ว?”

    “อยู่ในกระเป๋า” ผมตอบ

    “เอามาใส่เลย” Sona บอก “แล้วก็ดื่มน้ำเยอะ ๆ”

    ผมทำตาม ใส่ beanie แล้วก็หยิบน้ำมาดื่ม อาการปวดหัวยังไม่ได้หายในทันที แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง พอที่จะเดินต่อได้

    == Player Status ==
    ⚠️ Headache
    Speed ---

    อาการปวดหัวและเสียกำลังจากการใส่เสื้อหลายชั้นเกินไป ทำให้ผมเดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด จากปกติที่เราจะเดินแยกกันเป็น 2 กลุ่ม ตอนนี้เราเดินไปพร้อมกันทั้ง 4 คน

    Sona น่าจะเห็นท่าไม่ดี เพราะถึงจุดหนึ่งเราเจอ Dorji กับ Furlakpa รอเราอยู่พร้อมกับถุงแอปเปิล

    Dorji กับ Furlakpa

    “ทุกคนกินแอปเปิลกัน” Sona บอก แล้วแจกแอปเปิลให้คนละลูก

    “ทำอะไรอยู่?” Sona ถาม

    “แกะสติกเกอร์” ผมตอบ พยายามแคะสติกเกอร์ออกโดยไม่ให้กินผิวแอปเปิล

    “ทำแบบนั้นช้าเกิน”

    “แล้วจะให้ทำยังไง?”

    “กัดทิ้งไป”

    ผมกัดส่วนที่มีสติกเกอร์ บ้วนทิ้งไปข้างทาง แล้วก็กินแอปเปิลที่เหลือจนเหลือแต่แกน โยนแกนทิ้งไปในพงไม้ไร้ใบข้างหลัง

    ตรีกำลังอร่อยกับแอปเปิล

    พอได้แอปเปิล ผมก็รู้สึกมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง

    == Player Status ==
    Fatigue 🟡

    “ใครเดินเร็ว ตาม Dorji ไปก่อนเลย” Sona บอก

    “ผมขอไปก่อนนะ” ผมบอกพี่นัน

    Dorji เดินนำหน้าไปเรื่อย ๆ ผมปักไม้เดินเขาเดินตามไปทีละก้าว ตอนนี้หมอกเริ่มลง ทำให้มองอะไรรอบข้างไม่เห็น Dorji หยุดรอเป็นจุด ๆ แต่บางครั้ง Dorji ก็เดินเร็วจนหายไปในหมอก โชคดีที่ทางเดินมีแค่ทางเดียว ทำให้ไม่หลงกัน

    (พี่อู๋บอกว่า เดินตาม porter ก็เหมือนพลัง Infinity ของ Gojo วัตถุจะเข้าใกล้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีวันไปถึง)

    พลังของ Gojo (Source: phoenix_detroyer (Reddit))

    ผมไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไร แต่ก็เห็น tea house หลังหนึ่งอยู่ข้างหน้า ผมรอให้ Dorji เดินพาไป แต่เราก็เดินขึ้นเนินอีกลูก และทิ้ง tea house นั้นไว้ข้างหลัง

    ข้ามเนินเขาอีก 2–3 ลูก ผมก็เห็น tea house อีกหลัง ครั้งนี้ Dorji พาเดินตรงไป แล้วก็เลี้ยวหลบขึ้นบันไดที่พาไปหลังที่ 2 และ 3 และ 4

    สุดท้าย เราก็เข้าไปในห้องอาหารของ tea house หลังสุดท้ายสุด ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะที่พักของเราทุกครั้งจะอยู่เป็นหลังท้าย ๆ ของหมู่บ้านเสมอ

    ข้างในมีคนนั่งอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีโต๊ะว่างอยู่ ผมถอดกระเป๋าวางไว้บนพื้น แล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแล้ว เหมือนกับ Yuta ที่พลังหมดเมื่อขาดการเชื่อมต่อกับ Rika

    Rika หมดเวลาเชื่อมต่อกับ Yuta (Source: Anicrad on YouTube)
    == Player Status ==
    Fatigue 🔴

    .

    🍛 Part III. MBC

    MBC
    🏔️ Altitude
    3,700m

    Tea house ที่เราอยู่ คือ MBC หรือ Machhapuchhre Base Camp ซึ่งเป็นจุดพักสุดท้ายก่อนขึ้นไป ABC ที่ความสูง 3,700 เมตร

    ใช้เวลานาทีเดียวกว่าคนอื่น ๆ จะตามมาทัน ตรีที่ผมนึกว่าเดินตามผมมาด้วยก็อยู่รั้งท้ายกับพี่อู๋ พี่นัน กลายเป็นว่ามีแค่ผมคนเดียวที่ใช้เกียร์เร็วเดินตาม Dorji มา

    “เชื่อมั้ยว่า” ผมนึกถึงคนที่พี่นันถามก่อนหน้านี้ “ถ้า porter อยากจะมา ABC เล่นก็ทำได้สบาย ๆ?”

    ถ้า porter จะทำอย่างนั้น ผมก็จะไม่แปลกใจ เพราะไม่ว่าจะแบกของหนักขนาดไหน ก็ยังเดินได้เร็วกว่าเรา และไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่างไม้เดินเขาหรือ crampons (บางคนใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดา) MVP ของแท้

    พอคนอื่นมาและสั่งอาหารแล้ว ผมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่มี 2 ห้อง และทั้ง 2 ห้องมีคนต่อแถวรออยู่ ผมต่อแถวห้องที่ใกล้ที่สุด เพราะคนจากแถวนี้ย้ายไปต่ออีกแถวที่คิวเลื่อนเร็วกว่า

    รอมาได้สักพัก แถวที่ผมรออยู่ก็ไม่ขยับ และคนที่รออยู่ก่อนก็เปลี่ยนไปรออีกแถวจนหมด ก่อนไป คนที่อยู่แถวผมก็รอเคาะประตูดู แต่ไม่มีใครตอบกลับมา ถ้าข้างในไม่มีใครอยู่ คนที่อยู่ข้างในก็อาจจะไม่อยากตอบกลับ

    พอได้ยืนอยู่ใกล้ประตู ผมก็สังเกตว่าที่ตะปูที่ถูกตอกให้งอขวางประตูอยู่ พอลองขยับดู ตะปูดูเหมือนจะตอกติดอยู่กับที่ แต่พอสังเกตดี ๆ ก็เห็นว่าบนบานประตูมีรอยที่ถูกตะปูกินไป ผมเลยออกแรงดันตะปูเพิ่ม ตะปูก็เลื่อนได้ และประตูก็เปิดออก

    == Player Status ==
    Toilet 🟢

    พอผมเข้าเสร็จ ก็บอกคนอีกแถวหนึ่ง

    “จะเข้าห้องนี้ก็ได้นะครับ” ผมบอก “แต่มีใครติดระเบิดไว้แล้วไม่ได้ราดอยู่” (ไม่ใช่ผม เพราะผมแค่เข้าไปฉี่ 😂)

    “ไม่เป็นไร” ผู้หญิงคนหนึ่งตอบ “ฉันไม่อยากเข้า”

    พอผมกลับมาถึงโต๊ะอาหาร ก็เจอพี่พี พี่เต๊ะ และพี่ฟางนั่งอยู่ด้วย

    “ก่อนหน้านี้ ปวดหัว เลยไปนอนพักมา” พี่พีบอก ทำให้รู้ว่าพวกพี่ ๆ พักกันอยู่ที่นี่

    “Sona เราเติมน้ำได้ที่ไหนบ้าง?” พี่อู๋ถาม

    “เดี๋ยวถามให้”

    เราเดินตาม Sona ไปในครัว Sona ชี้ให้เราเติมจากก๊อกเหนืออ่างล้างจานได้

    ระหว่างเติม พี่พีก็เข้ามาในครัวกับไกด์ แต่ก็เดินผ่านออกไป เพื่อไปเติมน้ำจากก๊อกข้างนอกแทน

    “เอา Aquatabs มั้ย?” พี่นันถาม

    “ไม่เป็นไร” พี่พีตอบ ดื่มน้ำก๊อกที่กรอกมา “ลองดู เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้ผล”

    เพราะผมหิวมาก เลยสั่ง dal bhat มาและเติมกับ 1 รอบ พอกินเสร็จแล้ว ผมก็ไปเข้าคิวห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวออกเดินต่อ

    ระหว่างรอ หมอกเริ่มหายไปบ้างแล้ว เปิดให้เห็นท้องฟ้าที่มีเมฆบางส่วน มีคนกลุ่มหนึ่งดึงเก้าอี้พลาสติกไปตั้งถ่ายรูปคู่กับธงเนปาลที่โบกสะบัดอยู่ในสายลม

    “อากาศหนาวนะว่ามั้ย?” ชายคนหนึ่งทัก เพราะเห็นผมยื่นกดอกสู่ความหน้าอยู่ ถึงตอนนี้ ผมยังเหลือเสื้อบาง ๆ แค่ 3 ชั้น คือ HEATTECH เสื้อยืด และเสื้อกันหนาวตัวบาง

    ชายคนนั้นใส่กางเกงขาสั้น และดูไม่หนาวเท่าผมด้วยซ้ำ

    “จริงครับ” ผมตอบเป็นภาษาอังกฤษ “คุณกำลังจะขึ้นหรือลง?”

    “ขึ้น” ชายคนนั้นตอบอย่างอารมณ์ดี

    “ผมก็เหมือนกัน” ผมบอก

    “เจ๋ง ๆ” ชายคนนั้นตอบ “ผมไปก่อนละ ไว้เจอกันข้างบน”

    “โชคดีครับ” ผมบอก ไม่คิดว่าจะเดินตามทัน โดยเฉพาะว่าผมต้องเข้าห้องน้ำก่อน

    “เช่นกัน”

    ชายคนนั้นเดินหายไปในหมอกที่เริ่มลงมาปกคลุม MBC อีกครั้ง

    “ขอโทษที” หญิงคนหนึ่งแทรกคิวผม “ฉันเข้าไม่นาน”

    “โอเคครับ”

    “ขอโทษด้วยอีกครั้ง” หญิงคนนั้นบอกเมื่ออกจากห้องน้ำ

    “ไม่เป็นไรครับ”

    ข้างในห้องน้ำกว้างขวาง และมีโถแบบนั่งราบ อย่างน้อยผมน่าจะไม่ต้องต่อคิวเข้าห้องน้ำมืด ๆ เล็ก ๆ ข้างบน ABC แบบที่คนฮ่องกงบอกพวกเราในวันแรก

    == Player Status ==
    Toilet 🟢

    .

    😲 Part IV. The Ascension, Part 1

    เราเดินไปทางเดียวกับชายกางเกงขาสั้นที่ผมเจอก่อนหน้านี้ เส้นทางไต่ระดับขึ้นไปจาก MBC และกลายเป็นโคลนในหลายจุดจากการเดินย้ำของนักเดินเขาก่อนหน้า Sona บอกว่าไม่ต้องห่วงรองเท้า แต่เราก็อดเดินหลบโคลนไม่ได้อยู่ดี

    เดินขึ้นฟ้า ทิ้ง MBC ไว้ข้างล่าง

    “พี่มาด้วยหรอครับ?” ผมถามเมื่อเห็นพี่พีกับพี่เต๊ะเดินตามมาถึง พี่ฟางไม่ได้มาด้วย

    “ช่าย”

    “เจอกันข้างบนครับ” ผมพูด แล้วพี่พีกับพี่เต๊ะเดินแซงเราไปอย่างรวดเร็ว

    “มันยังอีกไกล” Sona พูดเมื่อเราหยุดพักหายใจ และผมจะขอเดินนำไปก่อน “แต่ถ้าไปถึงก่อน ให้รอที่ป้าย ABC มันจะมีป้ายอยู่ ให้รอตรงนั้น เราจะถ่ายรูปหมู่กัน”

    “โอเค”

    ฟ้าเปิดตอนที่เราออกเดิน แต่ตอนนี้หมอกกลับมาปกคลุมเขาอีกครั้ง ทำให้มองบรรยากาศรอบตัวได้ไม่มาก

    หมอกกลับมาอีกครั้ง

    ผมมาถึงจุดหนึ่งที่มีป้ายและแอ่งน้ำเล็ก ๆ อยู่ ผมรอให้คนอื่นเดินทางมาถึง

    “ใช่ตรงนี้มั้ย?”

    “ไม่ใช่ ต้องเดินไปอีก” Sona ตอบ “ตรงนี้เป็นทะเลสาบ เวลาฟ้าเปิดจะเห็นท้องฟ้าสะท้อนในน้ำ”

    แม้ฟ้าจะไม่เปิด แต่ผมก็เห็นท้องฟ้าในผิวน้ำที่นิ่งสงบของทะเลสาบเล็ก ๆ นั้นได้ชัดเจน

    ทะเลสาบสะท้อนฟ้า

    ผมออกเดินต่ออีกครั้ง

    ระหว่างทาง มีคนนั่งพักตามโขดหิน พอมีที่ว่างเหลือ ผมก็หยุดพักบ้าง

    == Player Status ==
    Toilet 🟡

    ถึงจะเข้าห้องน้ำมาแล้ว แต่ผมก็กินน้ำไปเยอะในช่วงต้น ๆ และยิ่งอากาศหนาวด้วย ผมก็เริ่มปวดฉี่ขึ้นมา ระหว่างหยุดพัก ผมก็หวังว่า Sona จะเดินตามมาทัน เพราะผมไม่กล้าเดินออกนอกเส้นทางคนเดียว โดยเฉพาะรองเท้าไม่ได้ออกแบบมาให้เดินบนหิมะหนา ๆ แล้วด้วย มีแค่ Sona ที่จะหาที่ปลดปล่อยให้ได้

    == Player Status ==
    Body Temp 🟡

    หยุดรอได้ไม่นาน ผมก็ต้องเดินต่อ เพราะเริ่มรู้สึกหนาวจากอุณหภูมิร่างกายที่ลดลง พอออกเดินถึงจะรู้สึกอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมนึกถึงรถไฟฝ่าหิมะใน Snow Piercer (ที่เป็นซีรีย์) ที่หยุดรถนาน ๆ ไม่ได้ เพราะจะทำให้พลังงานหมดและเดินเครื่องอีกครั้งไม่ได้

    รถไฟ Snow Piercer (Source: Fandom)

    ผมออกเดินมาเรื่อย ๆ พอเดินออกมาไกลระยะหนึ่ง ผมก็ไม่เห็นใครอื่น บรรยากาศรอบตัวที่มีแต่หมอก หิมะ และความหนาวเหน็บทำให้ผมนึกถึงหนังที่ตัวละครติดอยู่ในพายุหิมะ ข้างหน้ามองไม่เห็นใคร ข้างหลังก็ไม่มีใครตามมา นอกจากเสียงหอบหายใจ เสียงเท้าที่ค่อย ๆ ย้ำไปบนพื้นหนึ่งโคลนกึ่งหิมะ และเสียงวิ้ง ๆ ในหู ทุกอย่างเงียบสงัด เหมือนผมอยู่คนเดียวในโลก

    ในหัวผมนึกถึง fleece ที่ฝาก Sona ไว้ ถ้าได้มาใส่ก็คงจะดีไม่นาน เพราะเสื้อกันหนาวบาง ๆ ที่ปกติไว้ใส่กันแอร์ในออฟฟิศไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสู่หนาวบนยอดเขา 4,000 เมตรเลย

    (ในกระเป๋าผมยังมีเสื้อกันหนาวอื่นอยู่ ทั้ง sweater เสื้อกันลม และเสื้อขนเป็ดที่เตรียมมาเผื่อ แต่ผมลืมไปหมดเลยว่ามีอยู่ 😅)

    ผมไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไร แต่แล้วฟ้าก็เริ่มเปิดออก เผยให้เห็นเนินเขาสูงที่โอบรอบทางเดินอยู่

    ไม่เคยรู้ว่าความเงียบที่แท้จริงคืออะไร จนตอนนี้ …

    ฟ้าเปิดเพิ่มขึ้น เหมือนกับฉากที่ถูกผ้าคลุมถูกเลิกออก แล้วผมต้องร้องโหกับตัวเอง เมื่อเห็นยอดเขา Annapurna ที่อยู่ตรงหน้า

    ครั้งแรกที่ได้เห็น Annapurna

    “ถ้าฟ้าเปิด ก็ให้รีบถ่าย” ผมนึกถึงคำของ Sona ที่บอกเราตั้งแต่เมื่อวาน “เพราะเราคาดเดาอากาศไม่ได้”

    ผมรีบถ่ายรูปเก็บไว้

    เมื่อมองย้อนกลับไป ก็เห็น Machhapuchhre เป็นบางส่วน

    Machhapuchhre ที่พยายามโผล่พ้นเมฆ

    พอเริ่มออกเดิน หมอกก็เริ่มลง บดบังยอดเขาทั้ง 2 ลูกอีกครั้ง

    .

    😲 Part V. The Ascension, Part 2

    ในหมอกข้างหน้า ผมมองเห็นชายกางเกงขาสั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกับที่ผมเจอที่ MBC ไหม เพราะผมไม่คิดว่าจะเดินมาเร็วจนทันกัน แต่คนใส่ขาสั้นขึ้นยอด ABC ที่ผมเห็นก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้น

    ผมรีบเร่งฝีเท้าเพื่อจะเดินตามไปให้ทัน แต่ก็ต้องหยุดหอบหายใจ เพราะลืมไปว่าข้างบนนี้อากาศเบาบางกว่าข้างล่าง จะรีบเดินเร็วเหมือนปกติไม่ได้

    == Player Status ==
    Heart Rate 🟢

    พอหายเหนื่อยแล้ว ผมก็รีบเดินตามเท่าที่จะทำได้ ก็ไปทันชายกางเกงขาสั้นหยุดพักที่โขดหิน อยู่กับผู้หญิงและชายอีกคน

    เหมือนเขาจะจำผมไม่ได้ แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะผมใส่ hood ปิดหัว ผ้าบัฟฟ์ปิดครึ่งหน้าถึงจมูก ที่เหลือให้เห็นก็แค่แว่นตากับแว่นกันแดดที่ยกเลนส์ขึ้นเท่านั้น

    “ดีมากที่เรามาพักรวมกันที่นี่” ชายกางเกงขาสั้นพูดอย่างอารมณ์ดี

    ผมไม่รู้จะพูดตอบว่าอะไร เพราะยังเหนื่อยหอบอยู่

    ชายอีกคนที่อยู่กับเราแยกตัวไป เดินย้อนไปทางที่ผมเพิ่งจากมา

    ชายกางเกงขาสั้นกับผู้หญิงเริ่มออกเดินต่อ มุ่งหน้าไปทาง ABC คุยกันอย่างเป็นกันเอง

    ผมเดินตามหลังไป

    ถึงจุดหนึ่ง ฟ้าก็เปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นทั้งยอดเขา Annapurna และ Machhapuchhre ชัดเจนกว่าครั้งก่อน

    Annapurna และ base camp

    ยอด Machhapuchhre ที่โผล่เหนือเมฆและทำให้ดูเหมือนภูเขากำลังลอยอยู่บนฟ้า ทำให้ผมนึกถึง Olympus สวรรค์ของเทพกรีกที่พระอาทิตย์ไม่เคยตก

    Machhapuchhre เหนือเมฆ
    == Player Status ==
    😲 Awe

    ตอนนี้ ผมนึกถึงชื่อทัวร์ที่เข้าใจตั้งว่า Heaven on Nepal

    ทั้ง 2 คนข้างหน้าผมหยุดถ่ายรูป พอได้โอกาส ผมก็ขอให้ช่วยถ่ายรูปให้ผมด้วย

    “ได้เลย” ชายกางเกงขาสั้นตอบเป็นภาษาอังกฤษ

    “สวยมาก” ผู้หญิงพูด

    “เยี่ยมมาก” ชายกางเกงขาสั้นพูด

    Domain Expansion: White Calm of Annapurna
    Domain Expansion: White Calm of Annapurna
    ใน domain นี้ ทุกคนจะต้องใส่ beanie ดื่มน้ำเยอะ ๆ และเดินช้า ๆ ไม่อย่างนั้น จะต้องเจอ sure-hit “Altitude Sickness” จะถูกส่งขึ้น ฮ. ออกจาก domain ไป 😂

    “ขอบคุณครับ” ผมพูดเมื่อรับมือถือคืนมา

    เราออกเดินกันต่อ

    “กลับแล้วหรอครับ?” ผมถามเมื่อเห็นพี่พีเดินทางมา

    “ใช่”

    “อีกไกลมั้ยครับ?”

    พี่พีเดินเลยไปแล้ว ก็หันกลับมา ทำท่าครุ่นคิด

    “ไม่ไกลนะ อีกนิดเดียวแล้ว”

    “โอเคครับ”

    “อ้าว ชิน์” พี่เต๊ะทักเมื่อเดินผ่านตามหลังพี่พีมา

    “โชคดีครับ พี่” ผมพูด

    ตอนนี้ ฟ้าเปิดออกเต็มที่แล้ว มองเห็นเขารอบตัวได้อย่างชัดเจน ทั้ง Annupurna ที่อยู่ตรงหน้า และยอดเขาอื่น ๆ ที่อยู่ถัด ๆ ไป

    ผมเจอกับ Dorji กับ Furlakpa ก่อนถึงป้ายที่ Sona บอกเล็กน้อย ทั้งคู่พาผมเดินไปรอที่ป้าย

    ไม้เดินเขาที่ ABC (คนที่หันหลังสะพายกระเป๋าสีเหลือง คือ ชายกางเกงขาสั้น)

    เลยจากป้ายไป ผมเห็น tea house ที่เราจะพักในวันนี้

    “ผมขอไปก่อนได้มั้ย?” ผมถามทั้งคู่

    Dorji กับ Furlakpa ไม่มีใครตอบ

    ผมจำใจหยุดรอที่ป้ายต่อไป

    ชายกางเกงขาสั้นและผู้หญิงที่ผมเดินตามมาไปยืนรวมตัวกับกลุ่มของตัวเองที่เดินมาสมทบเรื่อย ๆ

    ผมลืมคิดไปว่า ยิ่งผมรีบเดินมาข้างหน้า ผมก็ต้องมารอที่ป้ายนี้จนกว่าคนอื่นจะมาถึงอยู่ดี และพอหยุดเดิน ร่างกายก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ ยิ่งไม่ช่วยความรู้สึกปวดฉี่เท่าไร

    == Player Status ==
    Toilet 🟡
    Body Temp 🟡

    .

    🏆 Part VI. The Achievement

    “ทำไมเดินมาเร็วจัง?” Sona ถามเมื่อมาถึงพร้อมกับตรี

    “ผมหนาว” ผมตอบ

    “แล้วเสื้อไปไหน?”

    ตอนนี้เองที่ผมเพิ่งนึกถึงเสื้อที่มีอยู่ได้

    “ในกระเป๋า”

    “ทำไมไม่เอามาใส่?”

    “ลืม” ผมตอบตรง ๆ

    ผมเอาเสื้อกันลมออกมาใส่ เพราะสวมได้ง่ายที่สุด เสื้อตัวอื่นผมจะต้องถอดเสื้อกันหนาวตัวเดียวที่มีอยู่ออกก่อน ซึ่งผมไม่อยากจะทำอย่างนั้นเลย

    ใส่เสื้อแล้วก็ถ่ายรูปต่อได้ 🤣
    🏔️ Altitude
    4,130m

    ไม่นาน Dorji กับ Furlakpa ก็มาถึงพร้อมกับพี่อู๋ พี่นัน

    “รอนานมั้ย?” พี่นันถาม

    “นานอยู่ครับ” ผมตอบ

    “ขอโทษด้วย”

    “ไม่เป็นไร พี่นัน” ผมบอก

    “มา รีบ ๆ ถ่ายรูปกันก่อนฟ้าจะปิด” Sona บอก

    พิชิต boss สำเร็จ ⚔️
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Deurali -> ABC (🥾 5–6h)

    เราถ่ายรูปหมู่แล้วก็ถ่ายเดี่ยวคนละรูป ก่อนพี่อู๋ พี่นันมาถึง ผมก็ถ่ายเดี่ยวไปแล้ว ตอนนี้ ผมได้แต่ยืนเต้นอยู่กับที่ด้วยความหนาว

    พอถ่ายเสร็จ เราก็เดินไปที่ tea house ตรงหน้า ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้อย่างที่คิด ระหว่างทาง เราเห็นหมาภูเขา 3 ตัวกำลังเล่นกับอะไรบางอย่างอยู่

    “มันกินอะไรกัน?” ผมถาม Sona

    “จะไปรู้ได้ไง” Sona ตอบพร้อมกับหัวเราะในคอ

    ครั้งนี้ tea house ของเราคือบ้านหลังแรกสุด ผมกับตรีเดินตาม Sona ผ่านห้องอาหารที่คนนั่งอยู่แน่น ไปในห้องครัว เราหยุดอยู่นอกครัวจนกระทั่ง Sona กวักมือเรียกให้เข้าไป

    “ลองดูหน่อยว่า ห้องนี้โอเคมั้ย?”

    ในครัวมีห้องพักอยู่ห้องหนึ่ง ข้างในมี 4 เตียงสำหรับเรา 4 คน

    “ถ้าไม่โอเค เดี๋ยวเปลี่ยนห้องให้”

    “โอเค ห้องนี้ได้” ตรีตอบเป็นภาษาอังกฤษ

    “ผมเลือกห้องนี้ให้ เพราะเป็นห้องที่อุ่นที่สุด” Sona บอกเมื่อพี่อู๋กับพี่นันตามมาถึงในห้อง

    “ขอบคุณมาก Sona” พี่นันพูด

    ห้องพักที่ ABC
    เปิดประตูห้องออกไปก็เจอครัวเลย 😂

    Sona รับออเดอร์อาหารเย็นแล้วก็กลับออกไป พี่นันรีบปิดประตูตามหลังเพราะกลิ่นอาหารจากห้องครัวโชยเข้ามาในห้อง

    “ได้ห้องขนาดนี้แสดงว่าเขารู้จักคนอยู่นะ” พี่นันพูดถึง Sona

    .

    🍕 Part VII. The Evening

    ห้องน้ำที่นี่เล็กอย่างที่คนฮ่องกงบอก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเล็กพอดีตัวจนอึดอัด เพราะมีห้องน้ำที่เป็นทั้งที่อาบน้ำและห้องส้วมด้วย และก็ไม่ได้มืดขนาดนั้น เพราะยังมีไฟให้ใช้อยู่

    ข้อเสียอย่างเดียว คือ ทุกห้องเป็นส้วมหลุมหมด

    แต่พอได้ฉี่แล้ว หลังจากรอมาหลายชั่วโมง ผมก็หมดห่วงทุกอย่าง

    🏅 Achievement Unlocked
    High Altitude Relief

    Sona มารับออเดอร์อาหารเย็นในห้อง พอใกล้ถึงเวลาก็เรียกให้เราออกไปนั่งรอที่โต๊ะที่ Dorji กับ Furlakpa ช่วยจองไว้ให้

    ตรงข้ามเราเป็นผู้หญิงชาวเอเชีย 2 คน คนหนึ่งหลับอยู่ ส่วนอีกคนนั่งซึม ๆ ไกด์ของทั้งคู่เอาเครื่องวัดออกซิเจนมาให้ พอวัดแล้วได้คนละ 60–70 กัน ไกด์เรียกทั้งคู่ออกไป ทิ้งสลัดผลไม้ (อาหารที่ Arbin บอกไม่ให้สั่ง เพราะเป็นอาหารจานสุ่ม บางที่จะได้จานที่เป็นแตงกวามาแทน) ที่ยังเต็มจานไว้ข้างหลัง

    “เราขอกินได้มั้ย?” พี่อู๋ถามติดตลก

    ชายชาวเอเชียที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หยิบเอาไปกิน

    “เป็นยังไงบ้าง?” Sona เดินมาถามพวกเรา

    “เหนื่อยมาก” ผมตอบ ถ้าไม่นับ altitude sickness ผมว่าผมโดนกินแรงตั้งแต่ที่ใส่เสื้อร้อนไป

    “วันนี้ไม่อาบน้ำนะ”

    “ไม่อาบแน่นอน หนาวเกิน” ผมตอบ “ผมขอทิชชู่หน่อยได้มั้ย?”

    “ทิชชู่ ได้เลย” Sona ตอบ ถึงตอนนี้ Sona เริ่มเคยชินกับการที่ผมขอทิชชู่แล้ว เพราะอากาศหนาวทำให้ผมน้ำมูกไหลตลอดเวลา

    เราผลัดกันเอานาฬิกาตรีมาวัดออกซิเจนในเลือดกัน ผมแปลกใจที่ได้อยู่ในระดับ 90+ ทุกคน แม้จะอยู่บนที่สูง

    🏅 Achievement Unlocked
    Oxygen Tank

    หลังอาหารเย็น เรากลับเข้าไปในห้อง Sona มารับออเดอร์อาหารเช้า และบรีฟการเดินทางวันพรุ่งนี้

    “ถ้าอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว ต้องตื่นกันแต่เช้า แต่ถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นนี่ก็ตอนก่อนตี 5 สี่สิบห้า”

    “พี่นันเคยไปแล้ว” พี่นันบอกเป็นภาษาไทย “ตรงนั้นมันลื่นมาก ก็แล้วแต่ว่า อยากจะไปไหม บางคนต้องไปถึงจะถือว่ามาถึงที่”

    ผมส่ายหน้า ผมไม่ใช่คนชอบตื่นเช้าขนาดนั้นอยู่แล้ว แต่ให้ตื่นมาทันดูพระอาทิตย์ขึ้นนอกห้องก็ดีขนาดไหนแล้ว

    ทุกคนตกลงว่าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ tea house

    “แล้ว Milky Way ละ?” ผมถาม Sona

    “ถ้าจะดูต้องตื่นตอนเที่ยงคืน ถ้าฟ้าเปิดก็จะเห็น ถ้าไม่ก็อด”

    ตอนกลางคืน ผมนอนเหงื่อตก เพราะมีทั้งถุงนอนและผ้านวมหนาที่ tea house จัดให้ ผมนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น ฝันติดลูปบางอย่าง ซึ่งเป็นปกติเวลาจะป่วยหรือนอนไม่สบาย

    ผมหยิบไฟฉายแล้ว เดินทะลุห้องครัวและห้องอาหารที่ถูกทิ้งร้างในความมืดอย่างเงียบสงัด ห้องน้ำ 2 ห้องที่อยู่ใกล้สุดปิดอยู่ ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเข้าอยู่ไหม ก็เลยเดินเลยไปที่ห้องน้ำที่ไกลออกไป พอเข้าเสร็จก็ล้างมือกับน้ำเย็นเฉียบที่ไหลจากสายยางข้างนอกอาคาร

    ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าเกือบตีหนึ่ง ผมนึกถึงคำที่ Sona บอกได้ ก็เดินออกไปที่หน้า tea house เพื่อแหงนดูท้องฟ้า

    ผมเห็นดาวอยู่ประปราย แต่ไม่เห็นทางสีขาวแบบที่ผมเคยเห็นที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นครั้งที่ผมเคยเห็น Milky Way ด้วยตาตัวเอง

    เป็นไปได้ว่าบนฟ้ายังมีเมฆอยู่ แต่จากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมไม่รู้อย่างแน่ชัด ข้างนอกหนาวเกินกว่าจะยืนได้นาน ผมก็หันหลังจะกลับเข้าไปในห้องอาหาร

    “ขอโทษนะครับคุณ” ฝรั่งคนหนึ่งเรียก “ห้องนี้ไม่มีไฟ”

    ผมฉายไฟให้

    “ขอบคุณครับ” เขาเปิดไฟห้องน้ำแล้วก็เข้าไปข้างใน

    ผมเข้าไปในห้องอาหาร หยิบทิชชู่ที่อยู่บนโต๊ะใกล้ตัวมาสั่งน้ำมูก แล้วก็เดินทะลุเข้าไปในครัว เข้าไปในห้องนอน และซุกตัวเข้าไปในถุงนอนเหมือนเดิม


    10%
    Blocking the sky ...
    60%
    Spawning cold morning sun ...
    95%
    Initialising escape sequence ...

    🎋 Day 08. Escape the Dungeon: ABC to Bamboo

    เราตื่นกันตั้งแต่ก่อน 6 โมงเพื่อออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ตอนนั้น ข้างนอกหน้าต่างมีแสงสว่างแล้ว พอออกมาข้างนอกก็เจอ Sona ยืนดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ อยู่ท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมไปทั่ว

    “อรุณสวัสดิ์” Sona ทักทาย

    “ดวงอาทิตย์อยู่ไหน?” ผมถาม ท้องฟ้าเต็มด้วยไปเมฆหมอก แม้แต่ยอดเขา Annapurna ก็มองไม่เห็น

    “ไม่มี” Sona ตอบ

    เราก็ได้แค่ยืนมอง tea house ตรงหน้า เพราะไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นให้ดู

    ทุกคนตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไม่มีจริง 🤣

    .

    “น่าจะดื่มน้ำร้อนนะ” Sona บอกผมระหว่างที่รออาหารเช้า

    ผมคิดว่า ถ้าได้อะไรร้อน ๆ ไว้ดื่มระหว่างทางก็น่าจะดี แต่รู้สึกไม่คุ้มที่จะสั่งน้ำร้อนธรรมดา และขวดน้ำผมจุได้แค่ 600 ml แต่น้ำร้อนจะต้องสั่งทีละ 1 ลิตร

    สุดท้าย ผมเลยไม่ได้สั่งน้ำร้อนเพื่อติดตัวไปด้วย

    .

    เราใช้เวลา 4 วันเพื่อเดินขึ้นมาที่ ABC แต่เราจะใช้เวลากลับลงไปแค่ 2 วัน ซึ่งวันนี้เป็น 1 ใน 2 วันที่ว่า

    == Daily Quest ==
    [ ] ABC -> Bamboo (🥾 6–7h)

    เราออกเดินทางในชุดเสื้อกันฝนสีดำที่คลุมทั้งตัวและกระเป๋า พร้อม crampons กันเลื่อน นักเดินเขาคนอื่น ๆ ก็กำลังออกจากที่พักไปในทางเดียวกับเรา ทุกคนเดินต่อกันเป็นแถวยาว เหมือนกับขบวนผู้ลี้ภัยภายใต้ท้องฟ้าขมุกขมัว

    นักเดินเขาเดินทางลงจากเขาภายใต้ฟ้าสีเทา

    (ผมเพิ่งคิดได้ว่า พระอาทิตย์ขึ้นฝั่ง Machhapuchhre แต่เรายืนมองไปทาง Annapurna ซึ่งหมายความว่า แม้จะไม่มีหมอก เราก็คงมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ดี เพราะมองหาผิดทิศ 😂)

    นอกจากคนที่เดินลงจาก ABC แล้วยังมีคนที่กำลังเดินขึ้นมาด้วย และเราต้องคอยหลบให้ทางกันและกัน เพราะทางเดินมีแค่ทางเดียว

    ไม่นานเราก็มาถึงทะเลสาบที่สะท้อนท้องฟ้าสีเทาข้างบน และต่อมาก็ถึง MBC ครั้งนี้ เราเดินเลี่ยงไม่ผ่าน tea house ที่เราหยุดกินข้าวเมื่อวันก่อน

    “ทุกคน เป็นยังไงบ้าง?”

    “โอเค” พี่นันตอบอย่างเหนื่อยหอบ

    “เข่าผมไปแล้ว” ผมตอบ

    “อย่าพูดอย่างนั้นสิ” Sona พูด

    “ก็มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ” ผมพูด “เข่าขวาผมอ่อน ผมเลยต้องเอาขาขวาลงตลอด”

    == Player Status ==
    ⚠️ Right Knee Injury
    Descend Speed ---

    ผมไม่คิดว่า จะเจออาการนี้ เพราะในชีวิต (เท่าที่ผมจำได้) ผมยังไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกครั้งที่ก้าวขาซ้ายลง และขาขวาที่อยู่ข้างบนต้องงอเข่ารับน้ำหนัก ผมรู้สึกว่าเข่าอ่อนแรง จะพับได้ทุกเมื่อ

    ผมถาม ChatGPT และ Gemini ในภายหลัง ซึ่งทั้ง 2 AI บอกเหมือนกันว่า เป็น Iliotibial (IT) band syndrome ซึ่งเกิดจากการที่เส้นเอ็นในเข่าใช้งานหนักจนอักเสบ แม้ว่าวันนี้เพิ่งเป็นวันแรกที่เราลงเขากันเกือบตลอดเส้นทาง แต่เราเจอขาลงบ้างแล้วในวันก่อน ๆ และเข่าที่ไม่ชินกับการขึ้นลงบันไดของผมก็เพิ่งออกอาการวันนี้

    Sona ไม่ได้ตอบอะไร ทุกคนเดินต่อไป ผมเดินรั้งท้าย เพราะต้องค่อย ๆ ไต่ลงทางลาดและขั้นบันได

    .

    เรามาถึงที่เปิดโล่งที่เราหยุดพักเมื่อวาน ที่ที่ Sona บอกให้เรากลับมาถ่ายรูปทีหลัง ตอนนี้บรรยากาศขมุกขมัว หิมะเริ่มตก ภูเขาทั้งหมดถูกหมอกบังไม่เห็นยอด ไม่เหมาะกับการถ่ายรูปแล้ว

    จุดที่หยุดพักเปลี่ยนเสื้อเมื่อวาน 😮

    เราข้ามสะพานไปอีกฝั่ง น้ำที่เมื่อวานไหลอ่อน ๆ กลับไหลแรงในวันนี้ เพราะหิมะที่ละลายเมื่อวาน

    ป่าไร้ใบที่ถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลนตอนนี้กลายเป็นแค่ป่าไร้ใบที่ดูไร้ชีวิตชีวา

    ถึงจุดหนึ่ง ผมเดินนำหน้าคนอื่นขึ้นมาได้ (เพราะความเร็วบนทางราบและทางขึ้นยังเป็นของปีศาจเหมือนเดิม 😈)

    == Player Status ==
    Ascend Speed 🟢
    Flat Speed 🟢

    ผมเห็นที่ราบโล่งติดกับทางเดิน พอตรีกับ Sona ตามมาทัน ผมก็กวักมือเรียกให้ทั้ง 2 คนมาหา

    “ช่วยหยิบ power bar ให้หน่อย” ผมบอกตรี เพราะการหยิบของจากกระเป๋าตอนที่ใส่เสื้อกันฝนเป็นอะไรที่ยากมาก

    “ขอบคุณครับ” ผมพูดเมื่อตรีส่ง power bar ให้

    “อาหารเช้าผมหมดแล้ว” ผมบอก Sona ที่ยืนยิ้มอยู่

    == Player Status ==
    Hunger 🔴

    ผมไม่น่าสั่งบะหมี่เป็นข้าวเช้าเลย เพราะบะหมี่ไม่เคยทำให้ผมอิ่มได้นาน

    “ไปกันก่อนเลยครับ เดี๋ยวตามไป” ผมบอกพี่นันกับพี่อู๋เมื่อทั้งสองเดินมาถึง

    วิวภูเขาระหว่างทาง

    เมื่อคนอื่นออกเดินต่อแล้ว ผมก็ยืนกิน power bar พร้อมกับชมวิวภูเขาที่มีหมอกปกคลุมอยู่คนเดียว

    Power bar เหนียวจริง ผมคิด

    .

    ผมกิน power bar หมดทั้งแท่ง แล้วก็รีบเดินตามคนอื่นไป โชคดีที่ทางช่วงนั้นเป็นขาขึ้น และมีขาลงที่ไม่ชัดมาก ทำให้ไม่ช้าผมก็ตามไปได้ทัน

    บรรยากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้ผมจำเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านเมื่อแทบไม่ได้

    “ชิน์ เราจะกินข้าวที่ Deurali มั้ย?” พี่นันถาม

    “ได้ครับ” ผมตอบ เพราะ power bar จะช่วยให้ผมอยู่ได้ไม่นาน และผมเรียนรู้จากพลังของแอปเปิลเมื่อวานว่า ถ้าเราได้กินแล้ว เราจะเดินได้เร็วขึ้น

    “Sona” พี่อู๋เรียก “เรากินข้าวที่ Deurali แทนได้มั้ย?”

    เพราะแผนแรก คือ กินข้าวที่ Himalaya ซึ่งยังอยู่อีกไกล

    “โอเค” Sona ตอบ

    .

    🏔️ Altitude
    3,230m

    ห้องอาหารของ Shangri-La มีคนนั่งอยู่เต็ม ผมกับตรีที่ไปถึงก่อน ยืนอยู่ข้างนอก ใต้ชายคาของที่พัก รอให้ Sona หาโต๊ะให้เราได้ หิมะยังตกลงมาเรื่อย ๆ ทำให้ทุกอย่างเปียกและหนาวไปหมด

    เราแขวนเสื้อกันฝนไว้ที่ฉากเสา และวางไม้เดินเขาพิงกันผนังในห้องอาหาร และไปนั่งที่โต๊ะตรงกลางที่วางพอดี

    “Dal bhat จะใช้เวลาทำนาน” Sona พูดกับผมหลังจากพี่อู๋ พี่นันมาถึง และเราสั่งอาหารกันแล้ว “เปลี่ยนเป็นข้าวผัดแทนได้มั้ย?”

    ผมสงสัยว่าทำไมข้าวผัดถึงผัดเร็วกว่าทำ dal bhat ที่มีแต่ข้าวกับกับ แต่ก็ตอบตกลงไป เพราะเหนื่อยเกินจะคิดอะไรออก

    เมนูที่พี่นันสั่งก็ถูกเปลี่ยนเป็นข้าวผัดเช่นกัน

    “เรานั่งตรงกันข้ามกันเมื่อวาน” พี่นันชวนสาวชาวเอเชียสองคนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ คุยเป็นภาษาอังกฤษ

    “อ๋อ จริงสิ” หนึ่งในนั้นพูด

    “ใช่” พี่นันพูด “เมื่อวานเห็นวัดออกซิเจนกันแล้วได้น้อย เห็นไกด์เรียกออกไป พี่อู๋ยังถามอยู่ว่าขอกินสลัดผลไม้ได้มั้ย”

    ทุกคนหัวเราะ

    “ใช่ เราออกซิเจนน้อยมาก ตอนกลางคืนนอนกันไม่หลับเลย เพราะปวดหัว”

    “แล้วนี่จะไปที่ไหนกัน?”

    “วันนี้ เราจะพักที่ Bamboo”

    “เหมือนกันเลย” พี่นันพูด

    “จริงสิ” หนึ่งในสองคนตอบ “ถ้าอยู่ที่พักใกล้กันเดี๋ยวคงได้เจอกันอีก”

    อาหารที่สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ปริมาณยังใหญ่เหมือนเดิม แต่รสชาติแย่มาก ข้าวผัดรสจืดเหมือนไม่ได้ผัดอะไรมา แม้จะมีสีแดงเหมือนผัดซอสมะเขือเทศมาก็ตาม ผมใส่เกลือแล้วก็กินไป คิดแต่ว่าต้องมีแรงเดินต่อให้ได้

    อาหารกลางวันที่ Deurali

    พี่นันที่ได้ข้าวผัดก็ทำแบบเดียวกัน แต่เติมซอสมะเขือเทศลงไปด้วย แต่กินได้ไม่เท่าไรก็ต้องยอมแพ้ เหมือนกับว่ายิ่งปรุงจะยิ่งทำให้รสชาติแย่ลงไปอีก

    “พยายามกินให้หมดนะ” Sona บอก

    “ไม่ไหว” พี่นันพูด “รสชาติแย่มาก”

    ตอนนั้น ผมกินจานของผมหมดไปแล้ว การที่ลิ้นไม่ค่อยรับรสก้ดีอย่างนี้เอง

    🏅 Achievement Unlocked
    Quirk: Reptilian Tongue

    .

    พอไต่ระดับลงต่ำไปเรื่อย ๆ หิมะก็เปลี่ยนเป็นฝนปรอย ๆ ที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อากาศยังหนาวเหมือนเดิม

    พอได้กินข้าว ผมก็มีแรงเดินขึ้นมา และทำความเร็วแซงคนอื่นได้อีกครั้ง เพื่อไม่เป็นตัวถ่วงคนอื่น ผมเลยขอ Sona เดินนำมาก่อน เพราะถ้าเจอทางลงยาว ๆ ผมน่าจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติ

    ทางเดินสู่ Bamboo

    เส้นทางเปียกแฉะและเต็มไปด้วยดินโคลน ผมพยายามเดินหลบ แต่ในบางจุดก็เหนื่อยเกิน และยอมเดินเหยียบโคลนไป เพราะยังไงรองเท้าก็กันน้ำอยู่แล้ว

    พอเจอลำธารหรือแอ่งน้ำใส ผมก็พยายามล้างโคลนออกจากรองเท้าและไม้เดินเขา แต่ไม่นานก็กลับมาเลอะโคลนอีกครั้ง เป็นเหมือนวงจรที่ไม่สิ้นสุด

    น้ำตกจิ๋วข้างทาง 💦

    .

    Cafe Himalaya
    🏔️ Altitude
    2,900m

    ไม่นาน ผมก็มาถึง Himalaya ที่มีคนนั่งอยู่เต็มห้องอาหาร แต่ที่นั่งข้างนอกถูกทิ้งร้างเพราะเปียกฝนไปหมด ผมสงสัยว่าคนอื่นตามหลังมาห่างออกไปเท่าไร แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะห่างออกไปไกล เพราะผมเจอทางขาลงที่ชะลอความเร็วผมลงมาเยอะอยู่

    == Player Status ==
    ⚠️ Right Knee Injury
    Descend Speed ---

    .

    ถึงจุดหนึ่ง ก็มาถึงทางแยกที่แยกไปข้างบนและข้างล่าง ผมจำได้ว่า ขามา Sona บอกว่าทางข้างล่างเป็นทางที่เราจะเดินตอนขากลับ ผมเลือกเดินทางนั้น

    ปลดล็อกเส้นทาง Easter egg

    กลายเป็นทางที่ผมเลือกนั้นเดินยากกว่าอีกทาง เพราะชันและลื่นกว่ามาก ไม่เป็นมิตรกับเข่าผมเลย

    พอพ้นทางนั้นมา ผมก็มาถึงศาลเจ้าที่อยู่ข้างน้ำตก ผมเดินวนรอบศาลเจ้า 1 รอบ เอามือไล่กระดิ่งที่อยู่รอบรั้วศาลเจ้าให้ส่งเสียงตามการผ่านไปของผม ถุงมือเปียกโชกจากน้ำที่ค้างอยู่บนกระดิ่งกว่าสิบลูก

    ศาลเจ้าข้างน้ำตก

    หลังจากศาลเจ้า ผมก็ก้าวพ้นเขตศักดิ์สิทธิ์

    วันนี้จะได้กินเนื้อสักที ผมคิด เพราะข้างบนไม่มีเมนูไหนที่มีเนื้อเลย นอกจากพิซซ่าหน้าปลาทูน่า

    .

    🏔️ Altitude
    2,505m

    หลังจากเดินเหมือนคนพิการมาได้สักพัก (เพราะเริ่มหมดแรงและเข่าอ่อนกว่าเดิม) ผมก็มาถึง Dovan

    ห้องพักปิดเงียบไม่มีใครอยู่ ผมถอดเสื้อกันฝนแล้วก็วางกระเป๋าลงบนเก้าอี้พลาสติกที่อยู่บนระเบียงที่พักที่เราพักกันเมื่อ 2 วันก่อน

    ผมหยิบน้ำออกมาดื่ม และสังเกตว่าเสื้อข้างในผมเปียกชุ่มแม้จะใส่เสื้อกันฝน เป็นไปได้ว่าฝนไหลผ่านช่องมือและหัวเข้ามา อากาศเย็นจนหายใจเป็นควัน ผมคิดว่าจะเปลี่ยนเอาชุดหนาวตัวอื่นออกมาใส่ แต่ก็ล้มเลิกไป เพราะรู้ว่าเสื้อตัวอื่นก็จะเปียกตามไปอีก และการตากเสื้อให้แห้งบนเขาเป็นอะไรที่ทำไม่ได้เลย

    == Player Status ==
    Thirst 🟢
    Body Temp 🟡
    Toilet 🟡

    พอจะไปเข้าห้องน้ำก็เจอว่าประตูถูกล็อกไว้ ผมก็ได้แค่ถอนหายใจ

    เช่นเดียวกับเมื่อวาน ยิ่งหยุดอยู่กับที่ ผมก็ยิ่งรู้สึกหนาวมากขึ้น ผมสะพายกระเป๋า ใส่เสื้อกันฝน และออกเดินต่ออีกครั้ง

    ระหว่างทางก็เห็นเค้กที่วางขายในตู้ คิดว่าอยากจะซื้อกิน แต่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากินนานเท่าไร คนอื่นอาจจะตามมาทันก่อน ผมหวังว่าที่ Bamboo จะมีเค้กให้ซื้อกิน

    .

    ผมคิดว่า Bamboo น่าจะอยู่อีกไม่ไกลมาก

    Furlakpa ยืนรออยู่ข้างหน้า

    “Only you?” Furlakpa ถาม

    “Only me,” ผมตอบ “The others are following behind.”

    Furlakpa โทรศัพท์หาใครสักคน ซึ่งผมคิดว่าเป็น Sona พอวางสาย Furlakpa ก็ส่งสัญญาให้ผมเดินตามไป

    Furlakpa ใส่รองเท้าแตะเดินหลบโคลนอย่างคล่องแคล่ว ผมเดินตามไปอย่างช้า ๆ พอได้จังหวะก็พยายามอธิบายให้ Furlakpa เข้าใจว่า เข่าผมไม่ไหวแล้ว จะเดินขาลงช้าหน่อย

    Furlakpa ยืนรอให้ผมตามมาให้ทัน (”รอด้วย” 😓)

    ผมถาม Furlakpa ด้วยว่า อีกนานไหมกว่าจะถึง Bamboo ผมใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งเป็นสื่อ ผมทำนิ้วเหมือนกับกำลังถือเม็ดข้าวสาร

    “ประมาณนี้มั้ย?” ผมถาม

    Furlakpa ถ่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งออกห่างกันจนสุด

    ผมทำสัญญาณมือว่า ตามนั้น

    .

    เหมือนฝนจะหยุดตกมาสักพักแล้ว เพราะ Furlakpa เดินมาพร้อมกับเสื้อคลุมกันฝน แต่ไม่ได้ใส่ และยังคงถือไว้ในมือระหว่างที่เราเดินไป Bamboo กัน

    ระหว่างทาง เราเจอกับกลุ่มนักเดินเขาชาวเนปาลที่ Furlakpa ชวนคุยเป็นภาษาเนปาล

    “คุณมาจากไหน?” หนึ่งในนั้นถามเป็นภาษาอังกฤษ

    “ผมหรอ?” ผมพูด “มาจากไทย”

    “อ๋อ สวัสดีครับ”

    “สวัสดีครับ” ผมตอบเป็นภาษาไทย “รู้ภาษาไทยด้วยหรอ?”

    “รู้แค่นั้นละ”

    “ก็ยังดีนะ ผมยังไม่รู้ภาษาเนปาลสักคำ”

    ไม่รู้ว่า Furlakpa คุยอะไรบ้าง แต่ชาวเนปาลกลุ่มนี้ก็ปล่อยให้เรานำไปก่อน แม้ผมจะเดินได้ช้าก็ตาม

    .

    Bamboo

    เส้นทางไป Bamboo ยาวไกลกว่าที่ผมคิด โดยเฉพาะว่าเป็นทางลงเขาซะเยอะ

    เมื่อไปถึง Bamboo เราก็ตรงไปที่ tea house ที่เราเคยหยุดพักระหว่างทางไป Dovan เมื่อวันก่อน Dorji รอเปิดห้องให้อยู่แล้ว ก็พาผมไปที่ห้อง วันนี้เราได้ 2 ห้องแยกกัน แต่ห้องที่ผมกับพี่อู๋อยู่เป็นเตียงใหญ่เตียงเดียว

    ห้องพักที่ Bamboo

    “ขอบคุณครับ” ผมบอก Dorji

    ในที่สุดผมก็มาถึง Bamboo สักที

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] ABC -> Bamboo (🥾 6–7h)
    🏔️ Altitude
    2,310m

    .

    ระหว่างรอให้คนอื่นมาถึง ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ที่นี่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่ผมเห็นว่ามีแจ้งเตือนว่า มีสายที่ไม่ได้รับทาง Messanger จาก Sona

    เป็นไปได้ว่า Sona พยายามโทรถามผมว่าเดินถึงไหนแล้ว แต่เพราะผมง่วนอยู่กับการเดิน ทำให้ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่น

    ตอนที่ผมไปถึง ฟ้ายังสว่างอยู่ รอจนมืดแล้วทุกคนก็ยังไม่มา ผมเพิ่งรู้ว่า ผมทิ้งระยะห่างจากคนอื่นไกลมาก

    🏅 Achievement Unlocked
    Speedster

    .

    “มาพักตรงนี้เองหรอ?” ผมออกไปทักหญิงชาวเอเชียที่เราเจอกันตอนกลางวัน

    “จะบังเอิญอะไรขนาดนี้”

    ผมก็คิดเหมือนกัน เพราะนอกจากจะพักที่เดียวกันแล้ว ยังอยู่ห้องติดกันอีก

    “แล้วคนอื่นไปไหนละ?”

    “กำลังเดินมาอยู่” ผมตอบ “ผมเดินนำมาก่อน”

    “แล้วจะห้องเดียวกัน 4 คนมั้ย?”

    “คิดว่าไม่ แต่เดี๋ยวผมรอคุยกับคนอื่นก่อน”

    .

    “เตรียมตัวโดนดุได้เลย” เสียงพี่นันดังนำมาก่อนเมื่อมาถึง

    แล้ว Sona ก็มาปรากฏตัวที่ประตูห้อง

    “ทำไมไม่รับสาย?” Sona ถาม

    “ผมเพิ่งเห็นตอนมาถึงเอง”

    “ทำไมไม่รอที่ Himalaya?” Sona ถามต่อ “ตอนไปถึง เราไม่เห็นคุณเลย”

    “นึกว่าจะมาเจอที่ Bamboo ทีเดียวเลย”

    “Arbin บอกไม่ให้เดินหนีไกด์นะ” พี่นันบอกหลังจาก Sona ไปจัดการเรื่องอาหารเย็น

    “บอกด้วยหรอ?” เพราะไม่มีอยู่ในโน้ตที่ผมจดไว้

    “ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา ก็เป็นความรับผิดชอบของไกด์เต็ม ๆ เลยนะ”

    “ผมเข้าใจ” ผมตอบ

    “ขอโทษที” ผมบอก Sona เมื่อเจอกันอีกครั้ง

    Sona ยิ้มแล้วก็ตบหลัง

    “ไม่เป็นไร” Sona พูด “ไปกินข้าวได้แล้ว”

    .

    ห้องอาหารดูอบอุ่นกว่าห้องอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะแสงไฟสีเหลืองส้มที่ติดอยู่ให้บรรยากาศเหมือนงานเทศกาลคริสมาสต์ และยังมีหมาขนฟูตัวใหญ่เดินเข้า ๆ ออก ๆ ห้องอีกด้วย

    หมาตัวใหญ่น่ารักมาก 🥰

    ที่โต๊ะถัดจากเรา คือ หญิงชาวเอเชีย 2 คนที่เราเจอเมื่อตอนกลางวัน และโต๊ะใหญ่ที่มุมห้อง คือ กลุ่มนักเดินเขาของชายกางเกงชาสั้นที่ผมเจอบน ABC ผมสงสัยว่าชายกางเกงขาสั้นเป็นไกด์หรือเปล่า เพราะเขากำลังยืนพูดกับคนอื่น ๆ อยู่ แต่ถ้าเป็นไกด์ ทำไมตอนเจอกันครั้งแรก เขาถึงอยู่คนเดียว? เป็นไปได้ว่าทุกคนอาจจะมากันเอง และชายกางเกงขาสั้นแค่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทัวร์ให้

    เราสั่งพิซซ่า เฟรนช์ฟรายส์ และไก่ทอดมากินกัน ฉลองความสำเร็จที่กลับลงจาก ABC มาได้

    อาหารเย็นที่ Bamboo 🤤

    ผมไม่ได้กินไก่ทอด เพราะแค่พิซซ่าและเฟรนช์ฟรายส์ก็อิ่มแล้ว ทุกอย่างอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาหารอร่อยอยู่แล้ว หรือเพราะเราเพิ่งมื้อกลางวันที่แย่มา หรือเพราะลิ้นเราเพิ่งปรับตัวจากระดับความสูง 4,000 หรือถูกทุกข้อก็ไม่รู้

    == Player Status ==
    😋 Umai

    .

    วันนี้ เราต้องงดอาบน้ำอีกวัน เพราะอากาศยังเย็นเกิน

    หลังอาหารเย็น ผมเดินไปถาม Sona ที่นั่งอยู่กับ Dorji และ Furlakpa ว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน

    “มี 2 ห้อง” Sona ตอบ “ที่ปลายสุดทางเดินติดกับห้องคุณ” อันนี้ ผมรู้เพราะ Dorji ชี้ให้เห็นตั้งแต่มาถึง “กับอีกที่อยู่ทางนี้” Sona ชี้ไปข้างนอก”

    “ผมอยากได้ห้องอาบน้ำ เพราะจะเปลี่ยนชุดหน่อย”

    “บางทีห้องน้ำเปียก จะเปลี่ยนชุดยาก เปลี่ยนในห้องจะดีกว่า”

    “แต่พี่อู๋อยู่ในห้องด้วย”

    “ก็ผลัดกันเปลี่ยนก็ได้”

    ผมไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อน

    “ชิน์จะไปเปลี่ยนก่อนก็ได้” พี่อู๋บอก “เดี๋ยวพี่ไปรอห้องพี่นัน”

    ผมเช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกและเปลี่ยนเสื้อในห้อง พอเสร็จแล้วก็สลับไปอยู่ห้องพี่นัน เพื่อให้พี่อู๋เปลี่ยนเสื้อบ้าง

    🏅 Achievement Unlocked
    Improvised Changing Protocol

    30%
    Cooling down from speed run ...
    60%
    Searching for nearest hot shower location ...
    99%
    Rendering path to Jhinu Danda ...

    ⛅️ Day 09. Shower Awaits: Bamboo to Jhinu Danda

    อากาศที่ Jhinu Danda จะอุ่นกว่าทุกที่ที่ผ่านมา ทำให้เราจะอาบน้ำได้ในวันนี้

    == Daily Quest ==
    [ ] Bamboo -> Jhinu Danda (🥾 5–6h)
    ตื่นเช้าอีกแล้ว 😪

    เราเริ่มออกเดินตั้งแต่ฟ้าสว่าง อากาศเย็นสดชื่น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ระหว่างทางเมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นยอด Machhapuchhre ได้ชัดตลอดทาง จนกระทั่งเราอ้อมเขามาในที่สุด

    วันนี้เห็น Machhapuchhre ได้ชัด

    .

    เราหยุดพักที่ Sinuwa ตรง tea house ที่เราพักกินข้าวกันในวันที่ 2 ของการเดินเขา ครั้งนี้เราไม่ได้กินข้าว แต่หยุดพักเข้าห้องน้ำ และเติมน้ำเท่านั้น

    🏔️ Altitude
    2,340m
    เติมน้ำสำหรับเดินทางต่อ 💪

    .

    เราหยุดพักที่ tea house แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เราพักเมื่อขามา

    “วันนี้เดินไปไหนกันครับ?” ผมถามคนไทยที่หยุดพักจุดเดียวกัน

    “ไป Himalaya ค่ะ”

    “โห ไปไกลมาก”

    “ที่พักระหว่างเต็มหมดแล้ว” Sona พูดเมื่อผมบอกว่าคนไทยกลุ่มนี้ไปไหนกัน “ทุกคนเลยต้องเดินไปไกลขึ้น”

    “ข้างบนจะมีขาย crampons มั้ย?”

    “ไม่แน่ใจเลยครับ” ผมตอบ “ไม่ได้ซื้อมาด้วยหรอครับ?”

    “ไม่ได้ซื้อเลย”

    ผมไม่ได้ถามต่อว่าทำไม และคิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะยก crampons ให้ แต่ผมยังต้องใช้เดินทางต่ออีกเส้นทาง

    ตอนเดินออกมา ผมก็สงสัยว่าถ้าไม่มี crampons แล้วจะเดินในหิมะยังไง (คงจะมีวิธีอยู่ เพราะ porter ก็ไม่ใส่กัน)

    .

    “พี่นึกว่าชิน์เดินออกมาแล้ว ก็เลยรีบเดินมา” พี่นันบอกเมื่อผมเดินตามไปถึงอย่างทุลักทุเล เพราะเป็นทางขาลงยาว ๆ

    “ผมจะไปได้ไกลแค่ไหนเชียว” ผมตอบ

    “พี่ก็เพิ่งมาคิดนี่แหละ” พี่นันพูด “เพราะเดินมาไม่เจอสักที”

    ทางขาขึ้นที่เราหยุดหอบกัน ตอนนี้ เราต้องเดินลงแทน และทางขาลงจาก Chhomrong ตอนขามา กลายเป็นขาขึ้นสุดโหดของเราแทน

    🏔️ Altitude
    2,170m
    บันไดสู่ฟ้าขาขึ้น Chhomrong

    .

    “คนที่เป็นไกด์เริ่มจากเป็น porter ก่อน” Sona พูดหลังจากเราข้ามสะพานจาก Sinuwa ไปถึง Chhomrong เรียบร้อย “ผมก็เคยเป็น porter แบบ Dorji กับ Furlakpa มาก่อน”

    “แสดงว่า Dorji กับ Furlakpa จะเป็นไกด์ก็ได้ถ้าอยากดเป็น” ตรีพูด

    “ก็แล้วแต่เขา ถ้าเขาอยากเป็นก็เป็นได้ ต้องสอบไกด์เอาใบอนุญาตก่อน”

    “แต่เห็นบางคนก็ชอบเป็น porter” พี่นันพูด “ครั้งก่อนที่มามี porter อายุประมาณ 70 เขาดูแลนันเป็นอย่างนี้”

    “ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นไกด์” Sona พูด

    เราออกเดินกันต่อ ตอนนี้เป็นทางขาขึ้นและอากาศไม่เบาบางเหมือนข้างบน

    “ชิน์ ตอนนี้เป็นเวลาของชิน์แล้ว” พี่อู๋พูด

    ผมยิ้มอยู่ในใจ

    == Player Status ==
    🔥 Motivation
    Ascend Speed ++

    .

    เดินขึ้นมาได้ไม่เท่าไร ผมก็หยุดหอบเป็น Gojo อีกครั้ง คนอื่นไล่ตามมาทัน พอผมหายเหนื่อยก็ออกเดินต่อ และแซงขึ้นมา

    เรามาถึงเจดีย์ที่เดินผ่านในวันที่ 2 ของการเดินทาง

    “ผมเติมน้ำได้มั้ย?” ผมถาม Sona ขณะที่รอคนอื่น ชี้ไปที่น้ำพุข้างทางที่มีน้ำไหลมาจากลำธารที่มาจากเขา

    “อย่าลืมใส่ Aquatabs ด้วย”

    “แน่นอน ผมไม่อยากให้มีตัวอะไรเข้าไปอยู่ข้างในอยู่แล้ว”

    ภาพที่ผมนึก คือ เอเลียนที่จะทะลุออกมาจากอกเราเมื่อฟักตัวเสร็จ

    .

    == Player Status ==
    Hunger 🔴

    มาถึงกลางทาง พลังงานของผมก็หมด ผมยังมี power bar อยู่ในกระเป๋า แต่ผมไม่อยากเอามากิน เพราะข้าวกลางวันอยู่ข้างบนนี่เอง

    จุดนั้น พอดีฝนโปรยลงมา ผมเข้าไปหลบในชายคาของร้านขายของชำที่มีโฆษณาถั่งเช่า

    “นำไปก่อนเลย หมดแรง” ผมบอกคนอื่นเมื่อตามมาทัน

    “ถ้าเป็นฝนแบบนี้ เดินต่อไปได้” Sona พูด “เพราะฝนจะทำให้รู้สึกเย็นแล้วเดินได้เร็ว”

    .

    เราเดินเกาะกลุ่มกันไปเรื่อย ๆ ผมที่นำมาก่อน พอถึงร้านอาหารที่มีเค้กวางขายในตู้ ก็หยุดเพื่อเลือกเค้ก

    “พี่นันเอาอะไรมั้ย?” ผมถามเมื่อคนอื่นเดินมาถึง

    “แบล็กฟอเรสต์” พี่นันตอบหลังจากดูของที่อยู่ในตู้

    Sona ให้คนอื่นเดินไปก่อน แล้วอยู่ช่วยผมสั่งเค้กกับเจ้าของร้าน

    ผมสั่งเค้กมา 3 ชิ้น มีชีสเค้ก แบล็กฟอเรสต์ แล้วก็บราวนี่

    🏅 Achievement Unlocked
    Blinded by Hunger

    .

    ตอนสั่งเค้ก ผมก็ลืมไปเลยว่า ผมสั่ง dal bhat ที่เติมไม่อั้นเป็นข้าวกลางวัน

    ห้องอาหารของ tea house ที่เราพักในคืนแรกยังคงร้างผู้คนเช่นเคย มีแค่เรา 4 คนที่นั่งกินข้าวกันเสียงดัง

    รสชาติอาหาร แม้ไม่อร่อยเหมือนมื้อเย็นเมื่อวาน แต่ก็ยังอร่อยกว่าอาหารกลางวันที่ Deurali หลายเท่า

    และเค้กที่ซื้อมาก็อร่อยยิ่งกว่าอะไร

    == Player Status ==
    ☺️ Happy
    เค้กที่ซื้อมา

    “เค้กที่นี่ทำใหม่ทุกวัน” Sona พูด “ถ้าเป็นเค้กที่ Dovan จะทำแล้วเก็บไว้ ถ้ากินอาจจะท้องไม่ดีได้”

    แสดงว่าผมคิดถูกแล้วที่ไม่ได้ซื้อเค้กกินตั้งแต่เมื่อวาน

    .

    ระหว่างที่กินข้าว ฝนก็ตกหนักขึ้นกว่าเดิม เราเลยต้องใส่เสื้อกันฝนเมื่อออกเดินอีกครั้ง

    ระหว่างทางลง พี่นันแวะซื้อส้มที่ตั้งใจจะเอาให้กับ porter

    ที่พักของเรา คือ tea house ที่เราหยุดทานข้าวกลางวันในวันแรก (ที่ที่เราเจอกับกลุ่มคนฮ่องกง)

    เราได้ห้องพัก 2 ห้อง แต่เพราะห้องหนึ่งเป็นห้องที่ใหญ่กว่า ซึ่งสามารถจุได้ 4 คน พี่อู๋เลยยกอีกห้องให้ผมนอนคนเดียว

    ห้องพักที่ Jhinu Danda
    🏔️ Altitude
    1,780m

    “วันนี้ อาบน้ำไม่ได้” Sona บอก “โซลาร์เซลล์ไม่ทำงาน” เพราะฟ้าปิดและมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง “และสายแก๊สก็ขาดเลยต้มน้ำไม่ได้”

    “ม่ายยย” ผมพูด

    “รอไป Forest Camp นะ”

    🏅 Achievement Unlocked
    Dirtiness Level: Special Grade

    ⏭️ To Be Continued …

    🏆 Part 2 Complete

    Summary stats:

    DayDestinationAltitude
    04Chhomrong2,170m
    05Bamboo2,310m
    05Dovan2,505m
    06Deurali3,230m
    07ABC4,130m
    08Bamboo2,310m
    09Jhinu Danda1,780m

    👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:


    🤫 Cheat Code

    Press X + O to skip to …


    🙏 End Credits

    ขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบครับ

  • Part 1/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Perfect Preparation

    Part 1/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Perfect Preparation

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 1. Perfect Preparation

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 01 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ▶️ Start
    5. ✈️ Day 01. Prologue: Bangkok to Kathmandu
      1. 🛬 Part I. Airport & Hotel
      2. 🌆 Part II. Trip Downtown
      3. 🍚 Part III. Nepali Dinner
    6. 💻 Day 02. Side Quest: Kathmandu
      1. ☕️ Part I. Morning Meal
      2. 💼 Part II. A Place to Work
      3. 📑 Part IV. After-Work Brief
      4. 💵 Part V. Perfect Preparation
    7. 🚌 Day 03. Gateway: Kathmandu to Pokhara
      1. 🚍 Part I. The Coach
      2. 🚦 Part II. On the Road
      3. 🏨 Part III. Arriving at Hotel
      4. ⛴️ Part IV. Visting Phewa Lake
      5. 🍲 Part V. And Having Local Dinner
    8. ⏭️ To Be Continued …
    9. 🤫 Cheat Code
    10. 🙏 End Credits

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ▶️ Start

    10%
    Booting up Himalaya expansion pack ...
    50%
    Spawning players on the airplane ...
    90%
    Rendering Kathmandu cityscape ...

    ✈️ Day 01. Prologue: Bangkok to Kathmandu

    .

    🛬 Part I. Airport & Hotel

    == Daily Quest ==
    [ ] Get to Kathmandu (✈️ 3h)

    .

    ผมตื่นขึ้นมาก็ตอนที่ลูกเรือประกาศว่า เครื่องบินจะลงในอีกไม่ช้า

    ทุกคนปรับพนักที่นั่ง เก็บถาดอาหาร และเปิดม่านหน้าต่าง ทำให้มองออกไปเห็นวิวข้างล่างได้ชัด

    ข้างล่างเต็มไปด้วยแนวเขาสีน้ำตาลที่ดูไม่สูงมาก ตรีที่นั่งอยู่ข้างผมบอกว่า ถ้าดูจาก Google Map จะเห็น เนปาลมีทั้งแนวสีเขียวและสีน้ำตาล

    ดูเหมือนเราจะอยู่ในโซนสีน้ำตาลในตอนนี้

    ผ่านไปสักพัก เครื่องบินยังไม่มีท่าทีว่าจะลงจอด ผมรู้สึกอยากกลับไปนอนอีกครั้ง หลังจากที่นอนมาได้ไม่ถึง 5 ชั่วโมงก่อนตอนเดินทางไปที่สนามบิน และการนอนบนเครื่องเป็นอะไรที่ไม่เต็มอิ่มเท่าไร

    .

    แล้วเครื่องบินก็ลดระดับลงผ่านกลุ่มเมฆ ภาพวิวเขากลายเป็นตึกอาคารเตี้ย ๆ ที่แผ่ขยายออกไปจนสุดสายตาใต้เครื่อง ฉากที่เห็นทำให้นึกถึงเมืองในตะวันออกกลางที่เห็นในหนังฝรั่ง

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Get to Kathmandu (✈️ 3h)

    ผู้คนทยอยลงจากเครื่องมาบนลานบิน เพื่อขึ้น shuttle bus ที่รอรับไปที่อาคารผู้โดยสารที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม

    อากาศของเมือง Kathmandu ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด ผมคิด

    ในอาคารโดยสาร เราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น เพราะทุกคนทำวีซ่ามาก่อนแล้ว (รายละเอียดการทำวีซ่าเนปาล)

    หลังด่านตรวจคนเข้าเมือง เราต้องเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ ก่อนจะไปรอรับกระเป๋าที่สายพาน

    รอรับกระเป๋าไม่นาน เราก็เดินไปที่ทางออก ตามโถงทางเดินมีร้านแลกเงินและร้านขาย SIM card อยู่เป็นช่วง ๆ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะถามราคา SIM card ดู เพราะผมเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อ roaming package มาจากไทย

    แต่ผมก็ขี้เกียจเกินจะเข้าไปถาม และรอไปเห็นราคาทีเดียวตอนอยู่ในเมืองแล้ว

    ลิฟต์ที่พาลงไปชั้นล่างเป็นลิฟต์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้นึกถึงลิฟต์ขนของในห้าง พอขึ้นมาแล้ว ลิฟต์ดูเหมือนจะไม่ขยับไปไหน พอประตูเปิดออก เราก็ยังอยู่ที่ชั้น 2 เหมือนเดิม ทุกคนในลิฟต์ที่มีกันกว่า 30 คนหัวเราะ เพราะไม่มีใครคิดจะกดลิฟต์เลย

    ที่ชั้นล่าง มีคาเฟ่เล็ก ๆ ตั้งอยู่ข้างห้องน้ำ พี่นันที่ยังไม่ได้กินอะไรขอเข้าไปซื้ออะไรลองท้อง เรายังไม่มีเงิน Nepalese Rupee (NPR) ติดตัวกัน พี่นันเลยจ่ายเงินเป็น USD และรับทอนมาเป็น NPR

    ออกจากอาคาร ที่ฝั่งตรงข้ามก็มีคนรอรับเราอยู่แล้ว

    “สวัสดีครับ พี่” Ro ยกมือไหว้ทักทายทุกคน ทักทายเป็นภาษาไทยชัดทุกคำ “Flight เป็นยังไงบ้าง พี่?”

    “Ro เขาเคยไปเรียนที่ไทยด้วย” พี่นันที่เดินนำหน้าคุยกับ Ro หันมาบอกทุกคน

    Group photo แรก: พี่อู๋ พี่นัน ตรี ผม Ro (ซ้ายไปขวา) (credit: Kullanan Pananukooln)

    Ro พาเราไปที่ลานจอดรถที่รถตู้จอดรออยู่ ก่อนขึ้นรถก็ให้ผ้าสีขาวพาดคอเป็นของขวัญต้อนรับคนละผืน

    Welcome to Nepal

    .

    รถตู้ออกจากสนามบินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยรถรา และสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน

    ถนนแคบลงเรื่อย ๆ จากทาง 4 เลน เหลือ 2 และจากนั้นก็ 1 เลน อาคารเตี้ย ๆ ไม่เกิน 3–4 ชั้นปลูกติด ๆ กันมา และไม่มีบาทวิถีให้คนเดินโดยเฉพาะ ทำให้ทั้งคนทั้งรถต้องใช้ทางร่วมกัน

    คนขับบังคับรถอย่างช่ำชอง มีหลายครั้งที่รถเหมือนจะต้องขูดกันอาคารหรือเสา แต่ก็มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งรถเข้าใกล้คนที่ยืนริมถนน ซึ่งไม่ยอมหลบจากรถที่กำลังเลี้ยว จนหน้าต่างรถแทบจะเฉียดจมูกให้แล้ว

    .

    โรงแรม Kantipur Village ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่เงียบสงบเมื่อเทียบกับถนนที่เราเพิ่งขับผ่านมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะละแวกนี้มีแต่โรงแรม ทำให้คนท้องถิ่นไม่ค่อยมาเดินแถวนี้

    Ro ช่วย check in และรับกุญแจจากเคาน์เตอร์มาให้ เราขนขึ้นไปเก็บบนห้องแล้วก็กลับลงมาที่ล็อบบี้ พร้อมที่จะออกไปข้างนอกกัน

    .

    🌆 Part II. Trip Downtown

    เราเดินย้อนมาตามซอยที่รถมาส่ง พี่นันสังเกตร้านอาหารจีนชื่อ Dongfang ที่หน้าปากซอย

    Ro พาเดินไปตามถนน เราต้องคอยหลบรถและคนเดินถนนคนอื่น รถจะคอยบีบแตรเตือนเวลาเข้ามาใกล้จากด้านหลัง

    ที่แรกที่เราไปเป็นร้านแลกเงินเล็ก ๆ ป้ายในร้านบอกว่า ราคา NPR อยู่ที่:

    • 1 THB = 4.5 NPR
    • 1 USD = 145 NPR

    (รายละเอียดการเตรียมเงินไปเนปาล)

    เราแลกเงินคนละส่วนหนึ่ง เพื่อให้พอใช้จ่ายชั่วคราว เรายังไม่แลกทั้งหมด เพราะไม่รู้ว่าเมื่ออยู่บนเขาจะใช้กันเท่าไร

    ออกจากร้านแลกเงิน เดินไปไม่ไกล Ro ก็พาเข้าร้านขายของเล็ก ๆ เจ้าของร้านเอาป้ายราคา SIM card ออกมาให้ดู

    ราคา SIM card ของ Nepal Telecom (NTC) (credit: Rohil Shakya)

    “แค่ 20 GB ก็พอ” Ro บอก

    “ไม่มีแบบ 15 วันหรอ?” ผมถาม

    “ไม่มี มีแค่ 7 วันกับ 28 วัน”

    “แบบ 28 วันก็ได้” ผมบอกชี้ไปที่แผน 28 วัน แบบ data 20 GB

    “เก็บไว้ก่อน” Ro บอกเมื่อผมจะหยิบเงินที่เพิ่งแลกได้ออกมาจ่าย

    เจ้าของร้านยื่นมือถือที่มีฟอร์มให้ผมกรอก

    “ต้องชื่อ grandfather ด้วยหรอ?” ผมถาม เพราะนอกจากชื่อตัวเอง ชื่อพ่อแม่แล้ว ยังต้องกรอกชื่อ grandfather ด้วย

    “ต้องกรอกด้วย” Ro ตอบ “มันเป็นระบบเก่า จริง ๆ จะกรอกเป็นอะไรก็ได้ เขาไม่ดูกัน”

    ผมเว้นว่างไว้ เพราะไม่รู้จะกรอกยังไง

    Ro หยิบมือถือไป และพิมพ์ว่า John Wick ก่อนส่งให้เจ้าของร้าน

    🏅 Achievement Unlocked
    Grandfather: John Wick

    “เดี๋ยวถ่ายรูป” Ro บอก ชี้ให้ผมนั่งที่ม้านั่งสั้น ๆ หน้าเคาน์เตอร์

    “ที่นี่ไม่มี e-SIM หรอ?” ผมถามหลังจากถ่ายรูปเสร็จ

    “ไม่มี” Ro ตอบ “ถ้าจะเอา e-SIM จะต้องไปอีกที่”

    เจ้าของร้านขอมือถือไปถอด SIM เก่าออก แล้วใส่ SIM ใหม่ให้แทน พอเรียบร้อย ผมก็จ่ายเงินไป 1,100 NPR

    .

    🍚 Part III. Nepali Dinner

    ต่อมา เราไปที่ร้านขายอุปกรณ์เดินเขา และซื้อ Aquatabs ซึ่งเป็นยาสำหรับฆ่าเชื้อในน้ำ สำหรับเปลี่ยนน้ำก๊อกและน้ำจากลำธารให้กลายเป็นน้ำกิน

    และซื้อ crampons คนละคู่ คู่ละ 1,000 NPR

    (เสื้อผ้าและยาที่ควรเตรียมไปเนปาล)

    ได้ของกันมาแล้ว Ro ก็พาเดินดูของอื่น ๆ ในเมือง พอใกล้มืด ก็พาเดินกลับไปทางโรงแรม และเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    พนักงานต้อนรับแต้มจุดแดงที่หน้าผากก่อนจะพาเข้าไปที่นั่ง พนักงานอีกคนเสิร์ฟน้ำด้วยกาโลหะ ผมนึกดีใจว่าเป็นชา แต่กลายเป็นเหล้าขาวกลิ่นแรงที่เสิร์ฟในถ้วยดินเผาตื้น ๆ แทน

    มื้อเย็นแรกในเนปาล

    พนักงานทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟ บนเวทีด้านหน้า มีการแสดงพื้นเมืองให้ดูเป็นช่วง ๆ

    การแสดงพื้นเมืองของเนปาล

    พอถึงมื้อหลัก พนักงานก็เอาจานเหล็กขนาดใหญ่มาวาง พนักงานแต่ละคนถือชามใหญ่ที่ใส่อาหารต่างกัน ทยอยมาตักใส่จานให้

    “Ro ฝากถามหน่อยว่ามีกระเทียมมั้ย” พี่นันบอก Ro ที่นั่งประกบเราอยู่อีกโต๊ะ “เรากินกระเทียมไม่ได้ เราแพ้กระเทียม”

    Ro ยั้งพนักงานที่กำลังจะตักอาหารใส่จานพี่นัน แล้วก็ถามเป็นภาษาเนปาล ผมได้ยินคำว่า Garlic แล้วพนักงานก็เดินไปตักให้คนอื่นแทน

    พนักงานคนต่อมา จะตักอาหารให้พี่นัน Ro ก็ยั้งไว้ แล้วถามเหมือนเดิม คนต่อไปก็เช่นกัน

    “ที่นี่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องแพ้อาหาร” Ro อธิบาย “แล้ววันนี้คนดูแลไม่อยู่ พนักงานก็เลยดูยุ่ง ๆ หน่อย” ซึ่งอธิบายว่า ทำไม Ro ต้องบอกพนักงานทุกคนทุกครั้งที่จะมาเสิร์ฟอาหาร เพราะไม่มีใครเป็นคนกลางคอยสื่อสารให้ในครัวรู้

    อาหารที่ประกอบร่างกัน คือ dal bhat อาหารซึ่งผมจะรู้ในภายหลังว่า เป็นขุมพลังสำหรับการเดินเขา เพราะเป็นอาหารที่สั่งแล้วเติมได้ไม่อั้น

    Dal bhat

    พนักงานคอยเดินมาเติมอาหารให้เรื่อย ๆ Ro อยู่คอยกันไม่ให้อาหารที่มีกระเทียมเติมในจานพี่นัน พอเห็นเราอยู่ตัวแล้ว Ro ก็หายตัวไป

    “เขาน่าจะไปกินข้าว” พี่นันบอก

    การแสดงบนเวทีจบด้วยคนที่แต่งเป็น yak เดินลงมารับทิปตามโต๊ะ

    .

    Ro พาเราไปส่งที่โรงแรม แล้วก็ขอตัวกลับไป

    หลังจากนอนไม่เต็มอิ่มจากวันก่อนและบนเครื่อง เตียงที่โรงแรมก็ดูน่านอนเลยทีเดียว

    ห้องพักที่ Kantipur Village

    15%
    Digesting Dal Bhat ...
    60%
    Registering "John Wick" to family tree ...
    99%
    Charging laptop ...

    💻 Day 02. Side Quest: Kathmandu

    .

    ☕️ Part I. Morning Meal

    == Daily Quest ==
    [ ] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [ ] Exchange money for trekking
    [ ] Pack the bag

    อาหารเช้าเป็นแบบอาหารเช้าเป็นแบบอินเทอร์เนชันเนล

    บนเคาน์เตอร์มีไส้กรอก ไข่ดาว ซุปถั่วแบบอังกฤษ ซีเรียลและนม ข้าวโอ๊ต ขนมปัง และ croissant พร้อมเครื่องปิ๊ง

    อาหารเช้าที่ Kantipur Village

    ตักอาหารแล้ว ผมก็เดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

    “รับกาแฟหรือชาดีคะ?” พนักงานถาม ผมไม่ได้ตั้งใจสั่งอะไร เพราะไม่รู้ว่าสั่งเพิ่มได้นอกเหนือจากน้ำส้ม น้ำเปล่า และกาแฟที่วางให้

    “เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว” ผมนึกถึงคำ Ro เมื่อวาน “ถ้าจะกิน ก็กินที่นี่อร่อยที่สุด”

    “Masala tea ครับ” ผมตอบ

    พนักงานยิ้มรับแล้วก็หายไปในครัว

    .

    💼 Part II. A Place to Work

    ผมกับพี่อู๋ลงมาก่อน ตรีกับพี่นันตามมา มาถึงก็นั่งที่โต๊ะมุมในสุดซึ่งติดกับปลั๊กไฟ เพราะพี่นันจะเข้าประชุม

    วันนี้ เราไม่ได้ลางานกัน เพราะแผนแรก คือ วันนี้เราจะต้องเพิ่งมาถึง Kathmandu แต่เพราะเที่ยวบินถูกยกเลิก เราเลยเลือกบินเร็วขึ้น 1 วัน แต่เพื่อไม่ให้เสียวันหยุดเพิ่ม เราเลยตกลงจะทำงานวันนี้กันที่เนปาล

    เวลาที่เนปาลช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที แสดงว่าตอนที่เรากินข้าว ก็ใกล้เวลาเข้างานที่ไทยแล้ว

    ใช้เวลาสักพักกว่า masala tea จะมาเสิร์ฟในแก้วใส พอได้จิบแรก ผมก็ต้องแปลกใจ เพราะคาดว่าจะเจอรสจัดจ้านแบบ chai tea ที่ผมเคยลอง masala tea มีกลิ่นหอม ๆ ของเครื่องเทศก็จริง แต่รสเบามากสำหรับผม

    🏅 Achievement Unlocked
    Masala Tea: First Sip

    ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังกินหมดอย่างรวดเร็ว และสั่งถ้วยที่สองตอนที่พนักงานเดินมาใกล้โต๊ะ

    Masala tea

    “ชิน์อยากทำงานที่นี่หรือที่คาเฟ่” พี่นันถามจากอีกโต๊ะ MacBook เปิดอยู่ข้างตัว

    “ผมอยากทำงานที่ห้อง” ผมตอบ “แต่ที่ห้องผมต่อเน็ตไม่ได้ อาจจะต้องไปคาเฟ่”

    “ลองหาดูว่า จะไปที่ไหน”

    ผมลองหาในอินเทอร์เน็ตก็เจอคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานที่คนแนะนำ 2–3 ที่ แต่พอดูใน Google Map แล้ว ไม่ค่อยน่านั่งสักเท่าไร และบางที่ก็เหมือนปิดร้านไปแล้ว

    ผมลองเปิดดูข้อมูลโรงแรม ก็เห็นว่า “cafe with work lounge” อยู่ในรายการ “coffee shop with work lounge”

    Facilities ของ Kantipur Village

    ผมเดินออกจากห้องอาหารไปที่เคาน์เตอร์เช็กอิน

    “มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” พนักงานหลังเคาน์เตอร์ถาม

    “ผมอยากให้ช่วย 3 เรื่อง” ผมพูด ดูกระดาษที่จดมา “ผมอยากได้น้ำที่ห้องเพิ่ม แต่ผมแขวน Do Not Disturb ไว้”

    “อยากให้พนักงานทำความสะอาดห้องด้วยมั้ยครับ?”

    “ไม่เป็นไรครับ ขอแค่น้ำเพิ่มก็พอ”

    “ได้ครับ”

    “แล้วก็ผมมีปัญหาต่อเน็ตในห้อง” ผมพูด “ถ้าต่อด้วยคอมแล้วจะต่อไม่ได้ แต่ถ้าด้วยมือถือ จะต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง อยากให้ช่วยดูให้หน่อยครับ”

    “ครับ”

    “แล้วก็ปลั๊กไฟในห้องตรงที่เสียบกาน้ำร้อนเหมือนจะใช้ไม่ได้ ผมเสียบปลั๊กไม่เข้าเลย”

    พนักงานพยักหน้า

    “ผมขอกระดาษไว้นะครับ”

    ผมงุนงงเล็กน้อย เพราะลายมือผมแย่มาก ไม่รู้ว่าคนอื่นจะอ่านออกไหม

    “เดี๋ยวผมดูให้นะครับ” พนักงานบอก เก็บกระดาษไป

    “แล้วก็” ผมพูด “เห็นในเว็บไซต์เขียนว่ามี work lounge ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนครับ”

    “ตรงนี้เลยครับ” พนักงานชี้ไปทางขวามือของผม

    “ตรงนี้?”

    “ใช่ครับ ตรงไปก็เจอเลย”

    “ผมต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งานยังไงบ้างมั้ย?”

    “ไม่ต้องครับ ใช้ฟรีได้เลย” พนักงานตอบ

    “ตรงนี้มี work lounge ไปนั่งได้นะ” ผมบอกคนอื่นตอนเดินกลับเข้าไปในห้องอาหาร

    พี่นันกำลังประชุมอยู่แล้ว ในห้องมีแขกอีก 1–2 โต๊ะที่นั่งทานข้าวอยู่

    “ดีเลย” พี่นันตอบ

    แล้วทุกคนก็ย้ายที่จากห้องอาหาร ไปที่ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงแรมที่กั้นด้วยกระจกเป็นแนวยาว ในร้านมีเคาน์เตอร์อยู่ในสุด ตามแนวยาวฝั่งติดผนังเป็นโต๊ะติดผนังยาว ส่วนฝั่งกระจกเป็นโต๊ะและเก้าอี้ 2 ชุด ฝั่งตรงข้ามเคาน์เตอร์เป็นหน้าแรกที่เปิดออกไปสู่ถนนเล็ก ๆ หน้าโรงแรม

    ทุกคนปักหลักกันที่โต๊ะติดผนัง ซึ่งมีปลั๊กไฟให้ใช้

    “เดี๋ยวผมไปเอาคอมก่อนนะ” ผมบอก แล้วก็ขึ้นไปบนห้อง

    ขวดน้ำใหม่ 2 ขวดถูกวางไว้ในห้องแล้ว ปลั๊กกาต้มน้ำถูกเสียบไว้ในเต้าบนผนัง พนักงานน่าจะตีความความต้องการผมผิดไป ผมแค่อยากจะใช้ปลั๊กนั้นให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะปลั๊กในห้องมีพอใช้

    ผมไม่ได้เช็กว่าต่ออินเทอร์เน็ตได้ไหม แต่เดาว่าน่าจะต่อได้ปกติแล้ว

    พนักงานจัดการดูแลให้อย่างรวดเร็วมาก สมกับที่เป็นโรงแรม 4.8 ดาวบน Google Maps

    .

    เรานั่งทำงานในร้านกาแฟทั้งวัน ตอนกลางวันเราสั่งพิซซ่ากับเฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งอร่อยถูกปากมาแชร์กัน

    อาหารกลางวัน: พิซซ่าและเฟรนช์ฟรายส์

    ระหว่างวัน มีลูกค้าแค่กลุ่มเดียวที่เข้ามานั่งในร้าน นั่งไม่นานก็ออกจากร้านไป เหลือแค่เราสี่คนกับพนักงานที่เฝ้าร้านเงียบ ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์

    ไม่นานก็หมดเวลางาน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานที่ต่างประเทศ

    🏅 Achievement Unlocked
    Work Mode: International
    == Daily Quest ==
    [/] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [ ] Exchange money for trekking
    [ ] Pack the bag

    .

    📑 Part IV. After-Work Brief

    เราเดินออกไปที่ร้าน Dongfang ที่พี่นันเล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน และสั่งบะหมี่มา 2 จาน กับเนื้อแกะเสียบไม้ทีละ 3 ไม้ เพราะพนักงานบอกว่าสั่งขั้นต่ำ คือ 3 ไม้

    ราคาตกไม้ละ 100 NPR (ประมาณ 22 บาทเท่านั้น)

    เนื้อแกะเสียบไม้ย่าง

    “หวัดดีครับ พี่”

    Ro กับ Arbin มาหาเราที่ร้าน

    “วันสุดท้าย จะพาไปกินอาหารไทย” Arbin บอกเป็นภาษาไทย

    “เราเลือกเป็นอาหารอื่นได้มั้ย?” พี่นันถาม ติดใจเนื้อแกะที่สั่งมาเติม 2–3 รอบ

    “ไม่ได้ จองไว้แล้ว” Arbin ตอบ

    พอกินเสร็จ เราก็เดินกลับโรงแรมกัน มีแค่ตรีที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าของ Ro นำไปก่อน

    Arbin’s briefing (credit: Kullanan Pananukooln)

    ที่โรงแรม Arbin เริ่ม brief เกี่ยวกับการเดินเขา ทั้งแผนการเดินทาง (ดู Quest Map ข้างบน) และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ ซึ่งผมจดตามไว้เท่านี้:

    • เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ เพื่อป้องกัน altitude sickness
    • ดื่มน้ำเยอะ ๆ (3–4 ลิตร ตามระดับความสูง) เพื่อป้องกัน altitude sickness
    • ถ้าปวดฉี่ ต้องห้ามอั้น เพราะจะทำให้ไม่หิวน้ำ และจะยิ่งกินน้ำน้อยลง
    • อาบน้ำเมื่อมีโอกาส แต่ควรอาบน้ำอุ่น เพราะน้ำเย็นจะทำให้ป่วยง่าย
    • เข้านอนหลังอาหารเย็น
    • ไม่ควรนอนกลางวัน เพราะจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน
    • ใส่ beanie เวลานอน เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
    • ให้เอาของที่จำเป็นติดตัวไประหว่างเดิน ของที่เหลือให้ทิ้งไว้ใน duffle bag ที่ porter (ลูกหาบ) จะแบกนำไปก่อน
    • เริ่มทานยาแก้ altitude sickness ตั้งแต่พรุ่งนี้
    • คืนนี้ จัดของใส่ duffle bag ให้พร้อม (ของที่เหลือให้ฝากไว้ที่โรงแรม)
    • Porter 1 คนจะแบกน้ำหนักได้ 25 kg ซึ่งแบ่งเป็นกระเป๋า 2 ใบ (แสดงว่าได้กระเป๋าละ 12.5 kg)

    Brief แล้ว เราก็จ่ายเงินค่าทัวร์เป็น USD คนละ 634 USD

    Hero Guild และ Tour Master: ผม ตรี Arbin พี่นัน พี่อู๋ (ซ้ายไปขวา)

    .

    💵 Part V. Perfect Preparation

    Arbin กับ Ro ก็พาเราเดินไปในเมือง เพื่อแลกเงิน ครั้งนี้เราไปที่อีกร้านหนึ่ง

    “เอาเงินติดตัวไปวันละ 50 dollars” Ro บอก “ทั้งหมดประมาณ 50,000 rupees เผื่อไว้”

    “ถ้าเหลือก็ให้ทิปไกด์กับลูกหาบ” Arbin เสริม

    พี่นันช่วยแลกเงินเผื่อทุกคน ส่วนผมแลกเป็นคนสุดท้าย เพราะไม่แน่ใจว่าแลกไปเยอะขนาดไหน เพราะจำนวนที่ Ro บอกสูงกว่าจำนวนที่ถาม ChatGPT เยอะระดับหนึ่ง

    (ดูจำนวนเงินที่ควรนำติดตัวไปเนปาล)

    “อยากกินไอติม” ผมพูด

    Ro แนะนำร้าน Silk ซึ่งอยู่ติดกับโรงแรมชื่อ Roadhouse

    Ro กับ Arbin ขอตัวกลับก่อน ปล่อยให้เราหาร้านด้วย Google Maps กันเอง

    ร้าน Silk หาไม่ยากอย่างที่คิด และร้านเล็กกว่าที่คาด เราสี่คนเดินเข้าไปก็แทบจะเต็มร้านแล้ว

    ร้านมีไอติมให้เลือกหลายรสและขอชิมก่อนได้

    ทุกคนขอชิมตามต้องการแล้วก็สั่งกันคนละถ้วย ถ้วยละ 330 NPR

    ผมเป็นคนสุดท้ายที่ตัดสินใจไม่ได้

    “ลองนี่ดู” พนักงานยื่นอีกรสให้ชิม ทั้งที่ผมไม่ได้ขอ

    “อันนี้ก็อร่อยแฮะ” ผมบอก ทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก

    สุดท้าย ผมตัดสินใจสั่ง triple chocolate ใส่ถ้วยเหมือนคนอื่น

    ร้านขายไอติม Silk

    .

    กลับมาถึงโรงแรม เราก็จัดของใส่ duffle bag ตามที่ Arbin ได้ brief ไว้

    ผมมีของที่จะเอาไปมากกว่าน้ำหนักที่ Arbin กำหนดให้ เลยต้องใส่ของที่เกินมาไว้ใน backpack ที่จะแบกไปเอง

    ส่วนของที่จะไม่เอาไป (อย่าง laptop) ผมใส่กระเป๋าลากที่จะฝากไว้กับโรงแรม

    Duffle bag ที่ Heaven on Nepal จัดไว้ให้
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [/] Exchange money for trekking
    [/] Pack the bag

    10%
    Syncing Arbin's rules to system memory ...
    50%
    Generating bumpy road physics ...
    90%
    Unhiding Hidden Kingdom ...

    🚌 Day 03. Gateway: Kathmandu to Pokhara

    .

    🚍 Part I. The Coach

    == Daily Quest ==
    [ ] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [ ] Explore Pokhara

    วันต่อมา เราไม่มีเวลากินข้าวในห้องอาหาร เพราะเราต้องออกจากโรงแรมแต่เช้า

    Anup กำลังรอเราอยู่ตอนที่เราขนกระเป๋าลงมาที่ล็อบบี้

    “คนนี้จะเป็นไกด์พี่นะครับ” Anup บอกเป็นภาษาไทย ผายมือไปที่คนเนปาลที่ยืนอยู่ข้างตัว “เขาจะนั่งไป Pokhara ด้วย ชื่อ Sona Gurman จะเรียก Sona หรือ Gurman ก็ได้”

    Sona ยิ้มทักทายทุกคน

    “เขาพูดไทยไม่ได้” Anup เสริม

    รูปหมู่ก่อนออกจากโรงแรม: พี่นัน ตรี พี่อู๋ ผม Anup และ Sona (ซ้ายไปขวา) (credit: Kullanan Pananukooln)

    “Anup ไปด้วยมั้ยคะ?” พี่นันถามเมื่อเราขึ้นไปบนรถตู้ที่จอดรอหน้าโรงแรม

    “ไม่ได้ไป พี่” Anup พูด “เดี๋ยว Sona จะดูแลพวกพี่เอง”

    “เขาชื่ออะไรนะ?” พี่นันถามอีกครั้ง เพราะเรายังไม่คุ้นกับชื่อของคนที่นี่

    “Sona Gurman” Anup ตอบเหมือนทวนเทป “จะเรียก Sona หรือ Gurman ก็ได้”

    .

    รถทัวร์จอดเรียงกันยาวอยู่ข้างถนน ในเมืองที่ดูเหมือนไม่ได้ออกแบบไว้ให้รถวิ่ง ดูเหมือนน่าจะไม่มีสถานีขนส่งเป็นหลักเป็นแหล่งด้วย

    Sona กับคนขับรถคุยกันด้วยภาษาเนปาล พยายามมองหารถของเรา พอขับเลยคันที่มองหา คนขับรถก็กลับรถกลางถนนเพื่อย้อนกลับไปหารถทัวร์ของเรา

    ลงจากรถ เราเอา backpack และกล่องข้าวเช้าที่ Arbin ให้โรงแรมเตรียมไว้ให้ลงด้วย ส่วน duffle bag ของเรามีคนขนขึ้นท้ายรถทัวร์ให้

    ที่นั่งบนรถไม่เหมือนกับรถทัวร์แบบอื่น ๆ ที่ผมเคยเจอมา

    ภายในรถทัวร์ไป Pokhara

    ที่นั่งแบ่งเป็น 2 แถว ฝั่งหนึ่ง 1 ที่นั่ง และอีกฝั่ง 2 ที่นั่ง ทรงเก้าอี้ทำให้ผมนึกถึงเก้าอี้นวด เพราะเบาะมีขนาดใหญ่พอที่จะนั่งได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด แม้สำหรับคนตัวใหญ่อย่างผม และปรับเอียงนอนได้สบายโดยไม่รบกวนคนข้างหลัง

    ระหว่างรอรถออก ผมก็เปิดกล่องข้าวออกดู ข้างในมีน้ำผลไม้กล่อง ขนมปังแผ่นกับชีส ไข่ต้มที่ห่อมาในฟอยล์ และส้มที่แวรปพลาสติกมาให้

    อาหารเช้าที่โรงแรมเตรียมใส่กล่องไว้ให้

    ผมยื่นส้มให้ตรี และจัดการขนมปังกับชีสและน้ำผลไม้ก่อน ผมเก็บไข่ไว้ทีหลัง เพราะยังไม่อยากกินตอนนี้

    .

    🚦 Part II. On the Road

    พอรถออกตัว อาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของ Kathmandu ก็ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ

    พออกเขตเมือง ถนนก็เริ่มขรุขระและเป็นลูกรังมากขึ้น ฉากอาคารสีทรายถูกแทนที่ด้วยภูเขาดินและป่าไม้ ระหว่างทาง มีทั้งรถทัวร์และรถเมล์สวนไปอีกทาง

    เราหยุดเข้าห้องน้ำข้างทางครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยุดพักเพื่อทานข้าวกลางวันกัน

    ผมไม่ได้ยินประกาศอะไร และคิดว่ารถหยุดให้เข้าห้องน้ำอีกครั้ง ผมรีบลงจากรถไปก่อน เพราะรู้ว่าคนจะเยอะ และก็เป็นไปตามอย่างที่คิด ตอนออกจากห้องน้ำ คนก็ต่อแถวเข้าคิวกันแล้ว

    “เป็นยังไงบ้าง?” Sona ถามเป็นภาษาอังกฤษ เดินเข้ามาหา

    “ก็ดี” ผมตอบ “เห็นคนอื่นมั้ย?”

    “น่าจะไปหาข้าวกินกัน” ชี้ไปทางอาคารที่ตอนแรกผมนึกว่าเป็นโรงแรม ซึ่งอยู่ในบริเวณจุดพักรถเหมือนกัน

    “อ๋อ งั้นผมไปหาพวกเขาก่อน”

    “อันนี้เป็น buffet” พี่นันบอกตอนผมไปถึงจุดซื้อคูปองที่มีคนรุมซื้อคูปองกันอยู่ (ผมใช้คำว่ารุม เพราะไม่มีใครสนใจว่าใครมาก่อน ใครแทรกเข้ามาได้ก็ได้ซื้อก่อน) “มีให้เลือก ผัก ไก่ กับ mutton”

    “พี่นัน พี่อู๋กินอะไร?” ผมถาม

    พี่นันไม่ตอบ กำลังง่วนกับการนับเงินที่จะจ่าย พอได้คูปองแล้วก็รีบไปต่อแถวตักอาหารในอาคาร

    ผมรีบนับเงินที่แลกมาเมื่อวานออกจากซองเงิน ระหว่างนั้นก็มีคนเนปาลแทรกเข้ามาซื้อคูปองเลื่อน ๆ

    “พี่ชิน์กินอะไร?” ตรีถามตอนที่เรากำลังต่อแถว

    “Mutton” ราคา 600 NPR

    แถวตักอาหารเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ จนผมเริ่มสงสัยว่า คนรถให้เวลากินข้าวเท่าไร

    อาหารที่มีให้ตักเหมือนกับอาหารเย็นวันแรก นั่นคือ dal bhat แต่เป็นฉบับตักเอง

    ผมยื่นคูปองให้พนักงานที่ยืนรอรับอยู่แล้วก็ตักอาหารเท่าอยากกิน ที่ปลายสุดเคาน์เตอร์ตักอาหาร พนักงานก็หยิบซุป mutton ในถ้วยเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้

    “สรุปพี่นันกินอะไร?” ผมถามเมื่อไปถึงโต๊ะที่พี่อู๋ พี่นันนั่งอยู่

    “ข้าวผัดไข่” พี่นันตอบ “พี่ถามเขาว่า อะไรมีกระเทียมบ้าง เขาก็ชี้ ชี้ ชี้ แล้วเขาก็ทำท่าอย่างนี้” ทำท่ากวาดมือ “’All of this has garlic’ เขาพูด เขาเลยคืนเงินให้พี่นัน แล้วให้สั่งใหม่ เพราะไม่มีอะไรที่พี่นันกินได้เลย”

    Dal bhat (อีกแล้ว)

    “อาหารเป็นยังไงบ้าง?” Sona ถามเมื่อมาปรากฏตัวข้างโต๊ะเรา

    “ดี” พี่นันตอบเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมยกนิ้วให้

    “เรามีเวลากินเท่าไร?”

    “อา” Sona มองนาฬิกา “ประมาณ 45 นาที”

    ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหนแล้ว แต่คิดว่า เรามีเวลาอีกไม่นาน

    “เราต้องรีบไปแล้วมั้ย?” ผมถาม

    “ยังพอมีเวลาอยู่” Sona ตอบ

    “งั้นผมขอไปตักเพิ่มหน่อย” ผมพูด

    ผมไปต่อแถวตักอาหารอีกครั้ง และอีกครั้งที่แถวค่อย ๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ผมคิดว่าผ่านไป 3–5 นาทีได้ ผมยังไม่ถึงที่หยิบจานแม้แถวจะสั้นลงกว่าแรกถึง 1 ใน 3 แล้วก็ตาม

    “รีบไปขึ้นรถก่อนแล้วกัน” ผมบอก Sona ที่เดินมาหา

    “แน่ใจหรอ?”

    “ใช่” ผมตอบ เพราะตอนนั้นห้องอาหารดูโล่งแล้ว แสดงว่าคนส่วนใหญ่ รวมถึงคนที่มารถคันเดียวกับเรา น่าจะขึ้นรถกันหมดแล้ว

    “เขาให้เวลาน้อยมาก” ผมคุยกับ Sona ระหว่างเดินไปที่รถ “คนอื่นกินกันทันได้ยังไง?”

    “คิดว่า เขาน่าจะผลัดให้เข้ามาเป็นชุด ๆ” Sona ตอบไม่ตรงคำถาม “พอรถชุดหนึ่งกินเสร็จ อีกชุดหนึ่งก็จะเข้ามาแทน ไม่งั้นที่จะไม่พอ”

    .

    🏨 Part III. Arriving at Hotel

    บนรถมีนาฬิกาดิจิทัลบอกเวลาที่ผมเฝ้ามอง รอคอยให้ถึงที่หมายเร็ว ๆ

    ก่อนหน้านี้ ผมถาม Sona ว่าจะถึง Pokhara ประมาณกี่โมง Sona บอกว่า 2 โมงกว่า ๆ ผมประมาณว่าเราน่าจะถึงตอนบ่ายสาม จากการที่เราใช้เวลากินข้าวนานกว่าปกติ

    เมือง Pokhara แตกต่างจาก Kathmandu อย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ในเชิงผังเมือง ตึกอาคารที่นี่วางห่างกัน และมีถนนเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ดูคับแคบเหมือนกับ Kathmandu

    และที่สำคัญ Pokhara มีสถานีขนส่งที่รถทัวร์มาจอดส่งทุกคนลง

    == Daily Quest ==
    [/] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [ ] Explore Pokhara

    “มาจาก Indonesia หรือเปล่า?” คนแก่ที่ผมเดาว่าเป็นคนขับแท็กซี่ถาม พยายามหาผู้โดยสารจากคนที่ลงจากรถทัวร์

    กลุ่มเราไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนกำลังง่วนกับการขน duffle bag จากท้ายรถทัวร์ขึ้นรถตู้ที่มารอรับเราอยู่แล้ว

    รถตู้เหมือนจะหาโรงแรมไม่เจอ และเมื่อถึงที่หมาย ผมก็รู้ว่าทำไม

    “คนขับหาไม่เจอ” ผมบอกคนอื่นเป็นภาษาไทย “เพราะมัน hidden นี่เอง”

    โรงแรม Hidden Kingdom

    โรงแรมของเราชื่อ Hidden Kingdom ซึ่งดูแล้วมีขนาดเล็กและดูเก่ากว่า Kantipur Village

    Sona ช่วยเรา check in แล้วก็แจกจ่ายกุญแจห้องให้ เราได้ 2 ห้องแยกเหมือนเดิม

    “ถ้าอยากออกไปเดินในเมือง” Sona บอก “ก็บอกเวลามาได้ กี่โมงก็แล้วแต่เลย”

    “บอกเขา 4 โมงครึ่งก็ได้” พี่นันพูดเป็นภาษาไทย ซึ่งหมายถึงอีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ “ดูหน้าแล้ว เขาน่าจะอยากนอน ให้เขาพักเถอะ”

    “น่าจะประมาณ 4 โมงครึ่ง” ผมบอก Sona เป็นภาษาอังกฤษ “เดี๋ยวผมลงมาเจอที่ล็อบบี้”

    “ได้ ๆ” Sona ตอบ “ถ้าพร้อมแล้วก็ทักมา” Sona หมายถึงทักผ่าน Messenger ของ Facebook เพราะเราเพิ่งเพิ่มเพื่อนกัน

    Sona ไม่มี LINE เหมือนกับ Arbin, Ro, และ Anup

    ห้องพักเราอยู่ชั้น 2 เราเลือกเดินขึ้นบันได เพราะพนักงานช่วยขนกระเป๋ามาทางลิฟต์ที่ตัวเล็กนิดเดียว แม้จะไม่ดูดีเท่า แต่ห้องของ Hidden Kingdom ก็ขนาดกว้างขวางไม่แพ้ Kantipur Village

    ห้องพักที่ Hidden Kingdom

    .

    ⛴️ Part IV. Visting Phewa Lake

    พอ 4 โมงครึ่ง เราก็ลงมาเจอกับ Sona ที่ล็อบบี้และออกเดินจากซอยโรงแรม เรียบไปตามชายฝั่งของทะเลสาบ Phewa

    “พี่อู๋กับพี่นันเคยมาแล้ว” พี่นันบอกผมกับตรี พี่นันกับพี่อู๋เคยมาเดินเขาที่เนปาลแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน “ชิน์กับตรีอยากนั่งเรือมั้ย หรืออยากรอวันสุดท้าย?”

    “ถ้ามีเวลาจะนั่งวันนี้ก็ได้” ผมตอบ “แต่เรามีเวลาพอมั้ย?”

    “ไม่รู้ ลองถามเขา” พี่นันหมายถึง Sona

    “ลองไปดูกัน” Sona ตอบเมื่อผมถามเป็นภาษาอังกฤษ

    เราเดินไปที่ท่าเรือซึ่งยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอเดินทางไปยังเกาะกลางน้ำ

    “Sona จะไปด้วยมั้ย?” พี่นันถามเป็นภาษาอังกฤษ “พวกเราจ่ายให้”

    “โอเค” Sona ตอบ

    Sona ช่วยต่อแถวซื้อตั๋วให้ แล้วเราก็ไปรับเสื้อชูชีพมาใส่กันคนละตัว

    ที่ท่าขึ้นเรือ ผู้คนที่ใส่เสื้อชูชีพมาออแย่งกันขึ้นเรือที่แทรกหาที่จอดรับผู้โดยสารกัน

    ท่าเรือที่ทะเลสาบ Phewa

    ผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์จะตกดินในอีกไม่ช้า นอกจากเรือพายลำยาวแบบที่เรานั่ง ยังมีเรือปั่นตรงสี่เหลี่ยมที่ดูจะนั่งสบายกว่าเรือพาย และเวฟบอร์ดสำหรับพายคนเดียวอีกด้วย

    ทะเลสาบ Phewa

    เรือวนรอบ Tal Barahi Mandir ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำที่ตั้งของศาลเจ้าพระแม่วราหิของศาสนาฮินดู 1 รอบ ก่อนจะจอดเทียบท่าบนเกาะ

    ทุกคนถอดเสื้อชูชีพทิ้งลงในตะแกงเหล็กที่ตั้งอยู่ที่ท่าแล้วก็เดินเข้าไปในเกาะ

    ทุกคนไปถึงหน้าศาลก็ยกมือไหว้แล้วก็เดินออกมา ไม่มีใครถอดรองเท้า เพราะทุกคนใส่รองเท้าเดินเขากันหมด

    Group selfie ที่ Tal Barahi Mandir: ผม Sona ตรี พี่นัน พี่อู๋ (ซ้ายไปขวา)

    เราหยิบเสื้อชูชีพจากตะแกงเหล็ก แล้วก็เดินไปหาเรือที่จะพาเรากลับฝั่ง เช่นเดียวกับขามา ทุกคนแย่งกันขึ้น ใครแทรกได้ก่อนก็ได้ขึ้นก่อน

    Sona ช่วยกันหาเรือให้ แต่เราต้องนั่งแยกกันมา ผมมากับพี่อู๋ ส่วนตรีกับพี่นันตามมาทีหลังกับ Sona

    .

    🍲 Part V. And Having Local Dinner

    “อยากกินที่นี่มั้ย?” Sona ถามเมื่อพาเรามาหยุดหน้าร้านอาหารแบบตะวันตกแห่งหนึ่ง

    “ชิน์อยากกินอะไร?” พี่นันช่วยถามเมื่อเห็นผมลังเล

    “อยากลองอาหารท้องถิ่น” ผมบอก Sona เป็นภาษาอังกฤษ

    “อาหารท้องถิ่น” Sona พูด “มีหลายร้าน ลองเดินดูตามถนนได้”

    “มี 2 ร้าน” พี่นันยื่นจอมือถือให้ดู “มีร้านนี้ที่ติดทะเลสาบ กับอีกร้านที่อยู่หัวมุมตรงนี้”

    เราไปที่ร้านตรงหัวมุมกัน

    ทางเข้าร้านอยู่ข้างร้านตัดผม พอเดินขึ้นบันไดไปก็เจอกับห้องอาหารเล็ก ๆ 2 ห้องที่เชื่อมกันด้วยชั้นลอยที่มีเคาน์เตอร์เก็บเงินและอ่างล้างมืออยู่

    เราเข้าไปนั่งแล้วก็สั่งอาหารกันคนละจาน พร้อมอาหารแชร์ตรงกลาง 2 จาน สำหรับเครื่องดื่ม ผมสั่ง masala tea ซึ่งรสชาติไม่ต่างกับ masala tea ใน Kathmandu คือมีกลิ่นหอม แต่รสไม่จัด ทำให้ผมรู้ว่า masala tea น่าจะไม่เน้นรสจัดเหมือนกับ chai tea

    มื้อเย็นที่ Pokhara

    อาหารที่ผมสั่ง คือ dal bhat แบบที่กินเมื่อวันแรกและกลางวันของวันนี้

    ที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน มีถาดเล็ก ๆ ใส่เม็ดน้ำตาลและสิ่งที่ดูเหมือนเปลือกข้าวอยู่ Sona ตักให้ลอง พอกินด้วยกันแล้วก็เหมือนกับลูกอมดับกลิ่นปาก

    เราเดินไปตามถนนและหยุดที่ร้านวอฟเฟิลแห่งหนึ่ง สั่งไอติมและวอฟเฟิลที่เราเอามาประกอบร่างกันเอง

    Fusion: ice cream + waffle 👍

    หลังกินเสร็จ เราก็เดินไปที่ร้านขายของชำฝั่งตรงข้าม หาซื้อของกินที่จะติดตัวขึ้นเขาไปด้วย ผมไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่ม เพราะผมเตรียม power bar มาสำหรับแก้หิว และไม่คิดว่าผมจะคิดถึงอาหารไทยบนนั้น

    “พี่นันกับพี่อู๋กลับก่อน” พี่นันบอกเมื่อออกจากร้าน “ฝากด้วย” พี่นันบอกกับ Sona

    “ไปถนนคนเดินกัน” ผมบอก Sona

    ถนนคนเดินของ Pokhara คือ ทางเดินริมทะเลสาบ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ที่ท่าเรือมีการทำพิธีทางศาสนาที่ผมเห็นใน YouTube ก่อนมาที่นี่

    เรือที่พายไปมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้จอดนิ่งอยู่ในทะเลสาบที่มืดมิด บนเขาที่ล้อมรอบทะเลสาบเปิดไฟกัน ทำให้ดูเหมือนอาคารลอยตัวอยู่ในความมืดของท้องฟ้า

    วิวตอนกลางคืนที่ทะเลสาบ Phewa

    ตามทางเดินมีร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการและเล่นทั้งดนตรีสดและเทปเสียงคอยรอรับลูกค้าอยู่ เราเดินไปจนถึงร้านสุดท้าย ก็เดินกลับเข้ามาในเมือง

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [/] Explore Pokhara

    Sona พาเดินเข้ามาในซอยที่จะทะลุไปถึงโรงแรม

    “ซอยที่นี่ตั้งเป็นตัวเลข 1, 2, 3, 4 ไปเรื่อย ๆ” Sona ชวนคุย “ซอยโรงแรมเรา คือ ซอย 9 แต่ละโรงแรมจะมีรหัสของตัวเอง อย่างของเราคือ 9A”

    Hidden Kingdom Hotel, 9A

    เราแยกกับ Sona ที่หน้าโรงแรม Sona น่าจะพักอยู่อีกที่ที่อยู่ในซอยเดียวกัน

    “พรุ่งนี้ เจอกัน 7 โมง” Sona บอก “กินข้าวเช้าเสร็จก็ยกกระเป๋าลงมารอที่ล็อบบี้ได้เลย”

    พรุ่งนี้ เราจะเริ่มเดินเขาเป็นวันแรก

    ป้ายแรก คือ Chhomrong เพื่อไปพิชิต ABC


    ⏭️ To Be Continued …

    🏆 Part 1 Complete

    👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:


    🤫 Cheat Code

    Press X + O to skip to …


    🙏 End Credits

    ขอขอบคุณ:

    1. Ro และพี่นัน สำหรับภาพประกอบ
    2. บอส ที่ช่วยอ่าน draft แรก ๆ
  • Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)

    ผมเคยคิดไว้นานแล้วว่า อยากไปเทือกเขาหิมาลัยสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายยังไหวอยู่

    พอมีคนมาชวนไปเดินเขาที่ Nepal ผมเลยไม่ลังเลที่จะไปด้วย

    แต่ผมไม่ได้ดูเลยว่า แผนการเที่ยวและการเตรียมตัวเป็นยังไงบ้าง ทำเอาเกือบไม่รอดกลับมา 555 😅

    เพื่อช่วยให้คนที่อยากไป Nepal เตรียมตัวได้พร้อม ผมเลยเขียนบทความนี้ โดยรวบรวมข้อมูลเท่าที่รู้จากการไปเที่ยวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเอาไว้ให้

    บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่:

    1. เส้นทางการเดินเขา
    2. วีซ่า, เงิน, SIM card
    3. การเตรียมร่างกาย
    4. การจัดกระเป๋า

    ผมหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะไป Nepal นะครับ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🏔️ Travel Plan
    2. 🏟️ Guided vs Self-Directed
    3. 🛂 Visa
    4. 💰 Money
      1. 💴 NPR
      2. 💵 USD
      3. 💶 THB
      4. 💳 How Much to Bring?
    5. 📞 SIM Card
      1. 📶 Roaming Package
      2. ☎️ Local SIM
      3. 🧑‍⚖️ Verdict
    6. 📉 Insurance
      1. ✈️ Travel Insurance
      2. 🏞️ Trekking Insurance
    7. 🏃 Body Prep
    8. 🧳 Packing
    9. 👕 Clothes & Gear
      1. 👳‍♀️ Head
      2. 🙈 Face & Neck
      3. 💪 Arms & Hands
      4. 🎽 Upper Body
      5. 🩲 Lower Body
    10. 💊 Food & Medicine
      1. 🍔 Food & Drink
      2. 🤧 Cold
      3. 😣 Stomach
      4. 🚀 Secret Weapon
      5. ⛑️ First-Aid
      6. 🧴 Body Care
    11. 🔌 Electronics
    12. 📄 References

    🏔️ Travel Plan

    เพื่อเป็นบริบทในการอ่าน trip ของผมใช้เวลา 15 วัน (1–15 Apr 2026) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน:

    1. ขาไป (Days 1–3)
    2. เดินเขา (Days 4–13) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน:
      1. ABC route (Days 4–9)
      2. Mardi route (Days 10–13)
    3. ขากลับ (Days 14–15)
    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking
    9BambooJhinu DandaTrekking
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    Note:

    • ABC ความสูง 4,100 เมตร
    • Mardi ความสูง 4,500 เมตร
    ยอดเขา Machhapuchhare ที่เห็นจาก Mardi route

    🏟️ Guided vs Self-Directed

    การเดินเขาที่ Nepal ทำได้ 2 แบบ:

    1. ไปกับทัวร์: ข้อดี คือ มีคนดูแลเรื่องสถานที่ เส้นทาง และใบอนุญาตให้พร้อม
    2. ไปเอง: ต้องจัดการเรื่องแผน สถานที่ และใบอนุญาตเอง แต่มีอิสระในการวางแผนและจัดการมากกว่า

    ผมเลือกไปกับทัวร์ Heaven on Nepal จากที่พี่ในกลุ่มดูวิดีโอของพลอย

    == Heaven on Nepal ==
    .
    👉 Heaven on Nepal เป็นทัวร์ที่ดี รับจบเกือบทุกด้าน และให้บริการเป็นอย่างดี
    .
    Heaven on Nepal เป็นทัวร์จาก Nepal ที่จัดรับแขกคนไทยโดยเฉพาะ มีพนักงานที่สามารถพูดไทยได้คอยดูแลระหว่างอยู่ในเมือง เช่น พาไปซื้อของ พาไปแลกเงิน (ช่วยให้ได้ของและอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าถ้าไปเอง)
    .
    Guide ที่พาเดินเขาก็มีประสบการณ์และมีเครือข่ายกับที่พักและลูกหาบ (porter) ระหว่างทางเป็นอย่างดี ทำให้ได้รับบริการที่น่าประทับใจ
    .
    เช่น ตอนขึ้นไปที่ ABC ที่อากาศหนาวจัด guide จัดให้กลุ่มผมได้นอนห้องที่อยู่ติดกับห้องครัว เพราะจะอุ่นกว่าห้องอื่น ๆ (บนเขามีนโยบายงดใช้ heater กัน ทำให้บรรยากาศหนาวกว่าเมื่อก่อน)
    .
    มีหลาย ๆ ครั้งที่พวกเราเดินช้า guide ก็จะให้ porter ที่ขนกระเป๋าไปถึงที่พักแล้ว ย้อนกลับมาช่วยขน backpack เพื่อช่วยให้เราเดินได้ง่ายขึ้น
    .
    ถ้าใครอยากซื้อทัวร์ไปเดินเขา ผมก็แนะนำ Heaven on Nepal นะครับ 😆
    Heaven on Nepal post

    🛂 Visa

    Visa นักท่องเที่ยวทำได้ 2 แบบ:

    1. On arrival: ขอวีซ่าเมื่อไปถึงสนามบิน
    2. Before arrival: ทำวีซ่าก่อนเดินทาง

    สำหรับผมเลือกทำวีซ่าก่อนไป โดยฝากทำผ่านทัวร์ ไม่ต้องเดินเอกสารเอง แค่ต้องเตรียมเอกสาร 3 อย่างให้ทัวร์:

    1. หน้า passport (ส่งผ่าน LINE)
    2. รูปถ่าย (สำหรับติดในวีซ่า)
    3. ค่าธรรมเนียม 950 บาท

    Note: สำหรับคนที่ต้องการยื่นวีซ่าด้วยตัวเอง สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ VISA Services Information


    💰 Money

    เราพกเงินไป Nepal ได้ 3 สกุล:

    1. Nepalese Rupee (NPR): สำหรับใช้จ่าย
    2. US dollar (USD): สำหรับใช้จ่ายหรือแลกเป็น NPR
    3. Thai Baht (THB): สำหรับแลกเป็น NPR

    .

    💴 NPR

    เงิน NPR

    NPR ใช้จ่ายหลักใน Nepal

    ข้าวจานหนึ่งใน Nepal ราคาราว ๆ 300–1,100 NPR (ขึ้นอยู่กับสถานที่และระดับความสูง)

    ในช่วงที่ผมไป ราคา NPR อยู่ที่:

    1. 1 THB ≃ 4.5 NPR
    2. 1 USD ≃ 145 NPR

    .

    💵 USD

    USD ใช้จ่ายที่ Nepal ได้ เช่น ซื้อของที่สนามบิน หรือระหว่างทางเดินเขา

    แต่มักไม่เป็นที่นิยม เพราะร้านค้าจะเป็นคนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้เราเสียเปรียบได้

    ทางที่ดี เราควรแลก USD เป็น NPR สำหรับใช้จ่ายใน Nepal

    เงิน USD แบบมีแถบสีฟ้าคาด
    == Old USD Notes ==
    .
    👉 ก่อนไป ผมศึกษาเกี่ยวกับอายุแบงค์ USD ที่ใช้ได้ใน Nepal เพราะผมมีแบงค์ USD ที่ผลิตก่อนปี 2009
    .
    บนอินเทอร์เน็ต คนส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ที่ผลิตตั้งแต่ ปี 2013 ขึ้นไป หรือแบงค์ที่มีแถบสีฟ้า (ตามรูปด้านบน)
    .
    พอถามทัวร์ ทัวร์แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ (แต่ไม่ได้บอกว่าใหม่ขนาดไหน) เพราะแบงค์เก่าอาจจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่น้อยกว่า
    .
    แบงค์เก่าไม่เป็นที่ยอมรับใน Nepal เพราะความกลัวแบงค์ปลอม แบงค์ที่มีแถบสีฟ้าน่าจะเป็นตัว guarantee ที่ดีกว่า
    .
    ตอนอยู่ Nepal ผมแลกเงินด้วยแบงค์ปี 2009 และ 2021 ซึ่งมีแถบสีฟ้าทั้งคู่ และได้อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากัน ผมเลยไม่รู้ว่าแบงค์ที่เก่ากว่าและไม่มีแถบสีฟ้าจะได้อัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง อย่างที่ทัวร์บอกจริงไหม
    .
    เพื่อความสบายใจ ผมแนะนำให้ทุกคนพกแบงค์ใหม่ที่มีแถบสีฟ้าไปสำหรับแลกเงินหรือใช้จ่ายใน Nepal นะครับ 😉

    .

    💶 THB

    THB ใช้จ่ายใน Nepal ไม่ได้ แต่ใช้แลกเป็น NPR ได้ตามร้านแลกเงินใน Thamel (Kathmandu) และ Pokhara

    การแลกด้วย THB สะดวกสบายกว่า USD เพราะเราไม่ต้องแลกเงินไปก่อน และไม่ต้องโดนค่าแลกเปลี่ยน 2 ต่อ

    ก่อนไป Nepal เราสามารถคิดเลขคร่าว ๆ ได้ว่า ใช้เงินสกุลไหน (USD vs THB) แลกเป็น NPR ได้คุ้มกว่ากัน (อย่างตอนผมไป ใช้ THB จะได้ราคา NPR ที่ดีกว่าเล็กน้อย)

    เท่าที่ผมรู้ ในไทยยังไม่มีที่ให้แลก THB เป็น NPR โดยตรง ถ้าจะแลก จะต้องไปแลกที่ Nepal อย่างเดียว

    .

    💳 How Much to Bring?

    เราควรเตรียมเงินไปเท่าไร?

    สำหรับวันเดินเขา อินเทอร์เน็ตแนะนำให้เตรียมเงินวันละ 20–35 USD ส่วนทัวร์แนะนำให้พก 40–50 USD (เพราะต้องให้ทิปกับ guide และ porter หลังจบทัวร์) ซึ่งทั้งสองช่วงเมื่อตีเป็นเงิน Nepal จะอยู่ที่ 3,000–8,000 NPR ต่อวัน

    สำหรับการเดินทางจริง ผมแนะนำให้นำเงินติดตัวไป 4,500–5,000 NPR ต่อวัน โดยคำนวณจาก:

    1. อาหาร: ถ้ากิน dal bhat (อาหาร Nepal ที่เติมข้าวและกับไม่อั้น สำหรับนักเดินเขาและคนกินจุ) ราคา 800–1,100 NPR ต่อมื้อ
    2. น้ำกิน: ขึ้นอยู่กับว่า ตอนกินข้าว เราสั่งน้ำเป็นแก้วหรือกา (ขนาดเล็ก ใหญ่ ใหญ่มาก 😂) ซึ่งราคาอยู่ในช่วง 100–2,100 NPR
    3. ชาร์จไฟ: ครั้งละ 200–400 NPR ต่ออุปกรณ์ (ไม่ได้ชาร์จทุกวัน ถ้ามี power bank อาจจะชาร์จทุก ๆ 2–3 วันแทน)
    4. อาบน้ำร้อน: ครั้งละ 300–400 NPR ต่อคน (ไม่ได้อาบทุกวัน จะได้อาบแค่ช่วงขาไปและขากลับ ขาละ 1–2 วันแรกเท่านั้น)

    Note: ค่าอาหารและของต่าง ๆ จะแพงขึ้นตามระดับความสูง เช่น dal bhat ราคาเริ่มต้นจาก 800 ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1,100 NPR

    Dal bhat ขุมพลังงานสำหรับการเดินเขา 🐦‍🔥

    📞 SIM Card

    เราเลือก SIM card ได้ 2 แบบ:

    1. Roaming package
    2. Local SIM

    .

    📶 Roaming Package

    Roaming package มีข้อดี 2 อย่าง คือ:

    1. ใช้งานง่าย: ไม่ต้องเปลี่ยน SIM แค่ซื้อ package แล้ว activate ตอนไปถึง Nepal ก็สามารถใช้งานได้เลย
    2. เลือกเครือข่ายได้: เลือกใช้เสาสัญญาณของ Nepal Telecom (NTC หรือ Namaste) หรือ NCell ซึ่งเป็น 2 เจ้าหลักใน Nepal ได้

    Note:

    • NTC จะมีสัญญาณครอบคลุมนอกตัวเมืองและระหว่างเดินเขามากกว่า
    • NCell จะครอบคลุมการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

    .

    ☎️ Local SIM

    Local SIM มีข้อดี คือ ราคาถูกกว่า

    ยกตัวอย่างการเดินทาง 15 วัน ราคา roaming package ของ True อยู่ที่ 699+ บาท (data 10 GB)

    True roaming package

    ถ้าซื้อ local SIM อย่าง Namaste ของ NTC จะได้ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 NPR (~245 บาท) มีอายุใช้งาน 28 วัน (ตอนผมไป มีให้เลือกแค่ 7 วัน หรือ 28 วัน) พร้อม data 20 GB

    จะเห็นได้ว่า local SIM ราคาถูกกว่า และได้วันและ data ที่เยอะกว่ามาก

    ราคา SIM card ของ NTC ใน Kathmandu (Credit: Rohil Shakya)
    Namaste SIM card ของ NTC

    Note:

    • เราสามารถขอ local SIM แบบ e-SIM ได้ แต่ค่าใช้จ่ายและการติดต่ออาจจะต้องเปลี่ยนไป
    • ผมซื้อ local SIM จากร้านข้างทางที่ทัวร์พาไป

    .

    🧑‍⚖️ Verdict

    สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ให้ใช้ roaming package

    ส่วนสำหรับคนที่ต้องการประหยัดเงิน ให้ซื้อ local SIM ที่ Nepal


    📉 Insurance

    สำหรับการเดินเขาที่ Nepal เราจะต้องซื้อประกัน 2 แบบ:

    1. ประกันเดินทาง: สำหรับการเดินทางทั่วไป (เช่น กระเป๋าหาย, เที่ยวบิน delay, เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง)
    2. ประกันเดินเขา: คุ้มครองการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยในระหว่างเดินเขาที่มีความสูงกว่าปกติ (เช่น สูงกว่า 4,500 เมตร)

    .

    ✈️ Travel Insurance

    สำหรับประกันเดินทาง กลุ่มผมเลือกใช้ 2 เจ้า:

    1. MSIG: ผมเลือกเจ้านี้ เพราะใช้สำหรับเดินทางไปประเทศอื่นในปีเดียวกันด้วย
    2. Chubb: คนอื่นเลือกใช้เจ้านี้ เพราะราคาย่อมเยา

    .

    🏞️ Trekking Insurance

    สำหรับประกันเดินเขา เรามีให้เลือกหลายตัว

    จากการเปิดดูใน Facebook จะเห็นว่าเจ้าที่คนนิยมใช้ คือ:

    1. WorldTrips
    2. ASC 360
    3. Sompo
    4. Nepal Trekking Insurance

    ส่วนทัวร์แนะนำประกัน 2 เจ้านี้:

    1. Himalayan Guardian
    2. ISA
    Heaven on Nepal post

    กลุ่มผมเลือก Himalayan Guardian โดยผมซื้อผ่านทัวร์อีกที เพราะ:

    1. ประกันอื่นเป็นของต่างประเทศ ซึ่งหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะติดต่อยาก (เช่น เรียก ฮ. มารับยาก)
    2. ประกันบางเจ้า claim ยาก หรือ claim ไม่ได้ตามจริง

    แผนที่ผมเลือกเป็นแผน 14 วัน ซึ่งครอบคลุมความสูง 5,500 เมตร (ไม่มี 4,500 เมตรให้เลือก) ราคาอยู่ที่ 162 USD ซึ่งครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉิน (emergency medical evacuation)

    == Buy or Not to Buy? ==
    .
    👉 ทัวร์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเดินเขาก็ได้ เพราะโอกาสที่จะเรียก ฮ. มารับมีน้อยมาก (~5%)
    .
    สำหรับใครที่คิดว่า ไม่น่าเจอเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินเขา ก็สามารถ skip ประกันเดินเขาไปได้
    .
    แต่ใครที่อยากซื้อประกันเพื่อความสบายใจ แนะนำให้ดู 2 อย่าง:
    ระดับความสูงที่คุ้มครอง 🗻
    ครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉินไหม 🚁
    เฮลิคอปเตอร์แบบที่ใช้สำหรับ emergency medical evacuation

    🏃 Body Prep

    ผมออกกำลัง 2 แบบ สำหรับเตรียมตัวไปเดินเขา:

    1. Cardio เพื่อเพิ่มความอึด (ปกติ ผมเป็นคนไม่ออกกำลังกาย)
    2. Leg day เพื่อฝึกกล้ามเนื้อของขา

    Note: ปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกาย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง/นอน

    ผมเตรียมการออกกำลังกายไว้ 4 อย่าง เพื่อเล่นสลับกันไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 เดือนก่อนเริ่มเดินทาง:

    ExerciseDurationHR Zone
    เดินชัน (ความชัน 8–12)45–60 min2
    ปั่นจักรยาน45–60 min2
    Elliptical45–60 min2
    Leg day

    Note: ตอนแรก ผมจะต้องออกกำลังกาย 3 เดือน แต่ด้วยตารางเวลา ทำให้ออกได้ไม่ครบ

    == Do Your Leg Day ==
    .
    👉 Cardio ว่ายากแล้ว leg day ยากกว่า
    .
    Leg day เลยกลายเป็นการออกกำลังกายที่ผม skip เยอะที่สุด 😂
    .
    และผลที่ตามมาก็ คือ เจ็บเข่าตอนขาลงเขา เพราะกล้ามเนื้อขาไม่ชินกับการใช้งานหนัก
    .
    สำหรับคนที่เตรียมตัวไป Nepal ผมแนะนำให้ฝึก leg day เยอะหน่อย และอาจจะเสริม cardio การเดินขึ้นลงบันได เพื่อให้กล้ามเนื้อชินกับขาขึ้นขาลง 🙂‍↕️

    🧳 Packing

    .

    🛄 Weight

    การเดินทางจะมีการจัดกระเป๋า 3 ครั้ง:

    1. ขาไป: จัดกระเป๋าสำหรับบินไป Nepal
    2. เดินเขา: ถ่ายของจากกระเป๋าลาก ใส่ duffle bag (กระเป๋ากันน้ำ) ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้ เพื่อให้ลูกหาบ (porter) ขนขึ้นเขาให้
    3. ขากลับ: ถ่ายของจาก duffle bag กลับกระเป๋าลาก
    Duffle bag ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้

    ในการจัดกระเป๋า เราต้องคำนึงถึง 2 อย่าง:

    1. น้ำหนักขึ้นเครื่อง: ขึ้นอยู่กับสายการบิน อย่างผมได้น้ำหนัก 15 kg โหลด และ 7 kg ถือขึ้นเครื่อง
    2. น้ำหนักที่ลูกหาบ (porter) ขนได้: porter 1 คนจะขนน้ำหนักได้ไม่เกิน 20–30 kg ในกรณีผม porter 1 คนจะขนกระเป๋าของลูกทัวร์ 2 คน (25 kg) ทำให้กระเป๋าผมต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 12.5 kg (ถ้ามากกว่านั้น จะต้องใส่ backpack ที่ติดตัวไป)

    ถ้าเราเอาน้ำหนักไปเยอะ แต่มี porter ไม่พอ เราก็จะขนของขึ้นเขาได้ไม่หมด เราควรจะต้องจัดของให้พอดีกับจำนวน porter ที่เราจะได้รับ

    .

    🎒 Bags

    กระเป๋าที่ควรเอาไป มี 2 ใบ:

    1. กระเป๋าลาก: สำหรับใส่ของส่วนใหญ่ ไว้โหลดใต้ตอนเครื่อง
    2. Backpack: สำหรับใส่ของติดตัวระหว่างเดินเขา ควรเป็นแบบสำหรับเดินเขา เพื่อลดอาการปวดเมื่อยเวลาตอนสะพายนาน ๆ

    Note: ควรซื้อที่คุม backpack แบบกันฝนด้วย โดยเฉพาะถ้าไม่ใช้เสื้อกันฝนแบบคุมทั้งตัวและกระเป๋า

    กระเป๋าอื่น ๆ ที่แนะนำให้เอาไปด้วย:

    1. ถุงผ้ากีฬา: สำหรับใส่ของเวลาเดินเขาระยะสั้น (เช่น เดินขึ้นไปกลับจาก Mardi Viewpoint มาที่พักที่ High Camp และใส่ของ เช่น ของกิน กระติกน้ำ เสื้อกันหนาวสำรอง)
    2. ถุงผ้าใส่ของ: สำหรับซื้อของในเมือง (เช่น ของฝาก)

    👕 Clothes & Gear

    เสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินเขาที่ต้องเตรียมไป จะต้องพร้อมสำหรับ 3 สภาพอากาศ:

    1. ร้อน
    2. ฝน
    3. หนาว + หิมะ + ลมแรง

    ตามที่ผมจัดกระเป๋า แนะนำให้เตรียมไปตามนี้:

    .

    1. หมวกกันแดด: จะเป็น cap หรือหมวกปีกบานก็ได้
    2. หมวกไหมพรม (beanie): สำคัญมาก เพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและไม่ป่วยง่าย ใส่ทั้งระหว่างเดินเขาและตอนนอนในอากาศหนาว
    3. ไฟฉายติดหัว (head lamp): สำหรับใช้เดินเขาตอนมืด และเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน (บางที่ไม่มีไฟให้ใช้ตอนกลางคืน)

    .

    🙈 Face & Neck

    1. แว่นกันแดด: สำหรับกันแดดในอากาศร้อนและในหิมะ
    2. ผ้าบัฟ (buff): สำหรับกันฝุ่นเวลาเจอทางลูกรัง และปิดจมูก/หัวเพื่อให้อบอุ่นในอากาศหนาว
    3. ผ้าพันคอ: สำหรับกันหนาว

    .

    💪 Arms & Hands

    1. ปลอกแขน: สำหรับกันแดด
    2. ถุงมือ: สำหรับกันหนาว แนะนำให้เตรียมไว้หลายคู่ที่หนาต่างกัน เพื่อใส่ในแต่ละระดับความสูง และควรมีคู่ที่กันน้ำ/หิมะได้
    3. นาฬิกากีฬา: สำหรับวัด heart rate (เพราะถ้าหัวใจเต้นแรงเกิน จะต้องหยุดพัก) และถ้าวัดระดับ oxygen และความสูงระหว่างเดินเขาได้ด้วยก็จะดี
    4. ไม้เดินเขา: แนะนำให้เอาไป 2 ไม้ แต่ระหว่างเดินอาจใช้ข้างเดียวหรือไม่ใช้เลยก็ได้ แล้วแต่คนถนัด
    ไม้เดินเขา

    .

    🎽 Upper Body

    1. เสื้อยืด: แนะนำแบบแห้งเร็ว เช่น เสื้อวิ่ง/ออกกำลังกาย เพราะจะเหงื่อออกระหว่างเดินเขา (แม้ในอากาศหนาว) และเผื่อซัก-ตากเพื่อใส่ซ้ำได้ง่าย
    2. เสื้อกันหนาว: แนะนำให้เตรียมไว้หลายตัว สำหรับใส่ซ้อนกันหรือใส่ทีละตัวก็ได้ เพราะความหนาวแต่ละจุดไม่เท่ากัน สำหรับผมเตรียมไป 4 ตัว คือ sweater, เสื้อกันหนาวแบบบาง, fleece, เสื้อขนเป็ดน้ำหนักเบา
    3. เสื้อกันลม: ช่วยกันหนาว โดยเฉพาะเวลาลมแรง ๆ
    4. เสื้อกันฝน: แนะนำให้เป็นแบบคลุมทั้งตัวและ backpack เพราะเวลาใส่จะง่าย และทำให้กระเป๋าไม่เปียก (ตัวอย่าง) ใส่ทั้งเวลาเจอฝนและหิมะ
    5. ร่ม (optional): บางคนใช้ร่มแทนเสื้อกันฝน ซึ่งข้อดี คือ น้ำหนักเบา แต่ข้อเสีย คือ ต้องถือร่มตลอดเวลา
    6. HEATTECH: ช่วยให้ตัวอุ่นเวลาขึ้นไปบนที่สูง แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบเสื้อ กางเกง และถุงเท้า

    .

    🩲 Lower Body

    1. กางเกงใน: จะใช้แบบทั่วไป หรือแบบใช้แล้วทิ้งก็ได้
    2. กางเกงเดินเขา: แนะนำให้พกไป 2–3 ตัวพอ และถ้าเป็นแบบถอดขาได้ก็จะดี เผื่อเปลี่ยนเป็นขาสั้นเวลาอากาศร้อน
    3. กางเกงขาสั้น: สำหรับใส่ระหว่างพัก หรือใส่นอนในช่วงที่อากาศไม่หนาวมาก
    4. กางเกงขายาว: สำหรับใส่นอน แนะนำให้เป็นแบบกันหนาวได้
    5. ถุงเท้า: แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบบางและแบบหนา สำหรับช่วงอากาศร้อนและอากาศหนาว และแนะนำให้เป็นแบบยาว เพื่อป้องกันรองเท้ากัดและทากดูดเลือดในบางฤดู
    6. รองเท้าแตะ: สำหรับใส่อาบน้ำ และระหว่างพัก
    7. รองเท้าเดินเขา: ควรเป็นแบบหุ้มส้นสูง เพื่อกันข้อเท้าพลิก และควรเลือกแบบกันน้ำ/หิมะได้ (ผมเลือกซื้อยี่ห้อ Merrell ซึ่งใช้ดีมาก)
    8. Crampons: โซ่หนามติดรองเท้า สำหรับใส่เดินกันลื่นบนหิมะ สามารถหาซื้อได้ใน Nepal (ผมซื้อมาคู่ละ 1,000 NPR หรือ ~220 บาท)
    Crampons

    .

    🧻 Other

    1. ผ้าเช็ดตัว: ควรเอาแบบน้ำหนักเบาและแห้งเร็วไป
    2. ผ้าเช็ดเหงื่อ: สำหรับเช็ดเหงื่อเวลาเดิน ควรเอาแบบน้ำหนักเบาและแห้งเร็ว
    3. ที่หนีบผ้า: สำหรับตากผ้าเวลาอยู่ที่พัก
    4. ถุงใส่เสื้อผ้าใช้แล้ว

    💊 Food & Medicine

    สำหรับอาหารและยาที่ควรเตรียมไป มีดังนี้:

    .

    🍔 Food & Drink

    1. ลูกอม: ช่วยให้รู้สึกสดชื่นระหว่างเดินเขา
    2. Power bar: ช่วยให้พลังงานระหว่างทาง โดยเฉพาะเวลาหิวมาก ๆ แต่ยังไปไม่ถึงจุดหมาย
    3. ขนม: เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ สำหรับกินเล่นระหว่างพัก
    4. บะหมี่สำเร็จรูป: สำหรับทานแก้เบื่อ (เพราะอาหารระหว่างเดินเขาใช้เมนูเดียวกันตลอดทาง)
    5. Aquatabs: ยาฆ่าเชื้อ สำหรับใส่ในน้ำก๊อก/น้ำจากลำธารเพื่อเปลี่ยนให้เป็นน้ำกิน สามารถหาซื้อใน Nepal ได้ (ราคาถูกกว่าไทย)
    6. ขวดน้ำ: แนะนำให้เป็นแบบเก็บความร้อนได้ สำหรับซื้อน้ำร้อนกินในที่สูง (ผมพกไป 2 ขวด ขวด 1 ลิตร สำหรับใส่น้ำเย็น และขวด 600 ml สำหรับใส่น้ำร้อน)
    ถ้ามีขวดน้ำเก็บความร้อน ก็จะจิบชาระหว่างทางได้ ☕️
    == Where’s Water? ==
    .
    👉 ระหว่างเดินเขา เราหาน้ำกินได้ 2 แบบ:
    .
    เติมจากก๊อกน้ำ หรือลำธาร: เติมแล้วจะต้องใส่ Aquatabs ด้วย โดยเฉพาะน้ำก๊อกที่ไม่สามารถใช้เป็นน้ำดื่มได้โดยตรง และเสี่ยงที่จะท้องเสีย
    .
    ซื้อ: ขอซื้อน้ำสะอาดได้ตามที่พัก ซึ่งน้ำที่นำมาขายจะเป็นน้ำก๊อกหรือน้ำตามธรรมชาติ (เช่น หิมะที่เก็บไว้) เอามากรองหรือต้มให้เราดื่ม
    .
    แนะนำว่า ใครที่ไม่กล้ากินน้ำก๊อกที่ใส่ Aquatabs ก็ควรซื้อจากที่พักตามทางแทน โดยวันหนึ่งควรกินได้อย่างน้อย 2–3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความสูง 👍

    Note:

    • เวลาพักระหว่างเดินเขา ควรซื้ออาหารของที่พักด้วย ไม่ควรกินแต่ของที่เอามาอย่างเดียว เพราะรายได้หลักของที่พักมาจากค่าอาหาร
    • สำหรับ ABC (ตั้งแต่ Bamboo ขึ้นไป) จะไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน เพราะเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ (มีแค่ผัก ไข่ และปลาเท่านั้น)

    .

    🤧 Cold

    ยาแก้แพ้อากาศหรืออาการหวัด จากอากาศหนาว/แห้งของ Nepal:

    1. ยาลดไข้
    2. ยาแก้แพ้
    3. ยาแก้คัดจมูก
    4. ยาอมแก้เจ็บคอ
    5. ยาแก้อักเสบ

    .

    😣 Stomach

    ยาสำหรับอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือปวดท้อง:

    1. กาวิสคอน (Gaviscon): แก้อาการกรดไหลย้อน
    2. อีโน (ENO): ลดกรดในกระเพาะ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
    3. ยาแก้ท้องเสีย: ช่วยให้ถ่ายน้อยลงเวลาท้องเสีย
    4. ยาคาร์บอน: ช่วยให้ถ่ายเป็นก้อนมากขึ้น
    5. เกลือแร่: เพิ่มเกลือแร่ให้กับร่างกาย

    .

    🚀 Secret Weapon

    อาวุธลับที่ช่วยให้ผ่านการเดินเขาที่ Nepal มาได้:

    1. โซดามิ้นท์ (Sodamint หรือ sodium bicarbonate): เป็นยาลดกรด แต่สำหรับการเดินเขา เราจะกินเพื่อลดกรดในกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ปวดเมื้อยจนเกินไป ให้ทาน 2 ครั้ง เช้า-เย็น พอกินแล้วจะเมื้อยน้อยลงเยอะมาก
    2. ยูนิเรน (Uniren): ยาฉีดบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อย ผมได้ขวดนี้ช่วยไว้ตอนกล้ามเนื้อเข่ายึด พอฉีดแล้วทำให้เดินต่อได้
    3. แผ่นแปะแก้ปวด: สำหรับเวลาปวดกล้ามเนื้อมาก ๆ
    4. ยาแก้ความสูง: ขาดไม่ได้ จะต้องกินก่อนขึ้นเขาและก่อนลงเขา ยาจะทำให้ปวดฉี่และหิวน้ำ ทำให้เราดื่มน้ำได้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินจากการที่ oxygen ในอากาศต่ำ
    5. ที่รัดเข่า: แนะนำให้พกไปด้วย สำหรับคนที่คิดว่าจะปวดเข่าระหว่างเดิน

    .

    ⛑️ First-Aid

    ชุดปฐมพยาบาล:

    1. ยาแก้ปวด
    2. ยาแก้คัน
    3. ยาสมานแผล
    4. ปาสเตอร์ปิดแผล
    5. ยาหยอดตา

    .

    🧴 Body Care

    อุปกรณ์ดูแลผิว:

    1. Lotion: ให้ความชุ่มชื่นกับผิว เพราะอากาศ Nepal หนาวและแห้งมาก
    2. ลิปมัน: สำหรับกันปากแตกจากอาการแห้ง
    3. ครีมกันแดด: โดยเฉพาะขึ้นเขาที่มีหิมะ เพราะแดดหิมะจะแรงกว่าปกติ
    4. ครีมอาบน้ำ: แนะนำให้พกแบบอาบน้ำและสระผมได้ในตัวเดียวกัน เพื่อลดน้ำหนักของที่ขนขึ้นเขา
    5. โฟมล้างหน้า
    6. แปรงสีฟัน + ยาสีฟัน
    7. กรรไกรตัดเล็บ
    8. ทิชชู่แห้ง: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเข้าห้องน้ำ (ห้องน้ำส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำความสะอาดให้ หรือมีแค่ขันน้ำหรือที่ฉีดน้ำ)
    9. ทิชชู่เปียก: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเช็ดตัวสำหรับวันที่ไม่ได้อาบน้ำ (เพราะอากาศเย็นเกิน)

    Note: สำหรับอุปกรณ์อาบน้ำ แนะนำรวมไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ ที่แขวนได้ เพราะห้องน้ำระหว่างปีนเขาไม่ค่อยมีที่วางสบู่ เสื้อผ้าให้

    == Toilet in High Places ==
    .
    👉 ห้องน้ำระหว่างเดินเขา จะมีอยู่ 2 แบบ:
    โถนั่ง 🚽
    คอห่าน 🏋️
    .
    โดยบางที่ก็มีทั้ง 2 แบบ หรือบางที่ก็มีแค่แบบเดียว
    .
    ถ้าต้องเข้าห้องน้ำระหว่างทาง ให้บอก guide เพื่อหาจุดเหมาะสม เพื่อปลดปล่อยท่ามกลางธรรมชาติ 😌

    🔌 Electronics

    นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องติดตัวไป อย่างมือถือ กล้อง แล็ปท็อป เราจะต้องเตรียม 2 อย่างนี้ด้วย:

    1. Power bank: แนะนำให้พกแบบใหญ่ที่ชาร์จได้หลายวันไป เพราะระหว่างเดินเขาจะต้องเสียค่าชาร์จไฟตามจำนวนอุปกรณ์ (ราคา 100–400 NPR) ปกติที่ผมทำ คือ ชาร์จทุกอย่างจาก power bank แล้วเอา power bank ไปชาร์จไฟครั้งเดียว
    2. Adapter: หัวแปลงไฟ ใช้เวลาอยู่ในเมือง (หัวแบบ types C, D, M) เพราะบนเขาจะเป็นปลั๊กแบบ universal ที่ใช้หัวเสียบแบบไทยได้
    ที่ชาร์จไฟตามที่พักระหว่างเดินเขา ⚡️

    📄 References

    Visa:

    Money:

    SIM Card:

    Insurance:

  • AI Literacy: สรุป 31 ข้อคิดการใช้ AI ให้อยู่รอด จาก session แชร์ความรู้ให้กับนักศึกษา ม.หอการค้าไทย

    AI Literacy: สรุป 31 ข้อคิดการใช้ AI ให้อยู่รอด จาก session แชร์ความรู้ให้กับนักศึกษา ม.หอการค้าไทย

    สัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสแชร์ความรู้การใช้ AI ในหัวข้อ AI literacy ให้กับนักศึกษาคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 31 ข้อคิดที่ผมแชร์ใน session โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม:

    1. Why AI literacy: ความสำคัญของ AI literacy
    2. Working with AI: แนวคิดการทำงานกับ AI
    3. How to prompt: วิธีเขียน prompt
    4. Future trends: แนวโน้มของ AI ในอนาคต
    5. Be human: การเป็นมนุษย์ในยุคของ AI

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🤖 Part I. Why AI Literacy
    2. 💼 Part II. Working With AI
    3. 👷 Part III. How to Prompt
    4. 🚀 Part IV. Future Trends
    5. 😌 Part V. Be Human

    🤖 Part I. Why AI Literacy

    .

    ข้อ 1. Pareto Principle (80/20 rule)

    Pareto principle เป็น mental model หรือแนวคิดช่วยตัดสินใจที่บอกว่า 80% ของความสำเร็จมักมาจาก 20% ของสิ่งที่เราทำ

    ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในหลายด้านของชีวิต ทักษะ AI เป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เราทำได้เพื่อช่วยให้เราอยู่รอด

    การเรียนรู้เกี่ยวกับ AI คือ 20% ที่เราทำได้ เพื่อให้โอกาสอยู่รอดถึง 80%

    .

    ข้อ 2. What is AI literacy?

    AI literacy คือ ความเข้าใจและความสามารถในการใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    .

    ข้อ 3. AI can do many things

    AI สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น:

    • Content: สร้าง content เช่น ข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ
    • Analysis: วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว
    • Automation: ทำงานโดยอัตโนมัติ (เช่น คุยกับลูกค้าในขณะที่เราหลับ)

    .

    ข้อ 4. Jobs at risk

    ความสามารถของ AI ทำให้มีหลายงานเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ แม้กระทั่งงานที่ปกติจะต้องใช้มนุษย์ เช่น:

    • ล่าม/นักแปลภาษา
    • นักเขียน
    • โปรแกรมเมอร์
    • Customer service

    เมื่อเป็นอย่างนี้ AI จะมาแทนที่มนุษย์ไหม?

    .

    ข้อ 5. AI still has limitations

    แม้ AI จะทำได้หลายอย่าง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เช่น:

    .

    ข้อ 6. We must not fear AI, but people who use AI

    ด้วยข้อจำกัดของ AI เรายังไม่ต้องกลัวว่า AI จะมาแทนที่เรา

    แต่เราควรจะกลัวคนที่ใช้ AI เป็นมากกว่า

    AI won’t replace people, but maybe people that use AI will replace people that don’t. — Andrew Ng

    คนที่ใช้ AI เป็นสามารถไปได้ไกลกว่าคนอื่น

    เช่น ถ้าไม่ใช้ AI เราอาจจะใช้เวลา 2 วันเพื่อเขียนรายงานส่งอาจารย์

    แต่เมื่อใช้ AI เราอาจใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง และมีเวลาสำหรับอ่านหนังสือสอบมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสได้เกรดที่ดีกว่าคนอื่น

    .

    ข้อ 7. The one who survives is the one who levels up

    แต่ละครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น คนที่อยู่รอด คือ คนที่ยกระดับตัวเอง

    สมัยก่อน เราผลิตหนังสือโดยใช้ scribe หรือชาวบ้านที่ฝึกคัดลอกหนังสือมาโดยเฉพาะ scribe ใช้เวลาฝึกฝนนานหลายปีกว่าจะสามารถคัดหนังสือได้

    วันหนึ่ง เครื่องพิมพ์ถูกพัฒนาขึ้น เราสามารถพิมพ์หนังสือได้หลายพันหน้าในวันเดียว โดยไม่ต้องพึ่ง scribe

    ความต้องการ scribe ลดน้อยลงเรื่อย ๆ และ scribe ที่ยึดติดกับวิธีการผลิตหนังสือแบบเดิม ก็ค่อย ๆ หายไปพร้อมกับความต้องการของตลาด

    ส่วน scribe ที่ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี และฝึกควบคุมเครื่องพิมพ์ ยังคงอยู่รอดต่อไป

    การมาถึงของ AI ก็เหมือนเครื่องพิมพ์ ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้ AI เราก็จะค่อย ๆ ถูกลืม เหมือนกับ scribe ที่ยังคัดหนังสือด้วยมือ

    .

    ข้อ 8. We are at a crossroad: choose

    AI พัฒนาเร็วขึ้นและก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ในช่วงแรกที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ ๆ เราต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะได้ใช้ ChatGPT เวอร์ชั่นใหม่ที่มีความสามารถไม่ต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้ามากนัก

    ในปัจจุบัน เราจะเห็น ChatGPT มีการอัปเดตที่ถี่ขึ้น และในอัปเดตแต่ละครั้ง ChatGPT มีความสามารถมากกว่าเวอร์ชั่นก่อนมาก

    การที่ AI พัฒนาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เรามีเวลาปรับตัวน้อยลงเรื่อย ๆ

    และตอนนี้ เราเหมือนอยู่ที่ทางแยกที่เราจะต้องเลือกว่า เราจะเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นและอยู่รอดในยุคของ AI หรือเราจะใช้ AI แบบเดิม ๆ และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    The people who will come out of this well won’t be the ones who mastered one tool. They’ll be the ones who got comfortable with the pace of change itself. — Matt Shumer


    💼 Part II. Working With AI

    .

    ข้อ 9. Maslow’s hammer

    I suppose it is tempting, if the only tool you have is a hammer, to treat everything as if it were a nail. — Abraham Maslow

    Maslow’s hammer เป็น mental model ที่บอกว่า เครื่องมือสามารถจำกัดมุมมองของเราได้

    เช่น ถ้าเรามีค้อน เราจะมองทุกอย่างเป็นตะปู

    ในยุคของ AI เราอาจมองว่าทุกอย่างแก้ได้ด้วย AI:

    • ทำงานเร็วขึ้น
    • ผิดพลาดน้อยลง
    • มีเวลามากขึ้น

    แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ได้ด้วย AI เพราะ AI ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแก้ทุกอย่าง

    ถ้าเราอยากตอกตะปู เราจะต้องใช้ค้อน ไม่ใช่ AI

    การใช้ AI ที่ถูกต้อง คือ เริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการของเรา แล้วเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ ซึ่งเครื่องมือนั้นอาจจะเป็น AI หรือไม่ก็ได้

    .

    ข้อ 10. AI is built in man’s image

    AI เกิดจากการ train model ด้วยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตซึ่งมาจากมนุษย์

    Human -> Data -> Train -> AI

    เพราะ AI ถูกสร้างจากข้อมูลของมนุษย์ และเรามองได้ว่า AI เป็นเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

    .

    ข้อ 11. AI as capable but junior assistant

    ถ้าเรามอง AI เป็นคน AI จะเป็นเหมือนผู้ช่วยที่มีความรู้รอบด้านและมีศักยภาพสูง

    แต่สิ่งเดียวที่ผู้ช่วยคนนี้ยังขาดไป คือ ทิศทาง

    .

    ข้อ 12. Even a fried egg is hard to get right

    การทำงานกับ AI ก็เหมือนสั่งไข่ดาว แม้จะดูง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

    บางครั้ง เราอยากกินไข่ไม่สุก แต่ได้แบบสุกมาแทน

    บางครั้ง เราอยากให้ AI สร้างรูปในแบบที่เราคิด แต่ไม่เคยได้ภาพนั้นสักที

    .

    ข้อ 13. Principal-agent dilemma

    Principal-agent dilemma เป็น mental model ที่บอกว่า คนทำงาน (agent) มักทำตามความต้องการของคนสั่ง (principal) ไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลไม่เท่ากัน

    ในตัวอย่าง เราไม่ได้ไข่ดาวที่ต้องการ เพราะคนทอดไข่ไม่รู้ว่าเราชอบไข่สุกหรือไม่สุก

    เช่นเดียวกัน AI สร้างรูปที่เราต้องการไม่ได้ เพราะ AI ไม่รู้ว่ารูปที่เราคิดต้องการเป็นยังไง

    .

    ข้อ 14. Fixing the egg

    ถ้าเราอยากได้ไข่ดาวที่ต้องการ เราจะต้องทำให้ AI รู้เท่ากับเรา เช่น ให้ข้อมูลอย่าง:

    1. Goal: ภาพปลายทางที่เราต้องการ (ภาพแมวน่ารัก)
    2. Steps: ขั้นตอนที่จะไปถึงจุดหมาย (วาดแมวก่อน แล้วค่อยวาดองค์ประกอบอื่น ๆ ในภาพ)
    3. Constraints: ข้อจำกัดหรือสิ่งที่ไม่ควรทำ (เช่น ไม่เอาแมวสีดำ ฉากหลังต้องดูสดใส)

    .

    ข้อ 15. Human in the loop: taste and iterate

    Taste: เมื่อไข่ดาวมาเสิร์ฟ เราจะไม่รู้ว่าไข่ดาวอร่อยไหม จนกว่าจะได้ลองชิมด้วยตัวเอง

    การทำงานกับ AI ก็เช่นกัน เราไม่ควรจะบอกว่า สิ่งที่ AI ส่งกลับมาดีไหม จนกว่าจะได้เช็กด้วยตัวเอง

    Iterate: ถ้าชิมแล้วไข่ดาวไม่อร่อย เราจะบอกกับคนทอดว่า ไม่อร่อยเพราะอะไร และจะทำยังไงให้อร่อยมากขึ้น และรอชิมไข่จานต่อไป

    ถ้าสิ่งที่ AI ส่งกลับมาไม่ตรงใจ เราควรจะบอก AI ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกใจ เพื่อให้ AI ปรับผลลัพธ์และส่งกลับมาให้เราเช็กจนกว่าเราจะพอใจกับงานของ AI

    .

    ข้อ 16. Be accountable

    เราควรจะเช็กงานของ AI ทุกครั้ง เพราะถ้าเราไม่รับผิดชอบกับงานของ AI เราอาจจะเป็นเหมือนทนายความจากออสเตรเลียที่ถูกตรวจสอบ หลังจากศาลพบว่าเอกสารที่ทนายนำส่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง

    แม้ทนายจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า AI ที่บริษัทให้ใช้สามารถสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงได้ และตัวเองควรตรวจสอบข้อมูลจาก AI ก่อน ศาลยังสั่งให้ทนายงดว่าความด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 ปี โดยในระยะเวลานี้จะต้องทำงานเป็นลูกจ้างของคนอื่น และต้องรายงานต่อศาลทุกไตรมาส

    ดังนั้น ไม่ว่างานของ AI จะดูดีขนาดไหน เราควรจะตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนที่จะนำงานไปใช้จริง


    👷 Part III. How to Prompt

    .

    ข้อ 17. Prompt and prompt engineering

    Prompt คือ คำสั่งสำหรับทำงานกับ AI ซึ่งจะเป็น:

    • ข้อความ
    • ภาพ
    • เสียง

    หรือสื่ออื่น ๆ ก็ได้

    Prompt engineering คือ การออกแบบ prompt เพื่อทำให้ AI ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    .

    ข้อ 18. Effective prompts

    Prompt ที่ดีมีลักษณะ 3 อย่าง:

    1. Clear: ชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องทำคืออะไร
    2. Specific: มีความเจาะจง ไม่คลุมเครือ
    3. Structured: มีโครงสร้างที่ดี รู้ว่าข้อมูลไหนคืออะไรและต้องใช้ยังไง

    นอกจากนี้ ทั้ง 3 อย่างต้องทำงานภายในเป้าหมายและขอบเขตงานที่เราต้องทำ

    .

    ข้อ 19. How and what of prompting

    การเขียน prompt ที่เราจะต้องรู้มี 2 อย่าง:

    1. Prompting technique (how): วิธีเขียน prompt ให้ AI เข้าใจ
    2. Prompting framework (what): สิ่งที่เราจะควรใส่ลงใน prompt

    .

    ข้อ 20. Prompting technique: n-shot

    n-shot technique เป็นการสั่ง AI โดยให้ตัวอย่าง (shot) และแบ่งได้เป็น 3 ประเภท:

    • Zero-shot: สั่งโดยไม่ให้ตัวอย่าง
    • One-shot: สั่งโดยให้ 1 ตัวอย่าง
    • Few-shot: สั่งโดยให้หลายตัวอย่าง

    เราจะใช้ shot น้อยเมื่อต้องการให้คำตอบของ AI มีความหลากหลาย (มีความสร้างสรรค์)

    และใช้ shot เยอะเมื่อต้องการให้คำตอบของ AI ใกล้เคียงกับภาพที่เราต้องการมากที่สุด

    ตัวอย่างการใช้ n-shot:

    จะสังเกตว่า ยิ่งให้ shot เยอะ คำตอบของ AI ก็จะยิ่งใกล้เคียงกับตัวอย่างมากขึ้น (zero-shot ให้สัตว์ป่า แต่ few-shot ให้สัตว์เลี้ยง)

    .

    ข้อ 21. Prompting technique: COT

    COT ย่อมาจาก chain-of-thought ซึ่งเป็นวิธีเขียน prompt โดยกำหนดวิธีคิดให้กับ AI

    เช่น แทนที่ให้ AI แก้โจทย์เลขในทันที:

    A ซื้อส้ม 2 ลูก ลูกละ 10 บาท A ต้องจ่ายเงินเท่าไร

    เราจะสอนให้ AI คิดก่อน:

    A ซื้อส้ม 2 ลูก ลูกละ 10 บาท
    วิธีคิด:
    1. หาว่า ส้มราคาลูกละเท่าไร
    2. คูณจำนวนราคาด้วยจำนวนส้มที่ต้องซื้อ
    A ต้องจ่ายเงินเท่าไร

    COT เหมาะกับงานที่ซับซ้อนหรือมีหลายขั้นตอน เช่น:

    • แก้สมการเลข
    • วิเคราะห์งานวิจัย
    • การวางแผนเชิงกลยุทธ์

    .

    ข้อ 22. Prompting framework: theatre model

    Theatre model เป็นแนวการเขียน prompt ที่มนุษย์เป็นเหมือนผู้กำกับ และ AI เป็นนักแสดงบนเวทีของเรา

    Theatre model ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่:

    1. Role: บทบาทของ AI
    2. Context: setting ของละคร (บริบทในการทำงาน)
    3. Task: การเดินเรื่อง (เป้าหมาย ขั้นตอน และข้อจำกัด)
    4. Output format: จุดจบของเรื่องจะเป็นยังไง (ส่งที่ AI ต้องส่งให้เรา)
    5. Input: อุปกรณ์ที่จะให้นักแสดงใช้ (ข้อมูลสำหรับ AI)
    6. Execution: “Action!” (คำสั่งให้ AI)

    ตัวอย่างการใช้ theatre model เพื่อสร้างสูตรอาหารใหม่:

    PartExample
    Roleคุณเป็น cook มืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานอาหารไทยและนานาชาติมากกว่า 30 ปี
    Contextคุณกำลังเข้าร่วมแข่งอยู่ในรายการทำอาหาร เพื่อชิงเงินรางวัล 10 ล้านบาท โจทย์คืออาหารไทยฟิวชั่น
    Taskคิดสูตรอาหารไทยฟิวชัน โดยต้องมีวัตถุดิบที่กำหนดอยู่ในอาหาร

    ตั้งชื่อจาน และบอกวิธีการเตรียมอาหาร

    อาหารจะต้องมีความเป็นไทย และถูกปากคนทุกชาติ

    ห้ามเป็นอาหารที่มีอยู่แล้ว
    Output formatส่งกลับมาในรูปแบบนี้:

    ชื่ออาหาร:
    xxx

    ขั้นตอนการทำ:
    xxx
    Inputวัตถุดิบที่ต้องมี:
    1. ใบโหระพา
    2. เนื้อไก่
    3. ผักชี
    Executionคิดสูตรอาหารเลย

    .

    ข้อ 23. Annotation

    เพื่อช่วยให้ AI เข้าใจ prompt ได้มากขึ้น เราควรจัด format ให้อ่านง่ายโดยใช้ XML tags และ markdown:

    • XML tags เช่น <example>ตัวอย่าง</example>
    • Markdown เช่น # และ *

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XML tags และ markdown

    .

    ข้อ 24. Iterate

    Prompt แรกอาจจะไม่ให้ในสิ่งที่เราต้องการเสมอไป

    สิ่งที่เราต้องทำ คือ วิเคราะห์ว่า ผลลัพธ์ยังขาดอะไรไป และมีส่วนไหนของ prompt ที่เราปรับได้ แล้วส่ง prompt ที่แก้แล้วให้ AI อีกครั้ง

    ทำอย่างนี้วนไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

    .

    ข้อ 25. Ask AI

    ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียน prompt ยังไง หรือ prompt ยังขาดอะไรไป เราสามารถถาม AI ได้ให้ช่วยเราได้

    ตัวอย่าง:


    .

    ข้อ 26. AI, more agentic

    AI จะทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น และมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยลง

    .

    ข้อ 27. Human and AI getting closer

    เพราะ AI จะทำงานได้ด้วยตัวเองมากขึ้น AI จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ทำให้มนุษย์จะทำงานกับ AI อย่างใกล้ชิดมากขึ้น


    😌 Part V. Be Human

    .

    ข้อ 28. Humans required

    แม้ว่า AI จะสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างแทนมนุษย์ได้ แต่ในบางงาน เรายังต้องการมนุษย์ด้วยกันเองอยู่ เช่น:

    • นักบิน: แม้ AI จะขับเครื่องบินได้ แต่เราก็อยากให้มีนักบินที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ในห้องนักบิน
    • หมอ: แม้ AI จะวินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่ามนุษย์ แต่เราก็ยังต้องการให้มีคนบอกข่าวดี/ร้ายเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของเรา
    • Customer service: บางครั้ง เราก็ต้องการคุยกับคนมากกว่า chatbot ที่ตอบเป็น pattern

    .

    ข้อ 29. Skill, like muscle

    ทักษะก็เป็นเหมือนกล้ามเนื้อ เมื่อไม่ได้ใช้งาน ก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

    ถ้าเราใช้ AI ทำทุกอย่างให้เรา ทักษะที่เราเคยมีก็จะค่อย ๆ หายไป

    .

    ข้อ 30. What not to outsource to AI

    4 ทักษะที่เราควรฝึกพัฒนา และไม่ควรให้ AI ทำแทนเรา ได้แก่:

    1. Thinking: การคิด เพราะถ้าเราคิดไม่ได้แล้ว เราจะไม่ประเมินงานของ AI ได้ว่าดี/ไม่ดี
    2. Learning: ถ้าเราไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
    3. Writing and reading: การเขียนและการอ่านเป็นทักษะที่ช่วยให้เราคิดและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. Empathy: การเข้าใจคนอื่นเป็นทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นและเชื่อมโยงถึงกันและกันในแบบที่ AI ยังไม่สามารถทำได้

    .

    ข้อ 31. When to use AI

    3 กรณีที่เราจะใช้ AI:

    1. Routine: ใช้ AI ทำงานจำเจหรืองานที่ต้องเป็นประจำ เพื่อที่เราจะได้โฟกัสงานที่ต้องใช้ความคิดมากขึ้น
    2. What and how: ใช้ AI ทำงานในขณะที่เราโฟกัสกับภาพใหญ่ ซึ่งได้แก่ when (ทำเมื่อไร) และ why (ทำไมต้องทำ)
    3. Brainstorm: ใช้ AI ช่วยระดมความคิด เพราะ AI มีข้อมูลเยอะ และช่วยให้เห็นมุมมองที่เราคิดไม่ถึงมาก่อนได้

    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • What I Learned From Writing in 2025: สรุป 7 ประเด็นที่ผมเรียนรู้จากการเขียน post ทุกสัปดาห์มา 1 ปี

    What I Learned From Writing in 2025: สรุป 7 ประเด็นที่ผมเรียนรู้จากการเขียน post ทุกสัปดาห์มา 1 ปี

    ผมเขียนบทความนี้ เพื่อเป็น reflection session กับตัวเองเกี่ยวกับการเขียนบทความใน 1 ปีที่ผ่านมา (2025)

    เพื่อช่วยให้ผมได้ตกผลึกกับตัวเอง บทความนี้เลยเขียนเป็นเหมือนบทสัมภาษณ์ที่มีการถามตอบทั้งหมด 7 ส่วน

    ลองไปดูกันว่า ผมเรียนรู้อะไรจากการเขียนบทความมา 1 ปีบ้าง


    1. 🏁 Q&A 1: ทำไมถึงเริ่มเขียนบทความ?
    2. 😅 Q&A 2: ก่อนหน้านี้ เคยเขียน blog มาก่อน แต่ทำไมถึงเลิกไป?
    3. 🤔 Q&A 3: แล้วครั้งนี้ทำไมถึงเขียนได้นานกว่าครั้งก่อน?
    4. 💪 Q&A 4: ปกติมีวิธีเขียนยังไงบ้าง?
    5. ✏️ Q&A 5: จากที่เขียนบทความมา 1 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
    6. 🔥 Q&A 6: มีอะไรที่คิดว่าปรับปรุงได้ในการเขียนในอนาคต?
    7. 😌 Q&A 7. มีอะไรอย่างทิ้งท้ายบ้าง?

    🏁 Q&A 1: ทำไมถึงเริ่มเขียนบทความ?

    ผมเริ่มเขียน post บน WordPress อย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา หลังจากได้ร่วมคอร์ส Web for Impact ของพี่ทอย DataRockie ตอนปลายปี 2024

    Web for Impact (2024)

    ในคอร์ส พี่ทอยแสดงให้เห็นว่า การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองจะช่วยเปิดโอกาสให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการหางานหรือโอกาสทางธุรกิจ เพราะเว็บไซต์จะช่วยให้คนรู้จักเรามากขึ้น

    แต่การมีเว็บไซต์อย่างเดียวไม่พอ เว็บไซต์จะต้องมี content ที่ดี ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านด้วย เพราะ content ที่ดีจะทำให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสติด search engine และมีคนเข้าถึงเว็บไซต์และรู้จักเรามากขึ้น


    😅 Q&A 2: ก่อนหน้านี้ เคยเขียน blog มาก่อน แต่ทำไมถึงเลิกไป?

    ผมคิดว่า มีอยู่ 2 ปัจจัย:

    .

    ข้อ 1. เนื้อหาที่เขียน:

    Blog แรกที่ผมเขียนบน Blogdit เป็นบทความเกี่ยวกับจิตวิทยา ซึ่งผมพยายามเขียนเป็นแนววิชาการ (เพราะเป็นแนวเขียนที่ผมถนัด) ซึ่งเป็นการเขียนที่ใช้เวลานาน เพราะต้องหา references ต่าง ๆ

    และผมเป็นคนที่อ่าน journal เพราะความสนใจส่วนตัว พอไม่ใช่เรื่องที่สนใจ ผมจะไม่ได้อ่าน และทำให้ไม่มีเนื้อหามาเขียนเป็นบทความ

    Blogdit ที่ผมเขียนลงบทความ

    .

    ข้อ 2. ผลตอบรับ:

    ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า เพราะเราเขียนเพื่อให้เกิด impact แต่พอบทความที่เขียนใช้เวลาเขียน 2–3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ไม่ได้มีคนอ่านหรือเข้าถึง ผมก็รู้สึกว่า การเขียนไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าเท่าไร


    🤔 Q&A 3: แล้วครั้งนี้ทำไมถึงเขียนได้นานกว่าครั้งก่อน?

    เพราะ 2 อย่างเหมือนเดิม

    .

    ข้อ 1. เนื้อหาที่เขียน:

    ผมเปลี่ยนจากการเขียนเกี่ยวกับจิตวิทยา มาเขียนเกี่ยวกับการเขียน code แทน

    ผมเลือก topic นี้ เพราะช่วงนั้น ผมเพิ่งเรียน Data Science Bootcamp ของพี่ทอยจบใหม่ ๆ และอยากฝึกทักษะการเขียนภาษา R, Python มากขึ้น ผมเลยเลือกสรุปเนื้อหา R, Python ที่ผมกลับมาทบทวนเป็นบทความรายสัปดาห์

    ตัวอย่างบทความที่ผมลงในช่วงแรก ๆ

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงไม่กล้าเขียนเรื่องอื่นนอกจากจิตวิทยา เพราะไม่ใช่ domain expertise ของผม แต่ผมจำข้อคิดจาก Web for Impact ได้ว่า เราจะเขียนอะไรก็ได้ และถ้าไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เขียนในสิ่งที่เราสนใจก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็เลยเป็น coding

    .

    ข้อ 2. ผลตอบรับ:

    ข้อนี้เป็นข้อสำคัญ

    หลังจากจบ Data Science Bootcamp รุ่น 10 แล้ว ผมได้ทุนเรียนรุ่น 11 ต่อ ทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ใน bootcamp community ที่อยู่บน Discord ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผมแชร์บทความที่ผมเขียนลงไป

    เพราะเนื้อหาในบทความเกี่ยวข้องกับ bootcamp โดยตรง ทำให้มีคนเข้ามาอ่านบทความค่อนข้างมาก ปกติบทความ 1 จะมีคนเข้ามาอ่านอย่างมากก็ 10 คนในวันแรก (post แรก ๆ ของผมไม่มีคนอ่านเลย 😂) แต่มีอยู่บทความหนึ่งที่ผมเขียนสรุปสูตร Google Sheets แล้วมีคนเข้ามาอ่านวันแรกเกือบ 80 คน พอเห็นตัวเลขแล้วยังตกใจไม่หาย เพราะไม่เคยมีคนเข้ามาอ่านเยอะขนาดนี้มาก่อน และบทความนั้นเพิ่งเป็นบทความที่ 3 ที่ผม post ในปีนั้น (ก่อนหน้านั้น ผมเอา post บทความเก่า ๆ จาก Blogdit มาใส่ไว้ใน WordPress)

    บทความสรุปสูตร Google Sheets

    ตั้งแต่นั้น ผมเลยเรียนรู้ว่า ถ้าเราเขียน content ที่ตอบโจทย์ ก็จะมีคนอ่านงานของเราจริง ๆ และการเขียนไม่ได้เสียเวลาเปล่า และแม้ว่า post หลัง ๆ อาจจะไม่ได้ผลตอบรับดีเหมือนกับบทความ Google Sheets แต่ผมก็ยังมีกำลังเขียนอยู่เรื่อย ๆ

    พอเขียนไปได้สักพัก ก็เริ่มมีคนเข้าถึงบทความและรู้จักเรามากขึ้น

    เช่น มีเพื่อนใน bootcamp ที่ติดตามผลงาน และช่วยให้กำลังใจ (และเช็กคำผิดให้ 😂🙏)

    น้องที่เคยเรียน bootcamp รุ่น 10 ด้วยกันแล้วมาฝึกงานที่บริษัทก็จำผมได้จากบทความที่ลงทุกสัปดาห์

    มีน้องฝึกงาน AI ในบริษัทที่เข้ามาแล้ว search เจอบทความการใช้ AI ของผม

    และพี่ทอยที่จำผมได้จากการลงบทความลงใน Discord ทุกสัปดาห์

    ตัวอย่าง post บน Discord

    (เลยได้เปิด domain ทุกครั้งที่ถ่ายรูปกับพี่ทอย 🤞😂)

    รูปจากงาน WebPresso (Dec 2025)

    💪 Q&A 4: ปกติมีวิธีเขียนยังไงบ้าง?

    ในช่วงแรก ผมไม่ได้มีหลักการอะไรมาก นอกจากเขียนทุกอย่างที่อยากเขียน

    ผมพอรู้หลักการเขียนบ้าง จาก Web for Impact และที่เขียนได้ยินคนอื่นพูดถึงการเขียน content ในเว็บ

    เช่น เราควรจะกำหนด target audience ก่อนว่า เราจะเขียนให้ใครอ่าน

    ผมพยายามใช้ technique นี้แล้ว แต่ปัญหาที่เจอคือ ผมไม่รู้ว่ากำลังเขียนให้ใครอ่าน เพราะผมก็เพิ่งเริ่มเขียน และไม่ได้เป้าหมายชัดเจนว่าอยากจะเข้าถึงคนกลุ่มไหน

    Solution ที่ผมชอบมาจากข้อคิดใน Web for Impact คือ ให้เขียนให้ตัวเองอ่าน ซึ่งพอเป็น mindset แบบนี้ ทำให้ผมเขียนได้ง่ายขึ้น เพราะผมรู้ว่า ผมอยากจะเห็นงานเขียนแบบไหน และแบบไหนที่ผมเรียกว่าอ่านง่ายอ่านได้เข้าใจ

    .

    ผมไม่ได้เขียนโดยไม่มี structure เลย แต่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญมากจนกระทั่งอ่านหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design ของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำว่า การเขียนก็เหมือน creative work อื่น ๆ อย่างการออกแบบ furniture ที่มีกระบวนการ 4 ขั้นตอน (NODE):

    1. Note: เก็บรวบรวมข้อมูล
    2. Organise: จัดเรียงข้อมูล เพื่อเป็นโครงในการเขียน
    3. Draft: ร่าง
    4. Edit: แก้ไข
    หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon

    เราจะเริ่มเขียนไม่ได้ถ้าเราไม่มีข้อมูลและเอาข้อมูลมาทำเป็นโครงก่อน ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือ ผมจะพยายามขึ้นโครงสิ่งที่จะเขียนก่อน แล้วเริ่มเขียนจากโครงนั้นอีกที ซึ่งได้เห็นเองเลยว่าทำให้เขียนง่ายกว่านั่งเขียนโดยไม่มีอะไรเลย

    ทั้งนี้ ผมไม่ได้ยึดโครงที่เขียนตั้งแต่แรกตลอด พอเขียนไปได้สักพัก (อย่างบทความที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่) ผมก็ปรับเปลี่ยนโครงไปเรื่อย ๆ เพราะบางทีการเขียนจะทำให้เราได้เห็นมุมมองและความคิดใหม่ ๆ ที่เราอยากจะใส่ลงไปในบทความ ซึ่งทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนโครง (note → organise → draft) อีกครั้ง

    .

    อีกบทเรียนที่ได้จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design คือ modular writing หรือการเขียนแบบแบ่งท่อน แทนที่เราจะเขียนทั้งบทความในครั้งเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ เราสามารถแบ่งเขียนได้ เช่น บทความมี 5 ส่วน เราเริ่มเขียนส่วน 3 ที่ง่ายสุดก่อน แล้วค่อยเขียน 2, 4 ที่อยู่ประกอบหัวท้าย แล้วจัดการ 1, 5 หลังสุด เพราะเรามีเนื้อหาตรงกลางครบแล้ว

    Modular writing ทำให้การเขียนง่ายขึ้น เพราะเราสามารถเลือกเขียนจากส่วนที่ง่ายที่สุดก่อนได้ เป็นการลด friction ที่เราจะเริ่มเขียนงานในตอนแรก และทำให้เราสามารถเขียนงานออกมาได้เรื่อย ๆ

    นอกจากนี้ modular writing ยังทำให้เราถอดประกอบบทความได้ด้วย เช่น บทความ mental models ที่ผมเขียนส่งท้ายปี 2025 ตอนแรกผมคิดว่าจะเขียนเป็นบทความเดียว แต่พอลองเขียนแล้ว เห็นว่า น่าจะแยกเรื่องกันได้ เลยแยกเป็น 2 บทความแทนที่จะเป็น 1 บทความใหญ่

    การเขียนแบบ modular writing ช่วยให้เรามีอิสระในการจัดการไอเดีย และจับเอาไอเดียมาลงบนหน้ากระดาษมากขึ้น

    .

    ผมได้ใช้ NODE และ modular writing จริง ๆ จัง ๆ ตอนเขียนหนังสือ R Book for Psychologists ที่เป็นหนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับนักจิตวิทยา (เป็นผลงานผสม domain: จิตวิทยา + coding) เพราะหนังสือมีเนื้อหาหลายส่วน ถ้าผมไม่ได้ NODE ก่อน ผมจะเขียนไม่ได้ตั้งแต่แรก และถ้าไม่ใช้ modular writing ผมก็อาจจะเขียนไม่จบ เพราะไปเขียนติดอยู่ที่บทใดบทหนึ่งของหนังสือ พอใช้ modular writing บทเขียนจากบทที่ง่ายก่อน และในแต่ละบทก็เขียนในส่วนที่เขียนได้ก่อน พอเขียนเสร็จก็ค่อยไปต่อที่ส่วนที่ยากขึ้นมาเรื่อย ๆ

    หนังสือ R Book for Psychologists ที่วางขายบน meb (ฝากอุดหนุนหนังสือเล่มด้วยนะครับ 😆🙏)

    ✏️ Q&A 5: จากที่เขียนบทความมา 1 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ข้อ 1. “Just do it” is real:

    เราเริ่มได้แค่ลงมือทำ เราไม่จำเป็นต้องพร้อมก่อนก็ลงมือทำได้ อย่างตอนแรกที่ผมเขียนบทความ coding แรกสุด ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเขียน 100% แต่ก็เขียนไป เพราะตั้งใจว่าจะเขียนออกมาให้ได้

    แล้วพอได้บทความแรก บทความอื่นก็ตามมาเอง

    .

    ข้อ 2. Writing helps with understanding:

    การเขียนช่วยให้เราได้ใช้เวลาคิดในสิ่งที่เขียนมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจ concept ต่าง ๆ มากขึ้น

    ผมจะเห็นผลชัดกับการเขียน code ภาษา R จากตอนแรกที่เรียน bootcamp จบ ผมยังรู้สึกว่า เขียน R ไม่ได้คล่องมาก แต่พอเขียนบทความเกี่ยวกับ R ไปสักพักก็มีความรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น และมั่นใจมากขึ้น เพราะในการเขียนแต่ละบทความ ผมไม่ได้แค่เขียน code ขึ้นมาเฉย ๆ แต่ต้อง run code จริงด้วย เพื่อให้แน่ใจว่า code ที่เขียนไปไม่ผิด และพอ run แล้วเจอ error ผมก็เช็กว่า ผิดพลาดเพราะอะไร และจะแก้ยังไง ทำให้ได้เรียนรู้มากกว่าที่เรียนใน bootcamp

    .

    ข้อ 3. NODE และ modular writing:

    ถ้าอยากเขียนงานให้ดี ควรทำตาม 4 steps: note → organise → draft → edit

    และเขียนโดยแบ่งเขียนเป็น module


    🔥 Q&A 6: มีอะไรที่คิดว่าปรับปรุงได้ในการเขียนในอนาคต?

    ผมคิดว่า มีอยู่ 3 ข้อ:

    .

    ข้อ 1. Write consistently:

    แม้ว่าผมจะ post บทความได้ทุกสัปดาห์ แต่ผมไม่ได้เขียนงานทุกสัปดาห์

    ช่วงแรก ๆ ผมเขียนงานสัปดาห์ต่อสัปดาห์ และพยายามสะสมบทความ เผื่อช่วงที่ผมไม่มีเวลาว่างเขียนจริง ๆ จะได้มีบทความลงไม่ขาดตอน

    แต่พอสะสมมาได้สักพัก กลายเป็นว่าตอนนี้ ผมมีบทความที่ยังไม่ได้ลงเยอะกว่าที่คิดไว้ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะทำให้ผมมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น

    แต่ข้อเสียก็คือ ผมไม่ได้เขียนอย่างสม่ำเสมอ ผมจะเขียนก็ต่อเมื่อมีเวลาหรืออยากจะเขียนจริง ๆ

    ผมมองว่า ถ้าปรับได้ อาจจะปรับให้ตัวเองกลับมาเขียนอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับช่วงแรก ๆ เพื่อที่จะได้เขียนเป็นกิจวัตร แทนที่จะเขียนตามอารมณ์ เพราะกิจวัตรเชื่อถือได้มากกว่าอารมณ์อยากเขียน

    .

    ข้อ 2. QA before publishing:

    สิ่งที่ผมเจอบ่อยก็คือ การสะกดคำผิดหรือใช้คำผิด

    แม้ว่า ผมจะอ่านทวนบทความของตัวเองก่อน post แล้ว แต่ผมเพิ่งเจอว่า การอ่านของมนุษย์ไม่ได้ process ทุกตัวอักษร ทำให้เราสามารถมองข้ามการสะกดผิดหรือการใช้คำผิดได้ในบทความตัวเองได้

    สิ่งที่ผมทำได้ คือ ใช้ AI ให้เป็นประโยชน์

    ในช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มโยนบทความที่เขียนเสร็จแล้วให้กับ AI และถามหา 3 อย่าง:

    1. การสะกดผิด หรือการใช้คำผิด
    2. ความไม่สอดคล้องในการใช้คำและเนื้อหา (เช่น ใช้คำไทยที อังกฤษที)
    3. ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา (สิ่งที่เขียนไปเป็น inaccurate หรือเปล่า)

    ซึ่งพบว่า AI ช่วยผมตรวจพบข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้เร็วกว่าและครบถ้วนมากกว่าถ้าเราอ่านเองมาก

    แต่ก็ยังพบ limitation ของ AI อยู่ว่า AI จะไม่ได้ตรวจเจอทุกข้อผิดพลาด เช่น พิมพ์คำผิด จาก “รู้จักหนังสือ” เป็น “รู้สึกหนังสือ”

    แสดงว่า นอกจากการใช้ AI แล้วผมยังควรจะต้องตรวจสอบเนื้อหาด้วยตัวเองอีกครั้งก่อนจะ publish งานออกไป

    .

    ข้อ 3. Deliver to a wider audience:

    จุดอ่อนหนึ่งของผมคือการทำ marketing เพราะถ้าไม่นับการอ่านหนังสืออย่าง How to Grow Your Small Business ในปีนี้ ผมก็ไม่เคยเรียนหรือทำ marketing อย่างจริงจังมาก่อน

    ตอนนี้ การเข้าถึงบทความของผมส่วนใหญ่มาจากการ post ลงใน Discord ของ bootcamp ซึ่งถ้า bootcamp จบแล้ว ผมก็จะขาดการเข้าถึงกลุ่มคนอ่านส่วนใหญ่ไป

    ผมจะต้องหาช่องทางอื่นที่จะส่งบทความไปให้ถึงกลุ่มคนอ่านอื่น ๆ ให้ได้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ ผมเริ่มแล้วจากการเปิด Facebook page, Instagram, และ Threads

    Facebook page ของผม: Svaron Solution (ฝากติดตามและกด like กันหน่อยนะครับ 😆🙏)

    😌 Q&A 7. มีอะไรอยากทิ้งท้ายบ้าง?

    สำหรับคนที่อยากเริ่มเขียน ผมแนะนำว่า:

    1. Start right away: เริ่มเขียนเลย ไม่ต้องห่วงว่า เขียนไม่เก่ง เพราะฝึกเขียนไปก็จะเขียนดีขึ้นเรื่อย ๆ เอง
    2. Write for yourself: เริ่มจากเขียนให้ตัวเองอ่านก่อน
    3. Modular writing: เริ่มเขียนทีละส่วน ไม่ต้องเขียนทั้งหมดทีเดียว
    4. NODE: อย่าลืมหาข้อมูลและร่างโครงก่อนเขียน จะทำให้เขียนได้ง่ายขึ้นมาก
    5. Share: เขียนแล้วแชร์ให้คนอื่นฟัง เพื่อรับ feedback มาใช้เขียนงานต่อไปให้ดีขึ้น
  • สรุป 5 Life Mental Models ที่ผมเรียนรู้จากการใช้ชีวิตในปี 2021–2025: Time Is Finite, Compound Interest, Diminishing Returns, Negative Returns, และ Sunk-Cost Fallacy

    สรุป 5 Life Mental Models ที่ผมเรียนรู้จากการใช้ชีวิตในปี 2021–2025: Time Is Finite, Compound Interest, Diminishing Returns, Negative Returns, และ Sunk-Cost Fallacy

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 5 mental models ในการใช้ชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ในปี 2021–2025:

    1. Time is finite
    2. Compound interest
    3. Diminishing returns
    4. Negative returns
    5. Sunk-cost fallacy

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. ⌛ Model #1. Time Is Finite
    2. 💰 Model #2. Compound Interest
    3. 📉 Model #3. Diminishing Returns
    4. ❎ Model #4. Negative Returns
    5. ⚓ Model #5. Sunk-Cost Fallacy
    6. 📄 References

    ⌛ Model #1. Time Is Finite

    “Time is money” เพราะเราสามารถใช้เวลาหาเงินได้ ทุกวันเราสละเวลา 8 ชั่วโมงหรือมากกว่าให้กับบริษัท เพื่อรับผลตอบแทนตอนสิ้นเดือน

    แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเป็นมากกว่าเงิน เพราะเราหาเงินเพิ่มได้เรื่อย ๆ แต่เราสร้างเวลาเพิ่มไม่ได้

    โดยเฉลี่ย เรามีเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ในการใช้ชีวิต และทุก ๆ วัน เวลาของเราลดลงเรื่อย ๆ

    เพราะเวลามีจำกัด เวลาจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของเรา และเราควรเลือกใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

    ยิ่งกว่าเงิน และยิ่งกว่าทรัพย์สินใด ๆ


    💰 Model #2. Compound Interest

    Compound interest หรือดอกเบี้ยทบต้น หมายถึง การที่เราได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี เพราะในแต่ละปีเงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้น

    เช่น ในปีแรก เราฝากเงิน 100 บาท และได้ดอกเบี้ย 10% (10 บาท) แสดงว่าในปีถัดไป เราจะได้ดอกเบี้ย 10% จากเงิน 110 บาท แทนที่จะเป็น 100 บาท (11 บาท) ถ้าทำอย่างนี้ไป 10 ปี เราจะมีเงิน 259.37 บาทในบัญชีจากเงินต้นแค่ 100 บาท

    Compound interest เป็น concept ที่พูดถึงบ่อยในหนังสือหลาย ๆ เล่ม (อย่าง The Almanack of Naval Ravikant) เพราะนอกจากจะใช้ในทางการเงินได้แล้ว ยังใช้กับแง่อื่น ๆ ในชีวิตได้อีกด้วย

    ยกตัวอย่างเช่น networking ยิ่งเราทำความรู้จักคนมากขึ้น เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรู้จักคนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนที่เรารู้จักจะสามารถแนะนำให้เรารู้จักกับคนอื่นได้

    หรือการพัฒนาตัวเอง ถ้าเราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน ภายใน 1 ปี เราจะเป็นคนที่มีความสามารถมากขึ้น เพราะเราจะไม่ได้มีแต่ความรู้ที่เรียนมา (เช่น พูดภาษาโปรตุเกส) แต่ยังมีความรู้ที่เราต่อยอดจากความรู้ที่มีอีกด้วย (เช่น รู้ภาษาสเปนที่มีรากภาษาเดียวกันกับโปรตุเกส)

    ถ้าเราสั่งสมอะไรอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานานพอ เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ทวีคูณจากความพยายามของเรา


    📉 Model #3. Diminishing Returns

    ไม่ใช่ว่าทุกความพยายามจะให้ผลทวีคูณทุกครั้ง

    Diminishing returns หมายถึง การที่ผลลัพธ์ที่เราได้ลดลงเรื่อย ๆ

    ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราหิวและกินข้าวจานแรก เราจะรู้สึกว่าข้าวอร่อย แต่พอทานจานที่ 2, 3, 4, … ข้าวจะอร่อยน้อยลงเรื่อย ๆ

    ในลักษณะเดียวกัน เมื่อเราเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ (เช่น ภาษาอังกฤษ) เราจะรู้สึกว่า เราได้เรียนรู้เยอะมาก แต่พอนานไป สิ่งที่เราเรียนรู้ก็จะน้อยลง (เราจะเจอแต่คำศัพท์และไวยากรณ์เดิม ๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว และได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่มาก)

    Diminishing returns สอนให้เรารู้ว่า ความพยายามอาจให้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน และเมื่อผลลัพธ์เริ่มน้อยลง เราอาจจะตัดสินใจใช้เวลาไปกับสิ่งอื่น (เช่น เรียนรู้ภาษาใหม่) เพราะจะทำให้เราใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดได้คุ้มค่ามากที่สุด


    ❎ Model #4. Negative Returns

    Negative returns เกิดขึ้นได้ 2 แบบ:

    แบบที่ 1. Negative returns ที่เกิดขึ้นหลังเราผ่านจุด diminishing returns มาแล้ว

    ตัวอย่างเช่น เราลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษซ้ำ ๆ เพื่อให้เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบ ทุกครั้งที่เรียน เราจะไก้ผลตอบแทนที่น้อยลงจากเงินและเวลาที่เราเสียไป เมื่อถึงจุดที่เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบแล้ว แต่เรายังลงเรียนอีก เราจะพบกับ negative returns เพราะเราจะเสียเงินและเวลาไปโดยไม่ได้ความรู้เพิ่ม

    แบบที่ 2. Negative returns ที่เกิดจาก compound interest ของสิ่งไม่ดี

    ตัวอย่างเช่น เราซื้อ Bitcoin ในช่วงราคาขาลง ถ้าเราไม่ขาย Bitcoin ทิ้ง (cut loss) เราก็จะขาดทุนไปเรื่อย ๆ

    Negative returns สอนให้เรารู้ว่า เราจะได้ผลตอบแทนเชิงลบถ้าเราทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ และต้องคอยระวังสิ่งที่ไม่ดีที่อาจสะสมมาเรื่อย ๆ


    ⚓ Model #5. Sunk-Cost Fallacy

    Sunk-cost fallacy หมายถึง การที่เสียดายสิ่งที่เราลงทุนไปแล้ว ทำให้เราไม่ยอมปล่อยวางจากสิ่งที่เป็น diminishing returns หรือ negative returns

    ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะไม่อยากเปลี่ยนงาน แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรใหม่เพราะทำงานมานาน (diminishing returns) และมีความรู้สึก burnout (negative returns) เพราะเราอาจจะเสียดายเวลาและผลงานที่เคยทำไว้ ถ้าได้งานใหม่ เราจะต้องใช้เวลาสร้างตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

    ทางออกของ sunk-cost fallacy คือ:

    1. Acceptance: ยอมปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เช่น ยอมรับว่าเราไม่สามารถเอาเวลาที่ทุ่มเทไปกับงานกลับมาได้
    2. Focus on the future: โฟกัสไปกับโอกาสที่ดีกว่า เช่น ในขณะที่เรายังอยู่กับงานเดิม เราได้พัฒนาตัวเองน้อยลงและมีสุขภาพที่แย่ลงเมื่อเทียบกับการหางานใหม่ที่เราอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และได้เจอกับสภาพการทำงานที่ดีต่อสุภาพมากขึ้น

    📄 References

  • สรุป 5 Work Mental Models ที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025: Modular Thinking, Input-Process-Output, Triple Constraints, Pareto Principle, และ Usage

    สรุป 5 Work Mental Models ที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025: Modular Thinking, Input-Process-Output, Triple Constraints, Pareto Principle, และ Usage

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 5 mental models ที่ผมเรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025:

    1. Modular thinking
    2. Input-process-output (IPO)
    3. Triple Constraints
    4. Pareto principle
    5. Usage

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🤏 Model #1. Modular Thinking
    2. ➡️ Model #2. Input-Process-Output (IPO)
    3. 📐 Model #3. Triple Constraints: Time, Resource, Quality
    4. 💪 Model #4. Pareto Principle
    5. ✂️ Model #5. Usage
    6. 📄 References

    🤏 Model #1. Modular Thinking

    Mental model แรกที่ผมเรียนรู้ คือ modular thinking: ถ้าเราแตกงานเป็นส่วนย่อย ๆ เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น

    ยกตัวอย่างเช่น การเขียนรายงานส่งลูกค้า แทนที่เราจะบอกว่า “เขียนรายงาน” เราสามารถแยกงานออกเป็นส่วน ๆ ได้แบบนี้:

    1. รวบรวมข้อมูลที่จะเป็นเนื้อหาในรายงาน
    2. ขึ้นโครงรายงาน (เช่น บทนำ, บทที่ 1, บทที่ 2, …)
    3. ร่างรายงาน
    4. ปรับแต่ง
    5. ตรวจทาน
    6. แก้ไข
    7. พิมพ์รูปเล่ม
    8. ส่งรายงาน

    เมื่อเราแบ่งงานเป็นแบบนี้ เราจะเห็นว่างานจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะเราจะมองเห็นงานไหนที่เราสามารถทำได้เลยหรือทำขนานกันได้ (เช่น รวบรวมข้อมูลและขึ้นโครง) และงานไหนที่เราต้องรอให้งานอื่นเสร็จก่อน (เช่น ร่างรายงาน เพราะต้องรอให้มีข้อมูลและโครงก่อน)

    นอกจากการจัดการงาน modular thinking ยังช่วยในการแก้ปัญหาอีกด้วย

    อย่างในตัวอย่างการเขียนรายงาน ถ้าเราเห็นว่างานกำลังล่าช้า เราสามารถไล่งานย่อย ๆ ได้ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน และเราอาจจะพบว่า เรายังรวบรวมข้อมูลไม่ครบ ซึ่งทำให้ไปขั้นต่อไปไม่ได้ และแสดงว่า ถ้าเราจะทำรายงานให้เสร็จ เราต้องหาข้อมูลมาให้ครบก่อน


    ➡️ Model #2. Input-Process-Output (IPO)

    อีก mental model ที่ผมเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ ๆ คือ input-process-output หรือ IPO

    เช่นเดียวกับ modular thinking, IPO เป็น model ที่ช่วยให้เราจัดการงานและแก้ปัญหาในการทำงานได้

    IPO มองงานต่าง ๆ เป็น 3 ส่วน ได้แก่:

    1. Input: ข้อมูลหรือวัตถุดิบตั้งต้น
    2. Process: ขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะแปลง input ให้เป็น output
    3. Output: ผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เราจะได้รับ

    เราสามารถใช้ IPO เพื่อจัดงานที่ได้รับมอบหมายได้

    ยกตัวอย่างการเขียนรายงาน ซึ่งเราแบ่งเป็น 3 ส่วนนี้ได้แบบนี้:

    1. Input: ข้อมูล, โครงร่าง
    2. Process: การร่าง, การขัดเกลา, การตรวจทาน, การแก้ไข
    3. Output: รูปเล่มรายงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า

    เมื่อเรามองงานเป็น 3 ส่วนแบบนี้ เราจะมองเห็นว่า ถ้างานเราจะทำงานสำเร็จ (output) เราจะเตรียมอะไรบ้าง (input) และต้องทำอะไรบ้าง (process)

    ในลักษณะเดียวกัน ถ้างานมีปัญหา เราสามารถใช้ IPO เพื่อหาสาเหตุได้ เช่น ลูกค้าตรวจรายงานและไม่ผ่านอาจเกิดจาก:

    • Input ไม่ครบ เช่น ขาดข้อมูล หรือยังไม่มีโครงร่าง
    • Process ไม่เพียงพอ เช่น ขาดการตรวจทานและแก้ไข ทำให้รายงานมีคำผิดเยอะ

    ทั้งนี้ เราสามารถใช้ modular thinking คู่กับ IPO ได้:

    1. Modular thinking: แยกงานเป็นส่วน ๆ (เช่น รวบรวมข้อมูล)
    2. IPO: ดูว่า ถ้าแต่ละงานจะสำเร็จได้ จะต้องมี input, process, output อะไรบ้าง (เช่น ข้อมูล → นำข้อมูลมาจัดเก็บ → ได้ข้อมูลพร้อมใช้งาน)

    📐 Model #3. Triple Constraints: Time, Resource, Quality

    เมื่อพูดถึงความสำเร็จในการทำงาน เราจะต้องพูดถึง Triple Constraints หรือ 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงาน ได้แก่:

    1. Time: ระยะเวลา
    2. Resource: งบประมาณ แรงงาน และเครื่องมือ/วัสดุ
    3. Quality: คุณภาพหรือขอบเขตงาน

    ทุกการทำงานจะขึ้นอยู่กับ Triple Constraints ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากทำ presentation ให้ดูดีและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (quality) เราอาจจะต้องใช้เวลา 2 วัน (time) ถ้าเราทำคนเดียว (resource)

    ถ้าเรามีเวลาน้อยลง เช่น เหลือ 1 วัน (time) เราอาจจะต้องหาคนมาช่วย (resource) หรือยอมลดความสวยงามของ presentation ลง (quality)

    จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 ปัจจัยใน Triple Constraints จะต้องมีสมดุลซึ่งกันและกัน ถ้าเราเพิ่มอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะต้องเพิ่มปัจจัยอื่น ๆ หรือถ้าเราลดปัจจัยหนึ่ง เราก็จะต้องยอมลดอีก 2 ปัจจัยที่เหลือด้วย

    ในการทำงาน ถ้าเราสามารถหาสมดุลระหว่าง Triple Constraints ได้ เราก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


    💪 Model #4. Pareto Principle

    ในการทำงาน เราไม่จำเป็นต้องทำงานเต็ม 100% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

    ถ้าเราอยาก work smart, not hard เราจะต้องเลือกทำแค่ 20% ที่ส่งผลต่อ 80% ของงาน ซึ่งก็คือแก่นหลักของ Pareto principle

    Pareto principle มีที่มาจากข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี Vilfredo Pareto ว่า ที่ดิน 80% ถูกครอบครองด้วยกลุ่มคนแค่ 20% ของประชากรทั้งหมด

    Pareto principle ที่ปรับใช้กับการทำงานตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า แต่ละงานมีคุณค่าไม่เท่ากัน โดยที่บางงานมี impact สูงกว่างานอื่น และถ้าเราสามารถหาและทำงานนี้ให้สำเร็จได้ งานของเราก็จะคืบหน้าไปกว่าครึ่งโดยที่เราออกแรงแค่นิดเดียว

    นั่นคือ มองหา 20% ของงานที่จะส่งผลต่อ 80% ของผลลัพธ์

    ยกตัวอย่างเช่น เรามี issue log ที่เก็บ bug บนระบบเอาไว้:

    • Bug ส่วนใหญ่ (80%) อาจจัดได้เป็น low ถึง medium priority เพราะมีผลกระทบต่อระบบน้อย (เช่น แสดงคำผิดบนระบบ; ส่งผลต่อการใช้งานระบบ 20%)
    • และมี bug ส่วนน้อย (20%) ที่จัดเป็น high priority เพราะส่งผลกระทบต่อระบบมาก (เช่น ทำให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบไม่ได้; ส่งผลต่อการใช้งานระบบ 80%)

    ถ้าเราเลือกแก้ bug กลุ่มแรกก่อน แม้ว่าเราจะทำงานหนัก (แก้ bug ถึง 80%) แต่ระบบอาจจะใช้งานไม่ได้เหมือนเดิม เพราะ bug ส่วนนี้ส่งผลต่อระบบแค่ 20%

    ในทางกลับกัน ถ้าเราแก้ high-priority bug ที่เป็นส่วนน้อยก่อน (20%) เราจะทำให้ระบบใช้งานได้ปกติ เพราะ bug ส่วนนี้ส่งผลต่อการใช้งานถึง 80%

    ดังนั้น ในการทำงานตาม Pareto principle เราจะต้องหาให้เจอว่า งานอะไรที่มี impact มากที่สุด และทุ่มเทไปกับงานส่วนนั้น เพื่อให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


    ✂️ Model #5. Usage

    Usage เป็น mental model จากแนวคิดการออกแบบ product ของ ดร.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    Usage หรือการใช้งาน เป็นตัวเชื่อมระหว่าง value หรือคุณค่าที่เราต้องการส่งมอบ และ solution หรือผลิตภัณฑ์/feature ที่เราใช้ส่งมอบ value

    ยกตัวอย่างเช่น เครื่องซักผ้า ซึ่งมี value, usages, และ solutions ดังนี้:

    Usage สามารถปรับใช้กับการออกแบบอื่น ๆ ได้เช่น ออกแบบนโยบายสุขภาพให้กับพนักงาน:

    ถ้าทีมงานต้องการส่งมอบ value คือ “สุขภาพที่ดี” usage ที่ถอดออกมาได้อาจเป็น “เอื้อให้พนักงานได้ออกกำลังกาย” ซึ่งภายใต้ usage เราสามารถ brainstorm เพื่อหากิจกรรมที่จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เช่น:

    • แข่งเก็บระยะวิ่ง
    • มีสวัสดิการให้เบิกเงินซื้ออุปกรณ์กีฬา
    • จัดตั้งชมรมกีฬา
    • จัดแข่งกีฬาระหว่างแผนก

    นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ usage ในการทำงานในแต่ละวันได้อีกด้วย เช่น หัวหน้าขอให้ส่งงานเป็น PDF แต่เรามีปัญหาในการสร้างไฟล์ PDF ถ้าเรารู้ว่า หัวหน้าต้องการ PDF เพราะหัวหน้าชอบ comment งานบนไฟล์ (usage คือ “เอื้อให้เขียน comment ลงในงานได้”) เราอาจจะขอหัวหน้าส่งงานเป็นรูป ซึ่งหัวหน้าสามารถ comment ผ่าน LINE ได้เช่นกัน

    จะเห็นได้ว่า usage ไม่เพียงแต่ช่วยในการออกแบบ product และงาน แต่ยังช่วยให้เราแก้ปัญหาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย


    📄 References

    Modular thinking:

    IPO:

    Pareto Principle:

    Usage:

  • วิเคราะห์ resumes ใน 3 ขั้นตอน ด้วย Gemini ผ่าน OpenAI library ใน Python — ตัวอย่างการทำงานใน Google Colab

    วิเคราะห์ resumes ใน 3 ขั้นตอน ด้วย Gemini ผ่าน OpenAI library ใน Python — ตัวอย่างการทำงานใน Google Colab

    บทความนี้เหมาะสำหรับบริษัทหรือ HR ที่ต้องการใช้ AI ช่วยลดเวลาในการคัดกรองผู้สมัคร เพราะเราจะมาดูวิธีวิเคราะห์ resumes ด้วย Gemini ผ่าน OpenAI library ใน Python กัน

    บทความนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนตามขั้นตอนการวิเคราะห์ ได้แก่:

    1. Install and load libraries
    2. Set input
    3. Analyse resumes

    โดยเราจะไปดูตัวอย่างโดยใช้ Google Colab กัน (ดู code ทั้งหมดได้ที่นี่)

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. ⬇️ 1. Install & Load Libraries
    2. 🔧 2. Set the Input
      1. 🧑‍💻 (1) Client
      2. 💼 (2) JD
      3. 📄 (3) Resumes
    3. ⚡ 3. Analyse the Resumes
      1. 🤖 (1) Function เรียกใช้งาน Gemini
      2. ➕ (2) Function ใส่ Input ใน Prompt
      3. 🤔 (3) วิเคราะห์ Resumes
      4. 👀 (4) Print ผลลัพธ์
    4. 😺 Code & Input Examples
    5. 📃 References

    ⬇️ 1. Install & Load Libraries

    ในขั้นแรก เราจะเรียกติดตั้งและโหลด libraries ที่จำเป็นดังนี้:

    • openai: สำหรับเรียกใช้ AI ผ่าน API
    • drive จาก google.colab: สำหรับเชื่อมต่อกับไฟล์ใน Google Drive
    • PyPDF2: สำหรับดึง text ออกจากไฟล์ PDF
    • textwrap: สำหรับลบย่อหน้าออกจาก string
    • Console จาก rich.console และ Markdown จาก rich.markdown: สำหรับ render การแสดงผล string ให้อ่านง่ายขึ้น

    ติดตั้ง:

    # Install libraries
    !pip install PyPDF2
    

    Note: Google Colab มี libraries อื่น ๆ อยู่แล้ว ทำให้เราแค่ต้องติดตั้ง PyPDF2 อย่างเดียว

    โหลด:

    # Load libraries
    
    # Connect to Gemini
    from openai import OpenAI
    
    # Connect to Google Drive
    from google.colab import drive
    
    # Extract text from PDF
    import PyPDF2
    
    # Dedent text
    import textwrap
    
    # Render markdown text
    from rich.console import Console
    from rich.markdown import Markdown
    

    🔧 2. Set the Input

    สำหรับการวิเคราะห์ resumes เราต้องการ input 3 อย่าง ได้แก่:

    1. Client: สำหรับเรียกใช้ Gemini API
    2. Job description (JD): รายละเอียดตำแหน่งงานที่กำลังต้องการพนักงาน
    3. Resumes: ข้อมูล resume ที่เราต้องการวิเคราะห์

    เราไปดูวิธีกำหนด input แต่ละตัวกัน

    .

    🧑‍💻 (1) Client

    เราสามารถกำหนด client ได้ด้วย OpenAI() ซึ่งต้องการ 2 arguments:

    1. api_key: API key สำหรับเชื่อมต่อ API
    2. base_url: base URL สำหรับเรียกใช้ AI service ซึ่งสำหรับ Gemini เราต้องกำหนดเป็น "<https://generativelanguage.googleapis.com/v1beta/openai/>"

    ในตัวอย่าง เราจะเรียกใช้ OpenAI() แบบนี้:

    # Create a client
    client = OpenAI(api_key="YOUR_API_KEY", base_url="<https://generativelanguage.googleapis.com/v1beta/openai/>")
    

    Note: ในกรณีใช้งานจริง ให้แทนที่ "YOUR_API_KEY" ด้วย API key จริง (ดูวิธีสร้าง API key ฟรีได้ที่ Using Gemini API keys)

    .

    💼 (2) JD

    Input ที่ 2 สำหรับการวิเคราะห์ คือ JD ซึ่งเราสามารถกำหนดเป็น string ได้แบบนี้:

    # Set the job description (JD)
    web_dev_jd = """
    Senior Web Developer
    
    We're looking for a Senior Web Developer with a strong background in front-end development and a passion for creating dynamic, intuitive web experiences. The ideal candidate will have extensive experience with the entire development lifecycle, from project conception to final deployment and quality assurance. This role requires a blend of technical skill, creative collaboration, and a commitment to solving complex programming challenges.
    
    Responsibilities
    * Cooperate with designers to create clean, responsive interfaces and intuitive user experiences.
    * Develop and maintain project concepts, ensuring an optimal workflow throughout the development cycle.
    * Work with a team to manage large, complex design projects for corporate clients.
    * Complete detailed programming tasks for both front-end and back-end server code.
    * Conduct quality assurance tests to discover errors and optimize usability for all projects.
    
    Qualifications
    * Bachelor's degree in Computer Information Systems or a related field.
    * Proven experience in all stages of the development cycle for dynamic web projects.
    * Expertise in programming languages including PHP OOP, HTML5, JavaScript, CSS, and MySQL.
    * Familiarity with various PHP frameworks such as Zend, Codeigniter, and Symfony.
    * A strong background in project management and customer relations.
    """
    

    Note: ในกรณีที่ JD เป็นไฟล์ PDF เราสามารถใช้วิธีดึงข้อมูลแบบเดียวกันกับ resumes ได้

    .

    📄 (3) Resumes

    Input สุดท้าย คือ resumes ที่เราต้องการวิเคราะห์

    ในตัวอย่าง เราจะดึงข้อมูล resumes จากไฟล์ PDF ใน Google Drive ใน 3 ขั้นตอน ได้แก่:

    ขั้นที่ 1. เชื่อมต่อ Google Drive ด้วย drive.mount():

    # Connect to Google Drive
    drive.mount("/content/drive")
    

    Note: Google จะถามยืนยันการให้สิทธิ์เข้าถึงไฟล์ใน Drive ให้เรากดยืนยันเพื่อไปต่อ

    ขั้นที่ 2. กำหนด file path ของไฟล์ PDF ใน Google Drive:

    # Set resume file paths
    rs_file_paths = {
        "George Evans": "/content/drive/My Drive/Resumes/cv_george_evans.pdf",
        "Robert Richardson": "/content/drive/My Drive/Resumes/cv_robert_richardson.pdf",
        "Christine Smith": "/content/drive/My Drive/Resumes/cv_christine_smith.pdf"
    }
    

    Note: ในตัวอย่าง จะเห็นว่า เรามี resumes 3 ใบ (ดาวน์โหลด resumes ฟรีได้ที่ www.coolfreecv.com)

    ขั้นที่ 3. ดึง text ออกจาก resumes ด้วย for loop และ PyPDF2:

    # Extract resume texts
    
    # Instantiate a collector
    rs_texts = {}
    
    # Loop through resume files to get text
    for key in rs_file_paths:
    
        # Instantiate an empty string to store the extracted text
        rs_text = ""
    
        # Open the PDF file
        reader = PyPDF2.PdfReader(rs_file_paths[key])
    
        # Loop through the pages
        for i in range(len(reader.pages)):
    
            # Extract the text from the page
            text = reader.pages[i].extract_text()
    
            # Append the text to the string
            rs_text += text
    
        # Collect the extracted text
        rs_texts[key] = rs_text
    

    ตัวอย่าง PDF และข้อมูลที่ดึงจาก PDF:

    Source: www.coolfreecv.com
    Contact  
    +1 (970) 343  888 999 
    george.evans@gmail.com  
    <https://www.coolfreecv.com>  
    32 ELM STREET MADISON, SD 
    57042  
     George  Evans  
    PHP / OOP   
    Zend Framework  Summary  
    Senior Web Developer specializing in front end development . 
    Experienced with all stages of the development cycle for dynamic 
    web projects. Well -versed in numerous programming languages 
    including HTML5, PHP OOP, JavaScript, CSS, MySQL. Strong 
    background in project management and customer relations. 
    Perceived as versatile, unconventional and committed, I am 
    looking for new and interesting programming challenges.  
    Experience  
    Web Developer - 09/201 8 to 05/20 22 
    Luna Web Design, New York  
    • Cooperate with designers to create clean interfaces and 
    simple, intuitive interactions and experiences.  
    • Develop project concepts and maintain optimal workflow.  
    • Work with senior developer to manage large, complex 
    design projects for corporate clients.  
    • Complete detailed programming and development tasks 
    for front end public and internal websites as well as 
    challenging back -end server code.  
    • Carry out quality assurance tests to discover errors and 
    optimize usability.  
    Education  
    Bachelor of Science: Computer Information Systems  - 2018  
    Columbia University, NY  
     
    Certifications  
    PHP Framework (certificate): Zend, Codeigniter, Symfony. 
    Programming Languages: JavaScript, HTML5, PHP OOP, CSS, SQL, 
    MySQL.  
    Reference  
    Adam Smith - Luna Web Design  
    adam.smith@luna.com  +1(970 )555 555  Skills   
    JavaScript   Symfony Framework
    

    ⚡ 3. Analyse the Resumes

    ในขั้นสุดท้าย เราจะเปรียบเทียบความเหมาะสมของ resumes กับตำแหน่งงาน (JD) ใน 4 ขั้นตอน ดังนี้:

    1. สร้าง function เพื่อเรียกใช้ Gemini
    2. สร้าง function เพื่อใส่ input ใน prompt
    3. วิเคราะห์ resumes โดยใช้ for loop และ functions จากข้อ 1, 2
    4. Print ผลการวิเคราะห์

    .

    🤖 (1) Function เรียกใช้งาน Gemini

    ในขั้นแรก เราจะสร้าง function สำหรับเรียกใช้ Gemini เพื่อให้ง่ายในการใช้งาน AI

    ในตัวอย่าง เราจะกำหนด 3 arguments สำหรับ function:

    1. prompts: list เก็บ system prompt และ user prompt
    2. model: model ของ Gemini ที่เราจะเรียกใช้ (เช่น Gemini 2.5 Flash)
    3. temp: ระดับความคิดสร้างสรรค์ของ model โดยมีค่าระหว่าง 0 และ 2 โดย 0 จะทำให้ model ให้คำตอบเหมือนกันทุกครั้ง และ 2 คำตอบจะแตกต่างกันทุกครั้ง
    # Create a function to get a Gemini response
    def get_gemini_response(prompts, model, temp):
    
        # Generate a response
        response = client.chat.completions.create(
    
            # Set the prompts
            messages=prompts,
    
            # Set the model
            model=model,
    
            # Set the temperature
            temperature=temp
        )
    
        # Return the response
        return response.choices[0].message.content
    

    .

    ➕ (2) Function ใส่ Input ใน Prompt

    ในขั้นที่ 2 เราจะสร้าง function เพื่อประกอบ input เข้ากับ prompt เพื่อพร้อมที่จะนำไปใช้ใน function ในขั้นที่ 1

    ในตัวอย่างเราจะสร้าง function แบบนี้:

    # Create a function to concatenate prompt + JD + resume
    def concat_input(jd_text, rs_text):
    
        # Set the system prompt
        system_prompt = """
        # 1. Your Role
        You are an expert technical recruiter and resume analyst.
        """
    
        # Set the user prompt
        user_prompt = f"""
        # 2. Your Task
        Your task is to meticulously evaluate a candidate's resume against a specific job description (JD) and provide a detailed pre-screening report.
    
        Your analysis must be structured with the following sections and include specific, data-driven insights.
    
        ## 1. Strengths
        - Identify and elaborate on top three key strengths.
        - For each strength, briefly provide specific evidence from the resume (e.g., "The candidate's experience with Python and Django, as shown in their role at Acme Corp, directly addresses the JD's requirement for...") and explain how it directly fulfills a requirement in the JD.
    
        ## 2. Weaknesses
        - Identify top three areas where the candidate's experience or skills may not fully align with the JD's requirements.
        - For each point, briefly explain the potential concern and why it might be a risk for the role (e.g., "The JD requires experience with AWS, but the resume only mentions exposure to Azure. This could indicate a gap in cloud infrastructure expertise.").
    
        ## 3. Candidate Summary
        - Draft a concise summary of the candidate's professional background.
        - Emphasise their JD-relevant core responsibilities, key achievements, and career progression as evidenced in the resume.
    
        ## 4. Overall Fit Score
        - Provide a numerical score from 1 to 100, representing the overall alignment of the candidate's profile with the JD.
        - A higher score indicates a stronger match: 80-100 = best match; 60-80 = strong match; 0-40 = weak match.
    
        ## 5. Hiring Recommendation
        - Conclude with a clear, binary hiring recommendation: "🟢 Proceed to interview", "🟡 Add to waitlist", or "🔴 Do not proceed".
        - Justify this recommendation with a brief, objective explanation based on the analysis above.
    
        ---
    
        # 3. Your Output
        - Use a professional and objective tone.
        - Base your analysis solely on the provided resume and JD. Do not make assumptions.
        - Be concise and to the point; no more than 30 words per sentence; the hiring manager needs to quickly grasp the key findings.
        - Format your final report using markdown headings and bullet points for readability.
    
        Output template:
        '''
        # [candidate's name (Title Case)] ([fit score]/100)
    
        [recommendation]: [justification]
    
        ## Profile Summary:
        [summary]
    
        ## Strengths:
        - [strength 1]
        - [strength 2]
        - [strength 3]
    
        ## Weaknesses:
        - [weakness 1]
        - [weakness 2]
        - [weakness 3]
        '''
    
        ---
    
        # 4. Your Input
        **1. JD:**
        {jd_text}
    
        **2. Resume:**
        {rs_text}
    
        ---
    
        Generate the report.
        """
    
        # Collect prompts
        prompts = [
            {
                "role": "system",
                "content": textwrap.dedent(system_prompt)
            },
            {
                "role": "user",
                "content": textwrap.dedent(user_prompt)
            }
        ]
    
        # Return the prompts
        return prompts
    

    Note: เราใช้ textwrap.dedent() เพื่อลบย่อหน้าที่เกิดจาก indent ใน function ออกจาก prompt เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการประมวลผลของ AI และประหยัด input token

    .

    🤔 (3) วิเคราะห์ Resumes

    ในขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด เราจะวิเคราะห์ resumes โดย:

    • ใช้ functions จากขั้นที่ 1 และ 2 เพื่อสร้าง prompt และส่ง prompt ให้กับ Gemini
    • ใช้ for loop เพื่อส่ง resumes ให้กับ Gemini จนครบทุกใบ
    # Instantiate a response collector
    results = {}
    
    # Loop through the resumes
    for rs_name, rs_text in rs_texts.items():
    
        # Create the prompts
        prompts = concat_input(web_dev_jd, rs_text)
    
        # Get the Gemini response
        response = get_gemini_response(prompts=prompts, model="gemini-2.5-flash", temp=0.5)
    
        # Collect the response
        results[rs_name] = response
    

    เมื่อรัน code นี้แล้ว เราจะได้ผลลัพธ์เก็บไว้ใน results

    .

    👀 (4) Print ผลลัพธ์

    สุดท้าย เราจะ print ผลการวิเคราะห์ออกมา โดย:

    • ใช้ for loop ช่วย print ผลจนครบ
    • ใช้ Console กับ Markdown เพื่อทำให้ข้อความอ่านง่ายขึ้น:
    # Instantiate a console
    console = Console()
    
    # Instantiate a counter
    i = 1
    
    # Print the results
    for rs_name, analysis_result in results.items():
    
        # Print the resume name
        print(f"👇 {i}. {rs_name}:")
    
        # Print the response
        console.print(Markdown(analysis_result))
    
        # Add spacers and divider
        print("\\n")
        print("-----------------------------------------------------------")
        print("\\n")
    
        # Add a counter
        i += 1
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    ในตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า George Evans เหมาะที่จะเป็น Senior Web Developer


    😺 Code & Input Examples

    • ดูตัวอย่าง code ได้ที่ Google Colab
    • ดูตัวอย่าง JD และ resumes ได้ที่ JD & Resumes

    📃 References

  • Microcopy: 4 หลักการ + 7 รูปแบบการเขียนคำบนเว็บให้ Users อยากใช้งาน

    Microcopy: 4 หลักการ + 7 รูปแบบการเขียนคำบนเว็บให้ Users อยากใช้งาน

    1. Microcopy: จิ๋ว แต่แจ๋วยังไง?
    2. Microcopy: How-to
    3. UX Writing Principles
      1. Principle #1: Clear
      2. Principle #2: Concise
      3. Principle #3: Useful
      4. Principle #4: On Brand
      5. Principle #4: On Brand
      6. สรุปหลักการ UX Writing
    4. Microcopy Patterns
    5. Pattern #1: Title
    6. Pattern #2: Button
    7. Pattern #3: Error Message
    8. Pattern #4: Confirmation Message
    9. Pattern #5: Text-Input Field
    10. Pattern #6: Empty State
    11. Pattern #7: Waiting Time
    12. Recap
    13. Tips ส่งท้าย
    14. Further Reading

    การที่เราจะออกแบบเว็บไซต์ที่น่าสนใจและน่าดึงดูด ต้องพึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราใส่ลงบนหน้าเว็บ ทั้ง …

    • รูปภาพ
    • ไอคอน
    • โทนสี
    • ฟอนต์ (font)

    รวมไปถึง microcopy หรือคำที่เราใส่ลงบนเว็บด้วย


    Microcopy: จิ๋ว แต่แจ๋วยังไง?

    ลองจินตนาการว่า เราสร้างเว็บขึ้นมาหน้าหนึ่ง โดยในหน้าเว็บมีรูปและไอคอนที่สื่อสารการใช้เว็บ แต่ไม่มีคำหรือข้อความใด ๆ user ของเราอาจจะยังใช้งานได้ …

    … แต่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเวอชันที่มาพร้อม microcopy ที่ user เข้ามาถึงแล้ว สามารถใช้งานได้ทันที:

    Microcopy เป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้ user ทำความเข้าใจและใช้งานเว็บของเราได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

    ประโยชน์ของ microcopy ไม่หยุดเพียงช่วยให้เว็บของเราใช้งานได้และใช้งานง่าย แต่ยังช่วยเพิ่ม engagement ให้กับเว็บของเราอีกด้วย

    ยกตัวอย่าง Google ที่เปลี่ยนคำบนหน้าค้นหาที่พัก จากคำว่า …

    Book a room

    เป็น …

    Check availability

    ก็ทำให้ยอด engagement เพิ่มขึ้น 17%

    ตัวอย่างของ Google แสดงให้เห็นว่า แม้ microcopy อาจจะเป็นเพียงคำเล็ก ๆ บนเว็บ แต่ก็ส่งผลที่สร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้น ถ้าเราอยากจะสร้างเว็บไซต์ที่อยากให้คนเข้ามาใช้ เราก็ควรมี microcopy ที่ดีบนเว็บบนเว็บไซต์


    Microcopy: How-to

    การจะเขียน microcopy ที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก และใคร ๆ ก็สามารถทำได้ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจ …

    1. หลักการ UX writing
    2. Patterns ของ microcopy

    UX Writing Principles

    UX (user experience) writing เป็นศาสตร์ในการเขียนเพื่อประสบการณ์ของ user

    หลักของ UX writing ในการเขียน microcopy มีอยู่ 4 ข้อ ได้แก่

    1. Clear
    2. Concise
    3. Useful
    4. On Brand

    .

    Principle #1: Clear

    Clear หมายถึง ความชัดเจนของคำที่ใช้ ซึ่งเราสามารถทำได้โดย …

    1. หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิค
    2. ให้ข้อมูลบริบท (context) กับ user

    ยกตัวอย่าง microcopy ที่แจ้งเตือน error ในการเข้าสู่ระบบจาก Google I/O:

    จะเห็นได้ว่า microcopy นี้ขาดความชัดเจน เพราะ …

    1. มีศัพท์เทคนิคที่ user บางคนอาจจะไม่รู้จัก คือ authentication
    2. ไม่มีข้อมูลให้ user ว่า ทำไม error นี้ถึงเกิดขึ้น

    ถ้าเราปรับ microcopy ตามหลัก Clear แล้ว เราจะได้ microcopy ใหม่แบบนี้:

    จะเห็นได้ว่า microcopy ใหม่ (ขวามือ) มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะตอนนี้ user รู้แล้ว ผ่านการสื่อสารด้วยคำง่าย ๆ (sign-in error แทน authentication error) ว่า error นี้เกิดจากการใช้รหัสผ่านผิด

    .

    Principle #2: Concise

    Concise ไม่ใช่การเขียนคำให้สั้นที่สุด แต่หมายถึง การเขียนคำให้กระชับ โดย …

    1. ใช้คำอย่างประหยัด แต่ชาญฉลาด
    2. Frontloaded: ใส่ใจความสำคัญไว้ต้นประโยค เพื่อให้ user รู้ในทันว่า สารที่ต้องการสื่อคืออะไร

    จากตัวอย่างของ Google I/O เราจะเห็นว่า microcopy ที่ปรับแก้แล้ว ยังไม่ concise เพราะ …

    1. มีการสื่อสารที่ซ้ำซ้อน โดยวลี “Sign-in error” และ “You entered an incorrect password” สื่อความหมายเดียวกัน คือ เกิดขึ้นผิดพลาดในการเข้าสู่ระบบ
    2. ใจความสำคัญ (incorrect password) อยู่หลังสุด ทำให้ user ต้องเสียเวลาอ่านก่อนจะเข้าใจสารที่ต้องสื่อ

    ถ้าแก้ไขทั้ง 2 ข้อนี้แล้ว เราจะได้ microcopy ที่ตรงกับหลัก Concise มากขึ้น:

    ตอนนี้ user แค่กวาดตาอ่าน microcopy ของเรา ก็สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที

    .

    Principle #3: Useful

    Useful หมายถึง microcopy บอก next action ให้กับ user

    จากตัวอย่างของ Google I/O เราสามารถปรับ microcopy ข้างต้นให้ useful มากขึ้นได้ ดดยการปรับปุ่ม “OK” ให้เป็นปุ่มอื่นที่ช่วยให้ user แก้ error ที่กำลังเจอได้:

    • “TRY AGAIN”
    • “RECOVER PASSWORD”

    ตอนนี้ microcopy ไม่เพียงแค่ให้ข้อมูล แต่ยังช่วยให้ user แก้ปัญหา และใช้งานเว็บต่อไปได้

    .

    Principle #4: On Brand

    Principle #4: On Brand

    On Brand หมายถึง การใช้คำที่สอดคล้องกับ brand identity หรือความเป็นตัวตนของเรา

    จากตัวอย่างของ Google I/O ถ้าทุกคนใช้แค่ 3 หลักการแรก microcopy ของทุกเว็บก็อาจจะออกมาเหมือน ๆ กัน แต่ถ้าเราใส่ความเอกลักษณ์ของเราเข้าไป เราก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราแตกต่าง ซึ่งอาจช่วยเพิ่ม engagement ให้กับ user ที่เราต้องการได้

    มาลองดูตัวอย่าง On Brand กัน สมมุติว่า brand identity ของเราเป็นคนชิล ๆ เราอาจจะปรับ microcopy เป็น …

    Whoops! Looks like that password’s playing hard to get.

    [Give it another shot!]

    [Lost your password pal?]

    หรือถ้าเราอยากให้ดูทางการ เราอาจจะปรับเป็นแบบนี้ …

    Incorrect password. Please verify your entry.

    [Retry]

    [Recover password]

    .

    สรุปหลักการ UX Writing

    หลักการ UX writing มี 4 ข้อ คือ

    1. Clear: ชัดเจน มีบริบท
    2. Concise: กระชับ ไม่ซ้ำซ้อน
    3. Useful: มีประโยชน์ รู้วิธีใช้
    4. On Brand: โดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง

    Microcopy Patterns

    นอกจากหลักการ UX writing แล้ว เรายังควรทำความเข้าใจ patterns เพื่อจะสามารถเขียน microcopy ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

    Microcopy patterns เป็นการจัดประเภท microcopy ที่อยู่บนเว็บ โดยหลัก ๆ microcopy สามารถจัดได้เป็น 7 รูปแบบ ได้แก่

    1. Title
    2. Button
    3. Error message
    4. Confirmation message
    5. Text-input field
    6. Empty state
    7. Waiting time

    แต่ละรูปแบบมีจุดประสงค์และการเขียนที่แตกต่างกันไป เราไม่จำเป็นต้องจำรูปแบบการเขียนให้ได้ทั้งหมด เพียงแต่ต้องเข้าใจจุดประสงค์ของแต่ละรูปแบบเท่านั้น ว่าแต่รูปแบบให้อะไรกับ user บ้าง


    Pattern #1: Title

    Pattern แรก คือ title หรือคำที่ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง คอยบอก user ว่ากำลังอยู่ส่วนไหนของเว็บ และ/หรือทำ action อะไรได้บ้าง

    .

    Title แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งมีการเขียนไม่เหมือนกัน ได้แก่

    .

    ประเภทที่ 1. Single task หรือ title ของหน้าเว็บที่ user สามารถทำได้แค่ 1 action:

    การเขียน: ใช้คำกริยาที่สื่อถึง action ดังกล่าว

    ตัวอย่าง: คำว่า “Save to board” ของ Pinterest ในหน้า save pin ซึ่ง user สามารถทำได้ 1 action คือ บันทึก pin ไปยัง board ที่ต้องการ

    .

    ประเภทที่ 2. Ambiguous task หรือ title ในหน้าเว็บที่ user สามารถทำได้มากกว่า 1 action:

    การเขียน: ใช้คำที่ครอบคลุม action หรือ content ของหน้านั้น

    ตัวอย่าง: คำว่า “Settings” ในหน้าตั้งค่าของ Duolingo เพราะหน้านี้ user สามารถทำได้อย่างน้อย 2 อย่าง คือ จัดการโปรไฟล์ และตั้งค่าแอป

    .

    ประเภทที่ 3. Content name หรือ title ในหน้าเว็บที่มี content ให้อ่าน:

    การเขียน: ใช้ชื่อหัวของ content นั้น

    ตัวอย่าง: “Here’s every Samsung phone, …” ของหน้าบทความในแอป Pocket

    .

    ประเภทที่ 4. Brand name หรือ title ในหน้าเว็บของเราที่เชื่อมมาจากเว็บอื่น:

    การเขียน: ในกรณีที่ user เข้ามาหาเว็บเราจากเว็บอื่น เราก็อยากให้ user รู้ว่าหน้าที่เพิ่งมาถึงเป็น domain ของเรา ดังนั้น เราควรใช้คำที่แสดงถึง brand ของเรา เช่น ชื่อเว็บ หรือชื่อ brand

    ตัวอย่าง: Instagram ที่เขียนชื่อ brand ไว้ในหน้า feed เพื่อให้ user รู้ว่ากำลังใช้แอป Instagram อยู่


    Pattern #2: Button

    Button เป็น microcopy ที่อยู่ตามปุ่มต่าง ๆ บนระบบ

    Button แตกต่างจาก microcopy ประเภทอื่น เพราะเป็นประเภทเดียวที่ช่วยให้ user บอกเว็บไซต์ได้ว่า ต้องทำ action อะไร (ในขณะที่ประเภทอื่นเป็นเว็บไซต์บอก user ว่าต้องทำอะไร)

    จุดประสงค์ของ button คือ ช่วยให้ user ได้ทำ action ที่ต้องการ เพื่อไปถึงเป้าหมาย (เช่น ไปหน้าอ่านบทความ)

    .

    การเขียน button แบ่งได้เป็น 2 ประเภท:

    .

    ประเภทที่ 1. Conversion หรือปุ่มที่มีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยน user มาเป็น customer:

    การเขียน: ใช้สูตร value + relevance

    • Value คือ สื่อสารสิ่งที่ user จะได้รับเมื่อกดปุ่ม
    • Relevance คือ สื่อสารว่าสิ่งที่จะได้รับมีความเกี่ยวข้องกับ user

    ตัวอย่าง: ปุ่ม “Save more on App!” ของ Agoda ที่ชวนให้ user โหลดแอป โดยชี้ให้เห็นว่าถ้าโหลดแล้วจะช่วยประหยัดเงินได้

    .

    ประเภทที่ 2. Function หรือปุ่มที่เน้นการใช้งานมากกว่าสร้าง engagement จาก user:

    การเขียน: สำหรับปุ่มที่ไม่ต้องการให้ user กดบ่อย ๆ และเน้นการใช้งานเป็นหลัก เราสามารถใช้คำกริยาที่สื่อถึง action ที่ user จะทำได้

    ตัวอย่าง: คำว่า “Send” ในหน้า Gmail


    Pattern #3: Error Message

    Error message เป็น microcopy ที่ user จะเห็นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจาก user หรือจากตัวเว็บเอง

    .

    จุดประสงค์หลักของ error message มีอยู่ 2 อย่าง คือ

    1. ช่วยให้ user จัดการกับ error ที่เกิดขึ้น
    2. ช่วยลดความรู้สึกที่ไม่ดีลง เพราะบางครั้ง error ทำให้ user รู้สึกตกใจหรืออารมณ์เสียได้

    .

    Error message มีอยู่ 2 ประเภท คือ

    1. Error ที่ user แก้ด้วยตัวเองได้ เช่น กรอกข้อมูลผิด
    2. Error ที่ user ไม่สามารถแก้เองได้ เช่น server ล่ม

    .

    ทั้งสองประเภทมีสูตรการเขียนเหมือนกัน คือ What + Why + How

    • What: บอก user ว่า error ที่เกิดขึ้นคืออะไร เช่น “Sign-in error”
    • Why: บอก user ว่า ทำไมถึงเกิด error นี้ขึ้น เช่น “You entered an incorrect password”
    • How: เสนอแนะทางการแก้ไข error ให้กับ user เช่น “Try again”

    .

    แต่การใช้สูตรมีความแตกต่างกัน ตรงที่ …

    .

    ถ้าเป็น error ที่ user แก้ไขได้เอง ให้เขียน What, Why, How ให้ชัดเจนและมีความเจาะจง (specific) เพื่อให้ user สามารถแก้ไข error ที่เกิดขึ้นได้

    เช่น error message ของ Slack ที่แจ้งเตือนเมื่อ user อัปโหลดรูปไม่ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนด

    รูปจาก https://uxwritinghub.com/error-message-examples/

    จะเห็นได้ว่า microcopy บอก user อย่างละเอียดว่า จะต้องเลือกรูปที่จะอัปโหลดยังไง พร้อมปุ่มให้ทำ action ต่อ เพื่อให้การอัปโหลดสำเร็จ

    .

    ถ้าเป็น error ที่ user ไม่สามารถแก้ไขได้เอง สามารถเขียน What และ How แบบกว้าง ๆ (generic) ได้ (เช่น “Server error”) และไม่ต้องบอก Why ก็ได้ เพราะ user ไม่ต้องแก้ไข error นี้ด้วยตัวเอง

    เช่น error message ของ Instagram

    รูปจาก https://uxwritinghub.com/error-message-examples/

    จะเห็นว่า microcopy นี้ ไม่ได้บอกอะไรมากนัก (เช่น บอกให้รอ แต่ไม่ได้บอกว่า รอนานขนาดไหน)

    .

    เพื่อให้เข้าใจง่าย เราสามารถสรุปการใช้สูตร error message ได้ตามตาราง

    ErrorWhatWhyHow
    User แก้ได้เองSpecificRequireSpecific
    User แก้ไขเองไม่ได้GenericOptionalGeneric

    .

    Pro tips:

    เพราะ error message เป็น microcopy จะเจอกับ user ในช่วงเวลาที่อาจจะไม่ดีนัก เราจึงควรเขียน error message ให้มีความเป็นคนมากที่สุด เพื่อให้ user รู้สึกสบายใจมากขึ้น

    เราเพิ่มความเป็นมนุษย์ลงไปใน error message โดยหลีกเลี่ยง …

    1. ประโยคคำสั่ง เช่น “ต้องกรอกข้อมูลนี้” vs “โปรดกรอกข้อมูลนี้”
    2. ศัพท์เทคนิค เช่น “Authentication error” vs “Wrong password”
    3. คำที่สื่อถึงความผิดพลาด เช่น “เกิดข้อผิดพลาดในระบบ” vs “ระบบไม่สามารถตอบสนองได้ในขณะนี้ กรุณาลองใหม่อีกครั้ง”

    Pattern #4: Confirmation Message

    Confirmation message เป็น microcopy ที่เกิดขึ้นหลังจาก user ทำ action บางอย่างแล้ว และทำให้ user รู้ว่า action ที่ทำไปสำเร็จไปได้ด้วยดี

    .

    การเขียน confirmation message ทำได้ง่าย ๆ ด้วยสูตร object + V3 เช่น

    “Song removed” หรือ “ย้ายเพลงออกจากเพลย์ลิสต์”

    “Message sent” หรือ “ส่งข้อความสำเร็จ”

    “File moved to trash” หรือ “ไฟล์ถูกย้ายไปถังขยะ”

    ตัวอย่าง confirmation message เมื่อลบไฟล์ใน Google Drive

    .

    ในบางกรณีที่เราต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ user เช่น บอกว่า หลังจากทำ action นี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อ เราสามารถเขียนข้อความต่อท้ายได้ เช่น

    • “ส่งข้อความสำเร็จ ทีมงานจะติดต่อกลับภายใน 7 วัน”
    • “ไฟล์ถูกย้ายไปถังขยะ คุณสามารถกู้ไฟล์คืนได้ภายใน 30 วัน”
    • “ย้ายเพลงออกจากเพลย์ลิสต์ คุณสามารถเพิ่มเพลงใหม่ตลอดเวลา”

    Pattern #5: Text-Input Field

    Text-input field เป็น microcopy ที่อยู่กับกล่องกรอกข้อมูล และมีหน้าที่ช่วยให้ user กรอกข้อมูลได้สะดวก ถูกต้อง และครบถ้วน

    .

    Text-input field ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่

    .

    ส่วนที่ 1. Title หรือ ชื่อข้อมูลที่ต้องกรอก:

    • การเขียน: บอก user ว่าข้อมูลที่ต้องกรอกในช่องนี้คืออะไร
    • ตัวอย่าง: “อีเมล” หรือ “เบอร์โทรศัพท์”

    .

    ส่วนที่ 2. Instruction หรือ คำชี้แจงในการกรอก:

    • การเขียน: บอก user ว่าต้องกรอกอะไร
    • ตัวอย่าง: “กรอกอีเมลที่ต้องการรับข่าวสาร” หรือ “กรอกเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการใช้ลงทะเบียนบัญชี”

    .

    ส่วนที่ 3. Hint หรือ ตัวช่วยในการกรอก:

    • การเขียน: เขียนตัวอย่าง หรือรูปแบบการกรอก เพื่อให้ user รู้ว่าต้องกรอกข้อมูลที่ถูกต้องยังไง
    • ตัวอย่าง: “example@domain.com” หรือ “09-xxxx-xxxx”

    .

    ส่วนที่ 4. Guidance หรือ เงื่อนไขในการกรอก:

    • การเขียน: เขียนระบุเงื่อนไขการกรอกให้ชัดเจน
    • ตัวอย่าง: “กรอกอีเมลส่วนตัวเท่านั้น” หรือ “กรอกเบอร์โทรศัพท์ 10 หลัก”

    .

    เราสามารถใช้องค์ประกอบทั้งสี่ส่วนในการสร้าง text-input field ที่ทำให้ user อยากกรอก form และ engage กับเว็บไซต์ของเราได้


    Pattern #6: Empty State

    Empty state หมายถึง microcopy ในหน้าเว็บที่ว่างเพราะยังไม่มีข้อมูล หรือโหลดข้อมูลไม่สำเร็จ

    .

    จุดประสงค์ของ empty state คือ เพื่อให้ user รู้ว่าในหน้านี้ควรจะมีข้อมูลอะไร

    .

    Empty state มี 4 ประเภท คือ

    1. First use หรือ หน้าว่าง เพราะเป็นการใช้งานครั้งแรก
    2. Clear หรือ หน้าว่างจากการลบข้อมูล
    3. No results หรือ หน้าว่าง เพราะไม่พบข้อมูลค้นหา
    4. 404 error หรือ หน้าว่าง เพราะหาหน้าที่ต้องการไม่เจอ

    .

    การเขียนของ first use, no results, 404 error มีองค์ประกอบเหมือนกัน คือ

    1. Title แจ้งว่า หน้านี้ควรมีข้อมูลอะไร
    2. Description แจ้งว่า ทำไมหน้าถึงว่างเปล่า
    3. Call to action ชวนให้ user ทำ action บางอย่าง
    4. Button เพื่อให้ user ทำ action ได้

    .

    ตัวอย่าง pattern นี้ ที่เห็นได้ทั่วไป คือ Google Search เวลาที่ไม่พบสิ่งที่เราต้องการค้นหา

    Note: Google Search ไม่มี button เพราะ user สามารถใช้ search bar ด้านบนได้

    .

    ส่วน clear ให้เขียนแค่ …

    1. Title
    2. Description

    เพราะ clear เป็นหน้าว่างที่เกิดจากความตั้งใจของ user เอง เช่น user ลบอีเมลทั้งหมดจาก inbox เราไม่จำเป็นต้องมี call to action กับ button เพื่อชวนให้ user หาอีเมลมาเติม inbox ให้เต็มอีกครั้ง

    ตัวอย่างเช่น หน้า inbox ของ Outlook เมื่อเราเคลียร์อีเมลจนหมด:

    รูปจาก https://amrabed.medium.com/enjoy-your-empty-inbox-191307c6b0a7

    Pattern #7: Waiting Time

    Waiting time เป็น microcopy ที่แสดงระหว่างการเปลี่ยนหน้าหรือรอเว็บประมวลผลข้อมูล และเอื้อให้ user รู้ว่า ระบบกำลังทำงานอยู่

    .

    การเขียน: ใช้ V-ing เช่น

    • “Submitting” หรือ “กำลังส่ง”
    • “Removing …” หรือ “กำลังลบ …”

    .

    Pro tips

    ในระหว่างรอ เราสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับ waiting time ได้โดย …

    • บอกว่า เว็บกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อให้ user มีส่วนร่วมในการระหว่างรอ โดยการบอกว่า เช่น Gmail ที่เขียนว่า “กำลังโหลดข้อความของคุณ …” แทนการเขียนว่า “กำลังโหลด …” เพื่อให้ user รู้สึกว่า สิ่งที่รอเกี่ยวข้องกับตนเอง
    • เราสามารถนำเสนอข่าวสารหรือข้อมูล เช่น fun fact, product ตัวใหม่, หรือการใช้งาน feature ต่าง ๆ ให้กับ user ได้ ตัวอย่างเช่น Duolingo ที่ให้ fun fact ระหว่างรอโหลดบทเรียน

    Recap

    Microcopy เป็นคำเล็ก ๆ ที่อยู่บนหน้าเว็บของเรา ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ user ใช้งานได้ แต่ยังสร้าง engagement ให้กับ user ได้ด้วย

    การจะสร้าง microcopy ที่ดี จะต้องมีความเข้าใจ 2 อย่าง คือ

    1. หลักการ UX writing (4 ข้อ)
      1. Clear
      2. Concise
      3. Useful
      4. On Brand
    2. Microcopy patterns (7 รูปแบบ)
      1. Title
      2. Button
      3. Error message
      4. Confirmation message
      5. Text-input field
      6. Empty state
      7. Waiting time

    Tips ส่งท้าย

    Tip #1 – Start microcopy early: การเขียน microcopy ควรเริ่มพร้อม ๆ กับตอนออกแบบเว็บไซต์ เพื่อที่เราจะได้จัดวาง element และคำให้เข้ากัน และหลีกเลี่ยงความไม่ลงตัว เช่น ปุ่มสั้นกว่าคำ หรือคำยาวกกว่ากล่อง

    .

    Tip #2 – Conversational writing: เวลาร่าง microcopy ให้ลองคิดว่า ถ้าเราคุยกับ user เราจะพูดว่ายังไง และ user จะตอบว่าอะไร แล้วนำการสนทนามาแปลงเป็น microcopy

    เช่น …

    เรา: สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ

    user: สวัสดีค่ะ

    เรา: วันนี้มีอะไรให้ช่วยบ้างครับ?

    user: อยากรู้ว่า เคยทำ project อะไรมาบ้าง

    เรา: อ่อ ลองมาดูทางนี้เลย ครับ project ของผมเป็นการออกแบบเว็บไซต์ เพื่อให้คนที่สนใจเรื่อง UX design เข้ามาอ่าน

    user: แล้วประสบการณ์การทำงานละ

    เรา: จะเป็นทางนี้เลยครับ ผมเคยทำงาน …

    จาก role-play นี้ เราอาจแปลงบทสนทนาให้เป็นหน้าเว็บและ microcopy ในเว็บได้แบบนี้:

    Note: ถ้าจะให้ดี การ role-play ควรใช้ persona ของเราและ user ที่เราอยากจะดึงดูดเข้ามาในเว็บของเรา เพื่อให้ microcopy ที่ได้สะท้อน brand ของเรา และดึงดูด user มากที่สุด


    Further Reading

    สำหรับคนที่สนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ microcopy หรืออยากศึกษาในเชิงลึก สามารถอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้ได้:

    1. Microcopy: The Complete Guide โดย Kinneret Yifrah และ Jacqui Licht
    2. Strategic Writing for UX: Drive Engagement, Conversion, and Retention with Every Word โดย Torrey Podmajersky