Tag: Nepal

  • Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)

    ผมเคยคิดไว้นานแล้วว่า อยากไปเทือกเขาหิมาลัยสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายยังไหวอยู่

    พอมีคนมาชวนไปเดินเขาที่ Nepal ผมเลยไม่ลังเลที่จะไปด้วย

    แต่ผมไม่ได้ดูเลยว่า แผนการเที่ยวและการเตรียมตัวเป็นยังไงบ้าง ทำเอาเกือบไม่รอดกลับมา 555 😅

    เพื่อช่วยให้คนที่อยากไป Nepal เตรียมตัวได้พร้อม ผมเลยเขียนบทความนี้ โดยรวบรวมข้อมูลเท่าที่รู้จากการไปเที่ยวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเอาไว้ให้

    บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่:

    1. เส้นทางการเดินเขา
    2. วีซ่า, เงิน, SIM card
    3. การเตรียมร่างกาย
    4. การจัดกระเป๋า

    ผมหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะไป Nepal นะครับ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🏔️ Travel Plan
    2. 🏟️ Guided vs Self-Directed
    3. 🛂 Visa
    4. 💰 Money
      1. 💴 NPR
      2. 💵 USD
      3. 💶 THB
      4. 💳 How Much to Bring?
    5. 📞 SIM Card
      1. 📶 Roaming Package
      2. ☎️ Local SIM
      3. 🧑‍⚖️ Verdict
    6. 📉 Insurance
      1. ✈️ Travel Insurance
      2. 🏞️ Trekking Insurance
    7. 🏃 Body Prep
    8. 🧳 Packing
    9. 👕 Clothes & Gear
      1. 👳‍♀️ Head
      2. 🙈 Face & Neck
      3. 💪 Arms & Hands
      4. 🎽 Upper Body
      5. 🩲 Lower Body
    10. 💊 Food & Medicine
      1. 🍔 Food & Drink
      2. 🤧 Cold
      3. 😣 Stomach
      4. 🚀 Secret Weapon
      5. ⛑️ First-Aid
      6. 🧴 Body Care
    11. 🔌 Electronics
    12. 📄 References

    🏔️ Travel Plan

    เพื่อเป็นบริบทในการอ่าน trip ของผมใช้เวลา 15 วัน (1–15 Apr 2026) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน:

    1. ขาไป (Days 1–3)
    2. เดินเขา (Days 4–13) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน:
      1. ABC route (Days 4–9)
      2. Mardi route (Days 10–13)
    3. ขากลับ (Days 14–15)
    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking
    9BambooJhinu DandaTrekking
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    Note:

    • ABC ความสูง 4,100 เมตร
    • Mardi ความสูง 4,500 เมตร
    ยอดเขา Machhapuchhare ที่เห็นจาก Mardi route

    🏟️ Guided vs Self-Directed

    การเดินเขาที่ Nepal ทำได้ 2 แบบ:

    1. ไปกับทัวร์: ข้อดี คือ มีคนดูแลเรื่องสถานที่ เส้นทาง และใบอนุญาตให้พร้อม
    2. ไปเอง: ต้องจัดการเรื่องแผน สถานที่ และใบอนุญาตเอง แต่มีอิสระในการวางแผนและจัดการมากกว่า

    ผมเลือกไปกับทัวร์ Heaven on Nepal จากที่พี่ในกลุ่มดูวิดีโอของพลอย

    == Heaven on Nepal ==
    .
    👉 Heaven on Nepal เป็นทัวร์ที่ดี รับจบเกือบทุกด้าน และให้บริการเป็นอย่างดี
    .
    Heaven on Nepal เป็นทัวร์จาก Nepal ที่จัดรับแขกคนไทยโดยเฉพาะ มีพนักงานที่สามารถพูดได้ไทยคอยดูแลระหว่างอยู่ในเมือง เช่น พาไปซื้อของ พาไปแลกเงิน (ช่วยให้ได้ของและอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าถ้าไปเอง)
    .
    Guide ที่พาเดินเขาก็มีประสบการณ์และมีเครือข่ายกับที่พักและลูกหาบ (porter) ระหว่างทางเป็นอย่างดี ทำให้ได้รับบริการที่น่าประทับใจ
    .
    เช่น ตอนขึ้นไปที่ ABC ที่อากาศหนาวจัด guide จัดให้กลุ่มผมได้นอนห้องที่อยู่ติดกับห้องครัว เพราะจะอุ่นกว่าห้องอื่น ๆ (บนเขามีนโยบายงดใช้ heater กัน ทำให้บรรยากาศหนาวกว่าเมื่อก่อน)
    .
    มีหลาย ๆ ครั้งที่พวกเราเดินช้า guide ก็จะให้ porter ที่ขนกระเป๋าไปถึงที่พักแล้ว ย้อนกลับมาช่วยขน backpack เพื่อช่วยให้เราเดินได้ง่ายขึ้น
    .
    ถ้าใครอยากซื้อทัวร์ไปเดินเขา ผมก็แนะนำ Heaven on Nepal นะครับ 😆
    Heaven on Nepal post

    🛂 Visa

    Visa นักท่องเที่ยวทำได้ 2 แบบ:

    1. On arrival: ขอวีซ่าเมื่อไปถึงสนามบิน
    2. Before arrival: ทำวีซ่าก่อนเดินทาง

    สำหรับผมเลือกทำวีซ่าก่อนไป โดยฝากทำผ่านทัวร์ ไม่ต้องเดินเอกสารเอง แค่ต้องเตรียมเอกสาร 3 อย่างให้ทัวร์:

    1. หน้า passport (ส่งผ่าน LINE)
    2. รูปถ่าย (สำหรับติดในวีซ่า)
    3. ค่าธรรมเนียม 950 บาท

    Note: สำหรับคนที่ต้องการยื่นวีซ่าด้วยตัวเอง สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ VISA Services Information


    💰 Money

    เราพกเงินไป Nepal ได้ 3 สกุล:

    1. Nepalese Rupee (NPR): สำหรับใช้จ่าย
    2. US dollar (USD): สำหรับใช้จ่ายหรือแลกเป็น NPR
    3. Thai Baht (THB): สำหรับแลกเป็น NPR

    .

    💴 NPR

    เงิน NPR

    NPR ใช้จ่ายหลักใน Nepal

    ข้าวจานหนึ่งใน Nepal ราคาราว ๆ 300–1,100 NPR (ขึ้นอยู่กับสถานที่และระดับความสูง)

    ในช่วงที่ผมไป ราคา NPR อยู่ที่:

    1. 1 THB ≃ 4.5 NPR
    2. 1 USD ≃ 145 NPR

    .

    💵 USD

    USD ใช้จ่ายที่ Nepal ได้ เช่น ซื้อของที่สนามบิน หรือระหว่างทางเดินเขา

    แต่มักไม่เป็นที่นิยม เพราะร้านค้าจะเป็นคนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้เราเสียเปรียบได้

    ทางที่ดี เราควรแลก USD เป็น NPR สำหรับใช้จ่ายใน Nepal

    เงิน USD แบบมีแถบสีฟ้าคาด
    == Old USD Notes ==
    .
    👉 ก่อนไป ผมศึกษาเกี่ยวกับอายุแบงค์ USD ที่ใช้ได้ใน Nepal เพราะผมมีแบงค์ USD ที่ผลิตก่อนปี 2009
    .
    บนอินเทอร์เน็ต คนส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ที่ผลิตตั้งแต่ ปี 2013 ขึ้นไป หรือแบงค์ที่มีแถบสีฟ้า (ตามรูปด้านบน)
    .
    พอถามทัวร์ ทัวร์แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ (แต่ไม่ได้บอกว่าใหม่ขนาดไหน) เพราะแบงค์เก่าอาจจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่น้อยกว่า
    .
    แบงค์เก่าไม่เป็นที่ยอมรับใน Nepal เพราะความกลัวแบงค์ปลอม แบงค์ที่มีแถบสีฟ้าน่าจะเป็นตัว guarantee ที่ดีกว่า
    .
    ตอนอยู่ Nepal ผมแลกเงินด้วยแบงค์ปี 2009 และ 2021 ซึ่งมีแถบสีฟ้าทั้งคู่ และได้อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากัน ผมเลยไม่รู้ว่าแบงค์ที่เก่ากว่าและไม่มีแถบสีฟ้าจะได้อัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง อย่างที่ทัวร์บอกจริงไหม
    .
    เพื่อความสบายใจ ผมแนะนำให้ทุกคนพกแบงค์ใหม่ที่มีแถบสีฟ้าไปสำหรับแลกเงินหรือใช้จ่ายใน Nepal นะครับ 😉

    .

    💶 THB

    THB ใช้จ่ายใน Nepal ไม่ได้ แต่ใช้แลกเป็น NPR ได้ตามร้านแลกเงินใน Thamel (Kathmandu) และ Pokhara

    การแลกด้วย THB สะดวกสบายกว่า USD เพราะเราไม่ต้องแลกเงินไปก่อน และไม่ต้องโดนค่าแลกเปลี่ยน 2 ต่อ

    ก่อนไป Nepal เราสามารถคิดเลขคร่าว ๆ ได้ว่า ใช้เงินสกุลไหน (USD vs THB) แลกเป็น NPR ได้คุ้มกว่ากัน (อย่างตอนผมไป ใช้ THB จะได้ราคา NPR ที่ดีกว่าเล็กน้อย)

    เท่าที่ผมรู้ ในไทยยังไม่มีที่ให้แลก THB เป็น NPR โดยตรง ถ้าจะแลก จะต้องไปแลกที่ Nepal อย่างเดียว

    .

    💳 How Much to Bring?

    เราควรเตรียมเงินไปเท่าไร?

    สำหรับวันเดินเขา อินเทอร์เน็ตแนะนำให้เตรียมเงินวันละ 20–35 USD ส่วนทัวร์แนะนำให้พก 40–50 USD (เพราะต้องให้ทิปกับ guide และ porter หลังจบทัวร์) ซึ่งทั้งสองช่วงเมื่อตีเป็นเงิน Nepal จะอยู่ที่ 3,000–8,000 NPR ต่อวัน

    สำหรับการเดินทางจริง ผมแนะนำให้นำเงินติดตัวไป 4,500–5,000 NPR ต่อวัน โดยคำนวณจาก:

    1. อาหาร: ถ้ากิน dal bhat (อาหาร Nepal ที่เติมข้าวและกับไม่อั้น สำหรับนักเดินเขาและคนกินจุ) ราคา 800–1,100 NPR ต่อมื้อ
    2. น้ำกิน: ขึ้นอยู่กับว่า ตอนกินข้าว เราสั่งน้ำเป็นแก้วหรือกา (ขนาดเล็ก ใหญ่ ใหญ่มาก 😂) ซึ่งราคาอยู่ในช่วง 100–2,100 NPR
    3. ชาร์จไฟ: ครั้งละ 200–400 NPR ต่ออุปกรณ์ (ไม่ได้ชาร์จทุกวัน ถ้ามี power bank อาจจะชาร์จทุก ๆ 2–3 วันแทน)
    4. อาบน้ำร้อน: ครั้งละ 300–400 NPR ต่อคน (ไม่ได้อาบทุกวัน จะได้อาบแค่ช่วงขาไปและขากลับ ขาละ 1–2 วันแรกเท่านั้น)

    Note: ค่าอาหารและของต่าง ๆ จะแพงขึ้นตามระดับความสูง เช่น dal bhat ราคาเริ่มต้นจาก 800 ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1,100 NPR

    Dal bhat ขุมพลังงานสำหรับการเดินเขา 🐦‍🔥

    📞 SIM Card

    เราเลือก SIM card ได้ 2 แบบ:

    1. Roaming package
    2. Local SIM

    .

    📶 Roaming Package

    Roaming package มีข้อดี 2 อย่าง คือ:

    1. ใช้งานง่าย: ไม่ต้องเปลี่ยน SIM แค่ซื้อ package แล้ว activate ตอนไปถึง Nepal ก็สามารถใช้งานได้เลย
    2. เลือกเครือข่ายได้: เลือกใช้เสาสัญญาณของ Nepal Telecom (NTC หรือ Namaste) หรือ NCell ซึ่งเป็น 2 เจ้าหลักใน Nepal ได้

    Note:

    • NTC จะมีสัญญาณครอบคลุมนอกตัวเมืองและระหว่างเดินเขามากกว่า
    • NCell จะครอบคลุมการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

    .

    ☎️ Local SIM

    Local SIM มีข้อดี คือ ราคาถูกกว่า

    ยกตัวอย่างการเดินทาง 15 วัน ราคา roaming package ของ True อยู่ที่ 699+ บาท (data 10 GB)

    True roaming package

    ถ้าซื้อ local SIM อย่าง Namaste ของ NTC จะได้ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 NPR (~245 บาท) มีอายุใช้งาน 28 วัน (ตอนผมไป มีให้เลือกแค่ 5 วัน หรือ 28 วัน) พร้อม data 20 GB

    จะเห็นได้ว่า local SIM ราคาถูกกว่า และได้วันและ data ที่เยอะกว่ามาก

    Namaste SIM card ของ NTC

    Note:

    • เราสามารถขอ local SIM แบบ e-SIM ได้ แต่ค่าใช้จ่ายและการติดต่ออาจจะต้องเปลี่ยนไป
    • ผมซื้อ local SIM จากร้านข้างทางที่ทัวร์พาไป

    .

    🧑‍⚖️ Verdict

    สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ให้ใช้ roaming package

    ส่วนสำหรับคนที่ต้องการประหยัดเงิน ให้ซื้อ local SIM ที่ Nepal


    📉 Insurance

    สำหรับการเดินเขาที่ Nepal เราจะต้องซื้อประกัน 2 แบบ:

    1. ประกันเดินทาง: สำหรับการเดินทางทั่วไป (เช่น กระเป๋าหาย, เที่ยวบิน delay, เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง)
    2. ประกันเดินเขา: คุ้มครองการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยในระหว่างเดินเขาที่มีความสูงกว่าปกติ (เช่น สูงกว่า 4,500 เมตร)

    .

    ✈️ Travel Insurance

    สำหรับประกันเดินทาง กลุ่มผมเลือกใช้ 2 เจ้า:

    1. MSIG: ผมเลือกเจ้านี้ เพราะใช้สำหรับเดินทางไปประเทศอื่นในปีเดียวกันด้วย
    2. Chubb: คนอื่นเลือกใช้เจ้านี้ เพราะราคาย่อมเยา

    .

    🏞️ Trekking Insurance

    สำหรับประกันเดินเขา เรามีให้เลือกหลายตัว

    จากการเปิดดูใน Facebook จะเห็นว่าเจ้าที่คนนิยมใช้ คือ:

    1. WorldTrips
    2. ASC 360
    3. Sompo
    4. Nepal Trekking Insurance

    ส่วนทัวร์แนะนำประกัน 2 เจ้านี้:

    1. Himalayan Guardian
    2. ISA
    Heaven on Nepal post

    กลุ่มผมเลือก Himalayan Guardian โดยผมซื้อผ่านทัวร์อีกที เพราะ:

    1. ประกันอื่นเป็นของต่างประเทศ ซึ่งหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะติดต่อยาก (เช่น เรียก ฮ. มารับยาก)
    2. ประกันบางเจ้า claim ยาก หรือ claim ไม่ได้ตามจริง

    แผนที่ผมเลือกเป็นแผน 14 วัน ซึ่งครอบคลุมความสูง 5,500 เมตร (ไม่มี 4,500 เมตรให้เลือก) ราคาอยู่ที่ 162 USD ซึ่งครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉิน (emergency medical evacuation)

    == Buy or Not to Buy? ==
    .
    👉 ทัวร์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเดินเขาก็ได้ เพราะโอกาสที่จะเรียก ฮ. มารับมีน้อยมาก (~5%)
    .
    สำหรับใครที่คิดว่า ไม่น่าเจอเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินเขา ก็สามารถ skip ประกันเดินเขาไปได้
    .
    แต่ใครที่อยากซื้อประกันเพื่อความสบายใจ แนะนำให้ดู 2 อย่าง:
    ระดับความสูงที่คุ้มครอง 🗻
    ครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉินไหม 🚁
    เฮลิคอปเตอร์แบบที่ใช้สำหรับ emergency medical evacuation

    🏃 Body Prep

    ผมออกกำลัง 2 แบบ สำหรับเตรียมตัวไปเดินเขา:

    1. Cardio เพื่อเพิ่มความอึด (ปกติ ผมเป็นคนไม่ออกกำลังกาย)
    2. Leg day เพื่อฝึกกล้ามเนื้อของขา

    Note: ปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกาย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง/นอน

    ผมเตรียมการออกกำลังกายไว้ 4 อย่าง เพื่อเล่นสลับกันไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 เดือนก่อนเริ่มเดินทาง:

    ExerciseDurationHR Zone
    เดินชัน (ความชัน 8–12)45–60 min2
    ปั่นจักรยาน45–60 min2
    Elliptical45–60 min2
    Leg day

    Note: ตอนแรก ผมจะต้องออกกำลังกาย 3 เดือน แต่ด้วยตารางเวลา ทำให้ออกได้ไม่ครบ

    == Do Your Leg Day ==
    .
    👉 Cardio ว่ายากแล้ว leg day ยากกว่า
    .
    Leg day เลยกลายเป็นการออกกำลังกายที่ผม skip เยอะที่สุด 😂
    .
    และผลที่ตามมาก็ คือ เจ็บเข่าตอนขาลงเขา เพราะกล้ามเนื้อขาไม่ชินกับการใช้งานหนัก
    .
    สำหรับคนที่เตรียมตัวไป Nepal ผมแนะนำให้ฝึก leg day เยอะหน่อย และอาจจะเสริม cardio การเดินขึ้นลงบันได เพื่อให้กล้ามเนื้อชินกับขาขึ้นขาลง 🙂‍↕️

    🧳 Packing

    การเดินทางจะมีการจัดกระเป๋า 3 ครั้ง:

    1. ขาไป: จัดกระเป๋าสำหรับบินไป Nepal
    2. เดินเขา: ถ่ายของจากกระเป๋าลาก ใส่ duffle bag (กระเป๋ากันน้ำ) ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้ เพื่อให้ลูกหาบ (porter) ขนขึ้นเขาให้
    3. ขากลับ: ถ่ายของจาก duffle bag กลับกระเป๋าลาก
    Duffle bag ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้

    ในการจัดกระเป๋า เราต้องคำนึงถึง 2 อย่าง:

    1. น้ำหนักขึ้นเครื่อง: ขึ้นอยู่กับสายการบิน อย่างผมได้น้ำหนัก 15 kg โหลด และ 7 kg ถือขึ้นเครื่อง
    2. น้ำหนักที่ลูกหาบ (porter) ขนได้: porter 1 คนจะขนน้ำหนักได้ไม่เกิน 20–30 kg ในกรณีผม porter 1 คนจะขนกระเป๋าของลูกทัวร์ 2 คน (25 kg) ทำให้กระเป๋าผมต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 12.5 kg (ถ้ามากกว่านั้น จะต้องใส่ backpack ที่ติดตัวไป)

    ถ้าเราเอาน้ำหนักไปเยอะ แต่มี porter ไม่พอ เราก็จะขนของขึ้นเขาได้ไม่หมด เราควรจะต้องจัดของให้พอดีกับจำนวน porter ที่เราจะได้รับ


    👕 Clothes & Gear

    เสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินเขาที่ต้องเตรียมไป จะต้องพร้อมสำหรับ 3 สภาพอากาศ:

    1. ร้อน
    2. ฝน
    3. หนาว + หิมะ + ลมแรง

    ตามที่ผมจัดกระเป๋า แนะนำให้เตรียมไปตามนี้:

    .

    1. หมวกกันแดด: จะเป็น cap หรือหมวกปีกบานก็ได้
    2. หมวกไหมพรม (beanie): สำคัญมาก เพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและไม่ป่วยง่าย ใส่ทั้งระหว่างเดินเขาและตอนนอนในอากาศหนาว
    3. ไฟฉายติดหัว (head lamp): สำหรับใช้เดินเขาตอนมืด และเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน (บางที่ไม่มีไฟให้ใช้ตอนกลางคืน)

    .

    🙈 Face & Neck

    1. แว่นกันแดด: สำหรับกันแดดในอากาศร้อนและในหิมะ
    2. ผ้าบัฟ (buff): สำหรับกันฝุ่นเวลาเจอทางลูกรัง และปิดจมูก/หัวเพื่อให้อบอุ่นในอากาศหนาว

    .

    💪 Arms & Hands

    1. ปลอกแขน: สำหรับกันแดด
    2. ถุงมือ: สำหรับกันหนาว แนะนำให้เตรียมไว้หลายคู่ที่หนาต่างกัน เพื่อใส่ในแต่ละระดับความสูง และควรมีคู่ที่กันน้ำ/หิมะได้
    3. นาฬิกากีฬา: สำหรับวัด heart rate (เพราะถ้าหัวใจเต้นแรงเกิน จะต้องหยุดพัก) และถ้าวัดระดับ oxygen และความสูงระหว่างเดินเขาได้ด้วยก็จะดี
    4. ไม้เดินเขา: แนะนำให้เอาไป 2 ไม้ แต่ระหว่างเดินอาจใช้ข้างเดียวหรือไม่ใช้เลยก็ได้ แล้วแต่คนถนัด
    ไม้เดินเขา

    .

    🎽 Upper Body

    1. เสื้อยืด: แนะนำแบบแห้งเร็ว เช่น เสื้อวิ่ง/ออกกำลังกาย เพราะจะเหงื่อออกระหว่างเดินเขา (แม้ในอากาศหนาว) และเผื่อซัก-ตากเพื่อใส่ซ้ำได้ง่าย
    2. เสื้อกันหนาว: แนะนำให้เตรียมไว้หลายตัว สำหรับใส่ซ้อนกันหรือใส่ทีละตัวก็ได้ เพราะความหนาวแต่ละจุดไม่เท่ากัน สำหรับผมเตรียมไป 4 ตัว คือ sweater, เสื้อกันหนาวแบบบาง, fleece, เสื้อขนเป็ดน้ำหนักเบา
    3. เสื้อกันลม: ช่วยกันหนาว โดยเฉพาะเวลาลมแรง ๆ
    4. เสื้อกันฝน: แนะนำให้เป็นแบบคลุมทั้งตัวและ backpack เพราะเวลาใส่จะง่าย และทำให้กระเป๋าไม่เปียก (ตัวอย่าง) ใส่ทั้งเวลาเจอฝนและหิมะ
    5. ร่ม (optional): บางคนใช้ร่มแทนเสื้อกันฝน ซึ่งข้อดี คือ น้ำหนักเบา แต่ข้อเสีย คือ ต้องถือร่มตลอดเวลา
    6. HEATTECH: ช่วยให้ตัวอุ่นเวลาขึ้นไปบนที่สูง แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบเสื้อ กางเกง และถุงเท้า

    .

    🩲 Lower Body

    1. กางเกงใน: จะใช้แบบทั่วไป หรือแบบใช้แล้วทิ้งก็ได้
    2. กางเกงเดินเขา: แนะนำให้พกไป 2–3 ตัวพอ และถ้าเป็นแบบถอดขาได้ก็จะดี เผื่อเปลี่ยนเป็นขาสั้นเวลาอากาศร้อน
    3. กางเกงขาสั้น: สำหรับใส่ระหว่างพัก หรือใส่นอนในช่วงที่อากาศไม่หนาวมาก
    4. กางเกงขายาว: สำหรับใส่นอน แนะนำให้เป็นแบบกันหนาวได้
    5. ถุงเท้า: แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบบางและแบบหนา สำหรับช่วงอากาศร้อนและอากาศหนาว และแนะนำให้เป็นแบบยาว เพื่อป้องกันรองเท้ากัดและทากดูดเลือดในบางฤดู
    6. รองเท้าแตะ: สำหรับใส่อาบน้ำ และระหว่างพัก
    7. รองเท้าเดินเขา: ควรเป็นแบบหุ้มส้นสูง เพื่อกันข้อเท้าพลิก และควรเลือกแบบกันน้ำ/หิมะได้ (ผมเลือกซื้อยี่ห้อ Merrell ซึ่งใช้ดีมาก)
    8. Crampons: โซ่หนามติดรองเท้า สำหรับใส่เดินกันลื่นบนหิมะ สามารถหาซื้อได้ใน Nepal (ผมซื้อมาคู่ละ 1,000 NPR หรือ ~220 บาท)
    Crampons

    💊 Food & Medicine

    สำหรับอาหารและยาที่ควรเตรียมไป มีดังนี้:

    .

    🍔 Food & Drink

    1. ลูกอม: ช่วยให้รู้สึกสดชื่นระหว่างเดินเขา
    2. Power bar: ช่วยให้พลังงานระหว่างทาง โดยเฉพาะเวลาหิวมาก ๆ แต่ยังไปไม่ถึงจุดหมาย
    3. ขนม: เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ สำหรับกินเล่นระหว่างพัก
    4. บะหมี่สำเร็จรูป: สำหรับทานแก้เบื่อ (เพราะอาหารระหว่างเดินเขาใช้เมนูเดียวกันตลอดทาง)
    5. Aquatabs: ยาฆ่าเชื้อ สำหรับใส่ในน้ำก๊อก/น้ำจากลำธารเพื่อเปลี่ยนให้เป็นน้ำกิน สามารถหาซื้อใน Nepal ได้ (ราคาถูกกว่าไทย)
    6. ขวดน้ำ: แนะนำให้เป็นแบบเก็บความร้อนได้ สำหรับซื้อน้ำร้อนกินในที่สูง (ผมพกไป 2 ขวด ขวด 1 ลิตร สำหรับใส่น้ำเย็น และขวด 600 ml สำหรับใส่น้ำร้อน)
    ถ้ามีขวดน้ำเก็บความร้อน ก็จะจิบชาระหว่างทางได้ ☕️
    == Where’s Water? ==
    .
    👉 ระหว่างเดินเขา เราหาน้ำกินได้ 2 แบบ:
    .
    เติมจากก๊อกน้ำ หรือลำธาร: เติมแล้วจะต้องใส่ Aquatabs ด้วย โดยเฉพาะน้ำก๊อกที่ไม่สามารถใช้เป็นน้ำดื่มได้โดยตรง และเสี่ยงที่จะท้องเสีย
    .
    ซื้อ: ขอซื้อน้ำสะอาดได้ตามที่พัก ซึ่งน้ำที่นำมาขายจะเป็นน้ำก๊อกหรือน้ำตามธรรมชาติ (เช่น หิมะที่เก็บไว้) เอามากรองหรือต้มให้เราดื่ม
    .
    แนะนำว่า ใครที่ไม่กล้ากินน้ำก๊อกที่ใส่ Aquatabs ก็ควรซื้อจากที่พักตามทางแทน โดยวันหนึ่งควรกินได้อย่างน้อย 2–3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความสูง 👍

    Note:

    • เวลาพักระหว่างเดินเขา ควรซื้ออาหารของที่พักด้วย ไม่ควรกินแต่ของที่เอามาอย่างเดียว เพราะรายได้หลักของที่พักมาจากค่าอาหาร
    • สำหรับ ABC (ตั้งแต่ Bamboo ขึ้นไป) จะไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน เพราะเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ (มีแค่ผัก ไข่ และปลาเท่านั้น)

    .

    🤧 Cold

    ยาแก้แพ้อากาศหรืออาการหวัด จากอากาศหนาว/แห้งของ Nepal:

    1. ยาลดไข้
    2. ยาแก้แพ้
    3. ยาแก้คัดจมูก
    4. ยาอมแก้เจ็บคอ
    5. ยาแก้อักเสบ

    .

    😣 Stomach

    ยาสำหรับอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือปวดท้อง:

    1. กาวิสคอน (Gaviscon): แก้อาการกรดไหลย้อน
    2. อีโน (ENO): ลดกรดในกระเพาะ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
    3. ยาแก้ท้องเสีย: ช่วยให้ถ่ายน้อยลงเวลาท้องเสีย
    4. ยาคาร์บอน: ช่วยให้ถ่ายเป็นก้อนมากขึ้น
    5. เกลือแร่: เพิ่มเกลือแร่ให้กับร่างกาย

    .

    🚀 Secret Weapon

    อาวุธลับที่ช่วยให้ผ่านการเดินเขาที่ Nepal มาได้:

    1. โซดามิ้นท์ (Sodamint หรือ sodium bicarbonate): เป็นยาลดกรด แต่สำหรับการเดินเขา เราจะกินเพื่อลดกรดในกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ปวดเมื้อยจนเกินไป ให้ทาน 2 ครั้ง เช้า-เย็น พอกินแล้วจะเมื้อยน้อยลงเยอะมาก
    2. ยูนิเรน (Uniren): ยาฉีดบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อย ผมได้ขวดนี้ช่วยไว้ตอนกล้ามเนื้อเข่ายืด พอฉีดแล้วทำให้เดินต่อได้
    3. แผ่นแปะแก้ปวด: สำหรับเวลาปวดกล้ามเนื้อมาก ๆ
    4. ยาแก้ความสูง: ขาดไม่ได้ จะต้องกินก่อนขึ้นเขาและก่อนลงเขา ยาจะทำให้ปวดฉี่และหิวน้ำ ทำให้เราดื่มน้ำได้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินจากการที่ oxygen ในอากาศต่ำ

    .

    ⛑️ First-Aid

    ชุดปฐมพยาบาล:

    1. ยาแก้ปวด
    2. ยาแก้คัน
    3. ยาสมานแผล
    4. ปาสเตอร์ปิดแผล
    5. ยาหยอดตา

    .

    🧴 Body Care

    อุปกรณ์ดูแลผิว:

    1. Lotion: ให้ความชุ่มชื่นกับผิว เพราะอากาศ Nepal หนาวและแห้งมาก
    2. ลิปมัน: สำหรับกันปากแตกจากอาการแห้ง
    3. ครีมกันแดด: โดยเฉพาะขึ้นเขาที่มีหิมะ เพราะแดดหิมะจะแรงกว่าปกติ
    4. ครีมอาบน้ำ: แนะนำให้พกแบบอาบน้ำและสระผมได้ในตัวเดียวกัน เพื่อลดน้ำหนักของที่ขนขึ้นเขา
    5. โฟมล้างหน้า
    6. แปรงสีฟัน + ยาสีฟัน
    7. กรรไกรตัดเล็บ
    8. ทิชชู่แห้ง: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเข้าห้องน้ำ (ห้องน้ำส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำความสะอาดให้ หรือมีแค่ขันน้ำหรือที่ฉีดน้ำ)
    9. ทิชชู่เปียก: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเช็ดตัวสำหรับวันที่ไม่ได้อาบน้ำ (เพราะอากาศเย็นเกิน)

    Note: สำหรับอุปกรณ์อาบน้ำ แนะนำรวมไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ ที่แขวนได้ เพราะห้องน้ำระหว่างปีนเขาไม่ค่อยมีที่วางสบู่ เสื้อผ้าให้

    == Toilet in High Places ==
    .
    👉 ห้องน้ำระหว่างเดินเขา จะมีอยู่ 2 แบบ:
    โถนั่ง 🚽
    คอห่าน 🏋️
    .
    โดยบางที่ก็มีทั้ง 2 แบบ หรือบางที่ก็มีแค่แบบเดียว
    .
    ถ้าต้องเข้าห้องน้ำระหว่างทาง ให้บอก guide เพื่อหาจุดเหมาะสม เพื่อปลดปล่อยท่ามกลางธรรมชาติ 😌

    🔌 Electronics

    นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องติดตัวไป อย่างมือถือ กล้อง แล็ปท็อป เราจะต้องเตรียม 2 อย่างนี้ด้วย:

    1. Power bank: แนะนำให้พกแบบใหญ่ที่ชาร์จได้หลายวันไป เพราะระหว่างเดินเขาจะต้องเสียค่าชาร์จไฟตามจำนวนอุปกรณ์ (ราคา 100–400 NPR) ปกติที่ผมทำ คือ ชาร์จทุกอย่างจาก power bank แล้วเอา power bank ไปชาร์จไฟครั้งเดียว
    2. Adapter: หัวแปลงไฟ ใช้เวลาอยู่ในเมือง (หัวแบบ types C, D, M) เพราะบนเขาจะเป็นปลั๊กแบบ universal ที่ใช้หัวเสียบแบบไทยได้
    ที่ชาร์จไฟตามที่พักระหว่างเดินเขา ⚡️

    📄 References

    Visa:

    Money:

    SIM Card:

    Insurance: