Ep 1/5. UK Again: เรื่องเล่า 2 ชีวิตคู่ขนาน ตอน Day One

ในปี 2018–2019 ผมไปเรียนต่อที่อังกฤษคนเดียว

ในปี 2026 ผมกลับไปที่อังกฤษอีกครั้ง พร้อมกับพ่อแม่และน้อง

ต่อไปนี้ คือ เรื่องราวใน 2 ช่วงชีวิตที่เดินคู่ขนานกันไป

เรื่องราวในปัจจุบันที่สร้างขึ้นใหม่

และเรื่องราวในอดีตที่ย้อนกลับมาพร้อมกับสถานที่ที่เคยไปเยือน และคนที่เรารู้จัก

บทความนี้เป็นตอนที่ 1/5 ตอน Day One ซึ่งเล่าเรื่องราวการเดินทางสู่ London การเดินทางไป Dover และ Seven Sisters ทั้งในอดีตและปัจจุบัน



⏭️ Time Jump

อ่านตอนต่อไป:

  • UK Again, Ep 2 (coming soon)
  • UK Again, Ep 3 (coming soon)
  • UK Again, Ep 4 (coming soon)
  • UK Again, Ep 5 (coming soon)

🚶 From Cold Sun Walk

ครั้งหนึ่ง ผมเคยเดินไปตามถนนใน London ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่านและแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องจากท้องฟ้าฤดูหนาว

ผมตั้งชื่อเพลย์ลิสต์ของวันนั้นว่า Cold Sun Walk

และนี่คือเพลงหนึ่งในเพลย์ลิสต์นั้น

Note: ดูเพลงทั้งหมดในเพลย์ลิสต์


🌎 Day 01. Part I, Arrival

🗓️ Date: Saturday 30 May 2026

.

✈️ (1) Above the Cloud

📆 2026
📍 Somewhere over Europe

ตอนธีร์ น้องของผม ลุกไปเข้าห้องน้ำ ผมลุกตามไปด้วย เพื่อจะได้รบกวนผู้โดยสารที่นั่งติดทางเดินแค่ครั้งเดียว แทนที่จะเป็น 2 ครั้ง

แสงสว่างจากข้างนอกส่องลอดหน้าต่างเล็ก ๆ ของประตูทางออกเข้ามาบนทางเดินแคบ ๆ ที่เรายืนเข้าห้องน้ำท้ายเครื่อง

น่าจะเป็นช่วงเช้า คนเลยเยอะ ผมคิด เพราะมีคนต่อแถวอยู่ก่อนเราแล้ว 2–3 คน

พอไม่มีผ้าห่ม อากาศในเครื่องก็รู้สึกหนาวขึ้นมา แถวค่อย ๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ มีผู้โดยสารเข้ามาต่อหลังเราเรื่อย ๆ

“เมื่อกี้มีเครื่องบินผ่านมาด้วย” ธีร์พูดเมื่อถึงตาเราไปยืนอยู่หน้าห้องน้ำ ซึ่งอยู่ติดกับประตูทางออก

“ไหน ๆ” ผมถาม มองออกไปเห็นแต่เมฆสีขาวและฟ้าสีคราม

“มันบินผ่านไปแล้ว”

พอถึงผู้หญิงคนก่อนหน้าใช้ห้องน้ำเสร็จ ธีร์ก็เข้าไปใช้ต่อ

ระหว่างรอ บรรยากาศบนเครื่องทำให้ผมนึกถึงซีรีส์เรื่อง Hijack ที่เพิ่งดูจบไปไม่ได้นาน ตอนแรกคิดว่าถ้าเป็นแบบในหนังคงจะเท่ห์ดี แต่ถ้าเป็นจริงคงจะไม่สนุกเท่าไร

ชีวิตจะดูน่าตื่นเต้นเกินไป

พอธีร์ออกจากห้องน้ำ ผมรีบเข้าไปต่อ ก่อนปิดประตูห้องน้ำ ผมเห็นแถวยาวไปที่ทางเดินอีกฝั่งแล้ว

.

📆 2018
📍 Muscat International Airport, Oman
2018

ตอนที่ลงจากเครื่อง ผมหวังว่าจะมีใครไปทางเดียวกับผมบ้าง

แต่ดูเหมือนจะไม่มีเลย

ระหว่างหาทางไปเกตสำหรับเที่ยวบินไป London ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกไหมที่มาเรียนต่อ แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยที่คาดหวังไว้ แต่แล้วยังไง? เรียนจบแล้วจะช่วยอะไรผมได้บ้าง? และที่สำคัญ ผมจะเรียนจบไหม?

ผมอาจจะคิดผิดที่มาเรียนต่อ แทนที่จะทำงานต่อ บางทีถ้าผมทำงานสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ชีวิตผมอาจจะดีขึ้นสักวัน

การมาเรียนต่อก็เหมือนการหยุดเวลา ปล่อยให้คนอื่นแซงหน้าเราไป แม้จะมีปริญญาจากมหาวิทยาลัยดี ๆ ก็ใช่ว่าจะมีใครสนใจ

“ถ้าเป็นพี่ พี่ก็จะไม่สนใจว่าแกจบ ป.โท มา” พี่ที่ทำงานเก่าเคยพูดไว้ “พี่จะดูประสบการณ์ว่าทำงานได้หรือเปล่า”

ซึ่งผมเห็นด้วย ไม่ใช่ทุกอย่างที่เรียนมาจะเป็นประโยชน์ในการทำงาน ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ เพราะผมชอบสาขาที่เรียน แต่สิ่งที่เรียนไม่มีใครเห็นค่าเลย

ผมน่าจะคิดผิดที่มาเรียนต่อ

ผมมองไม่เห็นอนาคตตัวเองเลย

จากกรุงเทพฯ เครื่องใช้เวลา 6–7 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง Oman และจาก Oman ไป London ก็ใช้เวลาอีก 7–8 ชั่วโมง

ผมเหมือนแค่ยืดเวลาออกไป ไม่อยากให้อนาคตอันมืดมนที่จะต้องมาถึงในที่สุดมาถึง

.

📆 2026
📍 Somewhere over Europe

อาหารเช้ามาเสิร์ฟพร้อมอาหารเย็นที่ผมขอให้พนักงานช่วยเก็บเอาไว้ เพราะตอนนั้นดึกเกินสำหรับมื้อค่ำ และอยากพักแผลบนปากที่เพิ่งได้มาตอนอยู่ที่สนามบิน (ดูเรื่องราวในภาคผนวกท้ายบทความ)

พนักงานเก็บถาดอาหารไปได้ไม่นาน กัปตันก็ประกาศว่าเราจะถึงสนามบินในไม่ช้า

นอกหน้าต่าง เครื่องค่อย ๆ ลดระดับลงจนมองเห็นทะเลข้างล่างซึ่งมีฟาร์มกังหันลมตั้งอยู่

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมฝันถึงกังหันลมในน้ำ และหลังจากนั้น ผมก็ได้เห็นของจริงระหว่างไปเที่ยว Seven Sisters กับเพื่อน ผมยังสงสัยว่าอะไรทำให้ผมฝันถึงสิ่งที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่มาก่อนได้

.

เครื่องบินค่อย ๆ บินเข้าสู่เกาะอังกฤษ ทะเลถูกแทนที่ด้วยผาสีขาวที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะอังกฤษ และจากนั้นก็เป็นพื้นที่สีเขียวเปิดโล่ง ซึ่งมีแต้มสีน้ำตาลของเมืองและหมู่บ้านอยู่เป็นจุด ๆ

“ตรงนั้น คือ The Shard ที่อยู่ในเรื่อง Spider-Man” ผมบอกธีร์กับแม่ที่นั่งอยู่แถวหลัง

“ตรงนั้น น่าจะเป็นตึกที่ทำให้รถละลาย” ผมพูด “เลยขึ้นไปจะเป็น London Eye กับ Big Ben”

ไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก ผมคิดระหว่างที่มองดู London ในแสงแดดยามเช้า

.

📆 2018
📍 London

เครื่องบินเหนือ London ที่มีเมฆฝนปกคลุม ผมมองเห็นแม่น้ำ Thames และตัวสีน้ำตาลเทา แต่ไม่เห็น Big Ben ที่เป็นแลนด์มาร์กของ London

.

🛃 (2) Airport

📆 2026
📍 Heathrow Airport, London

อาคารผู้โดยสารดูว่างเปล่า แต่อบอุ่นด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของอาคาร

ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เราต่อแถวสำหรับคนที่ไม่ได้ถือพาสปอร์ตอังกฤษ ผมนึกถึงขากลับจากโปรตุเกส ที่ Younghoon เพื่อนชาวเกาหลีเดินผ่านด่านได้เร็วกว่าผม เพราะใช้เครื่องอัตโนมัติได้

พอถึงคิว เราก็เข้าไปยื่นพาสพอร์ตพร้อมกัน 4 คนให้กับเจ้าหน้าที่

“เดินทางมาทำอะไรครับ?” เจ้าหน้าที่ถาม

“มาเที่ยว”

“กี่วัน?”

“10 วัน” ธีร์หรือพ่อตอบ ผมเก็บมือถือที่กำลังจะหยิบขึ้นมาเช็กวันใส่กระเป๋าเหมือนเดิม

เราสแกนลายนิ้วมือกันทีละคนจนครบ แล้วเจ้าหน้าที่ก็คืนพาสปอร์ตให้

“ขอให้โชคดีครับ” เจ้าหน้าที่พูดพร้อมกับยิ้มต้อนรับ

“ขอบคุณครับ”

.

เราตรงมาที่โซนรับกระเป๋า ผมจำไม่ได้ว่าสนามบินเปลี่ยนไปไหม เพราะผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งที่แล้วเคยมาที่นี่

เรายกกระเป๋าลงจากสายพานจนครบ ก็เอากระเป๋าคาดตัวใบเล็กออกมาและใส่เงินกับบัตรเครดิตที่ไม่ใช้ลงไป แม้จะไม่ได้กลับมานาน 7 ปี แต่ผมก็ยังจำได้ว่า London มีโจรล้วงกระเป๋าเยอะแค่ไหน

เราช่วยกันลากกระเป๋าออกจากอาคาร ลงบันไดเลื่อนและเดินไปตามอุโมงค์เพื่อไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน

ผมจำสภาพของทางเดินที่เก่าและดูสกปรกเมื่อเปรียบกับอาคารผู้โดยสารได้ เมื่อ 8 ปีก่อน ผมเคยเดินผ่านที่นี่และแวะที่ร้านสะดวกซื้อซึ่งตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าไม่ถูกปิดไปแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าผมเข้าไปที่ร้านเพื่อซื้อบัตร Oyster หรือเติมเงินในบัตร Oyster ที่ผมรับช่วงต่อจากพี่มุก รุ่นพี่ที่มาเรียนที่อังกฤษก่อนผม

“ไปทางไหนต่อ?” แม่ถาม

พ่อเดินเข้าไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าที่จะพาไปสู่ชานชาลา

“วันนี้รถไฟหยุดเดิน เราต้องเดินย้อนกลับไป”

เราเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม ระหว่างทางยังมีผู้โดยสารที่เดินไปทางสถานีอยู่เรื่อย ๆ

“แล้วแทนที่มีคนยืนดักตั้งแต่ต้นทาง” พ่อพูด

.

เมื่อกลับขึ้นมาบนดิน เราเดินไปต่อแถวที่เกาะกลางถนนใต้อาคาร ซึ่งมีคนยืนต่ออยู่แล้วเป็นจำนวนมาก

“ไปถามเขาให้หน่อย” พ่อบอก

แม้เราจะอยู่ในแถวแล้ว แต่เพราะไม่มีป้ายหรือประกาศจากพนักงาน เราไม่แน่ใจว่าแถวนี้เป็นแถวขึ้นรถบัสทดแทนหรือเปล่า

ธีร์ผละจากแถวเพื่อไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ที่ทางม้าลายซึ่งเชื่อมเกาะกลางถนนกับอาคารผู้โดยสาร ดูการชี้นิ้วของพนักงานแล้ว ผมคิดว่าเราจะต้องไปอีกจุดหนึ่ง

“ตรงนี้แหละถูกแล้ว” ธีร์บอก

“แล้วเขาชี้ไปทางนั้นทำไม?” ผมถาม

“ตอนแรก เขาเข้าใจว่าเรายังไม่ได้อยู่ในแถว เขาเลยจะให้ไปรอเรียกที่อีกฝั่ง”

ผมพอเข้าใจแล้ว ตอนที่เรามาถึง เกาะกลางถนนยังพอมีที่ให้ยืน แต่พอคนเริ่มมากขึ้น หางแถวจะยาวลงไปบนถนนได้ พนักงานเลยเข้ามาจัดระเบียบ ค่อย ๆ ปล่อยให้คนข้ามมาเมื่อแถวสั้นลง

แถวค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้า อ้อมเสาที่ค้ำยันอาคาร มาถึงจุดที่รถบัสจอดรอรับผู้โดยสาร ซึ่งมีพนักงานคอยขนกระเป๋าขึ้นรถ และพนักงานที่คอยดูคิวคนขึ้นรถ

พอมาถึงคิวเรา พนักงานก็ยกกระเป๋าของเราใส่ใต้ท้องรถ ทำได้ 2 ใบก็บอกให้เราส่วนหนึ่งขึ้นรถ ส่วนที่เหลือให้รอคันต่อไป

“เรามาด้วยกัน” พ่อพูด

พนักงานยกกระเป๋าเราลงจากรถ

“มีใครจะไปบ้าง? ขอสองคน” พนักงานประกาศเสียงดัง คนที่ต่อหลังเดินผ่านเราไป

“สามคนนี้น่าเกลียดมาก” ธีร์พูด หมายถึงชาวต่างชาติ 3 คนที่ยืนอยู่หน้าเรา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรายืนอยู่หัวแถว

“อ้าว มาจากไหน?” ผมถาม

“ตอนแรกเขามาถามพนักงาน แล้วก็เข้ามายืนเลย” ธีร์บอก “พนักงานข้างหน้า” หมายถึงพนักงานที่จัดคนขึ้นรถ “ส่งสัญญาณเรียกผู้หญิง” หมายถึงพนักงานอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแถวข้างหลังเรา “แต่เขาไม่ยอมมาจัดการ”

รถบัสคันถัดไปที่จอดรออยู่แล้ว เข้ามาแทนที่คันที่เพิ่งออกไป พนักงานขนกระเป๋าเราใส่ใต้ท้องรถอีกครั้งและบอกให้พวกเราขึ้นรถไป

พ่อกับแม่เลือกนั่งแถวหน้าสุด ส่วนผมกับธีร์นั่งแถวหลังประตูฉุกเฉินเพราะมีที่ให้ยืดขาเยอะกว่า

ไม่นาน ผู้โดยสารก็เต็มคันและรถก็ออกตัว การจราจรติดขัดทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้า

“ขอนอนก่อน” ธีร์พูดเมื่อพ้นสนามบินมาได้ไม่นาน “ถึงแล้วปลุกด้วย”

พอรถหลุดจากจุดที่การจราจรติดขัดและวิ่งคงความเร็วได้สะดวก ผมก็พักสายตาบ้าง เพราะตอนอยู่บนเครื่อง ผมได้นอนแค่ 4–5 ชั่วโมงเท่านั้น

.

🏢 (3) London

📆 2018
📍 On a tube to London

แม้จะมีที่นั่งว่าง แต่ผมเลือกยืนตามความเคยชิน มือหนึ่งจับราวเหล็กเหนือหัว อีกมือถือโทรศัพท์ที่เปิด Google Maps ไว้ เพราะผมไม่อยากลงผิดสถานี

ข้างนอกหน้าต่าง บ้านเรือนก่ออิฐทรงอังกฤษแล่นผ่านผ่านหน้าต่างที่เปื้อนน้ำฝน ท้องฟ้าข้างบนมืดมัวด้วยเมฆฝน สะท้อนความรู้สึกข้างในของผมเป็นอย่างดี

.

📆 2026
📍 London

ตอนที่รถมาถึงที่จุดหมาย ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งหลับตาเมื่อกี้นี้เอง

เราลงจากรถและรับกระเป๋าที่พนักงานขนออกมาวางไว้บนทางเท้า พอได้ครบทั้ง 5 ใบแล้ว เราก็ออกเดินไปที่ Hammersmith ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด

อากาศวันนี้แจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง พยากรณ์บอกว่า London จะเจออากาศร้อนสูงถึง 35 องศา แต่ตอนนี้ อากาศกำลังดี ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป

บรรยากาศส่วนนี้ของเมืองดูคุ้น ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเคยมาที่นี่แล้วไหม

ทางเข้าสถานีอยู่ภายในมอลล์แห่งหนึ่ง ก่อนแตะบัตรเข้า เราหยิบแผนที่แจกฟรีมา 1 แผ่นสำหรับดูทางที่เราจะต้องไป เราไม่อยากจะใช้มือถือระหว่างเดินทาง เพราะกลัวจะถูกขโมย

ชานชาลาของ Hammersmith เป็นแบบเปิดโล่ง ผมคุ้น ๆ ภาพชานชาลาแบบนี้ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่ไหม หรือเป็นสถานีอื่นที่คล้าย ๆ กัน

เรานั่งรถไฟสาย Piccadilly เพื่อมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ระหว่างทาง ผมก็นึกถึง Sam Yong เพื่อนชาวสิงคโปร์ที่ชอบถามว่าคนไทยออกเสียง Piccadilly line ว่ายังไง

“พิกคาดิลลี่ลายน์” Sam Yong มักทวนอย่างขำ ๆ เมื่อได้คำตอบจากผม เพราะการออกเสียงของคนไทยแปลกหูสำหรับ Sam Yong

เราลงที่สถานี Caledonian ซึ่งเป็นสถานีใต้ดินแบบเก่า พอออกจากสถานี เราก็ต้องยอมเปิดโทรศัพท์เพื่อดู Google Maps เพราะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนต่อ ทางเดินและถนนที่นี่มีคนอยู่บางตา น่าจะเป็นเพราะเป็นเขตที่อยู่อาศัย ไม่ใช่เขตธุรกิจ

“ทางนี้” พ่อพูดหลังจากดู Google Maps

“UCL” พ่อพูดหลังจากเดินผ่านมาได้ไม่กี่ตึก

ที่ตึกด้านขวามือ มีป้ายเขียนว่า UCL New Hall ซึ่งผมจำได้ว่าเป็นหนึ่งในหอพักของ UCL (University College London) เหมือนกับ Ifor Evans ที่ผมเคยพักเมื่อ 7 ปีก่อน

ผมไม่แน่ใจว่าเคยมาที่นี่ไหม อาจจะเคย หรือไม่เคยก็ได้

.

📆 2018
📍 Camden Town, London

อากาศข้างในสถานี Camden Town ค่อนข้างร้อน หลังจากลงรถมาและไม่เห็นลิฟต์สักตัว ผมก็จำใจยกกระเป๋าหนัก 30 กิโลกรัมขึ้นบันไดวนแคบ ๆ เพื่อจะออกจากสถานี พอมาถึงชั้นบนก็มีเหงื่อออกที่หลังแล้ว

เสียงล้อกระเป๋าดังกึกกักขณะที่ผมลากกระเป๋าไปตามทางเดินและถนนที่ขรุขระ พอมาถึงเป้าหมายที่ปักไว้ใน Google Maps ผมก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อ

ผมจำไม่ได้ว่า เข้าไปใน reception ซึ่งเป็นตึกห้องเดี่ยวเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง Ifor Evans ได้ยังไง แต่หลังจากกรอกเอกสารและรับกุญแจห้องมาแล้ว ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งพาผมเดินไปที่อาคารซึ่งอยู่ข้าง ๆ

“ให้ช่วยไหมคะ?” เธอถามเมื่อมาถึงหน้าตึกซึ่งเป็นบันไดยกสูงขึ้น

“ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ”

ผมยกกระเป๋าใบหนักขึ้นตึกมา ระหว่างทางสังเกตเห็นป้ายที่ติดอยู่เหนือประตู

“Denys Holland คือชื่อตึกหรอ?” ผมถาม

“ใช่คะ”

แล้วเราไม่ได้สมัครมาอยู่ที่ Ifor Evans หรอ? ผมคิดในใจแต่ไม่ได้ถามออกมา ถ้ามีอะไรผิดพลาด พนักงานที่ reception คงจะติดต่อมาทีหลังเอง

ผมมารู้ทีหลังว่า Ifor Evans เป็นชื่อหอพัก ซึ่งน่าจะตั้งตามชื่อตึกที่ใหญ่ที่สุด ภายในรั้วเดียวกันยังมีตึกอื่นอย่าง Max Rayne และ Denys Holland ที่ผมได้มาอยู่ Ifor Evans เป็นตึกสำหรับนักศึกษา ป.ตรี ส่วน Max Rayne และ Denys Holland มีไว้สำหรับนักศึกษา ป.โท และ ป.เอก

“ห้องอยู่ชั้น 2 คะ” ผู้หญิงที่นำทางบอกเมื่อเราเข้ามาในอาคารแล้ว

“โอเคครับ” แล้วผมก็ยกกระเป๋าขึ้นบันไดอีกครั้ง

ห้องผมอยู่เกือบกึ่งกลางอาคาร ใกล้กับประตูกั้นไฟที่แบ่งตึกออกเป็น 2 ส่วน

“โชคดีนะคะ” ผู้หญิงนำทางพูด หลังไขประตูเข้ามาในห้องแล้ว

“ขอบคุณครับ”

ประตูห้องที่หนาและหนักปิดลงเอง

ห้องมีทรงยาว พื้นทั้งหมดปูด้วยพรม ยกเว้นส่วนที่อยู่ใต้อ่างล้างมือติดกับประตู ตรงข้ามอ่างล้างมือมีตู้เสื้อผ้าไม้เก่า ๆ ที่ประตูส่งเสียงทุกครั้งที่เปิดออก ข้างในมีไม้แขวนเสื้ออยู่ 2–3 อัน ซึ่งน่าจะเป็นของคนที่เคยอยู่ห้องนี้มาก่อน

ลึกเข้าไปทางขวามือเป็นเตียงเดี่ยวพร้อมฟูกที่นอน ข้างซ้ายเป็นชั้นวางของเตี้ย ๆ ถัดไปเป็นโต๊ะทำงานที่มีชั้นวางของอยู่เหนือหัว และที่ปลายสุดห้อง ตรงข้ามกับประตูห้อง เป็นที่ทำความร้อนและหน้าต่างที่มองลงไปเห็น reception ที่ผมเคยออกมา

2018

บรรยากาศในห้องเงียบสงบ ทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าเดิม

ผมจะต้องอยู่ในประเทศนี้ที่ผมไม่รู้จักใครเลย ไปอีก 1 ปี

.

🚙 (4) Rental

📆 2026
📍 SIXT, Caledonian Road, London

บริษัทรถเช่า SIXT อยู่ถัดไปจาก New Hall ไปแค่ 3 ช่วงตึก

ข้างในมีพนักงานคอยต้อนรับอยู่หลังเคาน์เตอร์แค่คนเดียว

“ขอเช็กรถก่อน” พนักงานบอกพ่อกับธีร์ที่เดินไปที่เคาน์เตอร์ ส่วนผมกับแม่นั่งเฝ้ากระเป๋าอยู่มุมหนึ่ง “เพราะจริง ๆ คุณจะต้องมารับรถตอน 9 โมง”

“ใช่” พ่อตอบ “แต่สถานีรถไฟปิด เราเลยต้องนั่งรถบัสมาแทน”

เพราะข้างในไม่มีใครนอกจากเรา ผมเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อช่วยพ่อกับธีร์ฟังรายละเอียดรถเช่า

“ผมมีข้อเสนอ 2 ตัวเลือก” พนักงานพูดหลังจากเช็กในระบบ “option แรก คือ คันนี้” เปิดรูปรถคันหนึ่งให้ดูบนจอเล็ก ๆ สำหรับลูกค้า “ซึ่งเป็นรถที่พวกคุณจองไว้ กับ option 2 คันนี้” เปิดรูปรถอีกคัน “เป็นรุ่นใหม่กว่า แต่ต้องจ่ายเพิ่ม”

“จ่ายเพิ่มเท่าไร?” พ่อถาม

“24 ปอนด์ต่อวัน” พนักงานตอบ คิดเป็นเงินไทยราว ๆ 1,056 บาทต่อวัน “แต่ถ้าขับทางไกลอย่างสกอตแลนด์ คันนี้จะเหมาะกว่าครับ”

“เขาพยายาม upsell เรา” ธีร์บอกเป็นภาษาไทย

“Upsell เขาก็ฟังออก” ผมบอก

“ไม่เป็นไรหรอก”

หลังจากตัดสินใจกันอยู่นาน พ่อก็เลือกรถคันแรกที่เราจองไว้

“ได้ครับ” พนักงานตอบ หันกลับไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง “ผมจะอัปเกรดให้เป็นอีกคัน ฟรีครับ”

“ขอบคุณครับ” เราตอบ

“อันนี้เป็นใบรับรถ” พนักงานยื่นกระดาษใบหนึ่งให้เราหลังจากเซ็นเอกสารกันแล้ว “ออกไป เดินตรงไป 2 บล็อกแล้วเลี้ยวขวา จะเจออู่รถของเราอยู่ ยื่นใบนี้ให้พนักงานตรงนี้ รถรอพร้อมอยู่แล้วครับ”

.

เราลากกระเป๋าไปตามทางเดินเตี้ย ๆ พอถึงสี่แยกที่ 2 เราก็เลี้ยวขวาตามที่และเห็นอู่รถอยู่ทางซ้ายมือ

เราเข้าไปในอู่ที่มีรถจอดอยู่หลาย 10 คัน ธีร์ยื่นใบรับรถให้พนักงาน แล้วก็เดินกลับมาหาผมกับพ่อแม่ที่ยืนรออยู่ใกล้ ๆ รถคันที่คิดว่าเป็นของเรา

“เขาบอกให้เลื่อนรถเอง” ธีร์พูด

รถจอดชิดผนังด้านในสุดของอู่ ธีร์ปีนขึ้นไปบนที่นั่งคนขับแล้วเลื่อนรถออกมา พอให้เปิดประตูท้ายรถเพื่อจะขนกระเป๋าขึ้นได้

พอขนกระเป๋าเสร็จแล้ว ผมก็ขึ้นไปนั่งบนรถ ห้องโดยสารใหญ่พอจะนั่งได้ 7 คน แม้เราจะมีกันแค่ 4 คน พ่อเลือกรถใหญ่ไว้เพื่อจะขนของโดยเฉพาะ

ธีร์สลับมานั่งข้างคนขับ ส่วนพ่อขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย ตอนจอง พ่อลงชื่อคนขับไว้คนเดียว ถ้าจะต้องมีคนขับเพิ่ม เราจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นรายวัน พ่อไม่ได้ใส่ชื่อผม เพราะผมขับรถไม่คล่อง ส่วนธีร์ยังอายุไม่ถึง 30 ทำให้ต้องจ่ายค่าเช่ามากขึ้นถ้าจะเป็นคนขับ

“ออกไปเลี้ยวขวา” ธีร์พูดหลังจากเปิด Google Maps

.

เราขับผ่านย่านที่อยู่อาศัยของ London พ่อบอกว่าอยากเข้าห้องน้ำ เราเลยแวะเข้าไปที่ปั๊มแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้จอดเพราะมองไม่เห็นห้องน้ำที่จะเข้าได้เลย

ภาพเมืองที่วิ่งผ่านหน้าต่างทำให้ผมนึกถึงประสบการณ์ในอดีต

ผมนึกถึงตอนที่นั่งจิบชาในวันฝนตกกับ Wa เพื่อนชาวพม่าของพี่มุกที่เก็บของที่พี่มุกส่งต่อให้ผม

นึกถึงตอนที่เหล่าอี๊นัดเจอที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากถนนที่เรากำลังขับผ่าน ตอนที่เหล่าอี๊พาเด็ก ๆ มาทัศนศึกษา

นึกถึงตอนที่เดินหา community centre ซึ่งเป็นที่นัดเรียน capoeira ของ capoeira club

นึกถึงตอนที่ผมชวนเพื่อนจาก Ifor Evans และเพื่อนคนไทยไปดู Avengers: Endgame ด้วยกัน

นึกถึงช่วงหน้าหนาวที่ผมเดินไปเรียนได้โดยไม่ต้องกลัวเหนื่อย

ทุกอย่างดูเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน แต่ก็ 7 ปีมาแล้ว


🕊️ Day 01. Part II, The Past

🗓️ Date: Saturday 30 May 2026

.

🌊 (1) Dover

📆 2026
📍 Road to Dover

เราวิ่งตามถนนระหว่างเมือง เมื่อพ้นจาก London วิวสองข้างทางก็เปลี่ยนจากตึกและอาคารเป็นเนินหญ้าเปิดโล่งที่บางครั้งจะมองเห็นท้องฟ้าได้ไกลจนสุดขอบฟ้า

ผมไม่ค่อยได้เห็นวิวแบบนี้บ่อยนัก เพราะทุกครั้งที่ผมออกนอก London ผมมักจะบินหรือใช้รถไฟ จะมีแค่ครั้งเดียวที่ผมได้ใช้ถนนระหว่างเมือง คือ ตอนที่ไป one-day trip กับก้านว่าน เพื่อนคนไทยที่เรียนโปรแกรมเดียวกัน

ผมเคยคุยกับแอล เพื่อนคนไทยที่มาเรียนปีถัดจากผม ว่าท้องฟ้าที่นี่ดูเหมือนอยู่ไกล

“มันต้องอยู่ใกล้หรือเปล่า?” แอลถามกลับ

ผมยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าใกล้หรือไกล แต่ท้องฟ้าที่นี่แตกต่างจากท้องฟ้าที่ไทย และน่าดึงดูดอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะในวันที่อากาศแจ่มใสอย่างวันนี้

แม้จะนอนบนเครื่องไม่พอ แต่ระหว่างทางไป Dover ผมก็หลับไม่ลง เพราะยัง jetlag อยู่

ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เราก็มาถึง Dover

.

📆 2019
📍 Dover

แม้จะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เที่ยวเยอะจนเกินไป เพราะระหว่างเรียน ผมไม่ได้ทำงานหาเงินใช้เองเหมือนตอนที่เรียนอยู่ออสเตรเลีย แต่ผมก็อดเสียดายโอกาสที่จะเที่ยวในอังกฤษบ้าง

Dover เป็น 1 ใน 2 ที่สุดท้ายที่ผมตัดสินใจจะไปเที่ยวก่อนกลับไทย (อีกที่ คือ Seven Sisters)

ผมตั้งใจว่าจะไปให้ได้ แม้จะต้องไปคนเดียว เพราะถ้าไม่ไปครั้งนี้ ผมก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ก่อนวันเดินทาง ช่วงมื้อเย็นที่ Ifor Evans เหมือนจะเป็น Sam Yong ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ทุกคนรู้ว่า ผมจะไปเที่ยว Dover ผมถามต่อว่ามีใครอยากไปด้วยบ้าง ก็มี Xinyu เพื่อนชาวจีนที่บอกว่าจะไปด้วย

ตอนเช้า เรานั่งรถไฟมาที่ Dover และเดินตรงไปที่ White Cliffs ซึ่งเป็นจุดหมายของเรา อากาศวันนั้นแจ่มใส แม้จะช่วงหน้าร้อน แต่ลมทะเลทำให้อากาศเย็นแม้จะมีแสงแดดตลอดเวลา

Dover เป็นจุดที่อยู่ใกล้ฝรั่งเศสที่สุด ระหว่างเดินบน White Cliffs เรามองเห็นแผ่นดินฝรั่งเศสที่สุดขอบทะเลได้ราง ๆ และเครือข่ายมือถือที่ผมใช้อยู่ส่งข้อความต้อนรับสู่ฝรั่งเศสเพราะมือถือจับสัญญาณจากฝั่งนั้นได้

ถึงจุดหนึ่ง ผมทิ้ง Xinyu ให้รออยู่ข้างบนในขณะที่ผมปีนลงไปที่ชายหาดข้างล่าง แทนที่จะเป็นทรายร่วนแบบที่คุ้นเคย พื้นชายหาดประกอบด้วยหินก้อนกลมขนาดประมาณฝ่ามือ ซึ่งทำให้เดินยากพอสมควร แต่ก็ไม่ต้องกลัวทรายเข้ารองเท้า

2019

หลังจากกลับขึ้นไปบน White Cliffs เราเดินผ่านเนินทุ่งหญ้าที่โบกสบัดในสายลมไปเรื่อย ๆ จนถึงประภาคารแห่งหนึ่ง ผมอยากจะไปต่อ แต่ยิ่งเดินไกลออกไปก็จะยิ่งใช้เวลากลับเข้า Dover มากขึ้นเท่านั้น

2019
2019

ตอนกลับมาถึง Dover ผมก็เริ่มหิว แต่เราตรงไปที่สถานีรถไฟเพื่อกลับ London ผมจำได้ว่าผมนั่งอ่าน The City and the Stars ของ Arthur C. Clarke ตอนอยู่บนรถไฟ และเหมือนเย็นนั้น เราจะทันกลับไปกินมื้อเย็นที่ Ifor Evans

.

📆 2026
📍 Dover

ก่อนออกจาก London ทุกคนก็หิวแล้ว เพราะเรากินข้าวกันครั้งสุดท้ายก่อนเครื่องลงจอดที่สนามบิน Heathrow

แม่ให้ผมช่วยหาร้านอาหาร และผมเจอร้าน fish and chips ร้านหนึ่งที่น่าสนใจ

เราหาที่จอดใกล้ ๆ กับร้าน ซึ่งอยู่ติดกับโบสถ์แห่งหนึ่ง และสวนสนุกชั่วคราว พอจอดรถแล้ว เราก็ลงไปดูวิธีจ่ายเงินที่ตู้อัตโนมัติ

เพราะผมไม่เคยขับรถในอังกฤษ ผมเลยเพิ่งรู้ว่าที่นี่ใช้ระบบ pay and display คือ จอดแล้วจ่ายเลย ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องกะเวลาที่เราจะจอดรถให้ดี เพราะถ้าจ่ายน้อยไป เราจะต้องกลับมาจ่ายเพิ่มก่อนเวลาหมด และถ้าจ่ายมากเกินไปก็จะเสียเงินเปล่า

“เราจะอยู่กันนานเท่าไร?”

“อยากให้ช่วยไหมครับ?” ชายคนหนึ่งถาม เดินตรงมาหาเราที่ตู้จ่ายเงิน “พูดอังกฤษได้ไหม?”

“ไม่เป็นไรครับ” ธีร์ซึ่งพูดอังกฤษคล่องที่สุดในกลุ่มตอบ “เรากำลังดูว่าจะจ่ายเท่าไรดี”

“อ๋อ ผมนึกว่าใช้เครื่องกันไม่เป็น”

“ไม่เลย” ธีร์พูด “ขอบคุณครับ”

เราใส่ทะเบียนรถเข้าไป เลือกจ่ายด้วยบัตรเครดิต แล้วก็รับตั๋วไปวางไว้ที่หน้ารถ เราจอดได้อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง

“ห้องน้ำ” ผมชี้ไปที่อาคารก่ออิฐเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่จอดรถ

พอเข้าห้องน้ำกันเสร็จ เราก็เดินไปที่ร้าน fish and chips ซึ่งตั้งอยู่บนถนนที่มองเห็น Dover Castle ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาได้อย่างชัดเจน ไม่น่าแปลกใจที่ร้านตั้งชื่อว่า Castle Takeaway

Dover Castle

Castle Takeaway เน้นสั่งกลับบ้าน ในร้านเลยที่นั่งแค่ 3 ที่ หน้าร้าน 2 ที่ และในร้าน 1 ที่

ในร้าน ป้ายเมนูไม่มีคำว่า fish and chips แต่เป็นชื่อปลาและเมนูอื่น ๆ แทน โชคดีที่ธีร์เคยไป New Zealand มา เลยพอจะช่วยสั่งได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังงงกันทั้งคนสั่งและคนรับออเดอร์

“ขอ cod กับ chips ที่หนึ่ง“ ธีร์พูด ”แล้วก็ชีสเบอร์เกอร์ที่หนึ่ง“

“โอเค” พนักงานตอบ “รับอะไรเพิ่มอีกไหม?”

“แล้วม๊าจะเอาอะไร?” ธีร์ถามเป็นภาษาไทย

“เอาเบอร์เกอร์เนื้อแล้วกัน“

“แล้วก็ขอเบอร์เกอร์เนื้อเพิ่ม“

“งั้นเบอร์เกอร์เนื้อ 2 นะครับ”

“ไม่ครับ ชีส 1, เนื้อ 1”

“โอเค”

“แล้วป๊าจะอิ่มหรอ?” ผมถาม เพราะนึกถึงชีสเบอร์เกอร์ แบบ McDonald’s ที่ไทย

“ขอเพิ่มเนื้อในชีสเบอร์เกอร์ได้ไหม?” ธีร์ถามพนักงาน

“ชีสเบอร์เกอร์มีเนื้ออยู่แล้ว”

“อ๋อ” ผมพูด “มิน่าเลยบอกว่ามีเบอร์เกอร์เนื้อ 2 ที่”

“อยากได้ซอสอะไรด้วยไหม?” พนักงานถาม

“ซอสมายองเนสจะได้ไม่เลี้ยน” ธีร์แนะนำเป็นภาษาไทย

“ได้” ผมตอบ

“ม๊าขอซอสมะเขือเทศ“

“มายองเนสกับมะเขือเทศ” ธีร์พูดกับพนักงานเป็นภาษาอังกฤษ

“โอเค“ พนักงานพูด ”รับเครื่องดื่มอะไรไหม?“

“โค้กธรรมดา” ผมตอบ

“มีอะไรบ้าง” แม่ถามเป็นภาษาไทย

“แบบที่เห็นเลย” ผมบอก ชี้ไปที่ตู้ฝากระจกหลังพนักงาน

“ขอรูทเบียร์ครับ”

กว่าจะสั่งอาหารเสร็จก็หมดไปเกือบ 10 นาทีได้

โต๊ะข้างนอกมีคนนั่งอยู่ เราเลยนั่งข้างในที่มีเก้าอี้พอแค่ 2 คน พอที่ข้างนอกว่าง เราก็รีบลุกออกไป

ใช้เวลาสักพักกว่าจะได้อาหาร ถึงจะราคาไม่แพงมากสำหรับอังกฤษ แต่ปริมาณอาหารก็ใช้ได้ทีเดียว

“ไม่ไหว” ธีร์พูด แล้วเอาปลาไปใส่น้ำส้มสายชูเพิ่ม เพราะรสชาติจืดสนิท

“ในเบอร์เกอร์มีซอสอยู่นะ” แม่พูดเมื่อเปิดเบอร์เกอร์ออกดู แสดงว่าจริง ๆ เราไม่ต้องสั่งซอสมายองเนสกับมะเขือเทศให้เสียเงินเพิ่มก็ได้

ผมกับธีร์ใส่ซอสมะเขือเทศกินกับเฟรนช์ฟรายส์แทน

“เราจะย้ายรถไปจอดใกล้ ๆ ไหม?“ แม่ถาม เพราะเราตั้งใจว่าจะไป White Cliffs เหมือนกับที่ผมเคยไปกับ Xinyu กัน

ผมเช็ก Google Maps ใกล้จุดที่เริ่มเดินมีที่จอดรถอยู่ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ห่างจากจุดที่เราอยู่ในตอนนี้ขนาดนั้น เพราะ Dover เป็นเมืองเล็ก ๆ

ถึงอย่างนั้น แม้จะย้ายรถไปแล้ว เราก็ยังต้องใช้เวลาเดินถึงครึ่งชั่วโมงกว่าจะไป White Cliffs

“ทำไมไกลจัง?” แม่ถาม

ผมก็จำไม่ได้ว่า ผมกับ Xinyu เดินกันไกลขนาดนั้น แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครจับเวลา เพราะเรามีเวลาทั้งวัน

“เรามีที่อื่นต้องไปอีก” แม่พูด

“ถ้าจะไม่ไปก็ได้” ผมพูด แล้วเปิดรูป White Cliffs กับ Seven Sisters ที่เคยถ่ายไว้ให้ดู

White Cliffs of Dover
2019
Seven Sisters
2019

“อันไหนคือ White Cliffs อันไหนคือ Seven Sisters?” พ่อถาม

“มันเหมือนกัน” ผมตอบ “จะไม่เดินที่นี่แล้วรีบไปที่ Seven Sisters ก็ได้”

ผมคิดว่า เหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครมา Dover กับผมนอกจาก Xinyu แต่เกือบจะทุกคนเลือกไป Seven Sisters ด้วย น่าจะเป็นเพราะ Seven Sisters น่าไปกว่า

.

“ลืมถ่ายรูปเลย” ผมพูดตอนที่อาหารหมดแล้ว

“ทุกคนหิวกันหมด” แม่พูด

เราเก็บจานกระดาษ กระป๋อง และซองซอสไปแยกทิ้งตามถังขยะในร้าน ผมแยกไม่ออกว่า จานกระดาษที่มีเศษอาหารติดอยู่จะต้องใส่ในถังกระดาษหรือเศษอาหาร

“อันนี้แหละ” ผมพูด ทิ้งไปในถังเศษอาหารหลังจากเปิดดูแล้วว่ามีคนทิ้งแบบเดียวกันก่อนหน้านี้

“ทำไมไม่ใส่ถังกระดาษ?” ธีร์ถาม

“มันมีเศษอาหาร”

“นิดเดียวเอง แทบจะไม่มี” แม่พูด

“ใกล้หมดเวลาแล้ว” พ่อพูดตอนที่เราเดินออกจากร้าน

“เร็วจัง” ผมพูด

“เดินไปก่อน เดี๋ยวตามไป” ธีร์พูดเมื่อใกล้ถึงที่จอดรถ เพราะอยากจะไปถ่ายรูปโบสถ์ที่อยู่ข้าง ๆ กัน

Church in Dover

“ขอไปเดินในงานหน่อย” แม่พูด หมายถึงสวนสนุกที่มาเปิดติดกับที่จอดรถ

“ไปดูอะไร?” ผมพูด “มันก็ไม่มีอะไร”

“ไปดูบรรยากาศ”

ข้างในมีเครื่องเล่นหลากหลาย ทั้งบ้านผีสิง รถไฟสำหรับเด็ก ม้าหมุน และอื่น ๆ แม่ถ่ายวิดีโอเก็บบรรยากาศแล้วก็กลับออกมา

พ่อกับธีร์อยู่ที่รถแล้ว เราขึ้นรถแล้วก็ขับออก

.

☀️ (2) An Unplanned Stop

หลังออกจาก Dover มาได้ไม่นาน เราก็ขับผ่านถนนในเมืองหนึ่งที่มีผู้คนอยู่พลุกพล่าน และการจราจรเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ

“ตรงนี้เขามีงานอะไรกัน?” แม่ถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบ

“น่าลงไปดู”

“รีบไปดีกว่า” ผมพูด เพราะไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน และแค่เห็นคนเยอะก็ไม่อยากจะลงไปแล้ว และไม่รู้ว่าเราจะไป Seven Sisters ทันก่อนพระอาทิตย์ตกไหม

รถเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ตามสภาพการจราจร สองข้างทางมีคนเดินไปมาขวักไขว่ ตรงไปข้างหน้าเป็นชายหาดและโซนที่ดูเหมือนร้านอาหาร ซึ่งมีคนอยู่อย่างหนาแน่น

ธีร์ช่วยหาที่จอดรถ พอเลี้ยวพ้นโค้งมา ก็เจอที่จอดอยู่ขวามือ

“จอดตรงนี้เลย”

“แพง” พ่อพูดพอรู้ราคา

“จอด ๆ ไปเถอะ” ธีร์พูด

ที่จอดรถครั้งนี้ไม่ใช่แบบ pay and display แต่เป็นแบบจ่ายตามจริงตอนที่เอารถออก พ่อรับบัตรแล้วก็เข้าไปหาที่จอด ข้างในมีพื้นที่มากพอทำให้หาที่จอดได้ไม่ยาก

“รีบไปกัน” พ่อพูดเมื่อเราลงจากรถ

เราออกจากที่จอดรถและข้ามถนนเล็ก ๆ ไปที่ชายหาด ซึ่งเต็มไปด้วยหินก้อนกลมแบบเดียวกับที่ White Cliffs ที่ผมเจอเมื่อ 7 ปีก่อน เราขึ้นไปเดินบนทางเดินไม้ที่ทอดยาวตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งพาเราไปที่กลุ่มร้านอาหารที่เราเห็นตอนอยู่บนรถ

Folkestone beach

พอเราเดินเข้ามาใกล้ ก็เห็นว่ามีที่อบซาวน่า และร้านของหวาน เครื่องดื่ม และอาหารตั้งอยู่ หลายร้านมีไอศกรีมดูน่ากิน แต่พอเห็นแถวที่ยืนรออยู่แล้ว เราก็เดินผ่านมา

เราขึ้นมาทางเดินยกระดับที่พาเราไปที่ประภาคาร ซึ่งมีร้านอาหารตั้งอยู่ จากจุดนั้น เรามองกลับมาเห็นตัวเมืองที่ตั้งลดหลั่นไปตามเนินเขาได้

Folkestone lighthouse
Folkestone

ผมหวังว่าเราอาจจะได้เห็น White Cliffs ด้วย แต่เท่าที่เห็นดูเหมือนจะเป็นผาสีขาวทั่วไป ไม่ใช่ White Cliffs of Dover ที่ผมเคยไปมา

White Cliffs as seen from Folkestone

จากประภาคาร เราเดินย้อนกลับทางเดิน ระหว่างทางก็แวะที่สถานีรถไฟเก่าซึ่งยกเลิกการใช้งานไปแล้ว และเปลี่ยนมาเป็นทางเดินสาธารณะแทน

Folkestone historic train station

ตอนที่กลับไปที่รถ เราใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมงกับเมืองนี้

“เมืองนี้ชื่ออะไร?” แม่ถามขณะที่พ่อขับออกจากที่จอดรถ

ผมเช็ก Google Maps

📆 2026
📍 Folkestone

.

📷 (3) Seven Sisters

📆 2026
📍 Road to Seven Sisters

ยิ่งเข้าใกล้ Seven Sisters ภูมิประเทศก็เปลี่ยนเป็นเนินสูง ถึงจุดหนึ่ง เราสังเกตเห็นรูปคนที่วาดไว้บนเนิน ซึ่งทำให้ผมนึกถึงซีรีส์เรื่อง The Sandman

ในเรื่องนั้นรูปวาดคนเป็นคนเฝ้าประตูที่เชื่อมโลกมนุษย์กับ Faerie

Long Man of Wilmington

.

📆 2019
📍 Seven Sisters

เราเดินทางด้วยรถไฟไปที่ Brighton กันแต่เช้า ผมจำได้ว่า แอลไม่รู้ว่าเวลากดตั๋วแบบไป-กลับที่เครื่องออกตั๋วอัตโนมัติ เราจะได้ตั๋วทั้ง 2 ขามาพร้อมกัน แอลหยิบตั๋วมาแค่ใบเดียว และต้องซื้อตั๋วขากลับใหม่ตอนไปถึง Brighton

ผมรู้แค่ว่าเราจะต้องเริ่มจาก Brighton แต่หลังจากนั้น ผมไม่รู้จะต้องไปทางไหนต่อ

ไม่รู้ว่ามีใครช่วยหาข้อมูล แต่สุดท้ายทุกคนขึ้นรถบัสที่พาเรามาที่ Seven Sisters

Brighton bus to Seven Sisters
2019

.

📆 2026
📍 Seven Sisters
Dad driving

จากที่อ่านในอินเทอร์เน็ต เราจอดรถได้ 2 ที่ คือ North กับ South Car Park

เรามาจอด South Car Park

“เราจะเดินกันกี่ชั่วโมง?” แม่ถามเมื่อเรายืนมุงตู้จ่ายเงินกัน

ใกล้ ๆ ตู้จ่ายเงินมีแผนที่ของ Seven Sisters อยู่ เราเลือกเดินได้หลายเส้นทาง เส้นที่ใหญ่ที่สุดใช้เวลาไปกลับถึง 4 ชั่วโมง

“เราจะเลือกเส้นไหน?”

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากไปเส้นทางที่ไกลที่สุด เพราะไหน ๆ ก็มาแล้ว แต่ยิ่งเดินนาน เราก็ต้องจ่ายค่าจอดรถเพิ่ม และผมไม่รู้ว่าพ่อกับแม่อยากจะเดินเยอะขนาดไหน

สุดท้าย เราตัดสินใจจ่ายไป 3 ชั่วโมง ซึ่งพอสำหรับเดินไปกลับรอบสั้น ๆ พร้อมเผื่อเวลาให้โอ้เอ้อีกนิดหน่อย พอจะกลับมาที่จอดรถได้โดยไม่ต้องรีบร้อน

“ขอเข้าห้องน้ำก่อน” ผมพูด

ติดกับที่จอดรถมีห้องน้ำสาธารณะแบบ unisex อยู่ ข้างในแบ่งเป็นห้องเล็กที่มีโถส้วมและอ่างล้างมือพร้อม และจำนวนห้องมีมากพอจะรองรับนักท่องเที่ยวได้หลาย ๆ กลุ่มพร้อมกัน

หลังเข้าห้องน้ำแล้ว เราออกจากที่จอดรถ ข้ามถนนเล็ก ๆ ที่คั่นที่จอดรถและทางเข้า Seven Sisters เอาไว้

ที่ฝั่งตรงข้าม รถบัสจอดเทียบป้ายให้ผู้โดยสารลงจากรถ ผมจำได้ว่าเป็นรถบัสแบบเดียวกับที่พาผมกับเพื่อนมาที่นี่เมื่อ 7 ปีก่อน

Bus at Seven Sisters

.

📆 2019
📍 Seven Sisters

ขากลับ เรานั่งรถบัสกลับเข้า Brighton ผมจำได้ว่าเรานั่งรวมกันหลังรถ เพื่อนชาวจีนที่เพิ่งมาใหม่ (มาเรียนภาษาก่อนจะเรียนต่อ เหมือนกับแอล) นั่งแยกกันเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมี Su นั่งอยู่มองออกนอกหน้าต่างอยู่คนเดียว

Friends on bus from Seven Sisters to Brighton
2019

“เขาเหมือนไม่ชอบกัน” แอลบอกเป็นภาษาไทย

“จริงหรอ?” ผมถาม เพราะไม่คิดว่าคนที่เพิ่งมาเจอกันจะไม่ชอบกันได้เร็วขนาดนี้ และอีกอย่างทำไมแอลถึงรู้ได้

ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนั้นรถกำลังวิ่งเรียบชายฝั่ง ผมเห็นฟาร์มกังหันลมที่เคยฝันเห็นเมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่ไกล ๆ

.

📆 2026
📍 Seven Sisters

ภายในของ Seven Sisters เหมือนจะเป็นที่เลี้ยงแกะและวัว บริเวณโดยรอบและภายในเลยมีรั้วกั้นเป็นส่วน ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ที่เลี้ยงไว้หลุดออกมา

เราเดินไปที่ประตูรั้วไม้ที่ปิดเองโดยอัตโนมัติ และเริ่มออกเดินไปที่ Seven Sisters

แม้จะ 5 โมงกว่าแล้ว แต่ท้องฟ้ายังสว่างเหมือนกับบ่าย 3 ผมลืมไปเลยว่าประเทศทางตอนเหนืออย่างอังกฤษจะเป็นแบบนี้ ฤดูร้อนจะมีกลางวันที่ยาวนาน ส่วนหน้าหนาวก็จะมีกลางคืนที่ยาวนาน

รอบตัวเราเป็นพื้นที่ราบที่อยู่ระหว่างเนินเขา 2 ลูก ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่มาที่นี่ได้ เหมือนกับโลกทั้งใบเปิดกว้างออกและทุกอย่างเป็นไปได้

ผมนึกว่าผมจะจำที่นี่ได้ดี แต่ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งก่อน เราเดินบนทางปูคอนกรีตที่เรากำลังเดินอยู่ตอนนี้ไหม

แต่พอทางเดินคอนกรีตกลายเป็นทางดิน ผมก็แน่ใจว่าผมเคยผ่านมาทางนี้

“I have been here” ผมบอกธีร์

.

📆 2019
📍 Seven Sisters

ท้องฟ้าเปิดโล่ง มีเมฆเป็นบางส่วน อากาศไม่เย็นและก็ไม่ร้อนจนเกินไป รอบตัวเราเป็นพื้นที่ราบที่ค่อย ๆ ลาดชันขึ้นเป็นเนินที่โอบล้อมทั้งสองฝั่ง ให้ความรู้สึกเหมือนโลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่เคยเป็น

Friends at Seven Sisters
2019

เดินมาถึงจุดหนึ่ง ผมก็ส่งมือถือให้ Liukun เพื่อนชาวจีนที่ผมรู้ว่าเรียนการถ่ายทำ

“ช่วยถ่ายให้หน่อย” ผมพูด

Liukun หันกล้องหาตัวเองกับ Yuxin เพื่อนที่เรียนภาคเดียวกัน แล้วส่งมือถือคืนให้ผม

.

📆 2026
📍 Seven Sisters

ภาพทางเดินยังเหมือนกับที่ผมจำได้ แต่ภาพตรงหน้าต่างออกไป

ในครั้งก่อน ผมมากับเพื่อน ในครั้งนี้ ผมมากับพ่อแม่และน้อง

Family at Seven Sisters
2026

.

“ตรงนี้แหละ” ผมพูดเมื่อมาถึงชายหาดที่มองเห็นหนึ่งในผาสีขาวของ Seven Sisters ได้

บนหาดมีกลุ่มคนที่เปิดเพลงเสียงดังอยู่ ผมเดินหาจุดที่ผมเคยถ่ายรูปเมื่อ 7 ปีก่อน

2026

.

📆 2019
📍 Seven Sisters
Seven Sisters
2019

ลมทะเลพัดแรงพอ ๆ กับแดดกลางวันที่ส่องลงมา

ผมขอให้แอลช่วยถ่ายรูปผมกับ Sam Yong, Yue, และ Su ที่ยืนอยู่บนเนินตัดกับท้องฟ้าให้

Friends at Seven Sisters
2019

ก่อนที่จะเดินไปที่ Seven Sisters ผมถ่ายรูปชายหาดเป็นรูปสุดท้าย สำหรับโพสต์ลง Instagram ในภายหลัง

Seven Sisters
2019

.

📆 2026
📍 Seven Sisters

ชายหาดที่นี่มีทรายเป็นหินก้อนกลมเหมือนกับที่ Dover และ Folkestone ทำให้เดินยากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ต้องกลัวทรายเข้ารองเท้า

ผมพยายามหาจุดที่เคยถ่ายรูปเมื่อ 7 ปีก่อน แต่ก็หาไม่เจอ เป็นไปได้ว่าครั้งก่อน น้ำทะเลจะไม่ได้ลดต่ำขนาดนี้ และความต่างระหว่างความกว้างของกล้อง iPhone 17 Pro และ iPhone 8 ที่ผมเคยใช้ก็ไม่ได้ช่วยให้หาจุดนั้นง่ายขึ้นเลย

ผมเห็นพ่อแม่ยืนถ่ายรูปกันอยู่ข้างล่าง ผมกับธีร์เดินตามลงไป

“ป๊าม๊าไปยืน” ธีร์บอกเมื่อเล็งจุดถ่ายรูปแล้ว

ถ่ายรูปคู่เสร็จ ก็ถ่ายรูปเดี่ยว และรูปรวม

Family photo at Seven Sisters
2026

“ไปไหนกันต่อ?” แม่ถาม

“ขึ้นไปบนนั้น” ผมพูด ชี้ไปที่ Seven Sisters ที่มีคนตัวเล็ก ๆ เดินกันอยู่ข้างบน

เราออกเดินกันต่อ

Seven Sisters

.

📆 2019
📍 Seven Sisters

เราขึ้นมาบนยอดที่ลมพัดแรงและแสงแดดร้อนกว่าข้างล่าง มีใครเอาครีมกันแดดออกมาทา แอลขอแบ่งมาทาหน้าแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนบนหญ้า

Friends at Seven Sisters
2019
Friends at Seven Sisters
2019

Sam Yong เดินไปชิดขอบผา

“ระวังนะ” ผมพูด หวาดเสียวแทน เพราะหินผาน่าจะไม่แข็งแรงขนาดนั้น และถ้าตกลงไปจะเป็นยังไง เราเพิ่งเรียนจบและยังไม่ได้รับปริญญากันด้วยซ้ำ

“ไม่ต้องห่วง” Sam Yong พูด แล้วขอให้ผมถ่ายรูปให้

.

📆 2026
📍 Seven Sisters

ผมจำไม่ได้ว่าครั้งก่อน เราขึ้นมาทางนี้ไหม เพราะทางดูชันกว่าที่ผมจำได้

แต่ก็ไม่ได้ชันจนเดินกันไม่ไหว

ข้างบนเป็นพื้นหญ้าที่มีกรวดหินสีขาวก้อนเล็กกระจายอยู่ตามพื้น ผมจำได้ว่าครั้งก่อน ผมนึกว่าเป็นขี้นก ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อนกยืนอยู่ด้วย

Bird at Seven Sisters

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ทำให้ทุกอย่างมีเงายาว

Seven Sisters

ถัดขึ้นไป พื้นหญ้าหนาขึ้นและมีกรวดหินน้อยลง น่าจะเป็นจุดเดียวกับที่ผมเคยมากับเพื่อนครั้งก่อน และจากจุดนี้ เรามองเห็นผาอื่นที่อยู่ถัดไปได้ชัดเจน

Seven Sisters

พ่อกับแม่นั่งลงบนพื้นหญ้าใกล้กับขอบผา แต่ก็ไม่ใกล้จนเกินไปเหมือนกับ Sam Yong ในอดีต

Seven Sisters

เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก จนพ่อถามว่าจะกลับกันหรือยัง

“เดี๋ยวก่อน” ธีร์ตอบ พยายามถ่ายรูปนกที่บินเล่นลมผ่านหน้าผาที่เรากำลังนั่งอยู่

Bird at Seven Sisters

.

📆 2019
📍 Seven Sisters

“ไปกันก่อนเลย” ผมพูดตอนที่เราเดินกลับไปที่ป้ายรถบัส

คนอื่น ๆ เดินแยกลงเนินไป ผมเดินตามทางบนเนินต่อไป ผมไม่รู้ว่าจะหลงกับคนอื่นไหม และถ้าหลงจะไปเจอกันที่ไหน แต่ผมอยากจะสำรวจพื้นที่ใต้ฟ้าสีครามนี้

Seven Sisters
2019

ทางนี้พาผมเลียบบนเนินไปเรื่อย ๆ ผ่านประตูรั้วจุดหนึ่ง ผมก็กลับมาลงบนเส้นทางเดียวกับที่คนอื่นกำลังเดินอยู่

.

📆 2026
📍 Seven Sisters

“จะไปยัง?” พ่อถามเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้

“ป๊าหิวแล้ว” แม่บอก

“แป๊บหนึ่ง” ธีร์พูด ถ่ายนกเล่นลมเป็นครั้งสุดท้าย “ไปกัน”

แทนที่จะเดินกลับทางที่เราขึ้นมา ผมชวนทุกคนไปเดินผ่านประตูรั้วไม้ไปอีกทาง เพื่อจะได้สำรวจทางใหม่ เหมือนกับที่ผมทำในครั้งก่อน

Seven Sisters
2026

ก่อนเดินผ่านประตู ผมหันกลับไปมอง Seven Sisters เป็นครั้งสุดท้าย ผมจำได้ว่าครั้งก่อนก็ทำแบบเดียวกัน เพราะเช่นเดียวกับครั้งนี้ ผมไม่คิดว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก

Seven Sisters

.

ผมกับแม่หยุดถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ ส่วนพ่อเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ธีร์รีบเดินตามไปประกบ

Seven Sisters

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง แต่ยังไม่ตกดินดี ตอนที่เรามาถึงทางเข้ามีครอบครัวหนึ่งเดินสวนเข้ามา ผมสงสัยว่าเมื่อที่นี่ปิดทำการแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจเช็กว่ายังมีใครหลงเหลืออยู่ข้างในหรือเปล่า และคนที่ยังอยู่ข้างในจะหาทางออกมายังไงเมื่อมืดแล้ว

Seven Sisters

“ช่วยกันหาหน่อยว่าจะกินอะไร” แม่พูดเมื่อเราขึ้นมาบนรถกันแล้ว

“มีร้านอาหารจีนอยู่ไม่ไกล” ธีร์บอก “ออกไปเลี้ยวซ้าย”

.

🍕 (4) Dinner & Hotel

📆 2026
📍 Eastbourne

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ และเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นโทนสีฟ้าคราม

ร้านอาหารส่วนใหญ่ปิดหรือใกล้ปิดกันหมดแล้ว เพราะแม้อาทิตย์จะยังไม่ตกดิน แต่ตอนนี้ก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว

ธีร์พาเราไปที่ลานจอดรถในห้าง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากร้านอาหารที่เราจะไปนัก แต่ทางเข้าจำกัดความสูงรถแค่ 1.9 เมตร ซึ่งเสี่ยงเกินไปสำหรับรถเช่าของเรา

เราเปลี่ยนแผนจากอาหารจีนมาเป็นพิซซ่าแทน พ่อขับไปจอดบนถนนเงียบ ๆ แห่งหนึ่ง ห่างจากร้าน Domino Pizza ไป 2 แยก แล้วให้ผมกับธีร์ลงไปซื้อ

“ล็อกประตูด้วย” ผมบอกพ่อตอนลงจากรถ เพราะไม่แน่ใจว่าเมืองนี้ปลอดภัยแค่ไหน

ในซอยที่ Domino ตั้งอยู่ มีร้านขายของชำและร้านอื่น ๆ ด้วย อย่างร้าน kabab ที่อยู่ตรงข้าม และร้าน Taco Bell ที่อยู่ถัดไป ทุกร้านยังเปิดให้บริการอยู่

“จริง ๆ ให้ป๊ามาจอดตรงนี้ก็ได้” ธีร์พูดเมื่อเห็นว่าถนนในซอยมีที่ว่าง

Taco Bell ทำให้ผมนึกถึง Christy เพื่อนชาวอเมริกันคนเดียวในกลุ่มเพื่อนที่ Ifor Evans ที่มีแต่ชาวเอเชีย วันหนึ่ง Christy ซื้อ Taco Bell มาให้ทุกคนลอง เลยเป็นครั้งแรกที่ผมได้กิน Taco Bell

“จะกินพิซซ่าหรือทาโก” ผมถามธีร์

“ได้หมด”

“ไม่รู้ป๊าม๊าจะกินอะไร” ผมพูด เพราะพ่อแม่ไม่ถนัดอาหารฝรั่งเหมือนผมกับธีร์ “งั้นเอาอะไรที่ไม่ทำให้ท้องเสีย” ผมยังเข็ดจากท้องเสียตอนไปญี่ปุ่นไม่หาย และไม่อยากท้องเสียในเที่ยวนี้ด้วย “ทาโกมีผัก แต่พิซซ่าอบร้อน ๆ จากเตา”

“งั้นเดี๋ยวให้ป๊ามาเลื่อนรถมาก่อน” ธีร์พูดแล้วโทรบอกพ่อให้ขับรถมาจอดในซอย

ผมกับธีร์เดินเข้าไปใน Domino ร้านนั้นเล็กมีที่นั่งประมาณ 10 ที่ พอดูเมนูแล้วก็เลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไร

ผมคิดถึง Domino ที่ออสเตรเลีย ซึ่งผมกับเพื่อนชอบซื้อกันมากินที่ห้องสมุดเวลาทำงานดึก ๆ บ่อย ๆ Domino ที่นั่นราคาเริ่มต้นแค่ 5 ดอลลาร์ แต่พิซซ่าในเมนูตอนนี้ไม่มีอันไหนที่ต่ำกว่า 10 ปอนด์เลย

“งั้นเอาไซส์เล็ก 2 ไหม?” ธีร์ถาม

“จะอิ่มหรอ?” ผมถามกลับ

“งั้นจะเอาอะไรเพิ่มไหมละ?”

“ก็เอาไก่มาอันหนึ่งก็ได้”

“แล้วพิซซ่าจะเอากี่อัน?”

“ไซส์กลาง 2 ที่ไหมละ?”

หลังจากคุยกันอยู่นาน เราก็สั่งพิซซ่าขนาดกลาง 2 ถาด และไก่ชุบแป้งทอด 8 ชิ้น 1 กล่อง ราคารวมกันอยู่ที่ 40 กว่าปอนด์

เรานั่งรออาหารในร้านสักพัก พนักงานก็เรียกชื่อ เรารับอาหารแล้วก็เดินข้ามถนนไปที่รถที่พ่อเอามาจอดรถไว้หน้าร้าน kabab

“มี Tesco อยู่ใกล้ ๆ” พ่อพูดตอนที่เราขึ้นรถแล้ว

.

📆 2026
📍 Tesco somewhere

ระหว่างทาง เราเปิดพิซซ่ากับไก่กินกัน ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นรสชาติแบบที่ไทย แต่ไม่ใช่เลย แม้ว่าจะเป็น fast food เหมือนกัน แต่ก็เป็น fast food แบบคุณภาพ

พอไปถึง Tesco เราก็กินพิซซ่าเกือบหมดไป 1 ถาด และผมเริ่มอิ่มแล้ว

ตอนนี้ ฟ้ามืดสนิทแล้ว ลานจอดรถของ Tesco มีรถจอดอยู่ประปราย และยังมีคนเดินเข้าออกร้านอยู่ เราเข้าไปซื้อของกินสำหรับพรุ่งนี้เช้า พอได้แล้วก็ขับต่อไปที่โรงแรม

.

📆 2026
📍 Lingfield Park Marriott
Hotel & Country Club

หลังจากเที่ยวมาทั้งวัน บวกกับเจ็ตแล็กและพิซซ่า 1 ถาด ผมก็ง่วงจนลืมตาไม่ขึ้นและหลับไประหว่างทาง

ผมตื่นขึ้นมาตอนที่รถเลี้ยวเข้ามาในโรงแรมที่มีคนพูดคุยกันเสียงดัง เหมือนกับข้างในจะมีงานอะไรบางอย่าง เพราะหน้าล็อบบีมีคนยืนถือเครื่องดื่มจับกลุ่มคุยกันอยู่

พอจอดรถแล้ว พ่อก็ลงไปเช็กอิน ส่วนผมกับแม่และธีร์ช่วยกันขนกระเป๋าลงจากรถ

พ่อจองโรงแรมไว้ 1 ห้องที่นอนกันได้ 4 คน

Lingfield Park Marriott Hotel & Country Club

เราผลัดกันอาบน้ำ พอถึงตาผมอาบน้ำเสร็จแล้ว หัวถึงหมอนผมก็หลับไป

.

📆 2018
📍 Ifor Evans, Camden Town, London

เหมือนกับตอนที่ผมไปเรียนที่ออสเตรเลียไม่มีผิด ผมลืมที่จะซื้อหมอนกับผ้าปู และที่สำคัญคือผ้าห่ม

คืนแรก ผมเลยต้องนอนหนาวอยู่ในห้องที่ Ifor Evans อุณหภูมิในตอนเช้าอยู่ที่ 9 องศา อากาศในตอนกลางคืนน่าจะหนาวกว่านั้นมาก

ผมตื่นมาตั้งแต่เช้าเพราะยังเจ็ตแล็กอยู่ พอสายหน่อย ผมก็เดินไปที่ Sainsbury’s ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใกล้ที่สุด เพื่อซื้อของกินสำหรับวันนั้นและผ้านวม เพื่อจะได้อยู่รอดในคืนถัด ๆ ไป

ระหว่างที่นั่งอยู่ในห้อง ผมคิดว่าจะไป Big Ben ดีไหม แต่ก็ล้มเลิกความคิด เพราะรู้ว่า Big Ben ปิดซ่อมอยู่ และจะซ่อมเสร็จหลังจากผมเรียนจบแล้ว ถ้าผมเรียนจบ

เย็นวันนั้น Ifor Evans จัดงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาที่เข้าพักใหม่ ผมลังเลว่าจะไปหรือไม่ไปดี เพราะผมไม่รู้จักใครเลย และไม่มั่นใจกับภาษาอังกฤษของตัวเองขนาดนั้น และยังไม่ต้องพูดถึงทักษะเข้าสังคม

แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมบอกตัวเอง และอย่างน้อยได้ไปกินอะไรในงานก็ยังดี

พอใกล้เวลา ผมเดินจาก Denys Holland ทั้งที่ไม่รู้ว่างานจัดที่ไหน ผมมองไปใน reception ที่ว่างเปล่า งานอาจจะจัดใน Ifor Evans แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปข้างในยังไง ผมคิดว่าประตูแต่ละตึกจะต้องใช้กุญแจต่างกัน

ผมเดินเลียบ Ifor Evans ไป ระหว่างนั้น ผมเจอคนอื่นที่ดูเหมือนจะหาทางไปงานเหมือนกัน

“กำลังหางานเลี้ยงอยู่หรือเปล่า?” มีคนถามผม

“ใช่” ผมตอบ “รู้ไหมว่างานอยู่ที่ไหน?”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

เราเดินอ้อมตึกไปด้วยกัน แล้วก็เจองานเลี้ยงที่ตามหากันอยู่

ในงานมีอาหารที่ผมจำไม่ได้แล้วมีอะไรบ้าง ยกเว้นโดนัทที่วางแขวนไว้บนบอร์ด ซึ่งผู้หญิงที่นำผมไปที่ห้องเมื่อวาน ซึ่งทำหน้าที่ทักอาหารให้กับทุกคน บอกว่าหยิบได้คนละชิ้น

Doughnut Wall UCL
2018

ในงานเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับคนที่จะเป็นเพื่อนผมในอนาคต ทั้ง Sam Yong และ Yijing ที่มาจากสิงคโปร์ Baihan จากเมืองจีน ซึ่งเรียนจิตวิทยาเหมือนกับผม และ Kevin จากไต้หวันที่เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์

หลังงานเลี้ยง ผมหวังว่าจะได้เจอกับคนเหล่านี้อีก เพราะอย่างน้อย 1 ปีต่อจากนี้ก็จะไม่ใช่ปีที่โดดเดี่ยวเหมือนอย่างที่ผมคิด


🚶 From Cold Sun Walk

ครั้งหนึ่ง ผมเคยเดินไปตามถนนใน London ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่านและแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องจากท้องฟ้าฤดูหนาว

ผมตั้งชื่อเพลย์ลิสต์ของวันนั้นว่า Cold Sun Walk

และนี่คือเพลงหนึ่งในเพลย์ลิสต์นั้น

Note: ดูเพลงทั้งหมดในเพลย์ลิสต์


🛄 Appendix: What Happened Before the Flight

📆 2026
📍 Suvarnabhumi Airport, Bangkok

เราแยกกันเป็น 2 กลุ่ม เพราะสิทธิ์การใช้เลาจ์ไม่เหมือนกัน ผมกับพ่อไปที่เลาจ์ใหญ่ ส่วนแม่กับธีร์แยกกันไปอีกที่หนึ่ง

ช่วงเวลาที่ผมกับพ่อไปถึงเหมือนจะเป็นช่วงพีค เพราะทั้งข้างนอกและข้างในมีคนอยู่เต็มไปหมด ตอนเราเข้าไป ผมนึกว่าจะหาที่นั่งไม่ได้ แต่เราก็ได้โต๊ะริมกระจกที่มองออกไปเห็นทางเดินข้างนอก

ผมกินอะไรมาบ้างแล้วก่อนจะมาสนามบิน ตอนนี้ ผมก็ไม่รู้สึกหิวขนาดนั้น ยิ่งคนเยอะแล้วยิ่งไม่รู้สึกอยากกินอะไร ผมแค่อยากอยู่เงียบ ๆ ในที่ที่คนไม่พลุกพล่านแบบนี้

ผมเดินดูอาหาร หยิบพายไก่ชิ้นเล็กมา 2 ชิ้น แขกที่เปิดฝาครอบไว้ก่อนผมไม่ได้เอาฝาปิดคืนที่ และที่ตักก็ไปกองรวมอยู่ในจานเดียวกัน แทนที่จะกระจายออกตามที่ของมัน

ตรงที่กดน้ำผลไม้ แก้วที่วางไว้หมดแล้ว และพนักงานกำลังบอกแขกคนหนึ่งให้ใช้แก้วแชมเปญไปก่อน ผมก้มลงหยิบมา 1 แก้วเพื่อกดน้ำฝรั่งมา

ผมวางพายไก่และน้ำลงบนโต๊ะ พร้อมจะผ่อนคลายก่อนจะต้องนั่งเครื่องนาน 12 ชั่วโมงไป London ผมยกน้ำฝรั่งขึ้นดื่ม

ผมวางแก้วลงแล้วถามพ่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“ปากเป็นอะไรไหม?”

พ่อหรี่ตามอง

“ไม่มีอะไร” พ่อตอบ

ขอบแก้วตรงจุดที่ผมเพิ่งยกดื่มมีรอยบิ่น ผมรู้สึกแสบตอนที่ยกดื่ม แต่อย่างน้อยก็ไม่เป็นอะไร

ผมยกพายไก่ขึ้นกัด แล้วก็เห็นเลือดติดมากับเปลือกกรอบ ๆ ของพายไก่

“ขอคุยกับผู้จัดการเลย” ผมพูด แล้วลุกออกจากที่นั่งไป

ผมมายืนอยู่กลางทางเดินที่มีคนเดินไปมาพลุกพล่าน ในมือยังถือแก้วแชมเปญที่ก่อเหตุอยู่ ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหาผม

“ให้ช่วยอะไรไหมคะ?”

“แก้วบาดปากผม” ผมพูด

“โอ้” ผู้หญิงคนนั้นอุทานออกมาเบา ๆ รับแก้วจากผมแล้วเดินเข้าครัวไป

ผมรู้สึกกังวลที่ไม่ได้ถ่ายรูปแก้วเอาไว้ ตอนนี้ผมไม่มีหลักฐานชิ้นเดียวที่เชื่อมแผลของผมกับเลาจ์แห่งนี้เลย

ผมยืนรออยู่นาน บางคนที่เดินผ่านไปมาก็มองมาที่ผม อาจจะเพราะขวางทางเดิน

ในที่สุด ผู้หญิงคนนั้นก็กลับออกมา

“อยากไปหาหมอไหม? หรืออยากให้เรียกหมอมาที่นี่?”

“ผมไม่รู้” ผมตอบ เพราะผมยังไม่เห็นแผลตัวเอง รู้แค่ว่าเลือดยังไหลไม่หยุด เพราะผมเอาทิชชู่ซับไว้อยู่

“เดี๋ยวพาไปหาหมอก็ได้” ผู้หญิงคนนั้นพูด ซึ่งในภายหลังผมเดาว่าน่าจะเป็นผู้จัดการในคืนนั้น “ไม่ได้สิ เพราะมันต้องผ่านประตูออกไป ได้เฉพาะพนักงาน รอเดี๋ยวนะ”

ผู้หญิงคนนั้นเดินไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า ทิ้งให้ผมยืนรออย่างงงอีกครั้ง

ผมสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากจะกลับไปนั่งที่โต๊ะ อีกใจหนึ่งก็กลัวจะขาดช่วง แล้วเรื่องจะยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่

สุดท้าย ผมก็ทนรอไม่ไหว เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ

“เขาว่ายังไง?” พ่อถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบ มองพายไก่ 1 ชิ้นครึ่งที่เหลืออยู่ในจานตรงหน้า

สักพักใหญ่ ๆ ผู้หญิงที่เป็นผู้จัดการก็มาหาผมที่โต๊ะ

“เดี๋ยวหน่วยแพทย์จะมาที่นี่ อยากนั่งรอตรงนี้ หรือไปรอในห้องดี?”

“ในห้องก็ได้ครับ” ผมตอบ ไม่อยากให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในปีกนี้ของเลาจ์ต้องมองผมเป็นตาเดียวกันตอนที่หน่วยแพทย์ของสนามบินเข้ามาหา

“งั้นเชิญทางนี้ค่ะ”

ผมเดินตามไปอีกฝั่งของเลาจ์ และเข้าไปในห้องซึ่งดูเหมือนห้องรับรองแขกพิเศษเล็ก ๆ ที่มีฉากกั้นอยู่ ผมไม่เคยรู้ว่ามีห้องนี้อยู่ด้วย

“รอเดี๋ยวนะคะ หน่วยแพทย์กำลังมาแล้ว”

“โอเคครับ”

ถึงตอนนี้ ผมอารมณ์เสียน้อยลงบ้างแล้ว อย่างหนึ่งเพราะผมได้รับการดูแลตามสถานการณ์ และกำลังตื่นเต้นกับประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ตอนที่หน่วยแพทย์มาถึง ผมรู้สึกดีที่ตัดสินใจไม่นั่งรออยู่ข้างนอก

ผมนึกภาพว่าจะเป็นหมอ 1–2 คน ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น แต่ผมไม่ได้คิดว่าจะมีทีมติดตามมาอีก 4–5 คน

พอทุกคนเดินผ่านฉากกัน ที่ผมมองลอดออกไปแล้วเห็นแขกข้างนอกพยายามมองเข้ามาว่าเกิดอะไร ห้องนั้นก็เล็กลงทันตา

“เป็นอะไรมาคะ?” แพทย์หญิงคนหนึ่งถาม ในขณะเดียวกันทีมงานก็เอาเครื่องวัดความดันออกจากกระเป๋า เอาที่บีบแขนพันรอบแขนซ้ายของผม ส่วนทีมงานอีกคนเอาเครื่องวัดอุณหภูมิให้ผมหยิบไว้ในซอกแขน

“แก้วบาดครับ” ผมตอบ

“ขอดูหน่อย”

ผมเอาทิชชู่ที่กดแผลออก ตอนนี้เลือดไหลน้อยลงแล้ว

“แผลไม่ลึก ไม่ต้องเย็บ เดี๋ยวหมอให้ทาแผลไป”

“คุณผู้ชายเที่ยวบินกี่โมง?” ผู้จัดการถามผม

“ผมไม่แน่ใจ” ผมตอบ “ตั๋วผมอยู่ที่โต๊ะ”

“อยู่กับคุณพ่อใช่ไหม? งั้นเดี๋ยวไปเอามาให้นะคะ”

สักพัก พ่อผมก็เข้ามาในห้อง พร้อมกับกระเป๋าผมและพ่อ ผมสงสัยว่าทำไมพ่อยอมสละที่นั่งที่หายากมาที่นี่

ผมรับกระเป๋ามาเปิดเอาตั๋วและพาสปอร์ตส่งให้กับผู้จัดการ

“แผลเป็นยังไงบ้าง?” พ่อถามแพทย์หญิง

“ก็ไม่มีอะไร” แพทย์หญิงตอบ “แผลไม่ต้องเย็บ แค่วันสองวันก็หายแล้ว”

“แล้วกินข้าวได้ไหม?”

“กินได้ปกติ หมอให้ยาทาไป แล้วก็ผ้าปิดแผลให้ด้วย”

“จะใช้ใบรับรองแพทย์ไหม?” มีใครสักคนถาม

ผมมองไปเห็นทีมงานที่อยู่ใกล้ทางเข้า กำลังเขียนเอกสารอยู่บนคลิปบอร์ดรองเขียน

“ครับ” ผมพูด นึกถึงว่าจะต้องเบิกประกันในภายหลัง

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวทางเราจัดการให้เอง” ผู้จัดการตอบ

“ขอบคุณครับ” ผมพูด

“เรียบร้อยค่ะ” แพทย์หญิงพูด หลังจากส่งยาและผ้าปิดแผลให้ผมแล้ว

“ขอโทษด้วยนะคะ” ผู้จัดการพูดตอนที่ผมกับพ่อเดินผ่านที่ทางเข้า

“ไม่เป็นไรครับ”

“ป๊านึกว่าจะมีที่นั่ง” พ่อพูดหลังเดินห่างออกมาจากห้องแล้ว “ก็เลยเอามาหมด”

เรากลับไปที่ปีกที่เรานั่งในตอนแรก ตอนนี้ไม่มีที่เหลือแล้ว

ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ผมรู้สึกว่าที่นี่น่าจะจัดการที่รองรับแขกให้ดีกว่านี้

สักพัก แขกที่นั่งอยู่โต๊ะริมทางเดินก็ลุกออกไป ทิ้งจาน แก้วน้ำ และเศษอาหารไว้เบื้องหลัง โต๊ะนั้นนั่งได้ 2 คน แต่มีเก้าอี้เหลือแค่ตัวเดียว ผมเห็นเก้าอี้อีกตัวอยู่กับโต๊ะฝั่งตรงข้ามที่คนนั่ง 2 คน เก้าอี้ตัวถูกใช้วางสัมภาระ

ผมให้พ่อนั่งก่อน พอแขกอีกโต๊ะใกล้ ๆ กันลุก ผมก็เอาเก้าอี้มานั่ง ตอนนั้น พ่อก็ชงชามาพร้อมดื่มต่อเรียบร้อยแล้ว

“ตอนแรกจะโวยวายแล้ว” ผมพูด

“ดีแล้วที่ไม่ทำ” พ่อพูด “เพราะคนที่เดือดร้อนน่าจะเป็นคนตัวเล็ก ๆ”

ผมเข้าใจที่พ่อบอก เพราะตอนที่ผมยืนมองหาพนักงานสักคนที่จะรับกรรมไป ผมก็นึกถึงตอนที่ผมทำงานล้างจานที่ร้านอาหารในออสเตรเลีย ผมเคยทำจานชามแตกมานักต่อนักแล้ว แต่เจ้าของร้านก็ไม่เคยว่าอะไรผม และคนที่รับกรรมก่อนใครก็คือผมเอง ทุกวันนี้มือผมยังมีแผลเป็นจากจานชามบาดอยู่

“คุณผู้ชายคะ จะรบกวนขอพาสปอร์ตกับตั๋วหน่อยนะคะ”

ผมยื่นเอกสารให้กับผู้จัดการที่มาหาถึงโต๊ะ

ผมจำไม่ได้ว่า พ่อชวนผู้จัดการคุยเรื่องอะไรบ้าง ระหว่างที่ผู้จัดการจดรายละเอียดของผม น่าจะเพื่อไปเบิกค่ารักษาพยาบาล ซึ่งผมได้ยินมาว่าสูงถึง 2,000 บาท สำหรับแผลเล็ก ๆ นี้

“ต้องขอโทษด้วยอีกทีนะคะ” ผู้จัดการพูดหลังจากคืนพาสปอร์ตกับตั๋วให้ผม

ผมลุกไปหยิบน้ำอัดลมมาดื่ม ตอนนั้น แก้วทรงสูงสำหรับกดน้ำมีมาเติมแล้ว และผมเช็กแล้วว่าขอบแก้วไม่มีรอยบิ่นเหมือนครั้งก่อน

ทั้งหมดนี้เลยเป็นเหตุว่าทำไมผมถึงไม่ได้กินอาหารเย็นที่พนักงานเสิร์ฟให้บนเครื่องในภายหลัง


⏭️ Next Episodes

อ่านตอนต่อไป:

  • UK Again, Ep 2 (coming soon)
  • UK Again, Ep 3 (coming soon)
  • UK Again, Ep 4 (coming soon)
  • UK Again, Ep 5 (coming soon)

Comments

Leave a Reply

Discover more from Shi no Shigoto | AI, Data, & Psychology

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading