Author: Shinin Varongchayakul

  • สรุป 20 ข้อคิด (3 กลุ่ม) เกี่ยวกับ Competitive Negotiation จากหนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry: Competitive Negotiation, First Move, และ Concessions

    สรุป 20 ข้อคิด (3 กลุ่ม) เกี่ยวกับ Competitive Negotiation จากหนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry: Competitive Negotiation, First Move, และ Concessions

    หนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry เป็นหนังสือสอนการเจรจา ซึ่งไม่ได้ใช้กับนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังใช้กับคนทั่วไปอีกด้วย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 20 ข้อคิดจาก Part II. Ambitious Competition ของหนังสือ ซึ่งจัดได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้:

    1. Competitive Negotiation: แนะนำให้รู้จักกับ competitive negotiation
    2. First Move: แนะนำการออกแบบและรับมือ first move ใน competitive negotiation
    3. Concessions: แนะนำวิธีการต่อรองใน competitive negotiation

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ Negotiation Made Simple บน Amazon

    1. ⚔️ Group 1. Competitive Negotiation
    2. ⛳ Group 2. First Move
    3. 🫰 Group 3. Concessions

    ⚔️ Group 1. Competitive Negotiation

    ข้อคิด 6 ข้อในกลุ่มแรกแนะนำให้รู้จักกับ competitive negotiation:

    1. What is competitive negotiation
    2. Competitive negotiation is not inherently bad
    3. When to be competitive
    4. Competitive negotiation is predictable
    5. Use predictability to your advantage
    6. Be competitive yet cooperative

    .

    ข้อ 1. What is competitive negotiation

    Competitive negotiation เป็นการเจรจาเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเสียผลประโยชน์หรือไม่

    เช่น การต่อรองราคา เราต้องการส่วนลดให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าคนขายจะขาดทุนหรือไม่ก็ตาม

    .

    ข้อ 2. Competitive negotiation is not inherently bad

    Competitive negotiation ไม่ใช่สิ่งไม่ดี และเป็นสิ่งที่จำเป็นในหลาย ๆ ครั้ง

    เช่น เด็กที่ถูกพ่อแม่ทำร้าย แต่พ่อแม่ไม่ยอมสละสิทธิเลี้ยงดูลูก เราจะต้องใช้ competitive negotiation (เจรจาแบบมีฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะ) เพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับเด็ก

    .

    ข้อ 3. When to be competitive

    เราใช้ competitive negotiation ใน 2 กรณี:

    1. Capture more value: ต่อรองเพื่อให้กอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด (เช่น ต่อรองเพื่อให้ส่วนลดและของแถมมากที่สุด)
    2. Defend yourself: ป้องกันตัวเวลาเจรจากับคนที่ aggressive (เช่น พ่อค้าที่พยายามขายของราคาแพงให้เราอย่างไม่ลดละ)

    .

    ข้อ 4. Competitive negotiation is predictable

    Competitive negotiation มีลักษณะ 8 อย่างที่ตายตัว:

    1. Limited pie: ผลประโยชน์ที่แบ่งกันได้มีจำกัด
    2. Zero-sum game: จะต้องมีฝ่ายที่แพ้ (เสียผลประโยชน์) และฝ่ายที่ชนะ (ได้ผลประโยชน์)
    3. Start from positions: คู่เจรจาเริ่มต้นจาก positions ของตัวเอง (เช่น ราคาขายเริ่มต้น vs ราคาแรกที่เราต่อลงมา)
    4. Multiple concessions: มีการต่อรองกลับไปกลับมาหลายรอบ
    5. Concessions get smaller: การต่อรองจะเล็กลงเรื่อย ๆ (เช่น ขอส่วน 1,000 บาท, 500 บาท, 10 บาท)
    6. The midpoint: การต่อรองจะเข้าใกล้จุดกึ่งกลางระหว่าง positions ของทั้งสองฝ่ายขึ้นเรื่อย ๆ
    7. The dance is inevitable: เราไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ ถ้าอยากได้สิ่งที่ต้องการ เราจะต้องใจเย็นและยอมต่อรองจนกว่าจะถึง midpoint
    8. Tension is normal: บรรยากาศจะตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

    .

    ข้อ 5. Use predictability to your advantage

    เราสามารถใช้รูปแบบที่ตายตัวของ competitive negotiation เพื่อวางกลยุทธ์ในการต่อรองที่ดีได้

    .

    ข้อ 6. Be competitive yet cooperative

    แม้ว่าการเจรจาจะ competitive (เน้นผลประโยชน์ส่วนตัว) แต่เราสามารถสื่อสารแบบ cooperative (สื่อสารด้วยความเคารพและสุภาพ) ได้


    ⛳ Group 2. First Move

    ข้อคิด 8 ข้อในกลุ่ม 2 แนะนำวิธีออกแบบและรับมือกับ first move ใน competitive negotiation:

    1. First move is the most important
    2. Get over your discomfort
    3. Don’t wait and see
    4. Drop the anchor
    5. Don’t be too aggressive
    6. How to counter anchor bias
    7. Fight unreasonable offers with unreasonable offers
    8. Walking away is always an option

    .

    ข้อ 7. First move is the most important

    First move เป็น move ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางในการเจรจา

    .

    ข้อ 8. Get over your discomfort

    คนที่เริ่ม first move มักจะรู้สึกกังวลและมีความสุขกับผลลัพธ์สุดท้ายน้อยกว่าคนที่เริ่มทีหลัง

    แต่คนเหล่านี้มักได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอีกฝ่าย

    ดังนั้น เราควรจะก้าวข้ามความกังวลและเริ่ม first move ก่อน

    .

    ข้อ 9. Don’t wait and see

    ถ้ารอให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน เราจะเสียเปรียบได้ เพราะการตัดสินใจของเราจะถูกตีกรอบด้วย first move ของอีกฝ่าย

    .

    ข้อ 10. Drop the anchor

    First move จะต้องมี anchor หรือสิ่งที่จะตีกรอบการเจรจาและการตัดสินใจของอีกฝ่าย

    เช่น ถ้าเราอยากได้ส่วนแบ่งบริษัทเยอะ เราจะต้องเริ่มจากเลขที่สูง (เช่น 70%) เพื่อให้อีกฝ่ายต่อรองลงมาในจุดที่เราต้องการ (50%)

    ถ้าเราเริ่มด้วยเลขที่ต่ำ (50%) เราจะถูกต่อลงมาอีก (30%) เพราะอีกฝ่ายจะคิดว่า 50% คือเลขที่สูงแล้ว

    .

    ข้อ 11. Don’t be too aggressive

    อีกฝ่ายมีสิทธิ์จะเดินออกจากการเจรจาตลอดเวลา

    เราไม่ควรเริ่ม first move ด้วย anchor ที่สูงเกินไป เพราะอีกฝ่ายอาจจะไม่อยากต่อรองกับเราได้

    .

    ข้อ 12. How to counter anchor bias

    ในกรณีที่เราไม่ได้เริ่มก่อน และอีกฝ่ายทิ้ง anchor แล้ว เราสามารถรับมือได้ 3 วิธี:

    1. Reject: ถ้าเรารู้ว่า สิ่งที่เสนอเป็นแค่ anchor
    2. Do research: หาข้อมูลเพิ่ม (เช่น หาว่าราคาที่เสนอมาสูงกว่าตลาดไหม)
    3. Drop another: ทิ้ง anchor ของเราเอง เพื่อเปลี่ยนกรอบในการตัดสินใจของการเจรจา

    .

    ข้อ 13. Fight unreasonable offers with unreasonable offers

    ถ้าอีกฝ่ายให้ข้อเสนอที่ไม่สมเหตุสมผล (เช่น ราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก) เราจะต้องไม่ยื่นข้อเสนอที่สมเหตุสมผลกลับ (ราคาตลาด)

    เราต้องยื่นข้อเสนอที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน (ราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก) เพื่อปรับให้ midpoint กลับมาอยู่ใกล้จุดที่เราต้องการ (ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย)

    .

    ข้อ 14. Walking away is always an option

    ถ้าข้อเสนอไม่สมเหตุสมผลและอีกฝ่ายไม่ยอมเปลี่ยนข้อเสนอ เราสามารถเดินออกจากการเจรจาได้ตลอดเวลา


    🫰 Group 3. Concessions

    ข้อคิด 6 ข้อในกลุ่มสุดท้ายแนะนำวิธีการที่ดีในการต่อรอง:

    1. Concessions are crucial
    2. The other side also needs a win
    3. Manage perception
    4. Don’t take all
    5. Say no
    6. Unblock with linkage

    .

    ข้อ 15. Concessions are crucial

    การต่อรองเป็นสิ่งจำเป็น

    การเจรจาที่ไม่มีการต่อรองจะทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่พอใจ เพราะไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

    เช่น เราจะรู้สึกดีกว่า ถ้าได้ต่อรองราคาของจาก 1,000 บาท ลงมาเหลือ 500 บาท มากกว่าถ้าเราซื้อของที่ 500 บาทเลย

    ดังนั้น ใน competitive negotiation เราจะต้องออกแบบข้อเสนอที่เผื่อต่อรองด้วย

    .

    ข้อ 16. The other side also needs a win

    แม้ว่าในการเจรจา เราจะเป็นฝ่ายชนะ แต่เราทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นฝ่ายชนะด้วย เพราะนักเจรจาที่ดีรู้ว่าจะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ยังไง

    .

    ข้อ 17. Manage perception

    ทางหนึ่งที่เราช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นฝ่ายชนะได้ คือ ทำให้รู้สึกเหมือนเราเป็นฝ่ายแพ้ เช่น ทำเป็นลังเลก่อนตอบรับข้อเสนอสุดท้าย แม้ว่าข้อเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการมาตลอด

    .

    ข้อ 18. Don’t take all

    อีกทางหนึ่ง คือ เหลือผลประโยชน์บางส่วนให้อีกฝ่าย (เช่น ไม่ลดราคาให้ แต่ยอมให้ของแถมเพิ่ม)

    .

    ข้อ 19. Say no

    เราจะต้อง say no บ้าง เพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ข้อเสนอไม่ได้มาง่ายจนเกินไป และรู้สึกเป็นฝ่ายชนะเมื่อได้อะไรบางอย่างไป

    .

    ข้อ 20. Unblock with linkage

    ถ้าทั้งสองฝ่ายมาถึงทางตัน เราสามารถใช้ linkage หรือการเชื่อมข้อเสนอ เพื่อออกจากทางตันได้

    ตัวอย่าง linkage เช่น:

    • ถ้าลดราคาให้ เราจะจ่ายเงินสด
    • ถ้าซื้อวันนี้ เราจะให้ของแถม
    • ถ้าซื้อยกเซ็ต เราจะให้ส่วนลด

    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • สรุป 32 ข้อคิด (6 กลุ่ม) ในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี จากหนังสือ Negotiation Made Simple (ส่วนที่ 1) ของ John Lowry: Introduction, How to Start, Approaches, Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument, Strategies for Successful Negotiation, และ Pro Tips

    สรุป 32 ข้อคิด (6 กลุ่ม) ในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี จากหนังสือ Negotiation Made Simple (ส่วนที่ 1) ของ John Lowry: Introduction, How to Start, Approaches, Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument, Strategies for Successful Negotiation, และ Pro Tips

    หนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry เป็นหนังสือสอนการเจรจา ซึ่งไม่ได้ใช้กับนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังใช้กับคนทั่วไปอีกด้วย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 32 ข้อคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นเป็นักเจรจามืออาชีพ จากบทนำและ Part I. Manage Yourself ของหนังสือ

    โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 6 กลุ่มดังนี้:

    1. Introduction: ความสำคัญของการเจรจา
    2. How to Start: การเริ่มต้นเป็นนักเจรจาที่ดี
    3. Approaches: ประเภทการเจรจา
    4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument: วิธีเลือกแนวทางในการเจรจา
    5. Strategies for Successful Negotiation: วิธีการในการเจรจาที่ดี
    6. Pro Tips: เทคนิคเพิ่มเติมในการเจรจา

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ Negotiation Made Simple บน Amazon

    1. 🏁 Group 1. Introduction
    2. 🔥 Group 2. How to Start
    3. 🧭 Group 3. Approaches
    4. 🤔 Group 4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
    5. 🫆 Group 5. Strategies for Successful Negotiation
    6. 🍜 Group 6. Pro Tips

    🏁 Group 1. Introduction

    ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มแรกพูดถึงความสำคัญของการเจรจา ดังนี้:

    1. Negotiation is everywhere
    2. See yourself as a negotiator
    3. Five characteristics of a professional negotiator

    .

    ข้อ 1. Negotiation is everywhere

    การเจรจาไม่ได้เกิดขึ้นในที่ทำงานอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

    เช่น:

    • กล่อมลูกที่ตื่นจากฝันร้ายให้กลับไปนอน
    • ชวนแฟนที่ชอบอยู่บ้านให้ไปออกกำลังกายด้วยกัน
    • ชวนเพื่อนมาแชร์ Spotify

    .

    ข้อ 2. See yourself as a negotiator

    ไม่ว่าการเจรจาจะเป็นส่วนหนึ่งของ job description ของเราหรือไม่ เราควรมองตัวเองเป็นนักเจรจา เพราะไม่อย่างนั้น เราจะพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป เช่น:

    • ไม่ได้ของราคาถูก
    • ไม่ได้เงินเดือนที่เราต้องการ
    • ไม่ได้ใช้เวลาอย่างที่ต้องการ

    เพราะเราไม่มี mindset ที่เหมาะสมเมื่อโอกาสมาถึง

    .

    ข้อ 3. Five characteristics of a professional negotiator

    ลักษณะของนักเจรจาที่ดีมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่:

    1. มี self-awareness และรู้จักจัดการตัวเอง
    2. รู้ว่า เมื่อไรจะให้ความร่วมมือ (cooperate) และเมื่อไรจะสู้ (compete)
    3. รู้ว่า first move คือ move ที่สำคัญที่สุด
    4. รู้จักแก้ปัญหาด้วย empathy และ creativity
    5. รู้ว่า จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ยังไง

    .

    🔥 Group 2. How to Start

    ข้อคิด 8 ข้อในกลุ่ม 2 ให้แนวทางในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี ดังนี้:

    1. Negotiation starts with yourself
    2. Find your why
    3. The five guiding questions
    4. Do the hard thing
    5. Uncertainty is certain
    6. Check your assumption
    7. Deception not required
    8. Do not commit fraud

    .

    ข้อ 4. Negotiation starts with yourself

    การเจรจาที่ดีเริ่มจากตัวเราเอง

    .

    ข้อ 5. Find your why

    ในการเจรจาแต่ละครั้ง เราจะต้องหา why หรือสิ่งที่เราต้องการ ให้เจอ เพื่อเป็นเข็มทิศในการเจรจาให้กับตัวเราเอง

    .

    ข้อ 6. The five guiding questions

    นอกจากนี้ เราจะต้องตอบคำถามทั้ง 5 ข้อให้ได้:

    1. เรากำลังเจรจากับใคร?
    2. เรากำลังเจรจาเกี่ยวกับเรื่องอะไร?
    3. เราต้องการอะไร?
    4. อีกฝ่ายต้องการอะไร?
    5. อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เราทำข้อตกลงได้?

    .

    ข้อ 7. Do the hard thing

    เพื่อเจรจาได้สำเร็จ เราจะต้องยอมทำสิ่งที่อยู่นอก comfort zone หรือรู้สึกยากสำหรับเรา

    เช่น เราเป็นคนไม่ชอบขัดใจคนอื่น แต่เมื่ออีกฝ่ายเจรจาแบบ competitive เราจะต้องปรับการสื่อสารให้ assertive มากขึ้น แม้ว่าจะไม่ใช่การสื่อสารแบบที่เราถนัด เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเสียเปรียบและไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ

    .

    ข้อ 8. Uncertainty is certain

    การเจรจามีความไม่แน่นอน ด้วยเหตุผลหลัก 2 ข้อ:

    1. Incomplete information: ข้อมูลไม่ครบถ้วน
    2. Deception: การหลอกลวงที่ทำให้ข้อมูลถูกปิดบัง

    .

    ข้อ 9. Check your assumption

    เราจัดการกับความไม่แน่นอนได้ด้วยการเช็กข้อมูลและความเชื่อของตัวเอง ผ่านคำถาม 4 ข้อนี้:

    1. Assumption ของเราคืออะไร?
    2. อะไรเป็นฐานคิดของ assumption นั้น?
    3. Assumption นี้สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือเป็นแค่สิ่งที่เราหวังว่าจะเป็นจริง?
    4. Key information ที่เราใช้ในการตัดสินใจคืออะไร และเชื่อถือได้ขนาดไหน?

    .

    ข้อ 10. Deception not required

    แม้ว่าเราจะใช้การหลอกลวงเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการได้ แต่การเจรจาที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้การหลอกลวงเสมอไป

    .

    ข้อ 11. Do not commit fraud

    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะต้องไม่บิดเบือนข้อมูล (fraud) ในการเจรจาเด็ดขาด

    .

    🧭 Group 3. Approaches

    ข้อคิด 7 ข้อในกลุ่ม 3 นำเสนอประเภทการเจรจา ดังนี้:

    1. Two approaches to negotiation
    2. Know when to cooperate vs compete
    3. See what the other side is using
    4. Substance vs signal
    5. Never cooperate in a competitive negotiation
    6. Use competition to get cooperation
    7. Use competition wisely

    .

    ข้อ 12. Two approaches to negotiation

    การเจรจามีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่:

    1. Cooperative (lover): การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน
    2. Competitive (fighter): การเจรจาที่มีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ

    .

    ข้อ 13. Know when to cooperate vs compete

    การเจรจาที่ดีจะต้องเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสม นั่นคือ รู้ว่าเมื่อไรจะเป็น lover และเมื่อไรจะเป็น fighter

    .

    ข้อ 14. See what the other side is using

    เราจะปรับวิธีการเจรจาได้ ก็ต้องรู้ก่อนว่าอีกฝ่ายใช้วิธีการไหน

    .

    ข้อ 15. Substance vs signal

    เรารู้แนวทางที่อีกฝ่ายใช้ได้จากการสังเกต substance และ signal:

    • Substance: สิ่งที่แลกเปลี่ยนกันในการเจรจา (เช่น เงิน ส่วนลด สินค้า ของแถม)
    • Signal: ความหมายหรือแรงจูงใจเบื้องหลัง substance

    เช่น:

    • อีกฝ่ายเปิดการเจรจาด้วยการเสนอราคาสูงจนน่าตกใจ (substance) แสดงว่าอีกฝ่ายต้องการให้เราจ่ายเงินเยอะ (signal) ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายกำลังเจรจาแบบ competitive
    • อีกฝ่ายเสนอราคาเป็นกันเอง พร้อมบอกว่าลดราคาได้อีก (substance) แสดงว่าอีกฝ่ายอยากช่วยให้เราซื้อของได้ (signal) ซึ่งหมายความว่า อีกฝ่ายกำลังเจรจาแบบ cooperative

    .

    ข้อ 16. Don’t cooperate in a competitive negotiation

    เมื่ออีกฝ่ายเจรจาแบบ competitive เราจะต้องไม่เจรจาแบบ cooperative เพราะในขณะที่เราพยายามทำให้อีกฝ่ายพอใจ อีกฝ่ายจะพยายามเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการ ทำให้เราเสียเปรียบในการเจรจา และเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด

    .

    ข้อ 17. Use competition to get cooperation

    ในบางครั้ง เราจะต้องเจรจาแบบ competitive เพื่อบังคับให้อีกฝ่าย cooperative กับเรา

    .

    ข้อ 18. Use competition wisely

    เราควรเลือกเจรจาแบบ competitive อย่างเหมาะสม เพราะการเจรจาแบบนี้สามารถทำลาย trust และปิดการเจรจาลงโดยไม่มีข้อตกลงได้

    .

    🤔 Group 4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument

    ข้อคิด 6 ข้อในกลุ่ม 4 นำเสนอวิธีเลือกแนวทางในการเจรจา:

    1. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
    2. Avoid
    3. Accommodate
    4. Compete
    5. Compromise
    6. Collaborate

    .

    ข้อ 19. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument

    Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument เป็นเครื่องมือในการเลือกแนวทางการเจรจา ซึ่งชวนให้เราพิจารณา 2 แกนหลักดังนี้:

    1. Issue: ความสำคัญของหัวข้อในการเจรจา
    2. Relationship: ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอีกฝ่าย

    โดยทั้ง 2 แกนผสมกันได้ 5 วิธีการดังรูป:

    .

    ข้อ 20. Avoid

    แนวทางที่ 1: หลีกเลี่ยงการเจรจา เมื่อ issue และ relationship มีความสำคัญน้อย

    เช่น คนแปลกหน้าขอให้ช่วย comment วิดีโอบน TikTok แต่เราไม่ได้เล่น TikTok

    เราควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยนี้ เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับ TikTok (issue) และคนขอไม่ได้คนที่เรารู้จัก (relationship)

    .

    ข้อ 21. Accommodate

    แนวทางที่ 2: ยอมทำตาม เมื่อ issue มีความสำคัญน้อย แต่อีกฝ่ายเป็นคนสำคัญกับเรา

    เช่น แฟนชวนดูหนังโรแมนติก แต่เราชอบดูหนังไซไฟ

    เราจะยอมไปดูหนังที่แฟนเลือก เพราะหนังที่ดู (issue) ไม่ได้สำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟน (relationship)

    .

    ข้อ 22. Compete

    แนวทางที่ 3: ต่อสู้ เมื่อ issue มีความสำคัญมาก และ relationship มีความสำคัญน้อย

    เช่น การต่อราคาซื้อรถมือสอง เพราะราคารถ (issue) มีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับร้านขายรถมือสอง (relationship)

    .

    ข้อ 23. Compromise

    แนวทางที่ 4: พบกันครึ่งทาง เมื่อทั้ง issue และ relationship มีความสำคัญปานกลาง

    เช่น เพื่อนชวนไปเที่ยวทะเล แต่เราชอบไปเดินเขา

    เราอาจจะต่อรองกับเพื่อนให้ไปเที่ยวทะเล 1 วัน และเดินเขา 1 วัน เพราะทั้งเพื่อน (relationship) และที่เที่ยว (issue) มีความสำคัญพอ ๆ กัน

    .

    ข้อ 24. Collaborate

    แนวทางที่ 5: หาทางออกร่วมกัน เมื่อทั้ง issue และ relationship มีความสำคัญมาก

    เช่น แฟนอยากแต่งงานเร็ว ๆ

    ทั้งการแต่งงาน (issue) และแฟน (relationship) เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น เราต้องนั่งคุยกับแฟนเพื่อหาทางออกร่วมกัน

    .

    🫆 Group 5. Strategies for Successful Negotiation

    ข้อคิด 5 ข้อในกลุ่ม 5 แนะนำวิธีการที่นำไปสู่การเจรจาที่ดี ดังนี้:

    1. Prisoner’s Dilemma
    2. Start with cooperation
    3. Respond in kind
    4. Forgive
    5. Be clear

    .

    ข้อ 25. Prisoner’s Dilemma

    Prisoner’s Dilemma เป็นเกมจำลองการตัดสินใจ และช่วยให้เราศึกษาวิธีการเจรจาที่ดีได้

    ในเกม ผู้เล่น 2 คนถูกตำรวจจับ และแต่ละคนมี 2 ตัวเลือกที่สะท้อนประเภทการเจรจาดังนี้:

    1. Cooperate (cooperative): ปิดปากเงียบ ไม่คุยกับตำรวจ
    2. Defect (competitive): สารภาพและโยนความผิดให้กับผู้เล่นอีกคน

    ผู้เล่นจะต้องตัดสินใจโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร และผลลัพธ์ของเกมขึ้นอยู่กับกรตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายดังนี้:

    Player A & BB cooperatesB defects
    A cooperates1, 110, 0
    A defects0, 105, 5

    จากตาราง จะเห็นว่า:

    • ถ้าทุกคนปิดปากเงียบ จะติดคุกกันแค่คนละ 1 ปี (รวมกัน 2 ปี)
    • ถ้ามีคนหนึ่งสารภาพ และอีกคนเงียบ คนสารภาพจะเป็นอิสระ และอีกคนจะติดคุก 10 ปี (ผลรวม 10 ปี)
    • ถ้าทั้งคู่สารภาพ จะติดคุกคนละ 5 ปี (รวมกัน 10 ปี)

    และจะเห็นได้ว่า:

    • ตัวเลือกที่ดีกับทุกฝ่าย คือ ปิดปากเงียบ เพราะถ้าอีกฝ่ายเงียบเหมือนกัน เราก็จะติดคุกร่วมกันน้อยที่สุด
    • แต่การปิดปากเงียบมีความเสี่ยง เพราะถ้าอีกฝ่ายสารภาพ เราจะรับโทษเต็ม ๆ คนเดียว 10 ปี

    การศึกษาการเล่น Prisoner’s Dilemma แบบหลายรอบติดกัน พบว่ามี 4 วิธีต่อไปนี้ มักให้ผลการเจรจาที่ดีที่สุด

    .

    ข้อ 26. Start with cooperation

    เริ่มต้นเจรจาด้วยการเจรจาแบบ cooperative เพราะเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุด และช่วยให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับแบบไหน (cooperative หรือ competitive)

    .

    ข้อ 27. Respond in kind

    ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน ให้เราใช้วิธีเดียวกับที่อีกฝ่ายใช้:

    • ถ้าอีกฝ่าย cooperative เราจะ cooperative ตาม เพราะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราพร้อมให้ความร่วมมือ
    • ถ้าอีกฝ่าย competitive เราจะ competitive ตาม เพื่อให้รู้ว่าเราจะไม่ยอมโดนเอาเปรียบ

    .

    ข้อ 28. Forgive

    เราควรให้อภัยเมื่ออีกฝ่าย competitive กับเรา (เราเงียบ แต่อีกฝ่ายสารภาพ) เพราะการเจรจาจะ cooperative มากขึ้น (เงียบทั้งคู่) ซึ่งจะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

    .

    ข้อ 29. Be clear

    เราต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า เรากำลังเจรจาแบบไหน เพราะจะช่วยสร้าง trust ในการเจรจา

    .

    🍜 Group 6. Pro Tips

    ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มสุดท้าย แนะนำเทคนิคเพิ่มเติมในการเจรจา ดังนี้:

    1. Introverts might be at a disadvantage
    2. What to do if you are an introvert
    3. Share a meal

    .

    ข้อ 30. Introverts might be at a disadvantage

    การเจรจาเป็นการพูดคุยกับคนอื่น ซึ่ง introvert อาจจะไม่เก่งเท่า extrovert และอาจเสียเปรียบในการเจรจาได้

    .

    ข้อ 31. What to do if you are an introvert

    Introvert สามารถป้องกันตัวเองด้วยการเตรียมตัว 2 อย่าง:

    1. ซ้อมพูดเจรจาก่อนถึงเวลาจริง
    2. พูดคุย chitchat กับอีกฝ่ายก่อนเริ่มเจรจา

    .

    ข้อ 32. Share a meal

    ถ้าอยากปิดการเจรจาให้สำเร็จ ให้ชวนอีกฝ่ายไปทานข้าวร่วมกัน

    งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คู่เจรจาที่ทานอาหารร่วมกัน โดยเฉพาะแชร์อาหารจานเดียวกัน มักให้ความร่วมมือและทำข้อตกลงเร็วกว่าคู่ที่ทานอาหารแยกกัน


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • วิธีใช้ polars: package ทรงพลังสำหรับทำงานกับ tabular data ใน Python — ตัวอย่างการทำงานกับ IKEA Products dataset

    วิธีใช้ polars: package ทรงพลังสำหรับทำงานกับ tabular data ใน Python — ตัวอย่างการทำงานกับ IKEA Products dataset

    polars เป็น package สำหรับทำงานกับข้อมูลในรูปแบบตาราง (tabular data) ใน Python และถูกพัฒนาด้วย Rust และ Apache Arrow ซึ่งทำให้ polars ประมวลผลได้เร็วและมีประสิทธิภาพสูง

    polars เป็นทางเลือกสำหรับคนที่เบื่อกับข้อจำกัดของ pandas ซึ่งเป็น package ยอดนิยมสำหรับทำงานกับข้อมูลในรูปแบบตาราง โดย polars ได้เปรียบ pandas อยู่ 3 อย่าง:

    1. Fast: ประมวลผลเร็วกว่า
    2. Intuitive: มี syntax ที่ใช้ง่ายกว่า
    3. Lazy: รองรับการเขียนแบบ lazy evaluation (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง) ทำให้ประมวลผลได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

    Note: ดูวิธีการใช้ pandas ได้ที่บทความนี้

    Source: https://pola.rs/

    ในบทความนี้ เราจะมาดูวิธีใช้ polars ผ่านตัวอย่างการทำงานกับ IKEA Products dataset ที่มีข้อมูลเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA กัน

    โดยบทความแบ่งเป็น 9 ส่วนดังนี้:

    1. Import package and dataset: โหลด package และ dataset
    2. Explore: สำรวจ dataset ก่อนทำงานกับข้อมูล
    3. Select: เลือกข้อมูล
    4. Filter: กรองข้อมูล
    5. Sort: จัดเรียงข้อมูล
    6. Aggregate: หาค่าทางสถิติ
    7. Mutate: เพิ่ม ลบ แก้ไข column
    8. Lazy: การทำงานแบบ lazy
    9. Chaining: การเชื่อมต่อ function

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 📦 Section 1. Import Package & Dataset
    2. 🧭 Section 2. Explore
      1. 🔷 2.1 shape
      2. 🗺️ 2.2 schema
      3. 🐵 2.3 head()
      4. 🔎 2.4 glimpse()
      5. 📝 2.5 describe()
    3. 🫳 Section 3. Select
      1. 🔲 3.1 Using []
      2. 🔪 3.2 Using slice() & select()
    4. 👀 Section 4. Filter
      1. ☝️ 4.1 One Condition
      2. 🖐️ 4.2 Multiple Conditions
    5. ↕️ Section 5. Sort
      1. ⬆️ 5.1 Ascending
      2. ⬇️ 5.2 Descending
      3. 🖐️ 5.3 Multiple Columns
    6. 🧮 Section 6. Aggregate
      1. 🏠 6.1 Basic
      2. 🏘️ 6.2 Group By
    7. 💪 Section 7. Mutate
      1. ➕ 7.1 Add Columns
      2. 🗑️ 7.2 Remove Columns
    8. 🥱 Section 8. Lazy
    9. 🔗 Section 9. Chaining
    10. ⭐️ Summary
    11. ⏭️ Next Step: DIY
    12. 📃 References

    📦 Section 1. Import Package & Dataset

    ในขั้นแรก เราจะโหลด package และ dataset ที่จะใช้งานกันก่อน

    เราจะโหลด package ด้วย import แบบนี้:

    import polars as pl
    

    Note: ก่อนโหลด เราจะต้องติดตั้ง package ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วย pip install

    และโหลด dataset ด้วย read_csv() เพราะข้อมูลเป็นไฟล์ CSV:

    df = pl.read_csv("ikea_products.csv")
    

    ตอนนี้ เรามีข้อมูลพร้อมจะทำงานต่อแล้ว


    🧭 Section 2. Explore

    ในขั้นที่ 2 เราจะสำรวจข้อมูลที่เพิ่งโหลดเสร็จ ซึ่งเราทำได้ 5 วิธี:

    1. shape
    2. schema
    3. head()
    4. glimpse()
    5. describe()

    .

    🔷 2.1 shape

    shape เป็น attribute สำหรับเช็กจำนวน rows และ columns ใน dataset:

    df.shape
    

    ผลลัพธ์:

    จากผลลัพธ์ จะเห็นว่า dataset มีข้อมูล 3,694 rows และมี 14 columns

    .

    🗺️ 2.2 schema

    schema เป็น attribute สำหรับแสดงชื่อและประเภทข้อมูลของ columns:

    df.schema
    

    ผลลัพธ์:

    .

    🐵 2.3 head()

    head() เป็น method สำหรับดู n rows แรกของข้อมูล เช่น ดู 10 แรกของข้อมูล:

    df.head(10)
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    .

    🔎 2.4 glimpse()

    glimpse() เป็น method สำหรับดูโครงสร้างข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย:

    1. จำนวน rows และ columns
    2. ชื่อ column
    3. ประเภทข้อมูล
    4. ตัวอย่างข้อมูล
    df.glimpse()
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    .

    .

    📝 2.5 describe()

    describe() เป็น method สำหรับแสดง summary statistics ของ columns:

    1. count: จำนวนข้อมูล
    2. null_count: จำนวนข้อมูลที่เป็นค่าว่าง
    3. mean: ค่าเฉลี่ย
    4. std: ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation)
    5. min: ค่าต่ำสุด
    6. 25%, 50%, 75%: ข้อมูลที่ quartile ที่ 1, 2, และ 3
    7. max: ค่าสูงสุด
    df.describe()
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:


    🫳 Section 3. Select

    เรามี 2 วิธีในการเลือก rows และ columns จากข้อมูล:

    1. ใช้ []
    2. ใช้ slice() และ select()

    .

    🔲 3.1 Using []

    เราจะใช้ [] โดยกำหนด rows และ columns ที่ต้องการแบบนี้:

    df[rows, cols]
    

    ถ้าเราต้องการ rows หรือ columns ทั้งหมด ให้เราเว้นข้อมูลส่วนนั้นไว้ เช่น เลือกข้อมูล 10 rows แรก และ columns ทั้งหมด:

    df[:10]
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    หรือเลือกเฉพาะ columns ชื่อ ประเภท และราคา และ rows ทั้งหมด:

    df[["name", "category", "price"]]
    

    ผลลัพธ์:

    ถ้าต้องการทั้ง rows และ columns ให้เรากำหนดทั้งสองอย่าง เช่น ข้อมูล 10 rows แรก โดยเลือกเฉพาะ columns ชื่อ ประเภท และราคา:

    df[0:10, ["name", "category", "price"]]
    

    ผลลัพธ์:

    .

    🔪 3.2 Using slice() & select()

    เราสามารถใช้ slice() และ select() เพื่อเลือกข้อมูลแทนการใช้ [] ได้ โดย:

    1. ใช้ slice() เลือก rows
    2. ใช้ select() เลือก columns

    เช่น เลือกข้อมูล 10 rows แรก:

    df.slice(0, 10)
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    เลือก columns ชื่อ ประเภท และราคา:

    df.select(["name", "category", "price"])
    

    ผลลัพธ์:

    สุดท้าย เราสามารถใช้ทั้ง slice() และ select() ร่วมกันเพื่อเลือกทั้ง rows และ columns ได้แบบนี้:

    df.slice(0, 10).select(["name", "category", "price"])
    

    ผลลัพธ์:


    👀 Section 4. Filter

    เรากรองข้อมูลได้ด้วย filter() ซึ่งรับรองการกรองแบบ 1 เงื่อนไข และมากกว่า 1 เงื่อนไข

    .

    ☝️ 4.1 One Condition

    ตัวอย่างการกรองแบบ 1 เงื่อนไข เช่น เลือกเฉพาะข้อมูลของ outdoor furniture:

    df.filter(pl.col("category") == "Outdoor furniture")
    

    Note: สังเกตว่า เราใช้ col() เพื่อระบุ column ที่ต้องการ

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    .

    🖐️ 4.2 Multiple Conditions

    สำหรับการกรองหลายเงื่อนไข เราจะใช้ logical operator ช่วย:

    OperatorMeaning
    &And
    |Or
    ~Not

    เช่น เลือกข้อมูล outdoor furniture ที่ราคาสูงกว่า 1,000:

    df.filter(
        (pl.col("category") == "Outdoor furniture") &
        (pl.col("price") > 1000)
    )
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:


    ↕️ Section 5. Sort

    สำหรับจัดลำดับข้อมูล เราจะใช้ sort() ซึ่งรองรับการใช้งาน 3 กรณี:

    1. Ascending: เรียงจากน้อยไปมาก (A–Z)
    2. Descending: เรียงจากมากไปน้อย (Z–A)
    3. Multiple columns: เรียงลำดับหลาย columns พร้อมกัน

    .

    ⬆️ 5.1 Ascending

    Default ในการจัดลำดับของ sort() คือ เรียงจากน้อยไปมาก เช่น จัดเรียงข้อมูลตามราคา:

    df.sort("price")
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    .

    ⬇️ 5.2 Descending

    ถ้าต้องการจัดเรียงแบบมากไปน้อย เราจะต้องกำหนด argument descending=True:

    df.sort("price", descending=True)
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    .

    🖐️ 5.3 Multiple Columns

    ถ้าต้องการจัดลำดับหลาย columns พร้อมกัน เราจะกำหนด columns และวิธีจัดเรียง (ascending vs descending) เช่น จัดเรียงตามประเภทเฟอร์นิเจอร์ (A–Z) และราคา (Z–A):

    df.sort(
        ["category", "price"],
        descending=[False, True]
    )
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:


    🧮 Section 6. Aggregate

    Aggregate คือ การสรุปข้อมูล เช่น หาค่าเฉลี่ย และทำได้ 2 วิธี:

    1. แบบไม่จัดกลุ่ม ด้วยคำสั่ง select()
    2. แบบจัดกลุ่ม ด้วยคำสั่ง group_by() และ agg()

    .

    🏠 6.1 Basic

    ตัวอย่างสรุปข้อมูลโดยไม่จัดกลุ่ม เช่น หาค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุดของราคาเฟอร์นิเจอร์:

    df.select(
        pl.col("price").mean().alias("Mean"),
        pl.col("price").min().alias("Min"),
        pl.col("price").max().alias("Max")
    )
    

    Note: alias() ใช้ตั้งชื่อ column

    ผลลัพธ์:

    .

    🏘️ 6.2 Group By

    ตัวอย่างสรุปข้อมูลแบบจัดกลุ่ม เช่น หาค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุดของราคาเฟอร์นิเจอร์ ตามประเภทเฟอร์นิเจอร์:

    df.group_by("category").agg(
        pl.col("price").mean().alias("Mean"),
        pl.col("price").min().alias("Min"),
        pl.col("price").max().alias("Max")
    )
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:


    💪 Section 7. Mutate

    Mutate หมายถึง การปรับเปลี่ยน columns ที่มีอยู่ เช่น เพิ่มหรือลบ columns

    .

    ➕ 7.1 Add Columns

    ตัวอย่างการเพิ่ม columns เช่น:

    1. เพิ่ม column ส่วนลด (discount) โดยราคามากกว่า 1,000 จะลด 15% และราคาน้อยกว่านั้นจะลด 10% และ
    2. เพิ่ม column แสดงราคาหลังใช้ส่วนลดแล้ว (price_discounted)

    เราสามารถเขียน code ได้ดังนี้:

    df.with_columns(
        discount = pl.when(pl.col("price") > 1000)
        .then(0.15)
        .otherwise(0.10),
    ).with_columns(
        price_discounted = pl.col("price") * (1 - pl.col("discount"))
    )
    

    Note: เราใช้ when(), then(), otherwise() ช่วยกำหนดเงื่อนไขที่ต้องการ

    ตัวอย่างผลลัพธ์:

    สังเกตว่า columns ใหม่จะอยู่ต่อท้ายสุด

    .

    🗑️ 7.2 Remove Columns

    เราลบ column ได้ด้วย drop() เช่น ลบ columns ราคาเก่า (old_price) และการขายออนไลน์ (sellable_online):

    df.drop(["old_price", "sellable_online"])
    

    ตัวอย่างผลลัพธ์:


    🥱 Section 8. Lazy

    Lazy evaluation เป็นการประมวลผลที่จะรันก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่ง ซึ่งช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการประมวลผลจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะจำเป็น

    Note: การประมวลผลในทันทีโดยไม่รอคำสั่ง เรียกว่า eager evaluation

    การทำงานแบบ lazy evaluation มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    ขั้นที่ 1. สร้าง LazyFrame ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับ lazy evaluation ด้วย lazy():

    df_lz = df.lazy()
    

    ขั้นที่ 2. เขียนคำสั่งที่ต้องการ เช่น เลือก columns:

    execution = df_lz.select(["name", "category", "price"])
    

    ขั้นที่ 3. สั่งให้ประมวลผลด้วยคำสั่ง collect():

    execution.collect()
    

    ผลลัพธ์:


    🔗 Section 9. Chaining

    Chaining เป็นการเชื่อมต่อ function เพื่อส่งผลลัพธ์จาก function หนึ่งไปยังอีก function หนึ่ง:

    df.function1().function2().function3()...

    Chaining ช่วยให้เราตอบโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ เช่น:

    สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่ Francis Cayouette ออกแบบ ประเภทไหนจัดว่าเป็น “Premium” (ราคาสูงกว่า 1,000) และ “Affordable” (ราคาน้อยกว่า 1,000)

    เราสามารถใช้ polars เพื่อตอบโจทย์ได้แบบนี้:

    df_lz.filter(
        pl.col("designer") == "Francis Cayouette"
    ).group_by(
        "category"
    ).agg(
        pl.col("price").mean().round().alias("avg_price")
    ).with_columns(
        pl.when(pl.col("avg_price") > 1000)
        .then(pl.lit("Premium"))
        .otherwise(pl.lit("Affordable"))
        .alias("price_label")
    ).sort(
        "avg_price",
        descending=True
    ).select(
        [
            "category",
            "price_label",
            "avg_price"
        ]
    ).collect()
    

    ผลลัพธ์:


    ⭐️ Summary

    ในบทความนี้ เราได้เห็นวิธีการใช้ polars เพื่อทำงานกับข้อมูลในรูปแบบตาราง ซึ่งสามารถสรุปเป็นการเขียน code 9 กลุ่มได้ดังนี้:

    Section 1. Import package & dataset:

    • import polars as pl
    • pl.read_csv()

    Section 2. Explore:

    • df.shape
    • df.schema
    • df.head()
    • df.glimpse()
    • df.describe()

    Section 3. Select:

    • df[rows, cols]
    • pl.slice()
    • pl.select()

    Section 4. Filter:

    • df.filter()
    • pl.col()
    • &, |, ~

    Section 5. Sort:

    • df.sort()

    Section 6. Aggregate:

    • df.select()
    • df.group_by().agg()
    • alias()

    Section 7. Mutate:

    • df.with_columns()
    • pl.when().then().otherwise()
    • df.drop()

    Section 8. Lazy:

    • df.lazy()
    • collect()

    Section 9. Chaining:

    • df.function1().function2().function()...

    ⏭️ Next Step: DIY

    ใครที่อยากฝึกใช้ polars สามารถดูตัวอย่าง code และ dataset ได้ที่ GitHub


    📃 References


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • สรุป 10 ไอเดียน่าคิดจากงาน Mini What the Duck 2026 ของพี่ทอย DataRockie

    สรุป 10 ไอเดียน่าคิดจากงาน Mini What the Duck 2026 ของพี่ทอย DataRockie

    ผมไม่คิดว่า What the Duck ปีนี้จะมาเร็วกว่าที่คิด 😂

    วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงาน Mini What the Duck 2026 ที่พี่ทอย DataRockie จัดขึ้นที่ BIG Co-working Space

    ในงาน พี่ทอยแชร์เนื้อหาจากงานอื่นก่อน ๆ โดยเฉพาะ What the Duck 2025 ที่จัดออนไลน์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

    ในบทความนี้ ผมขอสรุป 10 ไอเดียที่น่าสนใจจากงาน โดยผมได้เสริมเนื้อหาจากงานก่อน ๆ และจากที่ทำ research เพิ่มเข้าไปในแต่ละไอเดียเพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🔥 Idea 1. Three Most Important Skills
    2. 💧 Idea 2. Accept the Reality
    3. 🧭 Idea 3. Agency
    4. 🔌 Idea 4. Energy, Not Time
    5. 👀 Idea 5. Make Yourself Discoverable
    6. 📈 Idea 6. Dissociate Income From Time
    7. 💡 Idea 7. What Won’t Change for Good Products
    8. ⭐️ Idea 8. AI Is for Experts
    9. 🧠 Idea 9. No One Knows the Future
    10. 👏 Idea 10. Last Message

    🔥 Idea 1. Three Most Important Skills

    ในยุคที่การศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในมหาวิทยาลัย ทักษะสำคัญ 3 อย่างที่ทุกคนควรมี คือ:

    1. Thinking
    2. Writing
    3. Reading

    .

    Thinking หมายถึง การคิดอย่างมีประสิทธิภาพ

    คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองคิด แต่จริง ๆ แล้วเราคิดกันน้อยมาก

    Two percent of the people think;
    three percent of the people think they think;
    and ninety-five percent of the people would rather die than think.
    — George Bernard Shaw

    ในยุคที่เราเข้าถึงข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างง่ายดาย thinking จะช่วยให้เราแยกแยะข้อมูลที่ดีออกจากข้อมูลที่ไม่ดี และทำให้เราตัดสินใจได้เฉียบคมกว่าคนอื่น

    .

    Writing เป็นการคิดแบบหนึ่ง

    ถ้าจะเขียนได้ (เช่น เขียนบทความนี้) เราจะต้องคิดได้ก่อน แต่จะคิดได้ บางทีเราก็ต้องเขียนออกมา (เช่น ร่างบทความนี้)

    Think -> Write -> Think -> Write -> ...

    เมื่อเป็นแบบนี้ ยิ่งเราฝึกเขียนมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งฝึกความคิดให้ดีมากขึ้นเท่านั้น

    Writing is thinking.
    To write well is to think clearly.
    That’s why it’s so hard.
    — David McCullough

    .

    Reading คือ superpower

    ในขณะที่พูด (และฟัง) ได้ 150–200 คำต่อนาที เราสามารถอ่านได้เร็วถึง 200–250 คำต่อนาที

    ถ้าเรามีเนื้อหาใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจ เราจะรับเนื้อหานั้นได้เร็วขึ้นถ้าเลือกที่จะอ่าน แทนที่จะฟัง

    การอ่านเป็นทางด่วนในการอัปเดตความรู้ ถ้าเราอ่านหนังสือทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ก็จะไม่มีใครหยุดเราได้ เพราะเราจะมีมุมมองและความรู้มากกว่าคนส่วนใหญ่

    I probably read one to two hours a day.
    That puts me in the top 0.00001%.
    — Naval Ravikant

    .

    Combine

    แต่ละทักษะโดดเด่นในตัวเอง แต่เมื่อรวมทั้ง 3 ทักษะเข้าด้วยกัน เราจะมี pipeline ที่จะขับเคลื่อนเราไปข้างหน้าอย่างไม่สิ้นสุด:

    1. Reading: หาความรู้
    2. Thinking: เชื่อมโยงไอเดีย
    3. Writing: ผลิตความคิดใหม่ ๆ
    Reading -> Thinking -> Writing

    💧 Idea 2. Accept the Reality

    ขั้นแรกของการเอาตัวรอด คือ ทำตัวเหมือนน้ำ

    น้ำสามารถปรับตัวเข้ากับภาชนะอะไรก็ได้ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อยอมรับความจริงว่า ภาชนะมีรูปทรงอย่างที่เป็น และปรับตัวเข้ากับรูปทรงนั้น

    เราจะเอาตัวรอดในโลกได้ ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างที่เป็น และปรับตัวเข้ากับความจริงนั้น

    Water adopts the shape of its receptacle,
    it is sometimes a trickle
    and sometimes a wild sea.
    — Miyamoto Musashi


    🧭 Idea 3. Agency

    Agency คือ ความสามารถในการเลือกทางเดินของตัวเอง และสร้างอนาคตของตัวเอง:

    • คนที่มี high agency สามารถเลือกเป้าหมายของตัวเองได้
    • คนที่มี low agency จะทำตามเป้าหมายที่คนอื่นกำหนด

    Agency เป็นอีกทักษะที่จะทำให้เราอยู่รอด เพราะถ้าเราไม่มี agency คนอื่นจะกำหนดทิศทางให้กับเรา ซึ่งอาจหมายถึงเราจะไม่สามารถทำตามความต้องการของเราได้

    If you don’t know what you want,
    you will be told what you want,
    and you will believe it.
    If you don’t create a purpose,
    you will be assigned one.
    — Dan Koe


    🔌 Idea 4. Energy, Not Time

    สิ่งที่เราควรบริหารให้ดี ไม่ใช่เวลา แต่คือ energy

    .

    เวลามีจำกัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราจัดการได้ เพราะเวลาจะเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม

    สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือ เลือกสิ่งที่จะทำในแต่ละเวลาเท่านั้น

    You can’t manage time;
    you actually only manage
    what you do during time.
    — David Allan

    .

    Energy คือ แบตเตอรี่ในตัวเรา ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา แบตเตอรี่เราเต็ม 100% และลดลงเรื่อย ๆ ตามกิจกรรมระหว่างวัน

    ยิ่งเราใช้ energy ไปมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีแบตเตอรี่ให้ใช้น้อยลงเท่านั้น

    ถ้าเราหมด energy ไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญตั้งแต่ต้นวัน เราจะไม่มี energy ให้กับสิ่งที่สำคัญตอนท้ายวัน

    .

    สิ่งที่เราต้องบริหาร ไม่ใช่เวลา แต่คือ energy เพื่อให้เรามี energy ไว้ใช้กับสิ่งสำคัญเมื่อเวลามาถึง

    Time management is a lie. …
    Time is not your limiting resource
    —energy is.
    — Jonathan Jenkins


    👀 Idea 5. Make Yourself Discoverable

    การสร้าง impact มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    1. Awareness: เป็นที่รู้จัก
    2. Consideration: มีคนพิจารณา
    3. Conversion: มีคนซื้อ/เข้าร่วม

    .

    Awareness: ถ้าเราอยากสร้าง impact เราจะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก

    ในยุคที่ส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต เราสามารถทำให้เป็นที่รู้จักได้ง่าย ๆ ด้วยการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

    .

    Consideration and conversion: การมีเว็บไซต์อย่างเดียวไม่พอที่จะสร้าง impact

    ถ้าเรามีเว็บไซต์ แต่ไม่มี content ก็จะไม่มีใครรู้จักเรา

    เว็บไซต์ที่สร้าง impact จะต้องมี content ที่ดี ซึ่งมีลักษณะ 4 อย่าง ได้แก่:

    1. Experience: สะท้อนประสบการณ์เฉพาะตัว
    2. Expert: สื่อถึงความเชี่ยวชาญ
    3. Authoritative: มักเป็นที่กล่าวถึง/อ้างอิง
    4. Trustworthiness: น่าเชื่อถือ
    Impact = Website + Quality Content

    📈 Idea 6. Dissociate Income From Time

    รายได้ที่ยั่งยืน คือ รายได้ที่ไม่ผูกติดกับเวลา

    เราแยกรายได้ออกจากเวลาได้ด้วย leverage

    Leverage คือ ตัวคูณที่จะขยาย impact ของเรา และแบ่งเป็น 2 ประเภท:

    1. Permission-based เช่น เงินและแรงงาน ที่เราต้องขออนุญาตจากคนอื่นก่อน
    2. Permission-less เช่น หนังสือ โค้ด สื่อต่าง ๆ ที่เราสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร และทำซ้ำได้โดยใช้ต้นทุนเกือบเป็นศูนย์

    เราสามารถแยกรายได้ออกจากเวลาได้ง่าย ๆ ด้วย permission-less leverage เช่น:

    • เขียนหนังสือ
    • แต่งเพลง
    • ถ่ายภาพ
    • เขียนโปรแกรม

    สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยสร้างรายได้ในขณะที่เราหลับได้ และทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินที่มากขึ้น


    💡 Idea 7. What Won’t Change for Good Products

    คำถามยอดฮิตที่ผู้นำในด้านต่าง ๆ มักถูกถาม คือ ในอนาคต อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง?

    แต่คำถามที่เราควรถาม คือ อะไรที่จะไม่เปลี่ยนไปบ้าง? เพราะแทนที่จะอยู่กับการคาดการณ์ เราจะปรับตัวอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

    พฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนได้ยาก

    ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง Jeff Bezos กล่าวว่า ในอนาคต ลูกค้าจะยังคงมองหา 3 อย่าง:

    1. Price: ราคาถูก
    2. Quality: คุณภาพดี *
    3. Delivery: ส่งเร็ว

    ถ้าเราสามารถสร้างของที่มีลักษณะ 3 อย่างนี้ได้ เราก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น

    Customers are still going to want low prices.
    They are still going to want fast delivery.
    And they are still going to want a big selection.
    — Jeff Bezos

    .

    Note:

    • ใน quote จะเห็นว่า Jeff Bezos ไม่ได้พูดถึง quality แต่เป็น selection แทน
    • แต่ผมยังเห็นด้วยว่า สำหรับ product ทั่วไป สิ่งที่ลูกค้ามองหาคือ solution ที่จะแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ทางเลือก เหมือนกับ e-commerce

    ⭐️ Idea 8. AI Is for Experts

    AI จะช่วยให้คนที่มีความรู้ได้ไกลขึ้น เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าจะใช้ AI ยังไงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

    เช่น Gemini CLI ที่สามารถใช้ tool ต่าง ๆ ได้ เช่น:

    • Notion
    • Canvas
    • JavaScript

    ถ้าเรารู้ว่าจะใช้ Gemini CLI ยังไง เราสามารถสร้างของที่ตอบโจทย์และเข้าถึงตลาดได้เร็วกว่าคนอื่น

    (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gemini CLI)


    🧠 Idea 9. No One Knows the Future

    อนาคตเป็นเหมือน Schrödinger’s cat ที่มีความเป็นไปได้มากมาย แต่มีแค่ความเป็นไปได้เดียวที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น

    ไม่มีใครรู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และเราควรใช้เวลาไปกับสิ่งที่เราควบคุมได้ และกำหนดทิศทางอนาคตของตัวเอง มากกว่าโฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และปล่อยให้คนอื่นกำกับอนาคตของเรา


    👏 Idea 10. Last Message

    บทเรียนทิ้งท้าย 2 ข้อ:

    1. Do the right thing
    2. Play

    .

    Do the right thing: ทำสิ่งที่ต้องทำในเวลาที่สมควร

    เช่น เราไม่จำเป็นต้องตื่นนอนทุกเช้าเพื่อประสบความสำเร็จ

    ถ้าเราตื่นมาและใช้เวลา 30 นาทีแรกของวันไปกับ social media ชีวิตเราก็จะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

    แต่ถ้าเราใช้เวลา 30 นาทีแรกไปกับการอ่านหนังสือ ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

    เราไม่ต้องทำตามคำแนะนำทุกอย่างของคนอื่น เราแค่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่สมควรเท่านั้น

    Always do the right thing.
    The rest doesn’t matter.
    — Marcus Aurelius

    .

    Play: มองโลกเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่เราเล่น ทดลอง เรียนรู้ และเติบโตได้

    เมื่อเราทำงานที่เหมือนการเล่น เราจะมีชัยไปกว่าคนอื่น

    Find what feels like play to you,
    but looks like work to others.
    — Naval Ravikant


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • AI Literacy: สรุป 31 ข้อคิดการใช้ AI ให้อยู่รอด จาก session แชร์ความรู้ให้กับนักศึกษา ม.หอการค้าไทย

    AI Literacy: สรุป 31 ข้อคิดการใช้ AI ให้อยู่รอด จาก session แชร์ความรู้ให้กับนักศึกษา ม.หอการค้าไทย

    สัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสแชร์ความรู้การใช้ AI ในหัวข้อ AI literacy ให้กับนักศึกษาคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 31 ข้อคิดที่ผมแชร์ใน session โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม:

    1. Why AI literacy: ความสำคัญของ AI literacy
    2. Working with AI: แนวคิดการทำงานกับ AI
    3. How to prompt: วิธีเขียน prompt
    4. Future trends: แนวโน้มของ AI ในอนาคต
    5. Be human: การเป็นมนุษย์ในยุคของ AI

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🤖 Part I. Why AI Literacy
    2. 💼 Part II. Working With AI
    3. 👷 Part III. How to Prompt
    4. 🚀 Part IV. Future Trends
    5. 😌 Part V. Be Human

    🤖 Part I. Why AI Literacy

    .

    ข้อ 1. Pareto Principle (80/20 rule)

    Pareto principle เป็น mental model หรือแนวคิดช่วยตัดสินใจที่บอกว่า 80% ของความสำเร็จมักมาจาก 20% ของสิ่งที่เราทำ

    ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในหลายด้านของชีวิต ทักษะ AI เป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เราทำได้เพื่อช่วยให้เราอยู่รอด

    การเรียนรู้เกี่ยวกับ AI คือ 20% ที่เราทำได้ เพื่อให้โอกาสอยู่รอดถึง 80%

    .

    ข้อ 2. What is AI literacy?

    AI literacy คือ ความเข้าใจและความสามารถในการใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    .

    ข้อ 3. AI can do many things

    AI สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น:

    • Content: สร้าง content เช่น ข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ
    • Analysis: วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว
    • Automation: ทำงานโดยอัตโนมัติ (เช่น คุยกับลูกค้าในขณะที่เราหลับ)

    .

    ข้อ 4. Jobs at risk

    ความสามารถของ AI ทำให้มีหลายงานเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ แม้กระทั่งงานที่ปกติจะต้องใช้มนุษย์ เช่น:

    • ล่าม/นักแปลภาษา
    • นักเขียน
    • โปรแกรมเมอร์
    • Customer service

    เมื่อเป็นอย่างนี้ AI จะมาแทนที่มนุษย์ไหม?

    .

    ข้อ 5. AI still has limitations

    แม้ AI จะทำได้หลายอย่าง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เช่น:

    .

    ข้อ 6. We must not fear AI, but people who use AI

    ด้วยข้อจำกัดของ AI เรายังไม่ต้องกลัวว่า AI จะมาแทนที่เรา

    แต่เราควรจะกลัวคนที่ใช้ AI เป็นมากกว่า

    AI won’t replace people, but maybe people that use AI will replace people that don’t. — Andrew Ng

    คนที่ใช้ AI เป็นสามารถไปได้ไกลกว่าคนอื่น

    เช่น ถ้าไม่ใช้ AI เราอาจจะใช้เวลา 2 วันเพื่อเขียนรายงานส่งอาจารย์

    แต่เมื่อใช้ AI เราอาจใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง และมีเวลาสำหรับอ่านหนังสือสอบมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสได้เกรดที่ดีกว่าคนอื่น

    .

    ข้อ 7. The one who survives is the one who levels up

    แต่ละครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น คนที่อยู่รอด คือ คนที่ยกระดับตัวเอง

    สมัยก่อน เราผลิตหนังสือโดยใช้ scribe หรือชาวบ้านที่ฝึกคัดลอกหนังสือมาโดยเฉพาะ scribe ใช้เวลาฝึกฝนนานหลายปีกว่าจะสามารถคัดหนังสือได้

    วันหนึ่ง เครื่องพิมพ์ถูกพัฒนาขึ้น เราสามารถพิมพ์หนังสือได้หลายพันหน้าในวันเดียว โดยไม่ต้องพึ่ง scribe

    ความต้องการ scribe ลดน้อยลงเรื่อย ๆ และ scribe ที่ยึดติดกับวิธีการผลิตหนังสือแบบเดิม ก็ค่อย ๆ หายไปพร้อมกับความต้องการของตลาด

    ส่วน scribe ที่ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี และฝึกควบคุมเครื่องพิมพ์ ยังคงอยู่รอดต่อไป

    การมาถึงของ AI ก็เหมือนเครื่องพิมพ์ ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้ AI เราก็จะค่อย ๆ ถูกลืม เหมือนกับ scribe ที่ยังคัดหนังสือด้วยมือ

    .

    ข้อ 8. We are at a crossroad: choose

    AI พัฒนาเร็วขึ้นและก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ในช่วงแรกที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ ๆ เราต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะได้ใช้ ChatGPT เวอร์ชั่นใหม่ที่มีความสามารถไม่ต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้ามากนัก

    ในปัจจุบัน เราจะเห็น ChatGPT มีการอัปเดตที่ถี่ขึ้น และในอัปเดตแต่ละครั้ง ChatGPT มีความสามารถมากกว่าเวอร์ชั่นก่อนมาก

    การที่ AI พัฒนาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เรามีเวลาปรับตัวน้อยลงเรื่อย ๆ

    และตอนนี้ เราเหมือนอยู่ที่ทางแยกที่เราจะต้องเลือกว่า เราจะเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นและอยู่รอดในยุคของ AI หรือเราจะใช้ AI แบบเดิม ๆ และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    The people who will come out of this well won’t be the ones who mastered one tool. They’ll be the ones who got comfortable with the pace of change itself. — Matt Shumer


    💼 Part II. Working With AI

    .

    ข้อ 9. Maslow’s hammer

    I suppose it is tempting, if the only tool you have is a hammer, to treat everything as if it were a nail. — Abraham Maslow

    Maslow’s hammer เป็น mental model ที่บอกว่า เครื่องมือสามารถจำกัดมุมมองของเราได้

    เช่น ถ้าเรามีค้อน เราจะมองทุกอย่างเป็นตะปู

    ในยุคของ AI เราอาจมองว่าทุกอย่างแก้ได้ด้วย AI:

    • ทำงานเร็วขึ้น
    • ผิดพลาดน้อยลง
    • มีเวลามากขึ้น

    แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ได้ด้วย AI เพราะ AI ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแก้ทุกอย่าง

    ถ้าเราอยากตอกตะปู เราจะต้องใช้ค้อน ไม่ใช่ AI

    การใช้ AI ที่ถูกต้อง คือ เริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการของเรา แล้วเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ ซึ่งเครื่องมือนั้นอาจจะเป็น AI หรือไม่ก็ได้

    .

    ข้อ 10. AI is built in man’s image

    AI เกิดจากการ train model ด้วยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตซึ่งมาจากมนุษย์

    Human -> Data -> Train -> AI

    เพราะ AI ถูกสร้างจากข้อมูลของมนุษย์ และเรามองได้ว่า AI เป็นเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

    .

    ข้อ 11. AI as capable but junior assistant

    ถ้าเรามอง AI เป็นคน AI จะเป็นเหมือนผู้ช่วยที่มีความรู้รอบด้านและมีศักยภาพสูง

    แต่สิ่งเดียวที่ผู้ช่วยคนนี้ยังขาดไป คือ ทิศทาง

    .

    ข้อ 12. Even a fried egg is hard to get right

    การทำงานกับ AI ก็เหมือนสั่งไข่ดาว แม้จะดูง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

    บางครั้ง เราอยากกินไข่ไม่สุก แต่ได้แบบสุกมาแทน

    บางครั้ง เราอยากให้ AI สร้างรูปในแบบที่เราคิด แต่ไม่เคยได้ภาพนั้นสักที

    .

    ข้อ 13. Principal-agent dilemma

    Principal-agent dilemma เป็น mental model ที่บอกว่า คนทำงาน (agent) มักทำตามความต้องการของคนสั่ง (principal) ไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลไม่เท่ากัน

    ในตัวอย่าง เราไม่ได้ไข่ดาวที่ต้องการ เพราะคนทอดไข่ไม่รู้ว่าเราชอบไข่สุกหรือไม่สุก

    เช่นเดียวกัน AI สร้างรูปที่เราต้องการไม่ได้ เพราะ AI ไม่รู้ว่ารูปที่เราคิดต้องการเป็นยังไง

    .

    ข้อ 14. Fixing the egg

    ถ้าเราอยากได้ไข่ดาวที่ต้องการ เราจะต้องทำให้ AI รู้เท่ากับเรา เช่น ให้ข้อมูลอย่าง:

    1. Goal: ภาพปลายทางที่เราต้องการ (ภาพแมวน่ารัก)
    2. Steps: ขั้นตอนที่จะไปถึงจุดหมาย (วาดแมวก่อน แล้วค่อยวาดองค์ประกอบอื่น ๆ ในภาพ)
    3. Constraints: ข้อจำกัดหรือสิ่งที่ไม่ควรทำ (เช่น ไม่เอาแมวสีดำ ฉากหลังต้องดูสดใส)

    .

    ข้อ 15. Human in the loop: taste and iterate

    Taste: เมื่อไข่ดาวมาเสิร์ฟ เราจะไม่รู้ว่าไข่ดาวอร่อยไหม จนกว่าจะได้ลองชิมด้วยตัวเอง

    การทำงานกับ AI ก็เช่นกัน เราไม่ควรจะบอกว่า สิ่งที่ AI ส่งกลับมาดีไหม จนกว่าจะได้เช็กด้วยตัวเอง

    Iterate: ถ้าชิมแล้วไข่ดาวไม่อร่อย เราจะบอกกับคนทอดว่า ไม่อร่อยเพราะอะไร และจะทำยังไงให้อร่อยมากขึ้น และรอชิมไข่จานต่อไป

    ถ้าสิ่งที่ AI ส่งกลับมาไม่ตรงใจ เราควรจะบอก AI ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกใจ เพื่อให้ AI ปรับผลลัพธ์และส่งกลับมาให้เราเช็กจนกว่าเราจะพอใจกับงานของ AI

    .

    ข้อ 16. Be accountable

    เราควรจะเช็กงานของ AI ทุกครั้ง เพราะถ้าเราไม่รับผิดชอบกับงานของ AI เราอาจจะเป็นเหมือนทนายความจากออสเตรเลียที่ถูกตรวจสอบ หลังจากศาลพบว่าเอกสารที่ทนายนำส่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง

    แม้ทนายจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า AI ที่บริษัทให้ใช้สามารถสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงได้ และตัวเองควรตรวจสอบข้อมูลจาก AI ก่อน ศาลยังสั่งให้ทนายงดว่าความด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 ปี โดยในระยะเวลานี้จะต้องทำงานเป็นลูกจ้างของคนอื่น และต้องรายงานต่อศาลทุกไตรมาส

    ดังนั้น ไม่ว่างานของ AI จะดูดีขนาดไหน เราควรจะตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนที่จะนำงานไปใช้จริง


    👷 Part III. How to Prompt

    .

    ข้อ 17. Prompt and prompt engineering

    Prompt คือ คำสั่งสำหรับทำงานกับ AI ซึ่งจะเป็น:

    • ข้อความ
    • ภาพ
    • เสียง

    หรือสื่ออื่น ๆ ก็ได้

    Prompt engineering คือ การออกแบบ prompt เพื่อทำให้ AI ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    .

    ข้อ 18. Effective prompts

    Prompt ที่ดีมีลักษณะ 3 อย่าง:

    1. Clear: ชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องทำคืออะไร
    2. Specific: มีความเจาะจง ไม่คลุมเครือ
    3. Structured: มีโครงสร้างที่ดี รู้ว่าข้อมูลไหนคืออะไรและต้องใช้ยังไง

    นอกจากนี้ ทั้ง 3 อย่างต้องทำงานภายในเป้าหมายและขอบเขตงานที่เราต้องทำ

    .

    ข้อ 19. How and what of prompting

    การเขียน prompt ที่เราจะต้องรู้มี 2 อย่าง:

    1. Prompting technique (how): วิธีเขียน prompt ให้ AI เข้าใจ
    2. Prompting framework (what): สิ่งที่เราจะควรใส่ลงใน prompt

    .

    ข้อ 20. Prompting technique: n-shot

    n-shot technique เป็นการสั่ง AI โดยให้ตัวอย่าง (shot) และแบ่งได้เป็น 3 ประเภท:

    • Zero-shot: สั่งโดยไม่ให้ตัวอย่าง
    • One-shot: สั่งโดยให้ 1 ตัวอย่าง
    • Few-shot: สั่งโดยให้หลายตัวอย่าง

    เราจะใช้ shot น้อยเมื่อต้องการให้คำตอบของ AI มีความหลากหลาย (มีความสร้างสรรค์)

    และใช้ shot เยอะเมื่อต้องการให้คำตอบของ AI ใกล้เคียงกับภาพที่เราต้องการมากที่สุด

    ตัวอย่างการใช้ n-shot:

    จะสังเกตว่า ยิ่งให้ shot เยอะ คำตอบของ AI ก็จะยิ่งใกล้เคียงกับตัวอย่างมากขึ้น (zero-shot ให้สัตว์ป่า แต่ few-shot ให้สัตว์เลี้ยง)

    .

    ข้อ 21. Prompting technique: COT

    COT ย่อมาจาก chain-of-thought ซึ่งเป็นวิธีเขียน prompt โดยกำหนดวิธีคิดให้กับ AI

    เช่น แทนที่ให้ AI แก้โจทย์เลขในทันที:

    A ซื้อส้ม 2 ลูก ลูกละ 10 บาท A ต้องจ่ายเงินเท่าไร

    เราจะสอนให้ AI คิดก่อน:

    A ซื้อส้ม 2 ลูก ลูกละ 10 บาท
    วิธีคิด:
    1. หาว่า ส้มราคาลูกละเท่าไร
    2. คูณจำนวนราคาด้วยจำนวนส้มที่ต้องซื้อ
    A ต้องจ่ายเงินเท่าไร

    COT เหมาะกับงานที่ซับซ้อนหรือมีหลายขั้นตอน เช่น:

    • แก้สมการเลข
    • วิเคราะห์งานวิจัย
    • การวางแผนเชิงกลยุทธ์

    .

    ข้อ 22. Prompting framework: theatre model

    Theatre model เป็นแนวการเขียน prompt ที่มนุษย์เป็นเหมือนผู้กำกับ และ AI เป็นนักแสดงบนเวทีของเรา

    Theatre model ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่:

    1. Role: บทบาทของ AI
    2. Context: setting ของละคร (บริบทในการทำงาน)
    3. Task: การเดินเรื่อง (เป้าหมาย ขั้นตอน และข้อจำกัด)
    4. Output format: จุดจบของเรื่องจะเป็นยังไง (ส่งที่ AI ต้องส่งให้เรา)
    5. Input: อุปกรณ์ที่จะให้นักแสดงใช้ (ข้อมูลสำหรับ AI)
    6. Execution: “Action!” (คำสั่งให้ AI)

    ตัวอย่างการใช้ theatre model เพื่อสร้างสูตรอาหารใหม่:

    PartExample
    Roleคุณเป็น cook มืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานอาหารไทยและนานาชาติมากกว่า 30 ปี
    Contextคุณกำลังเข้าร่วมแข่งอยู่ในรายการทำอาหาร เพื่อชิงเงินรางวัล 10 ล้านบาท โจทย์คืออาหารไทยฟิวชั่น
    Taskคิดสูตรอาหารไทยฟิวชัน โดยต้องมีวัตถุดิบที่กำหนดอยู่ในอาหาร

    ตั้งชื่อจาน และบอกวิธีการเตรียมอาหาร

    อาหารจะต้องมีความเป็นไทย และถูกปากคนทุกชาติ

    ห้ามเป็นอาหารที่มีอยู่แล้ว
    Output formatส่งกลับมาในรูปแบบนี้:

    ชื่ออาหาร:
    xxx

    ขั้นตอนการทำ:
    xxx
    Inputวัตถุดิบที่ต้องมี:
    1. ใบโหระพา
    2. เนื้อไก่
    3. ผักชี
    Executionคิดสูตรอาหารเลย

    .

    ข้อ 23. Annotation

    เพื่อช่วยให้ AI เข้าใจ prompt ได้มากขึ้น เราควรจัด format ให้อ่านง่ายโดยใช้ XML tags และ markdown:

    • XML tags เช่น <example>ตัวอย่าง</example>
    • Markdown เช่น # และ *

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XML tags และ markdown

    .

    ข้อ 24. Iterate

    Prompt แรกอาจจะไม่ให้ในสิ่งที่เราต้องการเสมอไป

    สิ่งที่เราต้องทำ คือ วิเคราะห์ว่า ผลลัพธ์ยังขาดอะไรไป และมีส่วนไหนของ prompt ที่เราปรับได้ แล้วส่ง prompt ที่แก้แล้วให้ AI อีกครั้ง

    ทำอย่างนี้วนไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

    .

    ข้อ 25. Ask AI

    ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียน prompt ยังไง หรือ prompt ยังขาดอะไรไป เราสามารถถาม AI ได้ให้ช่วยเราได้

    ตัวอย่าง:


    .

    ข้อ 26. AI, more agentic

    AI จะทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น และมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยลง

    .

    ข้อ 27. Human and AI getting closer

    เพราะ AI จะทำงานได้ด้วยตัวเองมากขึ้น AI จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ทำให้มนุษย์จะทำงานกับ AI อย่างใกล้ชิดมากขึ้น


    😌 Part V. Be Human

    .

    ข้อ 28. Humans required

    แม้ว่า AI จะสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างแทนมนุษย์ได้ แต่ในบางงาน เรายังต้องการมนุษย์ด้วยกันเองอยู่ เช่น:

    • นักบิน: แม้ AI จะขับเครื่องบินได้ แต่เราก็อยากให้มีนักบินที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ในห้องนักบิน
    • หมอ: แม้ AI จะวินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่ามนุษย์ แต่เราก็ยังต้องการให้มีคนบอกข่าวดี/ร้ายเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของเรา
    • Customer service: บางครั้ง เราก็ต้องการคุยกับคนมากกว่า chatbot ที่ตอบเป็น pattern

    .

    ข้อ 29. Skill, like muscle

    ทักษะก็เป็นเหมือนกล้ามเนื้อ เมื่อไม่ได้ใช้งาน ก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

    ถ้าเราใช้ AI ทำทุกอย่างให้เรา ทักษะที่เราเคยมีก็จะค่อย ๆ หายไป

    .

    ข้อ 30. What not to outsource to AI

    4 ทักษะที่เราควรฝึกพัฒนา และไม่ควรให้ AI ทำแทนเรา ได้แก่:

    1. Thinking: การคิด เพราะถ้าเราคิดไม่ได้แล้ว เราจะไม่ประเมินงานของ AI ได้ว่าดี/ไม่ดี
    2. Learning: ถ้าเราไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
    3. Writing and reading: การเขียนและการอ่านเป็นทักษะที่ช่วยให้เราคิดและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. Empathy: การเข้าใจคนอื่นเป็นทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นและเชื่อมโยงถึงกันและกันในแบบที่ AI ยังไม่สามารถทำได้

    .

    ข้อ 31. When to use AI

    3 กรณีที่เราจะใช้ AI:

    1. Routine: ใช้ AI ทำงานจำเจหรืองานที่ต้องเป็นประจำ เพื่อที่เราจะได้โฟกัสงานที่ต้องใช้ความคิดมากขึ้น
    2. What and how: ใช้ AI ทำงานในขณะที่เราโฟกัสกับภาพใหญ่ ซึ่งได้แก่ when (ทำเมื่อไร) และ why (ทำไมต้องทำ)
    3. Brainstorm: ใช้ AI ช่วยระดมความคิด เพราะ AI มีข้อมูลเยอะ และช่วยให้เห็นมุมมองที่เราคิดไม่ถึงมาก่อนได้

    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • โหลดข้อมูลจาก database ใน 4 ขั้นตอน ด้วย sqlalchemy และ pandas ใน Python — ตัวอย่างการทำงานกับ Chinook database

    โหลดข้อมูลจาก database ใน 4 ขั้นตอน ด้วย sqlalchemy และ pandas ใน Python — ตัวอย่างการทำงานกับ Chinook database

    ในบทความนี้ เราจะมาดู 4 ขั้นตอนในการโหลดข้อมูลจาก database ด้วย sqlalchemy และ pandas libraries ใน Python ผ่านตัวอย่างการทำงานกับ Chinook database กัน:

    1. Import libraries
    2. Connect to the database
    3. List the tables
    4. Get the table

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. ⬇️ 1. Import Libraries
    2. 🛜 2. Connect to the Database
    3. 📋 3. List the Tables
    4. 🪑 4. Get the Table
    5. 😺 GitHub
    6. 📃 References

    ⬇️ 1. Import Libraries

    ในขั้นแรก เราจะโหลด sqlalchemy และ pandas กัน:

    # Import packages
    from sqlalchemy import create_engine, inspect
    import pandas as pd
    

    Note: ถ้ายังไม่เคยติดตั้ง libraries ให้ใช้คำสั่ง !pip install ก่อนใช้ import


    🛜 2. Connect to the Database

    ในขั้นที่ 2 เราจะเชื่อมต่อกับ database

    ในตัวอย่าง เราจะเชื่อมต่อกับ SQLite database บนเครื่อง ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วย create_engine() แบบนี้:

    # Connect to the database
    engine = create_engine("sqlite:///chinook.sqlite")
    

    Note: ดาวน์โหลด chinook.sqlite ได้ที่ GitHub


    📋 3. List the Tables

    ในขั้นที่ 3 เราจะโหลดรายชื่อ tables ใน database เพื่อเลือก tables ที่เราต้องการ

    เราจะใช้ 2 คำสั่ง ได้แก่:

    • inspect(): function สำหรับสร้าง object ที่เก็บ metadata ของ database เอาไว้
    • .get_table_names(): method สำหรับแสดงรายชื่อ tables ใน database
    # Get the inspector
    inspector = inspect(engine)
    
    # List the table names
    tables = inspector.get_table_names()
    
    # Print the table names
    print(tables)
    

    ผลลัพธ์:

    ['Album', 'Artist', 'Customer', 'Employee', 'Genre', 'Invoice', 'InvoiceLine', 'MediaType', 'Playlist', 'PlaylistTrack', 'Track']
    

    🪑 4. Get the Table

    ในขั้นสุดท้าย เราจะโหลดข้อมูลจาก table ที่ต้องการ โดยใช้ pd.read_sql():

    # Set the query
    brazil_customers_query = """
    SELECT FirstName, LastName, Phone, Email
    FROM Customer
    WHERE Country = 'Brazil';
    """
    
    # Query the database
    df = pd.read_sql(brazil_customers_query, engine)
    
    # Display the df
    print(df)
    

    ผลลัพธ์:

       FirstName   LastName               Phone                          Email
    0       Luís  Gonçalves  +55 (12) 3923-5555           luisg@embraer.com.br
    1    Eduardo    Martins  +55 (11) 3033-5446       eduardo@woodstock.com.br
    2  Alexandre      Rocha  +55 (11) 3055-3278               alero@uol.com.br
    3    Roberto    Almeida  +55 (21) 2271-7000  roberto.almeida@riotur.gov.br
    4   Fernanda      Ramos  +55 (61) 3363-5547       fernadaramos4@uol.com.br
    

    😺 GitHub

    ดูตัวอย่าง code ทั้งหมดได้ที่ GitHub


    📃 References

  • สร้าง chatbot ส่วนตัว ใน 5 ขั้นตอน ด้วย OpenAI library ใน Python — ตัวอย่างการสร้าง Gemini chatbot

    สร้าง chatbot ส่วนตัว ใน 5 ขั้นตอน ด้วย OpenAI library ใน Python — ตัวอย่างการสร้าง Gemini chatbot

    ในบทความนี้ เราจะมาดูวิธีสร้าง chatbot ส่วนตัว ด้วย openai library ใน Python ใน 5 ขั้นตอนกัน:

    1. Import libraries
    2. Create a client
    3. Create a chat history
    4. Create a chat function
    5. Chat

    Note: เราจะรัน code ตัวอย่างบน Google Colab ซึ่งทุกคนสามารถดูได้ Gemini Chatbot in Google Colab

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🏁 Step 1. Import Libraries
    2. 💁‍♂️ Step 2. Create a Client
    3. 🙊 Step 3. Create a Chat History
    4. 📨 Step 4. Create a Chat Function
    5. 💬 Step 5. Chat
    6. 👍 Google Colab
    7. 📃 References

    🏁 Step 1. Import Libraries

    ในขั้นแรก เราจะโหลด 2 libraries ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่:

    1. openai: สำหรับเรียกใช้ API ของ AI service *
    2. display และ Markdown: สำหรับแสดง markdown text (อย่างคำตอบที่ส่งมาจาก AI) ให้อ่านง่าย
    # Import libraries
    
    # For Gemini
    from openai import OpenAI
    
    # For text rendering
    from IPython.display import display, Markdown
    

    Note: * openai library ถูกออกแบบสำหรับ OpenAI API แต่สามารถใช้งานกับ AI อื่น ๆ ได้ เช่น:


    💁‍♂️ Step 2. Create a Client

    ในขั้นที่ 2 เราจะสร้าง client เพื่อเชื่อมต่อกับ AI ที่เป็น “สมอง” ของ chatbot ด้วย OpenAI() ซึ่งต้องการ 2 arguments ได้แก่:

    1. api_key: รหัส API ของเรา
    2. base_url: URL สำหรับเรียกใช้ API

    ในตัวอย่าง เราจะเรียกใช้ Gemini ซึ่งเราสามารถกำหนด arguments ได้ดังนี้:

    # Create client
    client = OpenAI(
        api_key="YOUR_API_KEY_HERE",
        base_url="<https://generativelanguage.googleapis.com/v1beta/openai/>"
    )
    

    Note:

    • ใส่ API key ใน "YOUR_API_KEY_HERE"
    • ดูวิธีสร้าง API key ฟรีได้ที่ Using Gemini API keys
    • สำหรับคนที่จะเรียกใช้ OpenAI API (ChatGPT) แทน Gemini เราสามารถข้ามการเขียน base_url ไปได้

    🙊 Step 3. Create a Chat History

    ในขั้นที่ 3 เราจะสร้าง chat history เพื่อเก็บ:

    1. System prompt ที่กำหนดพฤติกรรมของ chatbot (ในตัวอย่าง เราจะกำหนดให้เป็นผู้ช่วยที่กระตือรือร้น)
    2. ประวัติการพูดคุยระหว่างเรากับ chatbot ซึ่งจะทำให้ chatbot จำสิ่งที่คุยกันได้
    # Set system prompt
    system_prompt = """
    You are a helpful, cheerful, and optimistic assistant.
    
    Be concise, validate answers, and admit when you don’t know.
    
    Make responses clear, easy to read, and sprinkle in playful emoji.
    """
    
    # Instantiate chat history
    chat_history = [
        {
            "role": "system",
            "content": system_prompt
        }
    ]
    

    📨 Step 4. Create a Chat Function

    ในขั้นที่ 4 เราจะสร้าง function ที่จะทำให้เราถาม-ตอบกับ chatbot แบบ real-time ได้:

    # Create a function for chatbot
    def chatbot(model="gemini-2.5-flash"):
    
        # Set chat history as global variable
        global chat_history
    
        # Print chat header
        display(Markdown("# 🟢 --- Chat Begins ---"))
    
        # Print chat instruction
        print("ℹ️ Type \\"end chat\\" to exit.")
    
        # Loop through conversation
        while True:
    
            # Render user prompt display
            display(Markdown("## 🧑‍💻 You:"))
    
            # Get user input
            user_prompt = input("")
    
            # Check if user wants to exit chat
            if user_prompt.lower() == "end chat":
    
                # Print goodbye message
                display(Markdown("## ✨ Assistant:\\n" + "👋 See you later!"))
    
                # End chat
                break
    
            # Append user input to chat history
            chat_history.append(
                {
                    "role": "user",
                    "content": user_prompt
                }
            )
    
            # Get response
            response = client.chat.completions.create(
    
                # Set prompt
                messages=chat_history,
    
                # Set model
                model=model
            )
    
            # Append response to history
            chat_history.append(
                {
                    "role": "assistant",
                    "content": response.choices[0].message.content
                }
            )
    
            # Render response
            display(Markdown("## ✨ Assistant:\\n" + response.choices[0].message.content + "\\n"))
    

    💬 Step 5. Chat

    ในขั้นสุดท้าย เราจะเรียกใช้งาน chatbot() เพื่อเริ่มคุยกับ AI เลย:

    # Start chatting
    chatbot()
    

    ผลลัพธ์:


    👍 Google Colab

    ดูตัวอย่าง code ทั้งหมดได้ที่ Google Colab


    📃 References

  • Saving Yourself & Philosophy: สรุป 2 บทเรียนสุดท้ายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและปรัชญาชีวิต จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson

    Saving Yourself & Philosophy: สรุป 2 บทเรียนสุดท้ายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและปรัชญาชีวิต จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 2 บทเรียนสุดท้ายจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant ของ Eric Jorgenson ซึ่งรวบรวมปรัชญาการใช้ชีวิตของ Naval Ravikant นักลงทุนและ CEO ชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทอย่าง Uber, Foursquare, และ Twitter (X) กัน:

    1. Saving Yourself: การดูแลและใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง
    2. Philosophy: แนวคิดเชิงปรัชญาในการใช้ชีวิต

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant บน Amazon

    1. ⚔️ Part 1. Saving Yourself
      1. 🏃‍♂️ 1.1 Care for Your Body
      2. 🧘‍♂️ 1.2 Care for Your Mind
      3. 🏗️ 1.3 Build Yourself
      4. 🌱 1.4 Grow Yourself
      5. 😉 1.5 Be Yourself
    2. 📚 Part 2. Philosophy
      1. 🪷 2.1 Rational Buddhism
      2. 💫 2.2 Meaning in Life
      3. 💎 2.3 Values
      4. 😊 2.4 Present
    3. 🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    ⚔️ Part 1. Saving Yourself

    Doctors won’t make you healthy.

    Nutritionists won’t make you slim.

    Teachers won’t make you smart.

    Gurus won’t make you calm.

    Mentors won’t make you rich.

    Trainers won’t make you fit.

    Ultimately, you have to take responsibility.

    Save yourself.

    — Naval Ravikant

    ไม่มีใครที่จะดูแลเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง ดังนั้น เราควรจะดูแลตัวเองให้ดี

    Naval แนะนำ 5 ประเด็นในการดูแลตัวเอง ได้แก่:

    1. Care for your body: ดูแลสุขภาพกาย
    2. Care for your mind: ดูแลสุขภาพจิตใจ
    3. Build yourself: พัฒนาตัวเอง
    4. Grow yourself: เรียนรู้เพิ่มเติบโต
    5. Be yourself: เป็นตัวของตัวเอง

    .

    🏃‍♂️ 1.1 Care for Your Body

    My number one priority in life, above my happiness, above my family, above my work, is my own health.

    — Naval Ravikant

    สำหรับการดูแลร่างกาย Naval มีข้อแนะนำ 3 ข้อ:

    1. Immune system: เราควรอาบน้ำเย็นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
    2. Diet: เราควร (1) โฟกัสกับสิ่งที่กินมากกว่าปริมาณที่กิน และ (2) ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล + ไขมัน เพราะไขมันทำให้เรารู้สึกอิ่ม แต่น้ำตาลทำให้รู้สึกอยาก ดังนั้น อาหารที่มีทั้งสองอย่างจะทำให้เราหยุดกินได้ยาก
    3. Exercise: ออกกำลังกายทุกวัน

    .

    🧘‍♂️ 1.2 Care for Your Mind

    The mind itself is a muscle—it can be trained and conditioned.

    — Naval Ravikant

    Naval มองว่า จิตใจ (mind) เป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่เราฝึกได้ และการนั่งสมาธิ (meditation) เป็นการออกกำลังสำหรับจิตใจ

    Naval แนะนำให้เรานั่งสมาธิ 1 ชั่วโมงทุกวัน เพื่อฝึกจิตใจอย่างสม่ำเสมอ

    ประโยชน์ของการนั่งสมาธิ ได้แก่:

    1. No avoidance: มีความทุกข์น้อยลง เพราะเราจะไม่หลีกเลี่ยงความทุกข์ แต่จะเผชิญกับความทุกข์ซึ่ง ๆ หน้า
    2. Liberation: ฝึกแยกตัวเองออกจากจิตใจ ทำให้เราเป็นอิสระจากอารมณ์และความคิดต่าง ๆ
    3. Reconfiguring the mind: เข้าใจการทำงานของจิตใจมากขึ้น ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนความคิด อารมณ์ ความรู้สึกได้ตามที่เราต้องการ

    3 เทคนิคการนั่งสมาธิที่ Naval แนะนำ:

    1. Non-judgmental awareness: ฝึกสติด้วยการรับรู้สิ่งที่ผ่านเข้ามาในจิตใจโดยไม่ตัดสิน
    2. Transcendental meditation: นั่งสมาธิโดยเพ่งสมาธิไปที่บทสวดที่มีท่วงทำนองวนลูป
    3. Thought run: นั่งหลับตาและปล่อยให้ความคิดไหลเข้ามาในหัวอย่างอิสระ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

    .

    🏗️ 1.3 Build Yourself

    Again, habits are everything—everything we are.

    — Naval Ravikant

    ชีวิตของเราสร้างจาก habits ของเราเอง ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราจะต้องเปลี่ยน habits ที่มี

    เราสามารถเปลี่ยน habits ได้โดย:

    1. เริ่มการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราสามารถทำได้ทุกวัน (เช่น ออกกำลังกายเบา ๆ หลังตื่นนอน)
    2. เริ่มทำในทันที ไม่ต้องรอช้า
    3. อดทนรอผลลัพธ์

    Impatience with actions, patience with results.

    — Naval Ravikant

    Pro tip: สำหรับคนที่อ้างว่า “ไม่มีเวลา” ให้คิดว่า priority ของเราคืออะไร ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นจริง ๆ เราจะหาเวลาให้กับมันได้

    Naval ยกตัวอย่างตัวเองที่ออกกำลังกายทุกเช้า Naval จะไม่ทำอย่างอื่นจนกว่าจะออกกำลังกายเสร็จ เพราะสุขภาพเป็น priority อันดับหนึ่งของและสิ่งอื่น ๆ สามารถรอได้

    .

    🌱 1.4 Grow Yourself

    I just want to be the most successful version of myself while working the least hard possible.

    — Naval Ravikant

    เราควรจะพัฒนาตัวเองโดยเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    Naval แนะนำแนวทางการเรียนรู้ไว้ 2 ข้อ:

    1. Start from the basics: เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้เริ่มจากความรู้ขั้นพื้นฐานในหัวข้อนั้น (เช่น เรียนเลข ก็ต้องเริ่มจากบวก ลบ คูณ หารแล้วค่อยไปแก้สมการ)
    2. Read: อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ถ้าเราอ่านได้เยอะพอ เราจะเจอสิ่งที่เราสนใจและอยากที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม

    3 หัวข้อที่ Naval แนะนำให้ศึกษา:

    1. Science: เพราะเป็นการศึกษาความจริง (truth)
    2. Math: คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะสถิติ (statistics) และความน่าจะเป็น (probability) เพราะช่วยให้เราเข้าใจหัวข้อที่ซับซ้อนอย่าง game theory และเศรษฐศาสตร์ได้
    3. Influence: เพราะถ้าเราสามารถโน้มน้าวคนอื่นได้ ทุกอย่างจะง่ายและเร็วขึ้น

    .

    😉 1.5 Be Yourself

    No one in the world is going to beat you at being you.

    — Naval Ravikant

    แต่ละคนมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน และไม่มีใครจะเป็นตัวเราได้เท่ากับตัวเราเอง

    เราควรใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และเป้าหมายในชีวิตของเรา คือ การหาคน/ธุรกิจ/โปรเจกต์ที่ต้องการเราอย่างที่เราเป็น

    เวลาเป็นสิ่งมีค่า และเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เวลาที่เสียเปล่า แต่เป็นเวลาที่ใช้อย่างคุ้มค่า


    📚 Part 2. Philosophy

    สำหรับปรัชญาชีวิต Naval พูดถึง 4 หัวข้อนี้ ได้แก่:

    1. Rational Buddhism
    2. Meaning in life
    3. Values
    4. Present

    .

    🪷 2.1 Rational Buddhism

    Rational Buddhism, to me, means understanding the internal work Buddhism espouses to make yourself happier, better off, more present and in control of your emotions—being a better human being.

    — Naval Ravikant

    Rational Buddhism เป็นปรัชญาเชิงพุทธที่ Naval คัดเลือกมาเฉพาะคำสอนที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง เช่น:

    • ประโยชน์ของการนั่งสมาธิ
    • ประโยชน์ของการทำจิตใจให้สงบ

    และตัดคำสอนที่พิสูจน์ไม่ได้ออก เช่น:

    • กรรมจากชาติก่อน
    • จักระ (chakra)

    .

    💫 2.2 Meaning in Life

    Maybe there is a meaning to life, but it’s not a very satisfying purpose.

    — Naval Ravikant

    Naval มี 3 มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความหมายในชีวิต:

    1. Personal: ความหมายในชีวิตเป็นเรื่องของบุคคล แต่ละคนให้ความหมายชีวิตที่ไม่เหมือนกัน
    2. No meaning: ชีวิตไม่มีความหมาย
    3. Entropy: ชีวิตและ civilisation เกิดขึ้นมาเพื่อเร่งให้เกิด entropy หรือเวลาที่ทุกที่ในจักรวาลจะมีอุณหภูมิเท่ากัน ซึ่งหมายถึง จุดจบของจักรวาล (heat death scenario)

    .

    💎 2.3 Values

    If your values line up, the little things don’t matter.

    — Naval Ravikant

    ตัวอย่าง life values ของ Naval:

    1. Freedom: อิสระจากสิ่งต่าง ๆ เช่น จากความโกรธ, การทำงาน, และความคิดที่ควบคุมไม่ได้
    2. Honesty: การเป็นตัวของตัวเอง ผ่านความซื่อสัตย์ต่อทั้งตัวเองและคนอื่น
    3. Peer relationship: มองว่าทุกคนอยู่ในระดับที่เท่ากัน
    4. No anger: ใช้ชีวิตโดยไม่มีความโกรธ
    5. No short-term thinking or dealing: มองผลลัพธ์ในระยะยาว ไม่ใช่ในระยะสั้น

    .

    😊 2.4 Present

    This is actually nothing but this moment.

    — Naval Ravikant

    ปัจจุบันขณะ คือ ทุกอย่างที่เรามี

    ทุก moment มีความแตกต่าง/ไม่เหมือนกัน และจะผ่านเราไปโดยไม่สามารถไขว้คว้าไว้ได้

    เราเกิดและตายในทุกชั่วขณะ และขึ้นอยู่กับเราว่าเราเลือกที่จะจำมันไหม


    🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    สำหรับคนที่สนใจเนื้อหาของหนังสือและอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถซื้อหนังสือได้ตาม link ด้านล่าง:

    Note: ใครที่สนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษแบบ e-book หรือ PDF สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ navalmanack.com

  • Learning Happiness: สรุป 4 กลุ่มแนวคิดในการสร้างความสุข จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson — What Is Happiness, Components, Antitheses, และ How to Develop Happiness

    Learning Happiness: สรุป 4 กลุ่มแนวคิดในการสร้างความสุข จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson — What Is Happiness, Components, Antitheses, และ How to Develop Happiness

    The Almanack of Naval Ravikant เป็นหนังสือของ Eric Jorgenson ที่รวบรวมปรัชญาการสร้างความมั่งคั่ง (wealth) และความสุข (happiness) ของ Naval Ravikant นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทอย่าง Uber, Foursquare, และ Twitter (X)

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุปข้อคิดในบทเรียน Learning Happiness ซึ่งเป็นบทที่ 3 จาก 5 ในหนังสือกัน โดยบทความจะแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่:

    1. What is happiness?: happiness คืออะไร?
    2. Components of happiness: happiness ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
    3. Antitheses of happiness: มีอะไรที่ขัดขวาง happiness บ้าง?
    4. Developing happiness: แนวทางในการพัฒนา happiness

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant บน Amazon

    1. ☺️ What Is Happiness?
      1. 🪛 Happiness as Skill
      2. 🥠 Happiness as Choice
    2. 📦 Components of Happiness
      1. 🧘 Presence
      2. 🕊️ Peace
    3. 🙅‍♂️ Antitheses of Happiness
      1. 💋 Desires
      2. 🏆 Success
      3. 🏙️ “Should”
      4. 🤩 Jealousy
    4. 💪 Developing Happiness
      1. 🚵 Build the Right Habit
      2. 🥳 Recommended Habits
      3. 😉 Acceptance
    5. 🌻 Summary
    6. 🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    Notes:

    • เมื่อเราศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสุขของ Naval ดี ๆ เราจะเห็นว่า มีหลายแนวคิดที่มาจาก Buddhism ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะ Naval ศึกษา Buddhism และสกัดมาเฉพาะส่วนที่มาปรับใช้ได้จริง (เช่น การนั่งสมาธิ) และตัดส่วนที่พิสูจน์ได้ยาก (เช่น กฎแห่งกรรม การเกิดใหม่) ออกไป
    • Naval เรียกแนวคิด Buddhism ที่สกัดมาแล้วว่า Rational Buddhism

    ☺️ What Is Happiness?

    Happiness is a choice you make and a skill you develop.

    — Naval Ravikant

    Happiness ในมุมของ Naval เป็นได้ 2 อย่าง:

    1. Skill
    2. Choice

    .

    🪛 Happiness as Skill

    Maybe happiness is not something you inherit or even choose, but a highly personal skill that can be learned, like fitness or nutrition.

    — Naval Ravikant

    มุมมอง happiness ของ Naval ค่อนข้าง practical

    Naval มองว่า happiness เป็นทักษะส่วนบุคคล ซึ่งหมายความว่า เราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้

    ถ้าเราอยากมี happiness มากขึ้น เราแค่ต้องการพัฒนาทักษะ “ความสุข” ให้ดีขึ้น

    .

    🥠 Happiness as Choice

    Happiness, love, and passion … aren’t things you find—they’re choices you make.

    — Naval Ravikant

    Naval มองว่า happiness เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล (personal) และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    แต่ละคนนิยามความสุขแตกต่างกัน และไม่มีนิยามไหนที่จะตอบโจทย์ของทุกคนได้

    ความสุขขึ้นกับการเลือกตีความความสุขของเราเอง

    ยกตัวอย่างเช่น Naval มองว่า ความสุขคือการที่เราไม่มีความอยาก ไม่รู้สึกว่าชีวิตขาดหายอะไรไป มีสติอยู่กับปัจจุบัน และมองเห็นโลกอย่างที่เป็น


    📦 Components of Happiness

    You can literally destroy your happiness if you spend all your time living in delusions of the future.

    — Naval Ravikant

    สำหรับ Naval ความสุขเกิดมาจาก 2 อย่าง:

    1. Presence
    2. Peace
    Happiness = Presence + Peace
    

    .

    🧘 Presence

    It’s something you can achieve moment to moment.

    — Naval Ravikant

    Presence หมายถึง การอยู่กับปัจจุบัน

    ปัจจุบัน คือ ทุกสิ่งที่เรามี ณ เวลาหนึ่ง

    ทุกชั่วขณะ จิตใจของเรามักคิดถึงไม่อนาคตก็อดีต ทำให้เราไม่ได้อยู่ในปัจจุบันอย่างแท้จริง

    ถ้าเราฝึกตัวเองให้อยู่กับปัจจุบันได้ เราก็จะเจอกับความสุข

    .

    🕊️ Peace

    You’ll notice that when I say happiness, I mean peace.

    — Naval Ravikant

    Peace หรือความสงบในจิตใจ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจิตใจไม่มีความกังวล (anxiety) เพราะเราไม่ได้มองหาสิ่งถัดไปที่จะทำให้เรามีความสุข

    Peace จะเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันอย่างที่เป็น

    เมื่อเรามีความสงบ เราก็จะเจอความสุข

    Naval มองว่า peace และ happiness เป็นสิ่งเดียวกัน:

    • Peace เป็นต้นกำเนิดของ happiness และ happiness เป็นผลพลอยได้ของ peace
    • Happiness คือ peace ที่ไม่หยุดนิ่ง
    • Peace คือ happiness ที่หยุดนิ่ง

    จะมีความสุขได้ เราต้องมีความสงบ และเราจะสงบได้ เราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน

    Presence -> Peace -> Happiness
    

    🙅‍♂️ Antitheses of Happiness

    Naval มองว่า สิ่งที่ขัดขวาง happiness มีอยู่ 4 อย่าง ได้แก่:

    1. Desire
    2. Success
    3. “Should”
    4. Jealousy

    .

    💋 Desires

    I think the most common mistake for humanity is believing you’re going to be made happy because of some external circumstances.

    — Naval Ravikant

    Desire คือ การที่เราเชื่อว่า ความสุขเกิดจากการครอบครองอะไรบางอย่าง เช่น ได้มือถือใหม่ มีเงินมากขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น

    Desire ทำให้เราไม่มีความสุข เพราะเราจะสุขได้ก็ต่อเมื่อเราได้สิ่งที่เราต้องการ แต่ในระหว่างนั้น เราจะมีแต่ความทุกข์

    ตราบใดที่เรายังมี desire เราจะไม่มีความสุข

    Desire is a contract you make with yourself to be unhappy.

    — Naval Ravikant

    .

    🏆 Success

    Happiness is being satisfied with what you have.

    Success comes from dissatisfaction. Choose.

    — Naval Ravikant

    Success ไม่เท่ากับ happiness

    Naval มองว่า happiness เกิดจากภายใน และการมองหาความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งนอกกาย ไม่สามารถจะเติมเต็มความสุขได้

    Naval มองเช่นนี้ เพราะหลังจากประสบความสำเร็จทั้งในด้านทรัพย์สินและสังคม Naval เห็นว่าตัวเองและคนอื่น ๆ ที่มีชีวิตแบบเดียวกันก็ไม่ได้ดูมีความสุขเท่าไร

    ความสำเร็จมาพร้อมกับความทุกข์ ซึ่งขัดกับความสุข เราต้องเลือกว่า เราต้องการมองหาความสำเร็จหรือความสุข

    นอกจากนี้ Naval มองว่า ความสำเร็จที่แท้จริง คือ การที่เรารู้ว่าจะหยุดเมื่อไร เพราะเมื่อเราเล่นเกมชีวิตมามากพอและปลดปล่อยตัวเองออกจากเกมได้ เราก็จะมีความสุขเมื่อนั้น

    If you could just sit for thirty minutes and be happy, you are successful. That is very powerful place to be, but few of us get there.

    — Naval Ravikant

    .

    🏙️ “Should”

    The enemy of peace of mind is expectations drilled into you by society and other people.

    — Naval Ravikant

    เวลาเราบอกว่า เรา “ควร” ทำอะไร (เช่น เรา “ควร” จะออกกำลังกาย เรา “ควร” ทำตัวให้ดูดี) สิ่งนั้นมักเป็นสิ่งที่สังคมหรือคนอื่นต้องการจากเรา

    สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เรา “ต้องการ” และทุกครั้งที่เราทำสิ่งที่ “ควร” เรากำลังต่อสู้กับตัวเองเพื่อทำในสิ่งที่คนอื่นต้องการ แทนที่จะทำสิ่งที่เราต้องการ

    ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราควรลดสิ่งที่เราคิดว่า “ควร” ทำ และใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับสิ่งที่เรา “ต้องการ” ทำมากกว่า

    .

    🤩 Jealousy

    … at the end of the day, you’re no better off with jealousy.

    — Naval Ravikant

    อีกอุปสรรคที่ขัดขวางความสุขของเรา คือ ความอิจฉา (jealousy)

    เมื่อเราอิจฉาใครสักคน เรากำลังต้องการบางสิ่งบางอย่างที่เขามีแต่เราไม่มี

    ความอิจฉาทำให้เราทุกข์ แต่ไม่ว่าเราจะอิจฉาสักขนาดไหน คนที่เราอิจฉาก็ยังมีดีกว่าเราอยู่ดี

    Naval แนะนำการจัดการความอิจฉาดังนี้:

    ให้คิดว่า ถ้าเราอยากจะมีบางอย่างเหมือนกับใครสักคน (เช่นหน้าตา) เราจะเลือกแค่สิ่งนั้นไม่ได้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นร่วมกัน ถ้าเราอยากได้หน้าตา ก็ต้องได้ทั้งร่างกาย บุคลิกภาพ ความคิด ความทรงจำ ความเจ็บ ความทุกข์ ความสามารถของคนคนนั้นมาด้วย

    คำถาม คือ เราต้องการจะเป็นคนคนนั้นจริง ๆ ไหม? เราพร้อมที่จะสละความเป็นตัวเราเพื่อได้สิ่งเดียวที่เขามีหรือเปล่า?

    Naval บอกว่า เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว จะช่วยให้เราหายอิจฉาคนอื่นได้


    💪 Developing Happiness

    You can increase your happiness over time, and it starts with believing you can do it.

    — Naval Ravikant

    เพราะ happiness เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้และเป็น choice ที่เราเลือกได้ เราสามารถสร้างความสุขได้ด้วยการมี habit ที่ดี

    เราสามารถสร้าง habit ที่ดีได้ดังต่อไปนี้

    .

    🚵 Build the Right Habit

    You choose to be happy, and then you work at it.

    — Naval Ravikant

    เราสร้าง habit ใหม่ได้ใน 7 ขั้นตอน:

    1. Goal: เลือกสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมา 1 อย่าง
    2. Plan: วางแผนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
    3. Identify needs and triggers: ระบุความต้องการและสิ่งกระตุ้น (trigger) เพื่อที่เราจะได้จัดการสิ่งเหล่านี้ได้
    4. Find substitutes: มองหากิจกรรมหรือพฤติกรรมทดแทน เช่น สำหรับคนที่อยากเลิกสูบบุหรี่ อาจจะอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อไม่ให้ปากว่าง
    5. Tell your friends: บอกเพื่อน เพื่อจะได้เป็นพยานที่ทำให้เราทำตามเป้าหมาย
    6. Track progress: ติดตามผลการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและไม่ลดละ
    7. Learn through trial and error: ลองผิดลองถูกและปรับแผนตามหน้างาน

    .

    By doing them rigorously, I’ve managed to increase my happiness level quite a bit.

    — Naval Ravikant

    Naval แนะนำ 9 habits ที่เราควรมี และ 4 habits ที่เราควรหยุดทำ

    Habits ที่ควรทำ:

    1. Meditate
    2. มีสติอยู่กับปัจจุบัน
    3. มีสติกับ judgment ของตัวเอง เพราะถ้าเราไม่ตัดสินโลก เราก็จะมีความสุขมากขึ้น
    4. มีสติกับ desires ของตัวเอง
    5. มองโลกในแง่บวก
    6. ออกกำลังกายทุกวัน
    7. เวลาอารมณ์ไม่ดี ให้ reset อารมณ์ด้วยการนั่งสมาธิ ฟังเพลง หรือออกกำลังกาย แล้วหากิจกรรมใหม่ทำเพื่อ channel อารมณ์ไปที่อื่น
    8. บอกเพื่อน ๆ ว่า เรา happy เพราะเราจะถูกบังคับให้ทำตามที่พูด
    9. Track เวลาว่า ใช้ไปกับ “สิ่งที่ควรทำ” กับ “สิ่งที่ต้องการทำ” เท่าไรบ้าง

    Habits ที่ควรหยุดทำ:

    1. ดื่ม caffeine
    2. มี screen time เยอะ
    3. มีความลับ
    4. ใช้เวลากับคนที่ไม่มีความสุขหรือคนที่คอยหาความขัดแย้ง (conflict) ใส่ตัว

    .

    😉 Acceptance

    The reality is life is a single-player game. You’re born alone. You’re going to die alone.

    — Naval Ravikant

    สุดท้าย เราสามารถสร้างความสุขได้ผ่าน acceptance หรือการยอมรับชีวิตในแบบที่เป็น

    ทุกครั้งที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง นั่นหมายถึง เรากำลังมี desire และ desire มาพร้อมกับ unhappiness

    นี่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องปล่อยความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยนแปลงอะไร เราควรโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญทีละอย่าง เพราะเมื่อโฟกัสแล้ว เราจะอยู่กับปัจจุบันได้ง่ายขึ้น และคิดได้ทะลุปรุโปร่งมากขึ้น

    When you look at your death and you acknowledge it, rather than running away from it, it’ll bring great meaning to your life.

    — Naval Ravikant

    ทั้งนี้ เราสามารถพัฒนา acceptance ได้ 3 วิธี:

    1. Past suffering: นึกถึงความล้มเหลวในอดีตและนึกถึงตัวเราในปัจจุบัน มองดูว่า เราเปลี่ยนแปลงและเติบโตจากเดิมมากขนาดไหน
    2. Positive side: พยายามมองโลกในแง่บวก โดยถามตัวเองว่า แง่บวกของสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร?
    3. Embrace death: ยอมรับความตาย เพราะทุกคนมีเวลาจำกัด และสักวันหนึ่ง เราก็จะตาย ดังนั้น เราควรใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับ happiness มากกว่า unhappiness

    🌻 Summary

    ในบทความนี้ เราได้สรุป 4 กลุ่มแนวคิดของ Naval เกี่ยวกับ happiness กัน:

    1. What is happiness: happiness = a skill and a choice
    2. Components: happiness = presence + peace
    3. Antitheses: desire, success, “should,” jealousy
    4. Building happiness: good habits + acceptance

    🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    สำหรับคนที่สนใจเนื้อหาของหนังสือและอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถซื้อหนังสือได้ตาม link ด้านล่าง:

    Note: ใครที่สนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษแบบ e-book หรือ PDF สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ navalmanack.com

  • สรุป 2 ประเด็นจาก StoryBrand Webinar ของ Donald Miller: “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” — ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อ และทำยังไงให้ลูกค้าซื้อ

    สรุป 2 ประเด็นจาก StoryBrand Webinar ของ Donald Miller: “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” — ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อ และทำยังไงให้ลูกค้าซื้อ

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 2 ประเด็นจาก webinar ของ Donald Miller “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา:

    1. Why your message fails? ทำไม marketing message ถึงไม่ทำให้ลูกค้าซื้อ
    2. The five soundbites: soundbites ที่จะช่วยทำให้ลูกค้าซื้อ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 😭 Why Your Message Fails?
      1. 🧐 Don’t Be Smart, Be Clear
      2. ☕ Example
    2. 😎 The Five Soundbites
      1. 🗣️ What Is a Soundbite?
      2. 🕊️ PEACE Framework
      3. 💵 Example #1. Money App
      4. 📕 Example #2. Book
      5. 🏠 Example #3. Airbnb.org
    3. 💪 Summary
    4. 🍩 Bonus: Your Sales Pitch
    5. 📼 Webinar Videos

    😭 Why Your Message Fails?

    .

    🧐 Don’t Be Smart, Be Clear

    เหตุผลหลักที่ลูกค้าไม่ซื้อของกับเราก็เพราะ marketing message ของเราขาดความชัดเจน และทำให้ลูกค้าต้องคิด

    ถ้าเรามีป้ายโฆษณาบนทางด่วน และข้อความของเราไม่เคลียร์ ลูกค้าก็คงจะไม่จอดรถเพื่อครุ่นคิดว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อคืออะไร แต่เขาจะขับรถผ่านป้ายและลืมเราไป

    Message ที่ดีไม่จำเป็นต้องดูดี แต่ต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ในทันทีว่าเรากำลังสื่ออะไร

    .

    ☕ Example

    ยกตัวอย่างเช่น message ของคอร์สสอนทำร้านกาแฟ:

    Drowning in coffee shop chaos? Stop doing everything yourself.

    แม้ว่าการใช้คำอาจจะดูดี แต่คนอ่านจะมีคำถามในใจ เช่น:

    • “Coffee shop chaos” คืออะไร? เป็นความวุ่นวายแบบไหน? ถ้าเราเป็นร้านกาแฟที่มีลูกค้าเยอะจนเสิร์ฟไม่ทัน นับเป็น coffee shop chaos ไหม?
    • “Do everything” ที่ว่าคืออะไรบ้าง? การทำบัญชีร้านรวมด้วยไหม?

    เราสามารถปรับ message ให้ชัดเจนขึ้นได้แบบนี้:

    Losing baristas faster than you can hire? It doesn’t have to be this way.

    จะเห็นว่า message ใหม่ทำให้เราเห็นภาพชัดมากขึ้นว่า เรากำลังพูดถึงปัญหา turnover ของ barista และคอร์สนี้มีทางออกให้

    ถ้าเรากำลังมีปัญหา barista ลาออกเร็วจนหาคนแทนไม่ทัน เราจะรู้ในทันทีว่าคอร์สนี้อาจจะเหมาะกับเรา

    เมื่อเราทำให้ message ชัดเจนขึ้น ยอดขายของเราก็จะเพิ่มขึ้นตามมา อย่างในตัวอย่างคอร์สทำร้านกาแฟ message แรก ได้ยอดคลิก 18 ครั้งใน 48 ชั่วโมง ในขณะที่ message ใหม่ได้ยอดคลิกสูงถึง 125 ครั้งใน 48 ชั่วโมง

    Source: StoryBrand’s webinar “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” (2025).

    😎 The Five Soundbites

    .

    🗣️ What Is a Soundbite?

    นอกจากความชัดเจนแล้ว message ของเราควรสื่อสารผ่าน soundbite หรือวลี/ประโยคสั้น ๆ ที่เราสามารถพูดทวนและช่วยทำให้ลูกค้าจำเราได้ขึ้นใจ เช่น:

    • “Just do it.”
    • “Because you’re worth it.”
    • “Melts in your mouth, not in your hands.”

    .

    🕊️ PEACE Framework

    Soundbites ที่ดีจะเชื่อมโยงปัญหาของลูกค้าที่เราสามารถแก้ได้ เข้ากับ product/service ที่เรามี เพื่อช่วยให้ลูกค้านึกถึงเราเวลาเขามีปัญหา

    เราสามารถสร้าง soundbites ที่มีประสิทธิภาพได้โดยใช้ 5-soundbite framework หรือ PEACE framework ซึ่งประกอบด้วย:

    1. Problem: ปัญหาที่ลูกค้ามีและเราสามารถแก้ได้
    2. Empathy: แสดงความเข้าใจในความรู้สึกของลูกค้าต่อปัญหาที่มี
    3. Answer: นำเสนอทางออกของปัญหา (product/service ของเรา)
    4. Change: การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าได้ใช้ product/service ของเรา
    5. End result: ผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้ product/service ของเราแล้ว
    Source: StoryBrand’s webinar “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” (2025).

    .

    💵 Example #1. Money App

    PEACE เป็นเหมือนบันไดหน้าบ้านที่เราชวนให้ลูกค้าเข้าก้าวขึ้นมาเพื่อทำความรู้จักเรามากขึ้นและซื้อของกับเราในที่สุด

    เราสามารถใช้ PEACE เพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้แบบนี้ เช่น message ของ YNAB ที่เป็นแอปจัดการการเงิน:

    1. Problem: Has there ever been a time when you’ve worried about money?
    2. Empathy: We know how that feels.
    3. Answer: Download the YNAB app …
    4. Change: … and get good with money.
    5. End result: So that you never worry about money again.
    Source: StoryBrand’s webinar “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” (2025).

    .

    📕 Example #2. Book

    ตัวอย่าง message ของหนังสือการสร้างธุรกิจ:

    1. Problem: You want to know the principles that allow you to build an enduring business.
    2. Empathy: It’s hard to build a business that lasts.
    3. Answer: There are 41 principles it takes to build an enduring business.
    4. Change: You will become a principle driven leader.
    5. End result: You will build a business that can endure anything.
    Source: StoryBrand’s webinar “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” (2025).

    .

    🏠 Example #3. Airbnb.org

    ตัวอย่าง message ของ Airbnb.org องค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อหาที่พักชั่วคราวให้กับผู้ประสบภัยไฟป่าในอเมริกา:

    1. Problem: When disaster strikes, many families end up in a shelter.
    2. Empathy: Airbnb.org believes families in need deserve a safe place to stay.
    3. Answer: Airbnb already has millions of homes around the world.
    4. Change: Making it unnecessary for a family to have to stay in a shelter.
    5. End result: Families can be together, safe and in a home after a disaster.
    Source: StoryBrand’s webinar “How to Sell Anything With StoryBrand Soundbites” (2025).

    💪 Summary

    ลูกค้าจะไม่ซื้อถ้า marketing message ของเราไม่ชัดเจนและทำให้ลูกค้าต้องคิด

    Message ที่ดีจะต้องชัดเจนและทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ในทันทีว่า เรากำลังสื่ออะไร

    เราสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่าน 5 soundbites หรือวลี/ประโยคสั้น ๆ ที่จะช่วยให้ลูกค้านึกถึงเราเมื่อเขามีปัญหาได้:

    1. Problem: ปัญหาที่ลูกค้ามีและเราสามารถแก้ได้
    2. Empathy: ความเข้าใจในความรู้สึกของลูกค้า
    3. Answer: product/service ของเราที่จะช่วยลูกค้าแก้ปัญหาได้
    4. Change: การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
    5. End result: ผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับ

    🍩 Bonus: Your Sales Pitch

    ในบางครั้ง ลูกค้าอยากจะซื้อของกับเราอยู่แล้ว แต่เขาจะยังไม่ซื้อจนกว่าเราจะถาม ซึ่งเราสามารถใช้ pattern การถามได้แบบนี้

    If you are struggling with [problem], here’s [product/service] to solve it. It’s [amount] dollars. Would you like to buy?


    📼 Webinar Videos

  • สรุปหนังสือ The 5 Laws of Agency ของ Jonathan Jenkins ใน 4 ประเด็น: What & Why of Agency, The 5 Laws of Agency, Developing Agency, และ Recovering When You Drift

    สรุปหนังสือ The 5 Laws of Agency ของ Jonathan Jenkins ใน 4 ประเด็น: What & Why of Agency, The 5 Laws of Agency, Developing Agency, และ Recovering When You Drift

    ผมรู้จักหนังสือ The 5 Laws of Agency ของ Jonathan Jenkins จากงาน What the Duck 2025 ซึ่งพี่ทอย DataRockie ได้กรอบแนวคิดกฎ 5 ข้อของ agency มาแชร์ให้ฟัง

    หนังสือ The 5 Laws of Agency มีความยาวประมาณ 80 หน้า ซึ่งผมอ่านจบภายในไม่กี่วันหลังซื้อมา ทันสิ้นปี 2025 พอดี

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุปหนังสือ The 5 Laws of Agency ใน 4 ประเด็น:

    1. What and why of agency: agency คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
    2. The 5 laws of agency: กฎ 5 ข้อของ agency
    3. Developing agency: แนวทางการพัฒนา agency
    4. Recovering when you drift: ทำยังไงถ้าเราหลุดจากการพัฒนา agency

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    ปกหนังสือ The 5 Laws of Agency บน Amazon

    1. 🤔 What & Why of Agency
    2. 🤞 The 5 Laws of Agency
    3. 💪 Developing Agency
    4. 😌 Recovering When You Drift
    5. 🔥 Summary

    🤔 What & Why of Agency

    โลกทุกวันนี้พาเราออกห่างจากตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ทุกเช้าที่เราตื่นมา เราหยิบมือถือขึ้นมาเช็ก notifications, อ่าน emails, ดู reels, …

    เราตอบสนองต่อโลกภายนอกโดยไม่ได้หยุดคิดว่า ตัวเราเองต้องการอะไร

    เรามักรู้สึกเหนื่อย รู้สึกเครียด รู้สึกหมดไฟ และมองว่านี่เป็นปกติของชีวิต

    แต่จริง ๆ แล้ว เราแค่ใช้ชีวิตตาม default mode

    และถ้าเราปรับ mode การใช้ชีวิต เราจะพบว่า ยังมีชีวิตอีกแบบที่รอเราอยู่

    ชีวิตที่เรารู้สึกเติมเต็ม ชีวิตที่เป็นของเราเอง

    สิ่งที่เราขาดไม่ใช่การจัดการชีวิตที่ดีขึ้น

    แต่สิ่งที่เราต้องการ คือ agency

    ความสามารถในการเป็นตัวของตัวเองในสภาพแวดล้อมที่พยายามดึงเราออกห่างจากตัวเราเอง

    Agency is the ability to remain yourself in the conditions designed to pull you away from yourself.

    🤞 The 5 Laws of Agency

    Agency มีกฎอยู่ 5 ข้อ

    ถ้าเราทำได้ เราจะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น:

    .

    Law 1. Control the Frame:

    • Frame คือ lens ที่เราใช้มองโลก
    • Frame คือ สิ่งที่เราใช้ตีความเหตุการณ์ ว่า ดี, ไม่ดี, หรือเป็นกลาง
    • Frame คือ สิ่งที่ทำให้เราตีความว่า เพื่อนกำลังทอดทิ้งเรา แค่เพื่อนขอยกเลิกนัดกระทันหัน
    • เรามักใช้ frame ที่เราไม่ได้เลือก
    • Frame ที่ได้จากการเลี้ยงดู หรือความคาดหวังของคนอื่น
    • ก้าวแรกของ agency คือ การหยุด, คิด, และเลือก frame ที่เราจะใช้ในแต่ละวัน
    • เราไม่จำเป็นต้องเลือก lens ที่ทำให้เรามองโลกในแง่บวก
    • เราแค่ต้องเลือกว่า เราอยากใช้ชีวิตผ่าน lens แบบไหน
    • Lens อะไรที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่

    .

    Law 2. Energy Beats Time:

    • Time management เป็นเรื่องโกหก
    • เราไม่ได้ต้องจัดการเวลาให้ดีขึ้น เพราะเวลาเป็นสิ่งที่เราจัดการไม่ได้
    • สิ่งที่เราต้องทำ คือ ใช้ energy อย่างมีประสิทธิภาพ
    • บางกิจกรรมดูดพลังของเรา และบางกิจกรรมเพิ่มพลังให้เรา
    • เราไม่ได้ต้องจัด calendar เพื่อทำกิจกรรมในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด
    • เราแค่ต้องจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับ energy ของเรา
    • รักษาสมดุลระหว่างกิจกรรมที่ดูดพลังและกิจกรรมที่ให้พลังกับเรา และทำให้เรามี energy เหลือในทุก ๆ วัน

    .

    Law 3. Direction Beats Speed:

    • Speed เป็นแค่เครื่องมือ
    • Speed ที่ไม่มี direction มีแต่จะทำให้เราออกห่างจากตัวเองเร็วขึ้น
    • เราไม่ได้ต้องทำทุกอย่างให้เร็ว
    • เราแค่ต้องทำทุกอย่างอย่างมีเป้าหมาย มีทิศทาง
    • เมื่อมีทิศทางแล้ว เราค่อยเลือกว่าเราจะไปเร็วขนาดไหน
    • คนที่ไปช้าแต่มีทิศทาง ย่อมชนะคนที่ไปเร็วอย่างไร้ทิศทางเสมอ

    .

    Law 4. Externalise Cognition:

    • สมองไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจดจำ
    • แต่เรามักใช้สมองเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ
    • สิ่งที่ต้องทำ, งานที่ค้างคา, อีเวนท์ที่กำลังจะมาถึง, …
    • นานไป เราอาจรู้ว่าสมองแล่นช้าลงกว่าปกติ
    • สาเหตุไม่ใช่เพราะอายุที่มากขึ้น
    • แต่เป็นเพราะสมองเสียสละพื้นที่ในการคิดและตัดสินใจ เพื่อเก็บข้อมูลแทน
    • ถ้าเราอยากจะตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม เราต้องปลดภาระการจดจำออกจากสมอง
    • ถ่ายโอนข้อมูลที่ต้องจดจำออกจากสมอง เก็บไว้ในระบบต่าง ๆ อย่าง to-do list, calendar, … แทน
    • และเก็บสมองไว้สำหรับการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิต

    .

    Law 5. Asymmetry or Death:

    • โลกมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • การทำงานแบบ symmetry ไม่ทำให้เราตามทันโลกอีกต่อไป
    • Symmetry คือ การทำงานแบบ 1:1
    • ถ้าอยากได้งานมากขึ้น ก็ต้องขยันมากขึ้น, ใส่ชั่วโมงการทำงานมากขึ้น, …
    • เราไม่สามารถทำงานแบบ 1:1 และหวังว่า จะตามทันโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้
    • เราจะต้องมองหา asymmetry
    • สิ่งที่เมื่อทำแล้ว จะทำให้สิ่งอื่น ๆ ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
    • เช่น การตัดสินใจ 1 ครั้งที่ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจอีก 10 ครั้ง
    • หรือ 1 งานที่ถ้าทำแล้ว จะทำให้เราไม่ต้องทำงานอีก 10 อย่าง
    • หา asymmetry ให้เจอ

    .

    5 laws: frame, energy, direction, externalise cognition, asymmetry.

    💪 Developing Agency

    Agency ไม่ได้สร้างได้ในครั้งเดียว แต่ต้องพัฒนาและสั่งสมผ่านการฝึกฝน

    เราสร้าง agency ได้ผ่าน 3 กิจกรรมที่เราทำทุกวันและสัปดาห์:

    .

    Activity 1. Morning Ritual:

    • ทุกเช้า 5 นาที
    • เพื่อตั้งตัวก่อนเริ่มวัน
    • ถามตัวเอง 5 คำถาม
    • คำถาม 1. Frame: เราจะใช้ frame อะไรในวันนี้?
    • คำถาม 2. Energy: กิจกรรมอะไรที่จะเติมพลังให้เรา?
    • คำถาม 3. Direction: เราจะเดินไปทางไหน? วันนี้เราจะทำอะไรที่มีความหมาย?
    • คำถาม 4. Brain: เราถืออะไรอยู่ในสมอง ที่ควรอยู่นอกสมองบ้าง?
    • คำถาม 5. Asymmetry: อะไรคือ 1 สิ่งที่เราทำได้ ที่จะทำให้สิ่งอื่น ๆ ไม่จำเป็นอีกต่อไป?

    .

    Activity 2. Evening Reset:

    • ทุกเย็น 2 นาที
    • เพื่อ reflect วันที่ผ่านมา
    • ถามตัวเอง 3 คำถาม
    • คำถาม 1. What drained you? กิจกรรมอะไรที่ดูดพลัง และเราสามารถลดหรือกำจัดออกไปได้บ้าง?
    • คำถาม 2. What energised you? กิจกรรมอะไรที่ให้พลัง และเราสามารถเพิ่มหรือป้องกันไม่ให้ลดลงได้บ้าง?
    • คำถาม 3. What you learned: เราเรียนรู้อะไรจาก frame, direction, asymmetry ที่เราใช้ในวันนี้?

    .

    Activity 3. Weekly Offload:

    • ทุกสัปดาห์ 30 นาที
    • เพื่อ clear สมองและปรับทิศทาง
    • มี 3 สิ่งที่ต้องทำ
    • ข้อ 1. Offload: เขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา ใส่ข้อมูลที่ต้องจำไว้ในเครื่องมือต่าง ๆ (to-do list, calendar) และเขียน 1 next action สำหรับสิ่งที่เราต้องตัดสินใจ
    • ข้อ 2. Energy audit: ในสัปดาห์นี้ เรามีกิจกรรมที่ดูดพลังมากกว่าเพิ่มพลังหรือเปล่า?
    • ข้อ 3. Direction adjustment: ปรับทิศทางและเป้าหมายชีวิตตามต้องการ

    .

    3 activities: Morning Ritual, Evening Reset, Weekly Offload.

    😌 Recovering When You Drift

    เราอาจจะรักษาวินัยไปไม่ได้ตลอด

    ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์

    เราอาจกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่า และรู้สึกว่าชีวิตหมดไฟ

    เมื่อเรารู้สึกแบบนี้ ให้เราพาตัวเองกลับมาสร้าง agency อีกครั้งใน 6 ขั้นตอน:

    .

    Step 1. Stop:

    • หยุด
    • พาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
    • ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไร
    • เพราะยิ่งเราทำอะไรด้วยความเร็ว เราก็จะยิ่งออกห่างจากตัวเองเร็วขึ้น

    .

    Step 2. Dump:

    • เขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา
    • เขียนโดยไม่ต้องตัดสิน
    • เขียนทุกอย่างออกมา ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือสำคัญขนาดไหน

    .

    Step 3. Identify:

    • มองหา pattern ในสิ่งที่เขียนออกมา
    • เราอาจพบว่า เรากำลังใช้ frame ที่เราไม่ได้เลือก
    • อาจพบว่า เราใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ดูดพลัง
    • อาจพบว่า เราใช้ชีวิตด้วยความเร็วอย่างไร้ทิศทาง
    • อาจพบว่า เราใช้สมองไปกับการจดจำ
    • อาจพบว่า เราทำงานแบบ 1:1

    .

    Step 4. Pick a law:

    • เลือกกฎของ agency ขึ้นมา 1 ข้อ ที่จะช่วยเราแก้ปัญหาได้
    • ให้เราเลือกมา 1 ข้อ แม้ว่าเราจะมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องการแก้
    • เพราะเราสามารถแก้ได้ทีละอย่าง
    • ให้เราฝึกกฎข้อนั้นให้ชำนาญ ก่อนจะไปกฎข้ออื่นต่อไป

    .

    Step 5. Morning Ritual:

    • กลับมาทำ Morning Ritual ทุกเช้าอีกครั้ง
    • Morning Ritual จะช่วยดึงเรากลับเข้ามาใน pattern การใช้ชีวิตแบบใหม่

    .

    Step 6. Witness:

    • หาเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เราไว้ใจ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

    .

    6 steps to recovery: stop, dump, identify, pick a law, Morning Ritual, witness.

    🔥 Summary

    โลกทุกวันนี้พยายามจะพาเราออกห่างจากตัวเรามากขึ้น ทำให้ชีวิตของเราเหมือนขาดอะไรไป

    เพราะชีวิตของเราขาดตัวของเราเอง

    Agency เป็นความสามารถในการเป็นตัวของตัวเองในขณะที่สภาพแวดล้อมพยายามดึงตัวเราออกไป

    .

    การมี agency หมายถึง:

    1. Frame: เลือก frame ในการมองโลกเอง
    2. Energy: เลือกการใช้พลังของเราเอง
    3. Direction: กำหนดทิศทางของตัวเอง
    4. Externalise cognition: ใช้สมองเพื่อตัดสินใจ ไม่ใช่จดจำ
    5. Asymmetry: ทำ 1 สิ่งที่ทำให้สิ่งอื่นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

    .

    เราสามารถฝึก agency ได้ทุกวัน ผ่าน 3 กิจกรรม:

    1. Morning Ritual ที่ช่วยเราตั้งหลักในทุกเช้า
    2. Evening Reset ที่ช่วยให้เราได้ reflect กับตัวเอง
    3. Weekly Offload ที่ช่วย clear สมองและปรับเปลี่ยนทิศทางในทุกสัปดาห์

    .

    และเราสามารถพาตัวเองกลับมาสู่การใช้ชีวิตแบบ agency ได้ใน 6 ขั้นตอน:

    1. Stop: หยุดทำ หยุดคิด
    2. Dump: เขียนทุกอย่างในหัวออกมา
    3. Identify: หา pattern ของสิ่งที่เกิดขึ้น
    4. Pick a law: เลือกกฎ 1 ข้อที่เราจะใช้แก้ปัญหา
    5. Morning Ritual: กลับมาทำ Morning Ritual
    6. Witness: เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้คนอื่นฟัง
  • สรุป 17 ข้อคิด (4 กลุ่ม) ในการใช้ชีวิต จากหนังสือ 16 เล่มที่ผมอ่านในปี 2025: Life & Death, Start, Upgrade, และ Business & Work

    สรุป 17 ข้อคิด (4 กลุ่ม) ในการใช้ชีวิต จากหนังสือ 16 เล่มที่ผมอ่านในปี 2025: Life & Death, Start, Upgrade, และ Business & Work

    ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมเริ่มกลับมาอ่านหนังสือมากขึ้น หลังจากได้พบว่าการอ่านหนังสือบนแอปอย่าง Kindle ก็สะดวกสบายดี (แม้จะแทนที่ความรู้สึกดี ๆ เวลาจับเล่มหนังสือเปิดออกอ่านได้ก็ตาม)

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 17 ข้อคิดในการใช้ชีวิตที่ผมได้จากการอ่านหนังสือ 16 เล่มในปี 2025:

    1. The One Thing
    2. The Almanack of Naval Ravikant
    3. Business Made Simple
    4. Marketing Made Simple
    5. How to Grow Your Small Business
    6. Hero on a Mission
    7. Suddenly Talented
    8. The Brain Audit
    9. Essentialism
    10. The Subtle Art of Not Giving a F*ck
    11. Limitless Expanded Edition
    12. Million Dollar Weekend
    13. The Company of One
    14. Writing Is Not Magic, It’s Design
    15. Write with AI
    16. The 5 Laws of Agency

    โดยทั้ง 17 หัวข้อ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้:

    1. Life and death: ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
    2. Start: การเริ่มต้นชีวิต
    3. Upgrade: การพัฒนาตัวเอง
    4. Work and business: แนวคิดในการทำงานและทำธุรกิจ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🧘 Group #1. Life & Death
      1. 🕊️ Lesson #1. Freedom
      2. 😶‍🌫️ Lesson #2. Should vs Want
      3. ⏳ Lesson #3. Time
      4. 🤬 Lesson #4. Limited F*ck to Give
      5. 🪦 Lesson #5. Death
    2. 🏁 Group #2. Start
      1. 😶‍🌫️ Lesson #6. Limiting Belief
      2. 👟 Lesson #7. Act
      3. 👆 Lesson #8. One Thing
      4. 🙅‍♂️ Lesson #9. Eliminate
    3. 🚀 Group #3. Upgrade
      1. 📖 Lesson #10. Read
      2. 🖋️ Lesson #11. Write
      3. 🦆 Lesson #12. Generalist
      4. 😖 Lesson #13. Fail
    4. ⚒️ Group #4. Business & Work
      1. 👔 Lesson #14. Business Should Be Fun
      2. 🛒 Lesson #15. Marketing Is About Relationship
      3. 🛍️ Lesson #16. Self as a Product
      4. 💰 Lesson #17. Money as a Life Goal
    5. 💪 Summary
    6. 😂 Too Long; Didn’t Read

    🧘 Group #1. Life & Death

    ข้อคิดในกลุ่มนี้พูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และประกอบด้วยข้อคิด 5 ข้อ ได้แก่:

    1. Freedom
    2. Should vs want
    3. Time
    4. Limited f*ck to give
    5. Death

    .

    🕊️ Lesson #1. Freedom

    Everything can be taken from a man but one thing: the last of the human freedoms—to choose one’s attitude in any given set of circumstances, to choose one’s own way. — Viktor E. Frankl in Man’s Search for Meaning

    Freedom ในการเลือกเป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ด้วยข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมและตัวเอง

    เช่น เราอยากเที่ยวรอบโลก แต่ทำไม่ได้ เพราะมีเงินทุนไม่พอ

    หรือเราอยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่มีความรู้มากพอ

    แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดอะไร เพราะเรามี freedom อยู่ในตัวอยู่แล้ว ถ้าเราคิดที่จะเริ่มเปลี่ยน เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

    .

    😶‍🌫️ Lesson #2. Should vs Want

    Tension is who you think you should be. Relaxation is who you are. — Buddhist saying, from Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    กิจกรรมในชีวิตแบ่งได้เป็น 2 ประเภท:

    1. Should: สิ่งที่สังคมหรือคนอื่นคาดหวังจากเรา
    2. Want: สิ่งที่เราต้องการทำด้วยตัวเอง

    แม้ว่า should จะไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ถ้าเราให้เวลากับ should มากไป เราจะมีเวลาให้กับ want หรือทำตามความฝันความต้องการของตัวเองน้อยลง

    เราควรจะ balance ให้ดีกว่า เวลาไหนเราจะใช้ไปกับ should และเวลาไหนที่เราจะใช้ไปกับ want

    .

    ⏳ Lesson #3. Time

    Time is money. — Benjamin Franklin

    คำพูดที่เรามักได้ยินบ่อย ๆ คือ “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตจริง อย่างการที่เราใช้เวลา 8 ชั่วโมงในแต่ละวันแลกกับค่าตอบแทนทุก ๆ สิ้นเดือน

    แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเป็นมากกว่าเงิน เพราะในขณะที่เราหาเงินเพิ่มได้ เราหาเวลาเพิ่มไม่ได้

    เราแต่ละคนมีเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ และเวลาของเราน้อยลงเรื่อย ๆ

    เราจะต้องใช้เวลาที่อยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด

    .

    🤬 Lesson #4. Limited F*ck to Give

    And in the short amount of time between here and there, you have a limited amount of f*ck to give. — Mark Manson in The Subtle Art of Not Giving a F*ck

    เพราะเรามีเวลาจำกัด เราจะต้องเลือกว่า เราให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง

    เราควรจะให้เวลาไปสิ่งที่สำคัญกับเรา และคอยดูไม่ให้สิ่งที่เรา don’t give a f*ck เข้ามาแย่งเวลาชีวิตเราไป

    .

    🪦 Lesson #5. Death

    Were it not for the reality of death and our willingness to openly process it as a fact, we’d likely not cling to life at all. — Donald Miller in Hero on a Mission

    ชีวิตของเราไม่มีความหมาย

    แต่เพราะอย่างนั้น เราจะเติมความหมายอะไรให้ชีวิตก็ได้

    วิธีการที่เราจะหาความหมายของชีวิตได้ คือ การมองไปยังปลายทางชีวิต และถามตัวเองว่า ถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว เราอยากจะทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง? เราอยากจะให้คนที่ยังอยู่จดจำเรายังไง? เพื่อนและครอบครัวของเราจะพูดถึงเรายังไงในงานศพของเรา?

    เราอาจจะอยากทิ้งหนังสือไว้สักเล่ม หรือทิ้งเรื่องราวให้คนอื่นจดจำ คนที่ยังอยู่จะเล่าต่อ ๆ กันว่า เราเป็นคนขยัน คนฉลาด คนที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนที่ทุกคนรัก …

    คำตอบที่เราให้กับตัวเอง คือ เป้าหมายที่เรามองหาในชีวิต


    🏁 Group #2. Start

    ข้อคิดในกลุ่มที่ 2 พูดถึงการเริ่มต้นใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ และประกอบด้วย 4 ข้อคิด ได้แก่:

    1. Limiting belief
    2. Act
    3. One thing
    4. Eliminate

    .

    😶‍🌫️ Lesson #6. Limiting Belief

    Belief that you are limited might be holding you back from your biggest dreams as well—at least up until now. Jim Kwik in Limitless Expanded Edition

    ในบางครั้ง สิ่งเดียวที่รั้งเราเอาไว้ไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง คือ ความคิดความเชื่อของเรา

    ในบางครั้ง เราก็เป็นเหมือนช้างที่ยอมโดนล่ามไว้กับหมุดไม้เล็ก ๆ เพียงเพราะตอนเด็ก ๆ ที่ยังมีแรงไม่มากเรียนรู้ว่า ไม่สามารถดึงให้ตัวเองหลุดจากหมุดได้ และโตมายังไม่เคยลองให้รู้ว่า สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

    การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มได้จากการสำรวจความคิด หรือทดสอบความเชื่อ เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่เราทำได้และอะไรที่เราทำไม่ได้

    และเมื่อลองแล้ว เราอาจจะแปลกใจว่า เราสามารถทำได้มากกว่าที่เราคิด

    .

    👟 Lesson #7. Act

    Don’t be afraid to act. Be afraid of living a life that seems more like a resume than an adventure. — Noah Kagan in Million Dollar Weekend

    ถ้าเราอยากจะทำอะไร สิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มลงมือทำ

    เราไม่จำเป็นต้องพร้อม 100% เพื่อจะเริ่มทำอะไร

    ถ้าเราอยากเปิดธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนหลักล้าน แต่เริ่มจากเปิด Facebook page เพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราสามารถทำได้ในทันที

    แล้ว momentum ของการเริ่มต้นจะพาเราไปเอง

    .

    👆 Lesson #8. One Thing

    The key is over time. Success is built sequentially. It’s one thing at a time. — Gary Keller & Jay Papasan in The One Thing

    ข้อคิดนี้มาจากหนังสือ The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านจบในปีนี้ และจุดประกายให้อ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ตามมา

    ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า ถ้าจะประสบความสำเร็จได้ เราจะทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

    แต่จริง ๆ แล้ว เราแค่ต้องทำทีละอย่างที่ตอบโจทย์ปลายทางเท่านั้น

    การทำแค่สิ่งเดียวแต่ตอบโจทย์เป็นเหมือนการล้ม domino เราสามารถล้ม domino ที่มีขนาดเท่าหอ Eiffel บ้านได้ด้วย domino แรกที่มีขนาดเล็กกว่านิ้วมือได้:

    Adapted from The One Thing (with AI).

    เราไม่จำเป็นต้องทำหลายอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมายของเรา

    เราแค่ต้อง 1 สิ่งที่ตอบโจทย์เท่านั้น

    .

    🙅‍♂️ Lesson #9. Eliminate

    There is tremendous freedom in learning that we can eliminate the nonessentials, that are no longer controlled by other people’s agenda, and that we get to choose. — Greg McKeown in Essentialism

    เมื่อเราแค่ต้องโฟกัสอย่างเดียวเพื่อไปถึงเป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ คือ การกำจัดสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

    ถ้าไม่กำจัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากชีวิต จะทำให้เราสูญเสียพลังงานที่เราต้องใช้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ เพราะทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน

    ถ้าเราใช้เวลาไปกับการทำงาน เราจะมีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง ถ้าเราใช้เวลาไปกับการเที่ยว เราจะมีเวลาที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตน้อยลง

    ในทางกลับกัน ถ้าเรา say no ให้กับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสำคัญกับชีวิตแล้ว เราจะมีพลังที่จะไปถึงเป้าหมายมากขึ้น และทำให้เราไปถึงฝั่งฝันได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น:

    Adapted from Essentialism (with AI).

    ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือ say yes กับสิ่งที่ใช่ และ say no กับสิ่งที่ไม่ใช่


    🚀 Group #3. Upgrade

    ข้อคิดในกลุ่มที่ 3 พูดถึงแนวทางในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่:

    1. Read
    2. Write
    3. Generalist
    4. Fail

    .

    📖 Lesson #10. Read

    One of the reasons I’ve amassed a large library of books over the years is because books are great go-to resource. — Gary Keller & Jay Papasan in The One Thing

    หนังสือเป็นแหล่งความรู้ชั้นดี ซึ่งผมได้เห็นด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือทั้ง 16 เล่มในปีนี้ และดังนั้น เราควรจะอ่านหนังสือให้เยอะ เพราะการอ่านหมายถึงการได้เพิ่มความรู้ให้ตัวเองเรื่อย ๆ

    ในเรื่องการอ่าน ผมชอบข้อคิด 4 ข้อนี้จาก The Almanack of Naval Ravikant:

    1. How to start reading: สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน ให้เริ่มอ่านจากสิ่งที่ตัวเองชอบ และอ่านจนกว่าจะชอบการอ่าน
    2. Be selective: เลือกอ่านในสิ่งที่ดี เพราะเราคือสิ่งที่เราอ่าน
    3. Start with basics: อ่านหนังสือที่ปูความคิดพื้นฐาน (เช่น เลขคณิต ฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์) เพราะต่อยอดให้เราทำความเข้าใจความที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
    4. Completion not required: ไม่จำเป็นต้องอ่านจบทั้งเล่ม เมื่ออ่านแล้วได้ความรู้ใหม่ ๆ เราสามารถสลับไปอ่านเล่มอื่นต่อได้

    และ 3 เทคนิคการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพจาก Limitless Expanded Edition:

    1. No verbalisation: งดอ่านออกเสียงในหัว เพราะการออกเสียงจะทำให้เราอ่านได้ช้าลง
    2. Trace the passage: ใช้นิ้วไล่ตามข้อความที่อ่าน เพื่อช่วยให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่กำลังอ่าน
    3. Lumping: ฝึกอ่านหลาย ๆ คำพร้อมกัน เพื่อทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้น

    .

    🖋️ Lesson #11. Write

    Writing helps you learn faster, generate insights, and deepen your ideas. — João Batalheiro Ferreira in Writing Is Not Magic, It’s Design

    การเขียนไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือช่วยคิดอีกด้วย

    การคิดและการเขียนเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกในบางครั้ง เพราะถ้าเราจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดเรียบเรียงให้ดีขึ้น แต่ในบางครั้ง เราจะคิดได้ดีก็ต่อเมื่อเราเขียนออกมาและได้เห็นความคิดของตัวเอง

    เมื่อเป็นแบบนี้ การเขียนก็เป็นเหมือน extension ของการคิด และยิ่งเราเขียน เราก็จะยิ่งได้ฝึกพัฒนาความคิดของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

    .

    🦆 Lesson #12. Generalist

    Imagine yourself with a magic lamp … This genie only has two options … Option 1: You can be a genius—a world-class genius. Option 2: You can get to “Doable Greatness.” You can be 7/10 in six, seven, or maybe ten different areas of your life … Genius would give you one option. — Sean D’Souza in Suddenly Talented

    เราควรจะทำตัวให้เป็น generalist ที่อาจจะไม่เก่งสุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ทำได้หลายอย่าง มากกว่า specialist ที่เก่งด้านใดเก่งหนึ่ง

    ข้อดีของการเป็น generalist มีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน ได้แก่:

    1. Adaptive: ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ่อยและไม่รู้ว่าทักษะไหนจะเป็นที่ต้องการในวันพรุ่งนี้ การมีทักษะหลาย ๆ อย่าง มากกว่าการเก่งด้านเดียว จะช่วยให้เราอยู่รอดได้มากกว่า
    2. Skill stacking: เราสามารถผสมความสามารถหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ถ้าเรามีความรู้ software engineering เราอาจจะออกแบบ software เป็นอย่างเดียว แต่ถ้าเรามีความรู้ software engineering + UX design + marketing เราจะสามารถออกแบบ software ที่คนอยากใช้และเป็นที่ต้องการของตลาดได้

    การจะเป็น generalist ได้ เราแค่ต้องการพัฒนาทักษะให้ได้ 70–80% ซึ่งในระดับนี้ หลายคนก็อาจมองว่า เราเป็น talent ทั้ง ๆ ที่เราแค่ทำได้ดี (แต่ดีกว่าคนทั่วไป) เท่านั้น

    .

    😖 Lesson #13. Fail

    The reason why we struggle to get skilled isn’t because we keep making mistakes. Instead, the opposite is true: We don’t make enough mistakes. — Sean D’Souza in Suddenly Talented

    หลาย ๆ อย่าง เราเรียนรู้แต่หนังสือหรือห้องเรียนไม่ได้ แต่ได้จากลงมือทำและเรียนรู้ความผิดพลาด

    ในบางครั้ง ถ้าเรายังผิดพลาดน้อย แสดงว่าเรายังเรียนรู้ไม่พอ

    เราควรจะเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น

    เราสามารถเรียนรู้ได้จากความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่น


    ⚒️ Group #4. Business & Work

    กลุ่มสุดท้ายมีอยู่ 4 ข้อคิดซึ่งเกี่ยวกับการทำธุรกิจและการทำงาน:

    1. Business should be fun
    2. Marketing is about relationship
    3. Self as a product
    4. Money as a life goal

    .

    👔 Lesson #14. Business Should Be Fun

    To me, creating businesses is play. I create businesses because it’s fun. — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    ถ้าทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดหรือน่าเบื่อ

    นอกจากจะทำธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาและส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้กับโลก ธุรกิจควรเป็นพื้นที่ให้เราได้เล่น ได้ทดลอง ได้เรียนรู้ เป็นพื้นที่ให้เราได้เติบโต

    .

    🛒 Lesson #15. Marketing Is About Relationship

    The key to marketing—and sales for that matter—is to invite the customer on a journey at the pace of a natural, healthy relationship. — Donald Miller in Marketing Made Simple

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียน marketing มาก่อนจนกระทั่งได้อ่านหนังสือ marketing อย่าง Marketing Made Simple และ How to Grow Your Small Business

    ก่อนอ่านหนังสือ ผมมองว่า marketing เป็นการออกแบบกลยุทธ์จูงใจให้คนซื้อของ ซึ่งดูเป็นเรื่องซับซ้อน

    แต่จริง ๆ แล้ว แก่นหลักของ marketing คือ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าแล้ว การซื้อของก็จะเป็นผลพลอยได้ตามมาเอง

    .

    🛍️ Lesson #16. Self as a Product

    Value-driven professionals see themselves as an economic product on the open market … — Donald Miller in Business Made Simple

    และ

    Productize yourself — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    Asset ที่มีค่ามากที่สุด ไม่ใช่ทองหรือหุ้นที่เรามี แต่คือตัวเราเอง เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีความรู้ความสามารถ หรือความเป็นตัวตนของเรา

    เราควรจะมองตัวเองเป็นเหมือน product ที่วางขายในตลาด นั่นคือ:

    1. Develop yourself: เราควรจะดูแลตัวเองให้ดี และคอยพัฒนาตัวเองให้ทันกับความต้องการของโลก เหมือนกับ product ที่มีการอัปเกรดใหม่ทุกปี
    2. Make yourself known: ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก เพราะไม่ว่า product จะดีขนาดไหน ก็อาจไม่มีคนซื้อถ้าไม่มีใครรู้จัก
    3. Deliver value: พยายามส่งมอบคุณค่าที่เกิดความคาดหมายให้กับคนอื่น เพื่อให้คนอื่นเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเรา

    .

    💰 Lesson #17. Money as a Life Goal

    Money buys you freedom in the material world. It’s not going to make you happy … — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    เงินเป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางความสุขได้ เช่น แก้ปัญหาหนี้สิน หรือปัญหาปากท้องให้กับเรา แต่ไม่สามารถซื้อความสุขให้กับเราได้

    เงินอาจไม่ใช่เป้าหมายปลายทางที่เรามองหา จริงอยู่ว่าเราอาจต้องการเงิน แต่เมื่อเราได้มาแล้ว เราอาจจะพบว่า ชีวิตยังขาดบางอย่างไป เราจะต้องหาให้เจอว่าสิ่งที่เรามองหาจริง ๆ แล้วคืออะไร


    💪 Summary

    ในบทความนี้ ผมสรุป 17 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ 16 เล่มที่อ่านในปีนี้:

    Group #1. Life & death:

    1. Freedom: อิสระในการเลือกมีอยู่ในตัวเรา และเราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้
    2. Should vs want: เราควรจะ balance สิ่งที่คนอื่นคาดหวังกับสิ่งที่เราอยากทำ
    3. Time: เวลามีค่ามากกว่าเงิน และเราควรใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุด
    4. Limited f*ck to give: เราควรจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญ และป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่สำคัญเข้ามาแย่งเวลาของเราไป
    5. Death: ใช้ปลายทางของชีวิตเพื่อช่วยเราหาความหมายในชีวิต

    Group #2. Start:

    1. Limiting belief: บางครั้ง สิ่งเดียวที่ขวางกันเรากับความฝัน คือ ความเชื่อ
    2. Act: ถ้าอยากทำอะไร แค่ต้องเริ่มลงมือทำ
    3. One thing: ทำแค่ 1 สิ่งที่ตอบโจทย์ ไม่ต้องทำทุกอย่าง
    4. Eliminate: say no กับสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ และ say yes กับสิ่งที่ใช่

    Group #3. Upgrade:

    1. Read: อ่านให้เยอะ เลือกสิ่งที่อ่านให้ดี
    2. Write: ฝึกการคิดด้วยการเขียน
    3. Generalist: เป็นคนเก่งหลายด้านดีกว่าเก่งแค่ด้านเดียว
    4. Fail: เรียนรู้จากความผิดพลาด

    Group #4. Business and work:

    1. Business should be fun: ธุรกิจควรเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้และเติบโตของเรา
    2. Marketing is about relationship: แก่นของ marketing เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ไม่ใช่การขายของ
    3. Self as a product: มองตัวเองให้เป็น product ที่วางขายบนตลาด—ค่อยพัฒนาตัวเอง ทำตัวให้เป็นที่รู้จัก และส่งมอบคุณค่าเกินความคาดหมายให้กับโลก
    4. Money as a life goal: เงินอาจไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตอย่างที่เราคิด

    😂 Too Long; Didn’t Read

    สำหรับคนที่ชอบอ่านสรุปหนังสือ สามารถอ่านสรุปหนังสือได้ตาม links ด้านล่าง: