หนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry เป็นหนังสือสอนการเจรจา ซึ่งไม่ได้ใช้กับนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังใช้กับคนทั่วไปอีกด้วย
ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 32 ข้อคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นเป็นักเจรจามืออาชีพ จากบทนำและ Part I. Manage Yourself ของหนังสือ
โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 6 กลุ่มดังนี้:
- Introduction: ความสำคัญของการเจรจา
- How to Start: การเริ่มต้นเป็นนักเจรจาที่ดี
- Approaches: ประเภทการเจรจา
- Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument: วิธีเลือกแนวทางในการเจรจา
- Strategies for Successful Negotiation: วิธีการในการเจรจาที่ดี
- Pro Tips: เทคนิคเพิ่มเติมในการเจรจา
ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย

- 🏁 Group 1. Introduction
- 🔥 Group 2. How to Start
- 🧭 Group 3. Approaches
- 🤔 Group 4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
- Group 5. Strategies for Successful Negotiation
- 🍜 Group 6. Pro Tips
🏁 Group 1. Introduction
ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มแรกพูดถึงความสำคัญของการเจรจา ดังนี้:
- Negotiation is everywhere
- See yourself as a negotiator
- Five characteristics of a professional negotiator
.
ข้อ 1. Negotiation is everywhere
การเจรจาไม่ได้เกิดขึ้นในที่ทำงานอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอีกด้วย
เช่น:
- กล่อมลูกที่ตื่นจากฝันร้ายให้กลับไปนอน
- ชวนแฟนที่ชอบอยู่บ้านให้ไปออกกำลังกายด้วยกัน
- ชวนเพื่อนมาแชร์ Spotify
.
ข้อ 2. See yourself as a negotiator
ไม่ว่าการเจรจาจะเป็นส่วนหนึ่งของ job description ของเราหรือไม่ เราควรมองตัวเองเป็นนักเจรจา เพราะไม่อย่างนั้น เราจะพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป เช่น:
- ไม่ได้ของราคาถูก
- ไม่ได้เงินเดือนที่เราต้องการ
- ไม่ได้ใช้เวลาอย่างที่ต้องการ
เพราะเราไม่มี mindset ที่เหมาะสมเมื่อโอกาสมาถึง
.
ข้อ 3. Five characteristics of a professional negotiator
ลักษณะของนักเจรจาที่ดีมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่:
- มี self-awareness และรู้จักจัดการตัวเอง
- รู้ว่า เมื่อไรจะให้ความร่วมมือ (cooperate) และเมื่อไรจะสู้ (compete)
- รู้ว่า first move คือ move ที่สำคัญที่สุด
- รู้จักแก้ปัญหาด้วย empathy และ creativity
- รู้ว่า จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ยังไง
.
🔥 Group 2. How to Start
ข้อคิด 8 ข้อในกลุ่ม 2 ให้แนวทางในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี ดังนี้:
- Negotiation starts with yourself
- Find your why
- The five guiding questions
- Do the hard thing
- Uncertainty is certain
- Check your assumption
- Deception not required
- Do not commit fraud
.
ข้อ 4. Negotiation starts with yourself
การเจรจาที่ดีเริ่มจากตัวเราเอง
.
ข้อ 5. Find your why
ในการเจรจาแต่ละครั้ง เราจะต้องหา why หรือสิ่งที่เราต้องการ ให้เจอ เพื่อเป็นเข็มทิศในการเจรจาให้กับตัวเราเอง
.
ข้อ 6. The five guiding questions
นอกจากนี้ เราจะต้องตอบคำถามทั้ง 5 ข้อให้ได้:
- เรากำลังเจรจากับใคร?
- เรากำลังเจรจาเกี่ยวกับเรื่องอะไร?
- เราต้องการอะไร?
- อีกฝ่ายต้องการอะไร?
- อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เราทำข้อตกลงได้?
.
ข้อ 7. Do the hard thing
เพื่อเจรจาได้สำเร็จ เราจะต้องยอมทำสิ่งที่อยู่นอก comfort zone หรือรู้สึกยากสำหรับเรา
เช่น เราเป็นคนไม่ชอบขัดใจคนอื่น แต่เมื่ออีกฝ่ายเจรจาแบบ competitive เราจะต้องปรับการสื่อสารให้ assertive มากขึ้น แม้ว่าจะไม่ใช่การสื่อสารแบบที่เราถนัด เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเสียเปรียบและไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ
.
ข้อ 8. Uncertainty is certain
การเจรจามีความไม่แน่นอน ด้วยเหตุผลหลัก 2 ข้อ:
- Incomplete information: ข้อมูลไม่ครบถ้วน
- Deception: การหลอกลวงที่ทำให้ข้อมูลถูกปิดบัง
.
ข้อ 9. Check your assumption
เราจัดการกับความไม่แน่นอนได้ด้วยการเช็กข้อมูลและความเชื่อของตัวเอง ผ่านคำถาม 4 ข้อนี้:
- Assumption ของเราคืออะไร?
- อะไรเป็นฐานคิดของ assumption นั้น?
- Assumption นี้สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือเป็นแค่สิ่งที่เราหวังว่าจะเป็นจริง?
- Key information ที่เราใช้ในการตัดสินใจคืออะไร และเชื่อถือได้ขนาดไหน?
.
ข้อ 10. Deception not required
แม้ว่าเราจะใช้การหลอกลวงเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการได้ แต่การเจรจาที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้การหลอกลวงเสมอไป
.
ข้อ 11. Do not commit fraud
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะต้องไม่บิดเบือนข้อมูล (fraud) ในการเจรจาเด็ดขาด
.
🧭 Group 3. Approaches
ข้อคิด 7 ข้อในกลุ่ม 3 นำเสนอประเภทการเจรจา ดังนี้:
- Two approaches to negotiation
- Know when to cooperate vs compete
- See what the other side is using
- Substance vs signal
- Never cooperate in a competitive negotiation
- Use competition to get cooperation
- Use competition wisely
.
ข้อ 12. Two approaches to negotiation
การเจรจามีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่:
- Cooperative (lover): การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน
- Competitive (fighter): การเจรจาที่มีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ
.
ข้อ 13. Know when to cooperate vs compete
การเจรจาที่ดีจะต้องเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสม นั่นคือ รู้ว่าเมื่อไรจะเป็น lover และเมื่อไรจะเป็น fighter
.
ข้อ 14. See what the other side is using
เราจะปรับวิธีการเจรจาได้ ก็ต้องรู้ก่อนว่าอีกฝ่ายใช้วิธีการไหน
.
ข้อ 15. Substance vs signal
เรารู้แนวทางที่อีกฝ่ายใช้ได้จากการสังเกต substance และ signal:
- Substance: สิ่งที่แลกเปลี่ยนกันในการเจรจา (เช่น เงิน ส่วนลด สินค้า ของแถม)
- Signal: ความหมายหรือแรงจูงใจเบื้องหลัง substance
เช่น:
- อีกฝ่ายเปิดการเจรจาด้วยการเสนอราคาสูงจนน่าตกใจ (substance) แสดงว่าอีกฝ่ายต้องการให้เราจ่ายเงินเยอะ (signal) ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายกำลังเจรจาแบบ competitive
- อีกฝ่ายเสนอราคาเป็นกันเอง พร้อมบอกว่าลดราคาได้อีก (substance) แสดงว่าอีกฝ่ายอยากช่วยให้เราซื้อของได้ (signal) ซึ่งหมายความว่า อีกฝ่ายกำลังเจรจาแบบ cooperative
.
ข้อ 16. Don’t cooperate in a competitive negotiation
เมื่ออีกฝ่ายเจรจาแบบ competitive เราจะต้องไม่เจรจาแบบ cooperative เพราะในขณะที่เราพยายามทำให้อีกฝ่ายพอใจ อีกฝ่ายจะพยายามเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการ ทำให้เราเสียเปรียบในการเจรจา และเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด
.
ข้อ 17. Use competition to get cooperation
ในบางครั้ง เราจะต้องเจรจาแบบ competitive เพื่อบังคับให้อีกฝ่าย cooperative กับเรา
.
ข้อ 18. Use competition wisely
เราควรเลือกเจรจาแบบ competitive อย่างเหมาะสม เพราะการเจรจาแบบนี้สามารถทำลาย trust และปิดการเจรจาลงโดยไม่มีข้อตกลงได้
.
🤔 Group 4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
ข้อคิด 6 ข้อในกลุ่ม 4 นำเสนอวิธีเลือกแนวทางในการเจรจา:
- Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
- Avoid
- Accommodate
- Compete
- Compromise
- Collaborate
.
ข้อ 19. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument เป็นเครื่องมือในการเลือกแนวทางการเจรจา ซึ่งชวนให้เราพิจารณา 2 แกนหลักดังนี้:
- Issue: ความสำคัญของหัวข้อในการเจรจา
- Relationship: ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอีกฝ่าย
โดยทั้ง 2 แกนผสมกันได้ 5 วิธีการดังรูป:
.
ข้อ 20. Avoid
แนวทางที่ 1: หลีกเลี่ยงการเจรจา เมื่อ issue และ relationship มีความสำคัญน้อย
เช่น คนแปลกหน้าขอให้ช่วย comment วิดีโอบน TikTok แต่เราไม่ได้เล่น TikTok
เราควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยนี้ เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับ TikTok (issue) และคนขอไม่ได้คนที่เรารู้จัก (relationship)
.
ข้อ 21. Accommodate
แนวทางที่ 2: ยอมทำตาม เมื่อ issue มีความสำคัญน้อย แต่อีกฝ่ายเป็นคนสำคัญกับเรา
เช่น แฟนชวนดูหนังโรแมนติก แต่เราชอบดูหนังไซไฟ
เราจะยอมไปดูหนังที่แฟนเลือก เพราะหนังที่ดู (issue) ไม่ได้สำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟน (relationship)
.
ข้อ 22. Compete
แนวทางที่ 3: ต่อสู้ เมื่อ issue มีความสำคัญมาก และ relationship มีความสำคัญน้อย
เช่น การต่อราคาซื้อรถมือสอง เพราะราคารถ (issue) มีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับร้านขายรถมือสอง (relationship)
.
ข้อ 23. Compromise
แนวทางที่ 4: พบกันครึ่งทาง เมื่อทั้ง issue และ relationship มีความสำคัญปานกลาง
เช่น เพื่อนชวนไปเที่ยวทะเล แต่เราชอบไปเดินเขา
เราอาจจะต่อรองกับเพื่อนให้ไปเที่ยวทะเล 1 วัน และเดินเขา 1 วัน เพราะทั้งเพื่อน (relationship) และที่เที่ยว (issue) มีความสำคัญพอ ๆ กัน
.
ข้อ 24. Collaborate
แนวทางที่ 5: หาทางออกร่วมกัน เมื่อทั้ง issue และ relationship มีความสำคัญมาก
เช่น แฟนอยากแต่งงานเร็ว ๆ
ทั้งการแต่งงาน (issue) และแฟน (relationship) เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น เราต้องนั่งคุยกับแฟนเพื่อหาทางออกร่วมกัน
.
Group 5. Strategies for Successful Negotiation
ข้อคิด 5 ข้อในกลุ่ม 5 แนะนำวิธีการที่นำไปสู่การเจรจาที่ดี ดังนี้:
- Prisoner’s Dilemma
- Start with cooperation
- Respond in kind
- Forgive
- Be clear
.
ข้อ 25. Prisoner’s Dilemma
Prisoner’s Dilemma เป็นเกมจำลองการตัดสินใจ และช่วยให้เราศึกษาวิธีการเจรจาที่ดีได้
ในเกม ผู้เล่น 2 คนถูกตำรวจจับ และแต่ละคนมี 2 ตัวเลือกที่สะท้อนประเภทการเจรจาดังนี้:
- Cooperate (cooperative): ปิดปากเงียบ ไม่คุยกับตำรวจ
- Defect (competitive): สารภาพและโยนความผิดให้กับผู้เล่นอีกคน
ผู้เล่นจะต้องตัดสินใจโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร และผลลัพธ์ของเกมขึ้นอยู่กับกรตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายดังนี้:
| Player A & B | B cooperates | B defects |
|---|---|---|
| A cooperates | 1, 1 | 10, 0 |
| A defects | 0, 10 | 5, 5 |
จากตาราง จะเห็นว่า:
- ถ้าทุกคนปิดปากเงียบ จะติดคุกกันแค่คนละ 1 ปี (รวมกัน 2 ปี)
- ถ้ามีคนหนึ่งสารภาพ และอีกคนเงียบ คนสารภาพจะเป็นอิสระ และอีกคนจะติดคุก 10 ปี (ผลรวม 10 ปี)
- ถ้าทั้งคู่สารภาพ จะติดคุกคนละ 5 ปี (รวมกัน 10 ปี)
และจะเห็นได้ว่า:
- ตัวเลือกที่ดีกับทุกฝ่าย คือ ปิดปากเงียบ เพราะถ้าอีกฝ่ายเงียบเหมือนกัน เราก็จะติดคุกร่วมกันน้อยที่สุด
- แต่การปิดปากเงียบมีความเสี่ยง เพราะถ้าอีกฝ่ายสารภาพ เราจะรับโทษเต็ม ๆ คนเดียว 10 ปี
การศึกษาการเล่น Prisoner’s Dilemma แบบหลายรอบติดกัน พบว่ามี 4 วิธีต่อไปนี้ มักให้ผลการเจรจาที่ดีที่สุด
.
ข้อ 26. Start with cooperation
เริ่มต้นเจรจาด้วยการเจรจาแบบ cooperative เพราะเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุด และช่วยให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับแบบไหน (cooperative หรือ competitive)
.
ข้อ 27. Respond in kind
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน ให้เราใช้วิธีเดียวกับที่อีกฝ่ายใช้:
- ถ้าอีกฝ่าย cooperative เราจะ cooperative ตาม เพราะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราพร้อมให้ความร่วมมือ
- ถ้าอีกฝ่าย competitive เราจะ competitive ตาม เพื่อให้รู้ว่าเราจะไม่ยอมโดนเอาเปรียบ
.
ข้อ 28. Forgive
เราควรให้อภัยเมื่ออีกฝ่าย competitive กับเรา (เราเงียบ แต่อีกฝ่ายสารภาพ) เพราะการเจรจาจะ cooperative มากขึ้น (เงียบทั้งคู่) ซึ่งจะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย
.
ข้อ 29. Be clear
เราต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า เรากำลังเจรจาแบบไหน เพราะจะช่วยสร้าง trust ในการเจรจา
.
🍜 Group 6. Pro Tips
ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มสุดท้าย แนะนำเทคนิคเพิ่มเติมในการเจรจา ดังนี้:
- Introverts might be at a disadvantage
- What to do if you are an introvert
- Share a meal
.
ข้อ 30. Introverts might be at a disadvantage
การเจรจาเป็นการพูดคุยกับคนอื่น ซึ่ง introvert อาจจะไม่เก่งเท่า extrovert และอาจเสียเปรียบในการเจรจาได้
.
ข้อ 31. What to do if you are an introvert
Introvert สามารถป้องกันตัวเองด้วยการเตรียมตัว 2 อย่าง:
- ซ้อมพูดเจรจาก่อนถึงเวลาจริง
- พูดคุย chitchat กับอีกฝ่ายก่อนเริ่มเจรจา
.
ข้อ 32. Share a meal
ถ้าอยากปิดการเจรจาให้สำเร็จ ให้ชวนอีกฝ่ายไปทานข้าวร่วมกัน
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คู่เจรจาที่ทานอาหารร่วมกัน โดยเฉพาะแชร์อาหารจานเดียวกัน มักให้ความร่วมมือและทำข้อตกลงเร็วกว่าคู่ที่ทานอาหารแยกกัน
🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:
- Website: shinoshigoto.com
- Facebook: Svaron Solution
- Instagram: @svaronsolution
- Thread: @svaronsolution

Leave a comment