เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส
หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น
โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ
พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง
Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:
- Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
- Arc 2: Mardi Himal
ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที
ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้
บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:
- Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
- Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
- Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
- Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม
บทความนี้ คือ 👉 Part 4. Beyond Journey’s End
ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน
สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 12 เลยก็ได้ 👍
- 🗺️ Quest Map
- 🧳 Preparation
- 👤 Characters
- ⏮️ Previously …
- ⏯️ Resume
- 🏔️ Day 12. Himal Light, Part 2: High Camp
- 🌆 Day 13. RE: High Camp to Pokhara
- 🎆 Day 14. New Year: Pokhara to Kathmandu
- ✈️ Day 15. Ende: Kathmandu to Bangkok
- 🙏 End Credits
- 🍩 After-Credit Scene
🗺️ Quest Map
Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 1 | Bangkok | Kathmandu | Flight |
| 2 | Kathmandu | Kathmandu | – |
| 3 | Kathmandu | Pokhara | Coach |
| 4 | Pokhara | Chhomrong | Jeep + Trekking |
| 5 | Chhomrong | Dovan | Trekking |
| 6 | Dovan | Deurali | Trekking |
| 7 | Deurali | ABC | Trekking |
| 8 | ABC | Bamboo | Trekking |
Arc 2. Mardi Himal:
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 10 | Jhinu Danda | Forest Camp | Jeep + Trekking |
| 11 | Forest Camp | High Camp | Trekking |
| 12 | High Camp | Mardi Viewpoint | Trekking |
| 13 | High Camp | Pokhara | Trekking + Jeep |
| 14 | Pokhara | Kathmandu | Coach |
| 15 | Kathmandu | Bangkok | Flight |
🧳 Preparation
ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇
👤 Characters
แนะนำตัวละครใน Quest:
.
🗿 Hero Guild: Main Party
1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)
- Class: Newbie Trekker
- Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
- Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว
2️⃣ ตรี
- Class: Veteran
- Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
- Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)
3️⃣ พี่นัน
- Class: Party Leader ✊
- Trait: คนเริ่ม Quest
- Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
- Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.
4️⃣ พี่อู๋
- Class: Endurance Tank 🛡️
- Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
- Passive: พลังลมปราณจากภายใน
.
👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
1️⃣ Arbin
- Class: Tour Master
- Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
- Language: Nepali, English, Thai
2️⃣ Ro & Anup
- Class: City Guide
- Skill: Urban Navigation
- Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
- Language: Nepali, English, Thai
3️⃣ Sona
- Class: Mountain Guide
- Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
- Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)
4️⃣ Dorji & Furlakpa
- Class: Porter (Real MVP 🏆)
- Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
- Language: Nepali, English (listening > speaking)
.
🌏 NPC
- พนักงานโรงแรม
- เจ้าของที่พัก
- คนเดินเขาคนอื่น
⏮️ Previously …
ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:
- Part 1. Perfect Preparation
- Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp
- Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail
⏯️ Resume
0%Initialising world map ...30%Spawning players at Viewpoint ...90%Loading Himalayan landscape ...
🏔️ Day 12. Himal Light, Part 2: High Camp
.
🚠 Part I. Descend
== Daily Quest ==[/] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)[ ] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)
ผมหันหลังมอง Viewpoint เป็นครั้งสุดท้าย
Annapurna หายไปจากวิวนานแล้ว ส่วน Machapucharre ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆก็กำลังจะถูกบดบังอีกครั้ง

🏔️ Altitude4,200m
ผมรู้สึกขัดแย้งกันในใจ ใจหนึ่งก็อยากอยู่ต่อ เพราะผมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไร หรือจะกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนอีกใจผมก็รู้ว่าต้องรีบลงไป เพราะยิ่งอยู่นานก็ยิ่งหนาวและยิ่งหิว และนานไปก็จะเดินลงไม่ไหว
== Player Status ==Body Temp 🔴Hunger 🔴⚠️ System Critical
Machapucharre หายไปหลังเมฆ ผมออกเดินตามคนอื่นไป
.
อย่างที่ Sona บอก หลังพระอาทิตย์ขึ้น อากาศก็มีหมอกลง ในบางจุดเรายังพอบอกเห็นวิวภูเขาข้างล่าง แต่ส่วนใหญ่ เราจะมองเห็นแค่ทางเดินข้างหน้าเท่านั้น
เราเดินลงบันไดหินที่มีราวบันไดเหล็กกันตก เดินผ่านอนุสรณ์สำหรับนักเดินเขาชาวเนเธอร์แลนด์ที่หายไป ใกล้ถึงจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกัน ผมก็สังเกตว่า Dorji ไม่อยู่ในขบวนด้วย
“ไปสูดออกซิเจน” Sona บอก
“ออกซิเจน?” ผมสงสัย
Sona ทำท่าสูบบุหรี่ แล้วก็ออกเดินต่อ
ยิ่งลงต่ำ หมอกก็ยิ่งหนาหนักขึ้น ผมพอจำเส้นทางที่เราเดินผ่านเมื่อเช้ามืดได้ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแค่ไม่กี่ชั่วโมง

เพราะเส้นทางเป็นทางขาลง ทำให้ผมไปได้ช้ากว่าคนอื่น เพราะอาการเจ็บเข่าขวาจากการเดินขึ้นลงมากกว่าปกติ
== Player Status ==⚠️ Right Knee Injury
และยิ่งเดินก็ยิ่งหิว เพราะ masala tea ชาดำ และแครเกอร์ 1 ชิ้นที่ผมกินบน Viewpoint ไม่ช่วยให้หายหิวได้เลย
Dorji ที่อยู่ปิดท้ายขบวนเปิดเพลงฟังมาตลอดทาง ระหว่างก้าวลงบันไดหินอย่างช้า ๆ ผมก็ตั้งใจฟังเนื้อเพลงภาษาเนปาล แม้จะไม่รู้เรื่อง แต่ก็รู้สึกว่าเคยได้ยินเพลงนี้มาแล้ว พอเดินต่อไปอีกสักพัก ก็เพิ่งรู้ว่า Dorji เล่นเพลงซ้ำ
.

ผมไม่รู้ว่านานเท่าไร แต่แล้วเราก็มาถึง tea house แห่งหนึ่งที่เราหยุดพักตอนขาขึ้น ตอนนั้นผมถาม Sona ถึง Milky Way ตอนนี้ บนท้องฟ้าไม่มีอะไรนอกจากหมอกสีขาวขุ่น
แม้อากาศจะเย็น แต่หิมะบนทางเดินละลายจนพื้นกลายเป็นโคลน ผมพยายามเดินหลบ แต่ในบางจุด ผมก็เหนื่อยเกินกว่าจะเดินเลี่ยงไปบนไหล่ทาง ปล่อยให้รองเท้ากันน้ำทำหน้าที่ของมัน
ผ่านอีก tea house หนึ่ง เราก็เจอกลุ่มคนไทยที่เจอกันเมื่อวานระหว่างทางขึ้นมา High Camp
“วันนี้ไปไหนกันคะ?” คนหนึ่งถาม
“วันนี้อยู่ High Camp กันค่ะ” ตรีตอบ
“โชคดีครับ” ผมพูด แล้วเราก็ผ่าน tea house นั้นมา
.
⛺️ Part II. High Camp
🎉 Daily Quest Complete[/] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)[/] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)🏔️ Altitude3,550m
ในที่สุด เราก็มาถึงที่พัก ทุกคนถอด crampons ทิ้งไว้หน้าห้อง รอให้หายเปียกจากหิมะแล้วค่อยเก็บไปในห้อง ผมเลือกถอดรองเท้าที่ยังติด crampons ไว้เลย เพราะตั้งใจจะใส่รองเท้าแตะแทน
เป็นวันแรกที่เราจะได้หยุดพักหลังจากเดินทุกวันติดต่อกันมาเกือบ 10 วัน ตามแผนเดิม วันนี้เราจะต้องเดินไปพักที่ Low Camp แต่เราเลือกที่จะอยู่ High Camp ต่อ แล้วค่อยเดินยาวลงจากเขาทีเดียวในวันพรุ่งนี้ เราหวังว่าการได้หยุดพักสักวันอาจจะทำให้เรามีแรงเดินมากขึ้น
พี่นันนั่งห่อผ้านวมอยู่ในห้องอาหารอยู่แล้ว พร้อม ๆ กับแขกที่พัก ไกด์ และ porter คนอื่น ๆ อุณหภูมิในห้องแทบไม่ต่างจากข้างนอก และไม่ว่าผมจะใส่เสื้อหนาขนาดไหนก็ยังรู้สึกหนาวไม่หาย พอนั่งลงได้ก็รีบเอาผ้านวมมาห่ม ก็ช่วยให้หายหนาวได้เล็กน้อย
== Player Status ==Body Temp 🟡
.
ไม่แปลกใจที่ผมจะหิวมาก เพราะกว่าจะกลับมาถึงก็ใกล้เที่ยงแล้ว และอาหารมาก็เที่ยงพอดี หมอกที่ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไรแล้ว

หลังอาหาร Sona ก็เดินมาทักให้ผมจ่ายเงินค่าอาหารมื้อก่อน ๆ ที่ Sona ออกให้ก่อน
“เดี๋ยวจ่ายเลย” ผมตอบ
แล้วก็เอาบิลมากลาง นับเงินวางตามบิล เพื่อให้แน่ใจว่าจ่ายครบ ไม่ขาดไม่เกิน เพราะจำนวนเงินที่เยอะ ทำให้รู้สึกเหมือนคนรวยทีเดียว 😂

.
“ห้ามหลับนะ” Sona บอก เพราะถ้าเรานอนระหว่างวัน เราจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน และอีกอย่าง เราจะปวดหัวด้วย
แม้จะมีคนเยอะในห้องอาหาร แต่ก็ไม่ช่วยให้ข้างในอุ่นขึ้นเลย เรายังคงต้องใส่เสื้อหนาวหลายชั้น และห่มผ้าห่มตลอดเวลา
ผมกับพี่อู๋นั่งอ่านหนังสือ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นพี่นันคลุมโปง และ Sona หลับไปแล้ว

.
ระหว่างวัน เราทำความรู้จักกลุ่มนักเดินเขาที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งมี Teddy จากฮ่องกงและ Edith และชายที่ไม่บอกชื่อจากฝรั่งเศส
Teddy เล่าว่า เคยมาเดินเขาที่เนปาล ตอนมาทัศนศึกษากับโรงเรียนเมื่อ 20 ปีก่อน และเป็นคนเดียวที่รอดจากอาหารเป็นพิษได้ เพราะเป็นคนเอเชียคนเดียวในกลุ่ม
“แล้วยูจ่ายเงินไปเท่าไร?” Edith ถาม
“25,000 ยูโร”
ทุกคนตกใจ
“ปกติ ผมมักจะทำอะไรก่อนแล้วค่อยบอกพ่อแม่”
“แต่ 25,000 เป็นอะไรที่บอกทีหลังยากนะ” Edith พูด

พอพูดถึงออสเตรเลีย (พี่นันเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่น) Edith เล่าว่า มีครอบครัวอยู่ในออสเตรเลีย และครั้งแรกที่ไปถึงก็ culture shock เพราะเห็นคน Aboriginal นอนติดยาอยู่ตามถนนโดยไม่มีใครสนใจใยดี
Porter รวมกลุ่มกันเล่นไพ่ สักพักก็ได้ยินเสียงกรน มองไปก็เห็น Dorji หลับอยู่มุมวงไพ่
“ถ้าผมนอนก่อน ก็ไม่มีปัญหา” Sona บอก “แต่ถ้า Dorji นอนก่อน ก็ยากหน่อย”
ในช่วงบ่าย คนไทยอีกกลุ่มที่มากับ Heaven on Nepal ก็มาถึงที่พักของเรา Sona แนะนำให้รู้จักกับ guide ของกลุ่ม ชื่อ Nam
Sona บอกว่า กลุ่มคนไทยเดินมาถึงช้ากว่าที่กำหนด
“ความเร็วนี้คือจังหวะคนไทยแล้ว” พี่นันบอก
.
🍲 Part III. Last Supper
ตอนเย็น กินข้าวเสร็จ ผมก็รีบกลับมาจัดกระเป๋า ผมอยากจะลงจากเขาเร็ว ๆ เพราะอาการป่วยผมมีแต่จะแย่ลง ผมมีน้ำมูกมากขึ้นและข้นขึ้น และอาการไอถี่ขึ้น อากาศหนาวและแห้งบน High Camp แทบไม่จะไม่ช่วยอะไรผมเลย

ก่อนเข้านอน เราสั่งน้ำร้อนกระติกใหญ่มาแชร์กัน เพราะพี่นันและพี่อู๋เริ่มมีอาการแบบเดียวกับผม ตอนแรก พี่นันกินน้ำไม่ค่อยลง เพราะเป็นน้ำจากหิมะที่ใส่เก็บไว้ในถังน้ำ เอามาต้มด้วยไม้ฟืน ทำให้มีกลิ่นไม่แปลก ๆ (ผมไม่ได้กลิ่นอะไร เพราะจมูกปิดไปแล้ว)
.
ตอนเข้านอน ผมพยายามทำตัวให้อุ่นที่สุด เพราะนอนข้างหน้าต่างด้วย แต่ผมก็ยังตื่นมากลางดึก เพราะนอนไม่ค่อยสบาย และต้องลุกมาเข้าห้องน้ำ
น้ำสำหรับห้องน้ำก็เหมือนกับน้ำต้ม ก็คือหิมะที่ตักใส่แท็งค์น้ำ รอให้ละลาย น้ำเย็นเฉียบทุกสัมผัส
ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง ผมออกมายืนดูดาวอีกครั้ง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว แต่ไม่เห็นแถบสีขาวที่ผมมองหา ผมเดินกลับไปเข้าในห้อง จิบน้ำร้อนที่อยู่ในกระติก แล้วก็หลับไป
20%Saving progress under the starry sky ...60%Locating nearest Hot Shower waypoint ...99%Loading Low Earth biome ...
🌆 Day 13. RE: High Camp to Pokhara
.
🥾 Part I. High Plane
== Daily Quest ==[ ] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)[ ] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)
อากาศเช้าสดใส มองเห็น Machapucharre และเทือกเขารอบด้านได้ชัดเจน

Dorji และ Furlakpa ตื่นแล้ว ทั้งคู่ปีนเนินฝั่งตรงข้ามที่พักท ซึ่งมีแผงโซลาเซลล์เพื่อดูวิวจากมุมสูง
“อรุณสวัสดิ์” Sona ทักเมื่อผมไปล้างหน้าที่อ่างน้ำ น้ำบนนี้ต้องใช้น้ำที่ละลายจากหิมะ เพราะน้ำประปาไม่ได้มีให้ใช้ทั้งปี ตอนนี้น้ำในแท็งก์น้ำก็ลดลงไประดับหนึ่งแล้ว เวลาทักต้องทักจากปากแท็งก์ด้านบน ผมสงสัยว่าคนที่แขนสั้นจะทักน้ำกันได้ถึงไหม
“วิวสวยมาก” ผมพูด “น่าขึ้นไปบนนั้น” ผมหมายถึงเนินที่ Dorji กับ Furlakpa ปีนขึ้นไปก่อนหน้านี้
“จะลองไปก็ได้” Sona พูด
ตอนแรกผมนึกว่า Sona จะห้าม เพราะทางขึ้นดูชัน แม้ว่า Dorji กับ Furlakpa จะปีนเหมือนเป็นทางราบก็ตาม
“ผมว่าไม่ดีกว่า” ผมตอบ

.
“พร้อมมั้ย?” Sona ถาม
ทุกคนพนักหน้า พี่นันยกนิ้วโอเค ไม่มีเสียงพูด เพราะติดหวัดจากผมแล้ว
🥇 Achievement UnlockedPatient Zero
“ไป ไป”
วันนี้ อากาศแจ่มใส เราเดินผ่านป่าที่ขามาเป็นปกคลุมด้วยหิมะ ซึ่งตอนนี้ละลายไปเยอะ ทำให้เดินได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่ง crampons


พอพ้นป่าและขึ้นมาบนเนินเขา เราก็มองเห็นวิวรอบตัวได้ชัดเจน ทั้ง Annapurna และ Machapucharre

Sona ชี้ไปที่ภูเขาด้านขวา
“เส้นที่เราเพิ่งไปเดินกันมา”
ต่ำลงไปด้านล่าง จะเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ
“Sinuwa” Sona บอก ไล่นิ้วขึ้นมา “Chhromrong”
ทุกอย่างดูเล็กไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าเราจะขึ้นกันมาสูงขนาดนี้
และวันนี้ เราจะต้องเดินลงไปจนสุดเขา

.
ระหว่างทาง เราเจอกลุ่มคนไทยหลายกลุ่มเดินสวนไปอีกทาง วันนี้ที่ไทยก็เป็นวันสงกรานต์พอดี ถึงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะมาพักร้อนกันแล้ว
เรากลับมาเดินในป่าอีกครั้ง และเริ่มมีหมอกลงบาง ๆ เราหยุดพักกินข้าวกันที่ Low Camp ทุกคนทิ้ง crampons ไว้กับเจ้าของ tea house เพื่อจะส่งต่อให้กับคนไทยกลุ่มถัดไปที่จะมาถึงในวันนี้ เพราะคนไทยกลุ่มนี้ไม่ได้เตรียม crampons มาด้วย
🏔️ Altitude2,970m

แม้จะเป็น crampons ที่เพิ่งซื้อมา แต่ก็ช่วยให้เราผ่านมาได้ ทั้ง ABC และ Mardi และตอนนี้ มันก็จะทำหน้าที่ช่วยนักเดินเขาคนถัดไป
.
ยิ่งลงต่ำ อากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราค่อย ๆ ถอดเสื้อหนาวที่ใส่อยู่ออกทีละชั้นจนเหลือแค่เสื้อยืดและ HEATTECH ที่อยู่ข้างใน
ในช่วงบ่าย เรามาถึงจุดที่เป็นบันไดหินขาลง เราเพิ่งเดินแซง Dorji กับ Furlakpa ที่หยุดพักทานน้ำอยู่ที่ร้านข้างทาง
“ล่อหรือเปล่า?” ผมถาม ได้ยินเสียงกระดิ่งคุ้นหูมาแต่ไกล
“ใช่” Sona ตอบ มองย้อนขึ้นก็เห็นล่อขบวนหนึ่งกำลังเดินลงมาตามทางบันได “มาหลบทางนี้”
เราลงจากบันได มายืนอยู่บนดินลูกรังของไหล่ทาง
“มาหรือยัง?” ผมถาม ไม่เห็นวี่แววของล่อสักตัว
“อาจจะไปอีกทางแล้ว” Sona พูด
ผมสงสัยว่าล่อจะไปทางไหนได้อีก เพราะระหว่างทางก็เห็นมีบันไดขึ้นลงอยู่ทางเดียว
เรากลับขึ้นมาบนบันได เดินไปได้ 2–3 ขั้น ผมก็เห็นล่อตัวแรกปรากฏตัวบนบันไดด้านบน
“มันมาแล้ว” ผมพูด
“ทางนี้”
Sona พาเรามาหลบขาทางอีกจุดหนึ่ง ทุกคนคอยให้หัวขบวนเดินผ่านมาทางบันได แล้วก็ต้องตกใจที่ล่อตัวแรกมาโผล่หลังเรา เพราะจุดที่เราหลบอยู่ มีทางเดินที่ล่อเดินผ่านได้
“มาทางนี้”
Sona พาทุกคนข้ามบันไดไปอีกฝั่งหนึ่ง ขบวนล่อที่เหลือมาจากทางบันไดด้วย
“มาเร็ว ชิน์” พี่อู๋เรียก
“ทิ้งผมไป” ผมพูด “ไม่ทันแล้ว”
ขบวนล่อที่มาทางบันไดก็เดินตัดหน้าผม ทำให้ข้ามไปอีกฝั่งไม่ได้ ส่วนล่อที่มาตามไหล่ทางก็ยังทยอยเดินมาอยู่ เสียงกระดิ่งดังตามจังหวะการเดิน พอทุกคนไปอยู่อีกฝั่งแล้ว ทำให้ผมมีที่หลบพอตัว ที่ช่องสามเหลี่ยมก่อนที่ล่อสองขบวนมาบรรจบกัน
ขบวนล่อผ่านผมไปได้ โดยไม่ต้องก้าวข้ามตัวผม
.
== Daily Quest ==[/] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)[ ] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)
“ปกติ รถจะมารับตรงนี้” Sona บอก “แต่ข้างหน้ามีทำถนน ทำให้รถเข้ามาไม่ได้ เราเลยต้องเดินลงไปต่ำกว่าเดิม”
พ้นจากบันไดหิน ทางเดินเปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่มีก้อนหินปะปนอยู่ดินทราย ทำให้เดินได้ยากขึ้น โดยเฉพาะว่าเป็นทางลาดลงเขาอย่างต่อเนื่อง
พอใกล้ถึงจุดหมาย Dorji กับ Furlakpa ก็มารอช่วยรับกระเป๋าจากเรา เราออกจากทางลูกรังและเดินไปตามบันได้หินที่ตัดผ่านบ้านเรือนของชาวบ้าน ตรงไปถึงจุดที่รถ Jeep หลายคันจอดรออยู่
🏔️ Altitude1,700m

“รอก่อนนะ” Sona พูด “รถต้องออกทีละคัน”
พอถึงคราวรถของเรา Sona ก็เรียกให้ทุกคนขึ้นรถ แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ Pokhara
.
🏘️ Part II. Low Earth
🎉 Daily Quest Complete[/] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)[/] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)

รถมาส่งเราที่โรงแรม Hidden Kingdom เหมือนกับตอนที่เราเตรียมตัวไปเดินเขา แต่ตอนนี้ เราพิชิต ABC และ Mardi Himal มาเรียบร้อยแล้ว
Dorji และ Furlakpa ช่วยเอา duffle bag ลงจากรถมาไว้ในล็อบบี้ให้ ผม ตรี พี่อู๋ พี่นันนั่งลงที่บาร์ซึ่งอยู่ติดกับล็อบบี้ เพื่อนับเงินใส่ซองเป็นค่าทิปส์ให้กับ Sona, Dorji, และ Furlakpa ตอนแรกเราตั้งใจจะให้ก่อนขึ้นรถ แต่ด้วยความฉุกละหุกทำให้ไม่มีโอกาสจนถึงตอนนี้
Sona บอกว่า Dorji กับ Furlakpa จะแยกกับเราตรงนี้
ผมกับพี่อู๋รวมเงินไว้ในซองเดียวกันสำหรับ Dorji ส่วนพี่นันกับตรีรวมกันอีกซองสำหรับ Furlakpa และอีกซองรวมเงิของเรา 4 คนสำหรับ Sona ผมหวังว่าเราคงจะไม่ได้ให้ทิปส์น้อยไป สำหรับความเอาใจใส่ที่เราได้รับระหว่างเดินทาง

.
หลังจากเจอห้องนอนเล็ก ๆ ที่ไม่มี heater ผมดีใจที่ได้เห็นห้องนอนกว้างขวางและมีห้องน้ำในตัวของโรงแรมอีกครั้ง

ผมให้พี่อู๋อาบน้ำก่อน เพราะผมอยากจะใช้เวลาในห้องน้ำโดยไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังรออยู่
พอถึงคิว ผมก็ใช้เวลาในห้องน้ำอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่ไม่ได้อาบน้ำมา 3 วัน ไม่เคยคิดว่าน้ำร้อนจะช่วยให้สบายตัวได้ขนาดนี้มาก่อน
🥇 Achievement UnlockedDecontamination Complete
.
หลังอาบน้ำเสร็จ สิ่งเดียวที่ผมอยากจะทำคือนอน แต่ตอนออกจากห้องน้ำก็ใกล้ 5 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่นัดกับ Sona เอาไว้แล้ว
“พี่อู๋ละ?” ผมถามตอนเจอตรีหน้าห้อง
“พี่อู๋ไปกับพี่นันแล้ว”
ผมกับตรีเอากุญแจไปฝากไว้กับรีเซฟชั่น เผื่อพี่อู๋กับพี่นันจะกลับมาก่อน
Sona นั่งรอที่ล็อบบี้แล้ว
เราเดินออกจากซอยโรงแรม ก็เห็นวงดนตรีพื้นเมืองเล่นอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ริมถนน ล้อมรอบด้วยชาวเนปาลที่มามุ่งดูกัน
วันนี้เป็นวันปีใหม่ของเนปาล ในเมือง Pokhara เลยมีการฉลองกันอย่างเต็มที่ เดินไปตามถนนจะเห็นคนมาทั้งโต๊ะขายของกินเป็นช่วง ๆ และบนถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่แตกตัวดูดีกว่าปกติกำลังเดินมุ่งหน้าไปในเมืองกัน
Sona พาเราไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป้าหมายของผมคือ momo หรือเกี๊ยวแบบเนปาล ซึ่งแม้จะมีขายบนเขา แต่ Sona มักชวนให้สั่งอย่างอื่นแทน เพราะเป็นอาหารที่ใช้เวลาเตรียมนาน
Sona บอกว่า รู้จักร้านนี้จากคนไทยกลุ่มก่อน ซึ่งเสิร์จเจอจาก Google เมนูของร้านมีทั้ง momo ขนาดธรรมดา และ momo ขนาดใหญ่ ผมสั่ง momo ไซส์ใหญ่มา 1 ที่ ตรีสั่งเมนูผัดหมี่ตามที่ Sona แนะนำมาอีก 1 ที่ ส่วน Sona สั่งซุปมากินเอง 1 ที่

“ทำไมตัวเลขถึงเป็น 2083?” ผมถาม Sona ระหว่างทานอาหาร momo ใหญ่ดูเหมือนซาลาเปา แต่เนื้อเยอะใช้ได้ทีเดียว สมกับที่อดเนื้อมานาน “เป็นระบบ?”
“ปีเนปาล” Sona ตอบ
“แสดงว่า เนปาลอายุกว่า 2,000 ปีแล้วหรอ?”
“ใช่”
ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งเริ่มสังเกตว่า เนปาลมีอะไรที่เหมือนไทยเยอะ อย่างการที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม เพราะเป็นประเทศกันชนให้มหาอำนาจในอดีต ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันด้วยภาษาเดียวกัน และปฏิทินที่นับวันปีใหม่ตรงกันกับไทย
พอทานเสร็จ (เราจัดการ momo หมด แต่เหลือบะหมี่ที่มาจานใหญ่ไว้) เราก็กลับไปเดินบนถนนที่ตอนนี้มีผู้คนเดินกันอย่างขวักไขว่และจอแจ

“ปิดแล้ว” Sona บอกเมื่อเราเดินไปถึงร้านแห่งหนึ่งบนถนน
ผมตั้งใจจะหาซื้อเกลือให้กับพี่สาย ซึ่งเป็นเจ้าของไม้เดินเขาที่ช่วยให้ผมรอดจากการเดินเขามาได้ ถ้าร้านปิดแล้ว ผมน่าจะต้องซื้อที่ Kathmandu แทน
“งั้นภารกิจถัดไป” ผมพูด “หาเบียร์ให้ตรี”
ตรีรอเวลาที่จะกินเบียร์มาตั้งแต่อยู่บนเขา เรามุ่งหน้าไปที่ถนนคนเดินริมทะเลสาบที่สว่างไสวด้วยแสงไฟของเมืองที่เปิดฉลองปีใหม่กันอย่างคึกคัก ร้านนั่งดื่มที่อยู่ข้างทางมีคนอยู่เต็มเกือบทุกร้าน ยกเว้นร้านสุดท้ายที่มีลูกค้าอยู่บ้าง แต่ก็ดูเงียบเหงากว่าร้านอื่น
เราเลือกนั่งโต๊ะหน้าร้าน ผมอยากจะนั่งบนชั้นสอง แต่ไม่รู้ว่ามีโต๊ะว่างไหม และเหนื่อยเกินกว่าจะปีนบันไดขึ้นไปข้างบน
ตรีกับ Sona สั่งเบียร์มาคนละขวด ผมสั่ง Sprite ที่มาพร้อมกับหลอดหลายม้วนที่ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ

ใน LINE พี่นันส่งรูปอาหารเวียดนามมาให้ดู พร้อมกับไอติม ดูเหมือนพี่นันจะได้ยาที่พี่นันไม่แพ้แล้ว และไอติมอาจจะพอช่วยให้หายเจ็บคอได้เล็กน้อย
ผมนั่งสั่งน้ำมูกระหว่างรอให้ตรีกับ Sona กินเบียร์ให้หมด ซึ่งพนักงานร้านเดินมาเก็บไปทิ้งเป็นระยะ ๆ จนผมรู้สึกเกรงใจ ผมคิดว่าเมื่อกลับไทยแล้วจะรีบไปหาหมอในทันที เพราะน้ำมูกที่ไหลอยู่ตลอดเวลาไม่สนุกเลย
สี่ทุ่มกว่า เราก็เดินกลับโรงแรม ในเมืองยังคงคึกครื้นรื่นเริงกัน
“พรุ่งนี้ 6 โมงครึ่งนะ” Sona ย้ำก่อนแยกกัน “เราต้องรีบขึ้นรถไป Kathmandu กัน”
.
เราแยกเคาะห้องกัน พี่นันมาเปิดประตูให้ตรี
“เข้ามาก่อนมั้ย?” พี่นันถามเสียงแหบจากอาการป่วย
พี่อู๋กลับห้องไปแล้ว และผมคิดว่าพี่อู๋น่าจะหลับและไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู
“ลองโทรดู” พี่นันแนะเมื่อเข้ามาในห้องน้ำ
“ฮัลโหล” เสียงโอเปอเรเตอร์พูด ผมวางสายไป
ผมออกไปดูที่ระเบียง ไฟในห้องยังเปิดอยู่ แสดงว่าพี่อู๋น่าจะหลับไปทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่
ผมลองโทร LINE แต่ก็ไม่มีใครรับ
ผมลองเคาะประตูและกดออด 2–3 ครั้ง แต่ไม่มีใครเปิดประตูให้ ด้วยความง่วง ผมเปิดกดกริ่งติดต่อกันจนได้ยินเสียงฝีเท้าในห้อง และพี่อู๋มาเปิดประตูในที่สุด
“พี่อู๋เปิดให้แล้ว” ผมบอกพี่นันกับตรีที่อยู่อีกห้อง “ขอบคุณครับ”
“พี่หลับไป” พี่อู๋บอก
“ผมว่าแล้ว”
ผมอาบน้ำอีกครั้งก่อนจะทิ้งตัวลงนอนที่เตียงอย่างหมดแรง
15%Digesting Giant Momo ...60%Restoring 100% HP in a real bed ...90%Generating 7-hour bus ride mini-game ...
🎆 Day 14. New Year: Pokhara to Kathmandu
.
🚍 Part I. Time Jump
== Daily Quest ==[ ] Pokhara -> Kathmandu (🚎 7h)[ ] Survive Thai massage
ตอนเช้า เราไม่มีเวลาพอจะกินข้าว Sona ขอให้โรงแรมแพ็กข้าวเช้าใส่กล่องให้เราถือขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว
เราไปขึ้นรถที่ท่ารถของเมือง อาหารเช้าในกล่องไม่ต่างกับขามานัก มีกล้วย แอปเปิล ขนมปัง ไข่ และน้ำผลไม้กล่อง

ผมจัดการขนมปัง กล้วย กับน้ำผลไม้เสร็จ ก็ใส่ผ้าปิดตาและเอนหลังหลับไป
.
มีคนปลุกผมที่ที่พักรถ ซึ่งเราหยุดพักทานข้าวกลางวันครั้งที่แล้ว
“ข้าวกลางวัน” Sona บอก
ตอนนี้ยังไม่ 10 โมงดีด้วยซ้ำ
ผมสั่ง momo อีกครั้ง ส่วนพี่นันสั่งข้าวผัดไม่ใส่กระเทียมและเครื่องเทศ

“อันนี้เรียกข้าวกลางวันตรงไหน?” ผมถาม
“เขาให้กินก่อน เพราะน่าจะไม่มีที่จอดระหว่างทาง” พี่อู๋บอก
ยังทานกันไม่เสร็จ ห้องอาหารก็ถูกทิ้งร้าง เพราะผู้โดยสารอื่นขึ้นรถกันหมดแล้ว
“กินกันทันได้ยังไง?” ผมสงสัยออกมาดัง ๆ
รถเตรียมตัวจะออกสู่ถนน และคนขับบีบแตรเร่งอย่างไม่เกรงใจ ตอนที่เราไปถึงรถ
.
ผมหลับไปและตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่รถจอดให้เข้าห้องน้ำ
ตื่นมาอีกที Sona ก็บอกว่า เราต้องลงที่นี่
“ลงแล้วหรอ?” ผมถาม เพราะดูจากข้างทาง เรายังไม่ Kathmandu ดีเลย
“ตรงนี้แหละ”
รถจอดให้เราลงข้างทาง มีหญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กเล็กมาขอทานกับเรา พี่อู๋ยื่นกล่องอาหารเช้าให้ หญิงคนนั้นก็ผละจากไป
คนรถเอา duffle bag ลงจากท้ายรถก็พอดีกับรถตู้ที่จะรับเราต่อมาจอดต่อท้ายพอดี
.
🏢 Part II. Return to Civilisation
== Daily Quest ==[/] Pokhara -> Kathmandu (🚎 7h)[ ] Survive Thai massage
รถเคลื่อนอย่างช้า ๆ ไปตามถนนแคบ ๆ ของ Kathmandu หลายร้านข้างทางปิดทำการ เพราะเป็นวันปีใหม่
พอมาถึง Kantipur Village, Arbin กับ Ro และ Anup ก็รออยู่แล้ว
“เดินเขาเป็นยังไงบ้าง พี่?” Ro ถามเป็นภาษาไทย
“สนุกมาก” พี่นันตอบเสียงแหบ “แต่ก็เหนื่อยมาก ดูสภาพแต่ละคน”
“ยินดีด้วยครับ” Arbin พูด ยื่นใบประกาศให้แต่ละคน
“มีใบประกาศด้วย” พี่อู๋พูด

“ในใบมีที่อื่นด้วย” ผมพูด
“ตรงนี้ คือ จุดที่ถ้าเลี้ยวไปอีกทางที่ Chhomrong” Sona ชี้ไปที่ “Poon Hill” บนใบประกาศฯ
“ถ้าจะไปเดินที่อื่นต้องเอาใบติดตัวมาด้วย” Arbin พูด “แล้วก็อันนี้เป็นคูปองนวด” แล้วก็แจงคูปองให้คนละใบ

“ไปจองคิวที่ร้านได้” Arbin พูด “ถ้าไม่มีคิวตอนนั้นก็จองไว้ก่อนได้”
“งั้นเดี๋ยวเราไปกัน” พี่นันพูด “Sona, last photo”

เราลา Sona กันที่ล็อบบี้ หลังจากเดินทางด้วยกันมา 10 วัน ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องแบกกระเป๋าไปที่ห้องเอง โดยไม่มีไกด์นำทาง
.
🎁 Part III. New Year Bargain
หลังเก็บของบนห้องแล้ว เราเดินไปตามถนนในเมืองจนเจอตึกที่ร้านนวดตั้งอยู่ พนักงานชี้ให้เรากดลิฟต์ไปที่ชั้น 2
พนักงานต้อนรับบอกว่า มีที่ว่างแค่คิวเดียว ถ้าจะนวดพร้อมกันจะต้องกลับมาตอน 5 โมงครึ่ง เราตกลงลงนัดเอาไว้แล้วเดินกลับมาที่ร้านอาหารจีน Dongfang ที่พี่นันติดใจเนื้อแกะเสียบไม้
ระหว่างรออาหาร เราสลับกันไปดูของฝากที่ร้านใกล้ ๆ และผมขอเดินกลับโรงแรมเพื่อจะได้ใช้ห้องน้ำอย่างเป็นส่วนตัว
พอผมกลับมา อาหารก็มาพร้อมแล้ว
หลังอาหาร เราเดินไปตามร้านของฝากในละแวก ผมได้ใบชา masala tea มา ราคาห่อละ 450 NPR ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่าเป็นราคาพิเศษ เพราะเป็นวันปีใหม่
พอใกล้เวลานัดนวด เราก็มุ่งหน้าไปร้าน ระหว่างทางพี่อู๋เห็นร้านขายผ้า ก็ชวนให้ลองเข้าไปดูกัน
ข้างในร้านเล็ก ๆ มีฝรั่ง 2 คนกำลังเลือกซื้อผ้าอยู่ พี่นันบอกว่าผ้าแคชเมียร์ของที่นี่ขึ้นชื่อ และแนะให้ผมซื้อสักผืนไปฝากพี่สาย แทนเกลือเนปาล เพราะพี่นันซื้อเกลือจะไปฝากอยู่แล้ว
“อันนี้ราคาเท่าไรครับ?” ผมถามเจ้าของร้านเป็นภาษาอังกฤษ
“3,000 รูปี” เจ้าของตอบ
“แพงไป” พี่นันพูด “ไปเถอะ”
พอเรากำลังจะเดินออกจากร้าน เจ้าของก็เดินเข้ามาทัก
“เดี๋ยว ๆ” เขากระซิบ พร้อมกับยอมมือเป็นสัญญาณให้รอก่อน
“เขาให้รอ 2 คนนี้ซื้อเสร็จก่อน” พี่นันพูด
หลังจากลูกค้าฝรั่งจ่ายเงินและออกจากร้่านไป เจ้าของร้านก็หันมาทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
“บอกผมมาว่าอยากได้อะไร ผมจะให้ราคาพิเศษ เพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่”
เราต่อราคากันไปสักพัก และจากที่จะซื้อแค่ผืนเดียว ผมก็ตัดสินใจจะซื้ออีกผืนไปฝากแม่ด้วย แม้ว่าแม่บอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรไปให้ก็ตาม แต่เนื้อผ้าแคชเมียร์ที่นี่ดีเกินกว่าจะไม่ซื้อได้
ผมเลือกผ้ามา 2 แบบ แบบหนึ่งราคาแพงกว่าอีกแบบ พอหยิบไปจะจ่ายเงินแล้ว ผมก็รู้สึกว่าราคายังแพงไป พี่นันมีเงินพอให้ผมยืม แต่ผมไม่อยากจะยืมเงินมากจนเกินไป
“กลับก่อน ๆ” เจ้าของร้านเรียกเมื่อเห็นผมหยิบผ้าผืนแพงจะไปเปลี่ยนเป็นแบบที่ถูกลง “บอกผมมา คุณอยากได้ราคาเท่าไร วันนี้เป็นวันปีใหม่ ผมให้ราคาพิเศษ ราคาวันปีใหม่”
ผมนึกถึงเทคนิคการเจรจาที่ผมอ่านหนังสือมา แต่ก็นึกไม่ออกว่าควรจะตอบว่าอะไรดี
“บอกเขาไป 4,000” พี่นันพูด
“4,000” ผมตอบไป
เจ้าของร้านนิ่งไปชั่วอึดใจ แล้วก็ยิ้มกว้างออกมา
“ได้เลย” เขาพูด “4,000 ราคาปีใหม่ให้คุณไปเลย”
ผมรับเงินจากพี่นันจ่ายไป
“พี่คิดว่า จะต่อเหลือ 3,500” พี่นันพูดหลังจากเดินออกจากร้าน “ถ้าเป็นพ่อพี่คงต่อไปแล้ว แต่พี่ไม่กล้า”
“ผมก็ลืมคิดไป” ผมพูด รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ต่อราคาให้มากกว่า “ว่าเราควรจะบอกราคาต่ำกว่านี้ เผื่อเขาต่อขึ้นมา”
Note: ใครจะซื้อของที่เนปาล อย่าลืมอ่านและฝึกทักษะการเจรจาต่อรองกันไปก่อนนะครับ จะได้ไม่เป็นแบบผม 😅
.
💆 Part IV. Pain-Release Massage
พอไปถึงร้านนวด พนักงานก็พาเราแยกกันไปคนละห้อง ในห้องมีเตียงนวดอยู่ตรงกลาง และชั้นวางของอยู่ฝั่งตรงข้ามประตู

“อะไรนะครับ?” ผมถามหลังจากพนักงานพาไปที่ห้องและบอกให้ผมทำอะไรบางอย่าง ผมยังไม่คุ้นกับสำเนียงของพนักงาน แม้ว่าสำเนียงจะพูดชัดถ้อยชัดคำก็ตาม
“กางเกงใน” พนักงานพูดยื่นกางเกงในแบบใช้แล้วทิ้งให้ ซึ่งคล้ายกับแบบที่ผมใส่ขึ้นเขา
“นอนคว่ำหน้าลงค่ะ” พนักงานบอกหลังกลับเข้ามาในห้องหลังจากผมเปลี่ยนชุดเสร็จ
ผมนอนคว่ำบนเตียง พยายามขยับหน้าให้พอดีรูเปิดบนเตียง และหวังว่าขาผมจะไม่ยาวเกินเตียงนวด
“อยากให้เน้นส่วนไหนบ้างคะ?” เสียงพนักงานถาม
“ขอเป็นขากับหลังครับ” ผมตอบ
เราสามารถเลือกประเภทการนวดได้ และผมเลือกแบบนวดทั้งตัว เพราะนอกจากขาแล้ว ผมยังรู้สึกเมื้อยหลังจากการเกรงตัวเวลาหนาวอีกด้วย
พนักงานเริ่มลงมือนวด โดยไล่จากขาขึ้นมา แม้จะตัวเล็ก แต่พนักงานก็มีแรงเยอะ และรู้วิธีใช้ศอกให้เป็นประโยชน์ มีหลายจุดที่ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกเจ็บหรือจั๊กจี้ดี
พอนวดแบบคว่ำหน้าเสร็จ ก็นวดแบบหงายหน้านอน และปิดท้ายด้วยการนั่งนวด พนักงานช่วยดัดหลังจนดังกร๊อบสบายตัวหลายครั้ง
“หมดเวลานวดแล้ว” พนักงานพูด “บริการนวดเป็นยังไงบ้างคะ?”
พนักงานต้อนรับบอกว่า พนักงานที่นี่เป็นคนเนปาลล้วน แต่ทุกคนเคยฝึกวิชาจากไทยมาแล้ว
“ดีมากครับ” ผมตอบ “แรงดีมากครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
(วันต่อมา ผมรู้สึกปวดหลังจุดขึ้นมา พี่อู๋บอกว่า เพราะสูตรที่ผมเลือก คือ pain release ทำให้ความเจ็บปวดถูกปล่อยออกมา 😂)
🎉 Daily Quest Completed[/] Pokhara to Kathmandu (🚌 7–9hr)[/] Survive Thai massage
.
🥘 Part V. Thai Dinner
เราเดินกลับไปที่โรงแรม ซึ่ง Ro รอเราอยู่แล้ว
“นวดมาเป็นยังไงบ้าง พี่?”
“สบายตัวขึ้นเยอะเลย” พี่นันตอบ
ผมถึงกับแปลกใจที่ Ro บอกว่าร้านเพิ่งเปิดมาได้แค่ 1 เดือน
เราขึ้นรถตู้ที่มาจอดที่รับหน้าโรงแรม ซึ่งขับพาเราไปที่ร้านอาหารไทย Krua Thai
(พี่นันถาม Arbin แล้วว่า ขอเปลี่ยนเป็นอาหารอื่นได้ไหม แต่ Arbin บอกว่าจองไว้แล้ว)
Ro พาเราไปที่โต๊ะ ไม่นาน อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟทีละอย่างสองอย่าง ทุกเมนูมีทั้งแบบธรรมดา และแบบไม่มีกระเทียมสำหรับพี่นันโดยเฉพาะ

“คนที่นี่จะไม่ซื้อของไว้ก่อน แต่จะซื้อหลังลูกค้าสั่งอาหารแล้ว เขาจะไม่ซื้อมาเตรียมไว้ก่อน” Ro พูดเมื่อมาเช็กว่า เราเป็นยังไงกันบ้าง (Ro แยกนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง) “แล้วบางอย่างที่นี่ไม่มี ก็เลยจะหน้าตาไม่เหมือนกับที่ไทย อย่างคนที่นี่ไม่กินน้ำปลา ก็ใส่เกลือแทน”

15%Surviving massage bone adjustments ...60%Stocking Masala Tea for breakfast ...90%Adding Kathmandu morning mist ...
✈️ Day 15. Ende: Kathmandu to Bangkok
.
☕️ Part I. Morning Meal
== Daily Quest ==[ ] Explore Kathmandu[ ] Get to Bangkok (✈️ 3hr)
ตอนลงมาที่ห้องอาหาร ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเบื่อข้าวขนาดไหน หลังจากกินแต่ dal bhat มานาน
ผมเลือกหยิบแต่ไข่ เบคอน แพนเค้ก และขนมปังใส่จาน
“Masala tea ที่หนึ่งครับ” ผมบอกพนักงาน
“ได้ค่ะ”

ผมดื่ม masala tea หมดอย่างรวดเร็ว และก็เรียกพนักงานมาสั่งเพิ่มอีก ผมกินไปทั้งหมด 3 แก้วในเช้านั้น
🥇 AchievementBlood Type: Masala Tea
.
🛕 Part II. Trip Uptown
พี่อู๋ให้ผมยืมหน้ากากตอนที่เราออกเดินจากโรงแรม เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ในเมืองสูงจนน่าตกใจ
เราเดินไปตามถนนแคบ ๆ ในเมือง ผู้คนเริ่มออกมาเริ่มต้นวัน ร้านรวงทยอยเปิดกัน บางร้านยังคงหลับใหลอยู่

ระหว่างทาง เราก็เจอวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ก่อนที่เราจะไปถึงปลายทางของเรา

พอไปถึงทางเข้าวัด Taleju Bhawani ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดมรดกโลก ก็มีไกด์ชาวเนปาลเดินเข้าทัก เสนอค่านำชมสถานที่คนละหลายพัน NPR
“ไม่เป็นไร” พี่อู๋ตอบเป็นภาษาอังกฤษ “เราจะอยู่แค่ข้างนอก”

จากข้างนอก เรามองไม่เห็นอะไรมาก อยู่ได้ไม่นาน เราก็ออกเดินต่อไปตามถนน จนถึง Kaathe Swyambhu

จุดนี้มีสัญลักษณ์รูปตาที่ทำให้ผมนึกถึงตาของ Ranta

เราเดินครบ 1 รอบก็เดินกลับโรงแรมกัน
== Daily Quest ==[/] Explore Kathmandu[ ] Get to Bangkok (✈️ 3hr)
.
🛬 Part III. Hotel & Airport
พอเก็บกระเป๋าและลงมาจากห้อง Ro ก็มารอรับที่ล็อบบี้แล้ว
“พี่ไปกันก่อนเลย” Ro พูด ส่งให้เราขึ้นรถตู้ “เดี๋ยวผมตามไป”
Ro ขึ้นมอเตอร์ไซต์แยกไป ปล่อยให้เรานั่งไปในรถตู้กันเอง
.
พอรถไปถึงสนามบิน Ro ก็ยืนจองที่จอดไว้ให้แล้ว
เราขนกระเป๋าลงจากรถและขึ้นบนรถเข็น เข้าไปต่อแถวคนที่จะเข้าสู่สนามบิน
“เขาให้เข้าเฉพาะคนที่มีพาสพอร์ต” Ro บอก “ผมส่งแค่นี้นะครับ พี่”

.
ในอาคารมีผู้คนอยู่หนาแน่น เราเช็กอินแล้วก็ไปที่จุดรักษาความปลอดภัย สนามบินยอมให้เอาขวดน้ำผ่านได้โดยไม่ต้องเทน้ำทิ้ง
จอบนผนังยังไม่แสดงหมายเลขเกตที่เราต้องไปรอขึ้นเครื่อง เราหาที่นั่งและปักหลักรอจนกว่าจะถึงเวลา
.

เกือบ 3 โมง เราก็ไปต่อแถวรอขึ้น shuttle bus ที่พาเราไปที่เครื่องบินซึ่งจอดรออยู่
พอเครื่องขึ้น ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็น Kathmandu ค่อย ๆ เล็กลง ๆ เรื่อย ๆ
ร่างกายผมยังสะบักสะบอมจากการเดินเขาและอาการป่วย แต่ผมก็รู้สึกอิ่มใจ ที่อย่างน้อยผมได้ทำตามฝันตัวเองที่อยากมาเห็นเทือกเขาหิมาลัยด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต
== Player Status ==💖 Contentment
.
🎉 Daily Quest Complete[/] Explore Kathmandu[/] Get to Bangkok (✈️ 3hr)
Summary stats:
| Day | Destination | Altitude |
|---|---|---|
| 12 | High Camp | 3,550m |
| 13 | Sidhing | 1,700m |
🙏 End Credits
ขอขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบ
🍩 After-Credit Scene
🗺️ LocationHospital in Thailand📆 DateTwo days later
“ไปทำอะไรจมูกมา?” หมอถามเมื่อผมถอด mask แล้วเห็นจมูกที่ทั้งลอกจากการโดนแดดและเจออาการแห้ง และแดงจากการสั่งน้ำมูกตลอดเวลามา 7 วัน
“ผมไปเนปาลมาครับ” ผมเข้าใจว่า หมอนึกว่าผมป่วยจากการไปเล่นน้ำสงกรานต์มา
“อ๋อ” หมอพูด ส่องดูดช่องจมูกและให้ผมอ้าปากเพื่อตรวจดูลำคอ
“ไปเนปาลเป็นยังไงบ้าง?” หมอถามเมื่อกลับไปอยู่หลังโต๊ะทำงาน เพื่อกรอกข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ “หมอไม่เคยไปเอง แต่มีเพื่อนเคยไป ต้องเตรียมขนาดไหน?”
“ก็ระดับหนึ่งครับ” ผมตอบกลาง ๆ “ผมออกกำลังกายก่อนไป 2 เดือน แต่ก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน”
หมอพยักหน้า
“เดี๋ยวหมอให้ยาพ่นจมูกให้ความชุ่มชื่นในจมูก” หมอเปลี่ยนเรื่อง “แล้วก็ยาฆ่าเชื้อกินต่อเนื่องจากที่กินอยู่” (ผมมียาฆ่าเชื้อติดตัวไปด้วย และกินตั้งแต่คืนที่อยู่ Pokhara ซึ่งทำให้อาการดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่หายทั้งหมด ตอนเครื่องบินลงจอด ผมทรมานกับอากาศปวดไซนัสมาก) “ยาลดน้ำมูก แล้วก็ยาแก้ไอ ตัวนี้กินแล้วจะง่วงหน่อย”
ผมขอบคุณหมอแล้วก็ออกไปนั่งรอจ่ายเงินและรับยา ระหว่างรอ ผมก็ได้หวังว่าผมจะหายดีก่อนไปทริปหน้าในอีก 2 สัปดาห์
ครั้งนี้ เราจะไปญี่ปุ่นกัน เพราะผมยังไม่เคยเห็นซากูระเลย





























