Tag: Kathmandu

  • Part 4/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Beyond Journey’s End

    Part 4/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Beyond Journey’s End

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 4. Beyond Journey’s End

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 12 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ⏮️ Previously …
    5. ⏯️ Resume
    6. 🏔️ Day 12. Himal Light, Part 2: High Camp
      1. 🚠 Part I. Descend
      2. ⛺️ Part II. High Camp
      3. 🍲 Part III. Last Supper
    7. 🌆 Day 13. RE: High Camp to Pokhara
      1. 🥾 Part I. High Plane
      2. 🏘️ Part II. Low Earth
    8. 🎆 Day 14. New Year: Pokhara to Kathmandu
      1. 🚍 Part I. Time Jump
      2. 🏢 Part II. Return to Civilisation
      3. 🎁 Part III. New Year Bargain
      4. 💆 Part IV. Pain-Release Massage
      5. 🥘 Part V. Thai Dinner
    9. ✈️ Day 15. Ende: Kathmandu to Bangkok
      1. ☕️ Part I. Morning Meal
      2. 🛕 Part II. Trip Uptown
      3. 🛬 Part III. Hotel & Airport
    10. 🙏 End Credits
    11. 🍩 After-Credit Scene

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ⏮️ Previously …

    ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:


    ⏯️ Resume

    0%
    Initialising world map ...
    30%
    Spawning players at Viewpoint ...
    90%
    Loading Himalayan landscape ...

    🏔️ Day 12. Himal Light, Part 2: High Camp

    .

    🚠 Part I. Descend

    == Daily Quest ==
    [/] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)
    [ ] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)

    ผมหันหลังมอง Viewpoint เป็นครั้งสุดท้าย

    Annapurna หายไปจากวิวนานแล้ว ส่วน Machapucharre ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆก็กำลังจะถูกบดบังอีกครั้ง

    Machapucharre ที่เห็นจาก Viewpoint
    🏔️ Altitude
    4,200m

    ผมรู้สึกขัดแย้งกันในใจ ใจหนึ่งก็อยากอยู่ต่อ เพราะผมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไร หรือจะกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนอีกใจผมก็รู้ว่าต้องรีบลงไป เพราะยิ่งอยู่นานก็ยิ่งหนาวและยิ่งหิว และนานไปก็จะเดินลงไม่ไหว

    == Player Status ==
    Body Temp 🔴
    Hunger 🔴
    ⚠️ System Critical

    Machapucharre หายไปหลังเมฆ ผมออกเดินตามคนอื่นไป

    .

    อย่างที่ Sona บอก หลังพระอาทิตย์ขึ้น อากาศก็มีหมอกลง ในบางจุดเรายังพอบอกเห็นวิวภูเขาข้างล่าง แต่ส่วนใหญ่ เราจะมองเห็นแค่ทางเดินข้างหน้าเท่านั้น

    เราเดินลงบันไดหินที่มีราวบันไดเหล็กกันตก เดินผ่านอนุสรณ์สำหรับนักเดินเขาชาวเนเธอร์แลนด์ที่หายไป ใกล้ถึงจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกัน ผมก็สังเกตว่า Dorji ไม่อยู่ในขบวนด้วย

    “ไปสูดออกซิเจน” Sona บอก

    “ออกซิเจน?” ผมสงสัย

    Sona ทำท่าสูบบุหรี่ แล้วก็ออกเดินต่อ

    ยิ่งลงต่ำ หมอกก็ยิ่งหนาหนักขึ้น ผมพอจำเส้นทางที่เราเดินผ่านเมื่อเช้ามืดได้ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแค่ไม่กี่ชั่วโมง

    ทางเดินลงจาก Viewpoint

    เพราะเส้นทางเป็นทางขาลง ทำให้ผมไปได้ช้ากว่าคนอื่น เพราะอาการเจ็บเข่าขวาจากการเดินขึ้นลงมากกว่าปกติ

    == Player Status ==
    ⚠️ Right Knee Injury

    และยิ่งเดินก็ยิ่งหิว เพราะ masala tea ชาดำ และแครเกอร์ 1 ชิ้นที่ผมกินบน Viewpoint ไม่ช่วยให้หายหิวได้เลย

    Dorji ที่อยู่ปิดท้ายขบวนเปิดเพลงฟังมาตลอดทาง ระหว่างก้าวลงบันไดหินอย่างช้า ๆ ผมก็ตั้งใจฟังเนื้อเพลงภาษาเนปาล แม้จะไม่รู้เรื่อง แต่ก็รู้สึกว่าเคยได้ยินเพลงนี้มาแล้ว พอเดินต่อไปอีกสักพัก ก็เพิ่งรู้ว่า Dorji เล่นเพลงซ้ำ

    .

    ใกล้ถึงที่หมาย

    ผมไม่รู้ว่านานเท่าไร แต่แล้วเราก็มาถึง tea house แห่งหนึ่งที่เราหยุดพักตอนขาขึ้น ตอนนั้นผมถาม Sona ถึง Milky Way ตอนนี้ บนท้องฟ้าไม่มีอะไรนอกจากหมอกสีขาวขุ่น

    แม้อากาศจะเย็น แต่หิมะบนทางเดินละลายจนพื้นกลายเป็นโคลน ผมพยายามเดินหลบ แต่ในบางจุด ผมก็เหนื่อยเกินกว่าจะเดินเลี่ยงไปบนไหล่ทาง ปล่อยให้รองเท้ากันน้ำทำหน้าที่ของมัน

    ผ่านอีก tea house หนึ่ง เราก็เจอกลุ่มคนไทยที่เจอกันเมื่อวานระหว่างทางขึ้นมา High Camp

    “วันนี้ไปไหนกันคะ?” คนหนึ่งถาม

    “วันนี้อยู่ High Camp กันค่ะ” ตรีตอบ

    “โชคดีครับ” ผมพูด แล้วเราก็ผ่าน tea house นั้นมา

    .

    ⛺️ Part II. High Camp

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] High Camp to Mardi Viewpoint (🥾 2–3h)
    [/] Get back to High Camp (🥾 1.5–2h)
    🏔️ Altitude
    3,550m

    ในที่สุด เราก็มาถึงที่พัก ทุกคนถอด crampons ทิ้งไว้หน้าห้อง รอให้หายเปียกจากหิมะแล้วค่อยเก็บไปในห้อง ผมเลือกถอดรองเท้าที่ยังติด crampons ไว้เลย เพราะตั้งใจจะใส่รองเท้าแตะแทน

    เป็นวันแรกที่เราจะได้หยุดพักหลังจากเดินทุกวันติดต่อกันมาเกือบ 10 วัน ตามแผนเดิม วันนี้เราจะต้องเดินไปพักที่ Low Camp แต่เราเลือกที่จะอยู่ High Camp ต่อ แล้วค่อยเดินยาวลงจากเขาทีเดียวในวันพรุ่งนี้ เราหวังว่าการได้หยุดพักสักวันอาจจะทำให้เรามีแรงเดินมากขึ้น

    พี่นันนั่งห่อผ้านวมอยู่ในห้องอาหารอยู่แล้ว พร้อม ๆ กับแขกที่พัก ไกด์ และ porter คนอื่น ๆ อุณหภูมิในห้องแทบไม่ต่างจากข้างนอก และไม่ว่าผมจะใส่เสื้อหนาขนาดไหนก็ยังรู้สึกหนาวไม่หาย พอนั่งลงได้ก็รีบเอาผ้านวมมาห่ม ก็ช่วยให้หายหนาวได้เล็กน้อย

    == Player Status ==
    Body Temp 🟡

    .

    ไม่แปลกใจที่ผมจะหิวมาก เพราะกว่าจะกลับมาถึงก็ใกล้เที่ยงแล้ว และอาหารมาก็เที่ยงพอดี หมอกที่ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไรแล้ว

    Tea house ในหมอกหนา

    หลังอาหาร Sona ก็เดินมาทักให้ผมจ่ายเงินค่าอาหารมื้อก่อน ๆ ที่ Sona ออกให้ก่อน

    “เดี๋ยวจ่ายเลย” ผมตอบ

    แล้วก็เอาบิลมากลาง นับเงินวางตามบิล เพื่อให้แน่ใจว่าจ่ายครบ ไม่ขาดไม่เกิน เพราะจำนวนเงินที่เยอะ ทำให้รู้สึกเหมือนคนรวยทีเดียว 😂

    ชำระหนี้กับ Sona 😂

    .

    “ห้ามหลับนะ” Sona บอก เพราะถ้าเรานอนระหว่างวัน เราจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน และอีกอย่าง เราจะปวดหัวด้วย

    แม้จะมีคนเยอะในห้องอาหาร แต่ก็ไม่ช่วยให้ข้างในอุ่นขึ้นเลย เรายังคงต้องใส่เสื้อหนาวหลายชั้น และห่มผ้าห่มตลอดเวลา

    ผมกับพี่อู๋นั่งอ่านหนังสือ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นพี่นันคลุมโปง และ Sona หลับไปแล้ว

    พี่นันใต้ผ้าห่ม + Sona พักสายตา 😂

    .

    ระหว่างวัน เราทำความรู้จักกลุ่มนักเดินเขาที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งมี Teddy จากฮ่องกงและ Edith และชายที่ไม่บอกชื่อจากฝรั่งเศส

    Teddy เล่าว่า เคยมาเดินเขาที่เนปาล ตอนมาทัศนศึกษากับโรงเรียนเมื่อ 20 ปีก่อน และเป็นคนเดียวที่รอดจากอาหารเป็นพิษได้ เพราะเป็นคนเอเชียคนเดียวในกลุ่ม

    “แล้วยูจ่ายเงินไปเท่าไร?” Edith ถาม

    “25,000 ยูโร”

    ทุกคนตกใจ

    “ปกติ ผมมักจะทำอะไรก่อนแล้วค่อยบอกพ่อแม่”

    “แต่ 25,000 เป็นอะไรที่บอกทีหลังยากนะ” Edith พูด

    ห้องอาหารที่ High Camp

    พอพูดถึงออสเตรเลีย (พี่นันเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่น) Edith เล่าว่า มีครอบครัวอยู่ในออสเตรเลีย และครั้งแรกที่ไปถึงก็ culture shock เพราะเห็นคน Aboriginal นอนติดยาอยู่ตามถนนโดยไม่มีใครสนใจใยดี

    Porter รวมกลุ่มกันเล่นไพ่ สักพักก็ได้ยินเสียงกรน มองไปก็เห็น Dorji หลับอยู่มุมวงไพ่

    “ถ้าผมนอนก่อน ก็ไม่มีปัญหา” Sona บอก “แต่ถ้า Dorji นอนก่อน ก็ยากหน่อย”

    ในช่วงบ่าย คนไทยอีกกลุ่มที่มากับ Heaven on Nepal ก็มาถึงที่พักของเรา Sona แนะนำให้รู้จักกับ guide ของกลุ่ม ชื่อ Nam

    Sona บอกว่า กลุ่มคนไทยเดินมาถึงช้ากว่าที่กำหนด

    “ความเร็วนี้คือจังหวะคนไทยแล้ว” พี่นันบอก

    .

    🍲 Part III. Last Supper

    ตอนเย็น กินข้าวเสร็จ ผมก็รีบกลับมาจัดกระเป๋า ผมอยากจะลงจากเขาเร็ว ๆ เพราะอาการป่วยผมมีแต่จะแย่ลง ผมมีน้ำมูกมากขึ้นและข้นขึ้น และอาการไอถี่ขึ้น อากาศหนาวและแห้งบน High Camp แทบไม่จะไม่ช่วยอะไรผมเลย

    นั่งอ่านหนังสือไปก็ดึงทิชชู่ไป (จมูกแดงจนไม่รู้จะแดงยังไงแล้ว) 🤧

    ก่อนเข้านอน เราสั่งน้ำร้อนกระติกใหญ่มาแชร์กัน เพราะพี่นันและพี่อู๋เริ่มมีอาการแบบเดียวกับผม ตอนแรก พี่นันกินน้ำไม่ค่อยลง เพราะเป็นน้ำจากหิมะที่ใส่เก็บไว้ในถังน้ำ เอามาต้มด้วยไม้ฟืน ทำให้มีกลิ่นไม่แปลก ๆ (ผมไม่ได้กลิ่นอะไร เพราะจมูกปิดไปแล้ว)

    .

    ตอนเข้านอน ผมพยายามทำตัวให้อุ่นที่สุด เพราะนอนข้างหน้าต่างด้วย แต่ผมก็ยังตื่นมากลางดึก เพราะนอนไม่ค่อยสบาย และต้องลุกมาเข้าห้องน้ำ

    น้ำสำหรับห้องน้ำก็เหมือนกับน้ำต้ม ก็คือหิมะที่ตักใส่แท็งค์น้ำ รอให้ละลาย น้ำเย็นเฉียบทุกสัมผัส

    ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง ผมออกมายืนดูดาวอีกครั้ง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว แต่ไม่เห็นแถบสีขาวที่ผมมองหา ผมเดินกลับไปเข้าในห้อง จิบน้ำร้อนที่อยู่ในกระติก แล้วก็หลับไป


    20%
    Saving progress under the starry sky ...
    60%
    Locating nearest Hot Shower waypoint ...
    99%
    Loading Low Earth biome ...

    🌆 Day 13. RE: High Camp to Pokhara

    .

    🥾 Part I. High Plane

    == Daily Quest ==
    [ ] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)
    [ ] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)

    อากาศเช้าสดใส มองเห็น Machapucharre และเทือกเขารอบด้านได้ชัดเจน

    Machapucharre ในตอนเช้า

    Dorji และ Furlakpa ตื่นแล้ว ทั้งคู่ปีนเนินฝั่งตรงข้ามที่พักท ซึ่งมีแผงโซลาเซลล์เพื่อดูวิวจากมุมสูง

    “อรุณสวัสดิ์” Sona ทักเมื่อผมไปล้างหน้าที่อ่างน้ำ น้ำบนนี้ต้องใช้น้ำที่ละลายจากหิมะ เพราะน้ำประปาไม่ได้มีให้ใช้ทั้งปี ตอนนี้น้ำในแท็งก์น้ำก็ลดลงไประดับหนึ่งแล้ว เวลาทักต้องทักจากปากแท็งก์ด้านบน ผมสงสัยว่าคนที่แขนสั้นจะทักน้ำกันได้ถึงไหม

    “วิวสวยมาก” ผมพูด “น่าขึ้นไปบนนั้น” ผมหมายถึงเนินที่ Dorji กับ Furlakpa ปีนขึ้นไปก่อนหน้านี้

    “จะลองไปก็ได้” Sona พูด

    ตอนแรกผมนึกว่า Sona จะห้าม เพราะทางขึ้นดูชัน แม้ว่า Dorji กับ Furlakpa จะปีนเหมือนเป็นทางราบก็ตาม

    “ผมว่าไม่ดีกว่า” ผมตอบ

    Machapucharre ในตอนเช้า
    Machapucharre

    .

    “พร้อมมั้ย?” Sona ถาม

    ทุกคนพนักหน้า พี่นันยกนิ้วโอเค ไม่มีเสียงพูด เพราะติดหวัดจากผมแล้ว

    🥇 Achievement Unlocked
    Patient Zero

    “ไป ไป”

    วันนี้ อากาศแจ่มใส เราเดินผ่านป่าที่ขามาเป็นปกคลุมด้วยหิมะ ซึ่งตอนนี้ละลายไปเยอะ ทำให้เดินได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่ง crampons

    ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะกับการเดินเขา
    มองเห็น tea house ตรงหน้าได้จากเขาลูกนี้ 👍

    พอพ้นป่าและขึ้นมาบนเนินเขา เราก็มองเห็นวิวรอบตัวได้ชัดเจน ทั้ง Annapurna และ Machapucharre

    วิวระหว่างทางบนเขาสูง
    Annapurna และ Machapucharre

    Sona ชี้ไปที่ภูเขาด้านขวา

    “เส้นที่เราเพิ่งไปเดินกันมา”

    ต่ำลงไปด้านล่าง จะเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ

    “Sinuwa” Sona บอก ไล่นิ้วขึ้นมา “Chhromrong”

    ทุกอย่างดูเล็กไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าเราจะขึ้นกันมาสูงขนาดนี้

    และวันนี้ เราจะต้องเดินลงไปจนสุดเขา

    ยังเหลือหิมะอยู่บ้าง ทีตอนขาขึ้นเล่นซะเต็มพื้นเลย 😒

    .

    ระหว่างทาง เราเจอกลุ่มคนไทยหลายกลุ่มเดินสวนไปอีกทาง วันนี้ที่ไทยก็เป็นวันสงกรานต์พอดี ถึงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะมาพักร้อนกันแล้ว

    เรากลับมาเดินในป่าอีกครั้ง และเริ่มมีหมอกลงบาง ๆ เราหยุดพักกินข้าวกันที่ Low Camp ทุกคนทิ้ง crampons ไว้กับเจ้าของ tea house เพื่อจะส่งต่อให้กับคนไทยกลุ่มถัดไปที่จะมาถึงในวันนี้ เพราะคนไทยกลุ่มนี้ไม่ได้เตรียม crampons มาด้วย

    🏔️ Altitude
    2,970m
    ลาก่อน crampons 👋

    แม้จะเป็น crampons ที่เพิ่งซื้อมา แต่ก็ช่วยให้เราผ่านมาได้ ทั้ง ABC และ Mardi และตอนนี้ มันก็จะทำหน้าที่ช่วยนักเดินเขาคนถัดไป

    .

    ยิ่งลงต่ำ อากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราค่อย ๆ ถอดเสื้อหนาวที่ใส่อยู่ออกทีละชั้นจนเหลือแค่เสื้อยืดและ HEATTECH ที่อยู่ข้างใน

    ในช่วงบ่าย เรามาถึงจุดที่เป็นบันไดหินขาลง เราเพิ่งเดินแซง Dorji กับ Furlakpa ที่หยุดพักทานน้ำอยู่ที่ร้านข้างทาง

    “ล่อหรือเปล่า?” ผมถาม ได้ยินเสียงกระดิ่งคุ้นหูมาแต่ไกล

    “ใช่” Sona ตอบ มองย้อนขึ้นก็เห็นล่อขบวนหนึ่งกำลังเดินลงมาตามทางบันได “มาหลบทางนี้”

    เราลงจากบันได มายืนอยู่บนดินลูกรังของไหล่ทาง

    “มาหรือยัง?” ผมถาม ไม่เห็นวี่แววของล่อสักตัว

    “อาจจะไปอีกทางแล้ว” Sona พูด

    ผมสงสัยว่าล่อจะไปทางไหนได้อีก เพราะระหว่างทางก็เห็นมีบันไดขึ้นลงอยู่ทางเดียว

    เรากลับขึ้นมาบนบันได เดินไปได้ 2–3 ขั้น ผมก็เห็นล่อตัวแรกปรากฏตัวบนบันไดด้านบน

    “มันมาแล้ว” ผมพูด

    “ทางนี้”

    Sona พาเรามาหลบขาทางอีกจุดหนึ่ง ทุกคนคอยให้หัวขบวนเดินผ่านมาทางบันได แล้วก็ต้องตกใจที่ล่อตัวแรกมาโผล่หลังเรา เพราะจุดที่เราหลบอยู่ มีทางเดินที่ล่อเดินผ่านได้

    “มาทางนี้”

    Sona พาทุกคนข้ามบันไดไปอีกฝั่งหนึ่ง ขบวนล่อที่เหลือมาจากทางบันไดด้วย

    “มาเร็ว ชิน์” พี่อู๋เรียก

    “ทิ้งผมไป” ผมพูด “ไม่ทันแล้ว”

    ขบวนล่อที่มาทางบันไดก็เดินตัดหน้าผม ทำให้ข้ามไปอีกฝั่งไม่ได้ ส่วนล่อที่มาตามไหล่ทางก็ยังทยอยเดินมาอยู่ เสียงกระดิ่งดังตามจังหวะการเดิน พอทุกคนไปอยู่อีกฝั่งแล้ว ทำให้ผมมีที่หลบพอตัว ที่ช่องสามเหลี่ยมก่อนที่ล่อสองขบวนมาบรรจบกัน

    ขบวนล่อผ่านผมไปได้ โดยไม่ต้องก้าวข้ามตัวผม

    .

    == Daily Quest ==
    [/] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)
    [ ] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)

    “ปกติ รถจะมารับตรงนี้” Sona บอก “แต่ข้างหน้ามีทำถนน ทำให้รถเข้ามาไม่ได้ เราเลยต้องเดินลงไปต่ำกว่าเดิม”

    พ้นจากบันไดหิน ทางเดินเปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่มีก้อนหินปะปนอยู่ดินทราย ทำให้เดินได้ยากขึ้น โดยเฉพาะว่าเป็นทางลาดลงเขาอย่างต่อเนื่อง

    พอใกล้ถึงจุดหมาย Dorji กับ Furlakpa ก็มารอช่วยรับกระเป๋าจากเรา เราออกจากทางลูกรังและเดินไปตามบันได้หินที่ตัดผ่านบ้านเรือนของชาวบ้าน ตรงไปถึงจุดที่รถ Jeep หลายคันจอดรออยู่

    🏔️ Altitude
    1,700m
    มาถึงสักที 😥

    “รอก่อนนะ” Sona พูด “รถต้องออกทีละคัน”

    พอถึงคราวรถของเรา Sona ก็เรียกให้ทุกคนขึ้นรถ แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ Pokhara

    .

    🏘️ Part II. Low Earth

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] High Camp -> Sidhing (🥾 6–7hr)
    [/] Sidhing -> Pokhara (🚙 3–4hr)
    Hidden แต่เราก็หาเจอ 😜

    รถมาส่งเราที่โรงแรม Hidden Kingdom เหมือนกับตอนที่เราเตรียมตัวไปเดินเขา แต่ตอนนี้ เราพิชิต ABC และ Mardi Himal มาเรียบร้อยแล้ว

    Dorji และ Furlakpa ช่วยเอา duffle bag ลงจากรถมาไว้ในล็อบบี้ให้ ผม ตรี พี่อู๋ พี่นันนั่งลงที่บาร์ซึ่งอยู่ติดกับล็อบบี้ เพื่อนับเงินใส่ซองเป็นค่าทิปส์ให้กับ Sona, Dorji, และ Furlakpa ตอนแรกเราตั้งใจจะให้ก่อนขึ้นรถ แต่ด้วยความฉุกละหุกทำให้ไม่มีโอกาสจนถึงตอนนี้

    Sona บอกว่า Dorji กับ Furlakpa จะแยกกับเราตรงนี้

    ผมกับพี่อู๋รวมเงินไว้ในซองเดียวกันสำหรับ Dorji ส่วนพี่นันกับตรีรวมกันอีกซองสำหรับ Furlakpa และอีกซองรวมเงิของเรา 4 คนสำหรับ Sona ผมหวังว่าเราคงจะไม่ได้ให้ทิปส์น้อยไป สำหรับความเอาใจใส่ที่เราได้รับระหว่างเดินทาง

    รูปหมู่ก่อนแยกกับ Dorji และ Furlakpa

    .

    หลังจากเจอห้องนอนเล็ก ๆ ที่ไม่มี heater ผมดีใจที่ได้เห็นห้องนอนกว้างขวางและมีห้องน้ำในตัวของโรงแรมอีกครั้ง

    ห้องพักที่ Hidden Kingdom 🤩

    ผมให้พี่อู๋อาบน้ำก่อน เพราะผมอยากจะใช้เวลาในห้องน้ำโดยไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังรออยู่

    พอถึงคิว ผมก็ใช้เวลาในห้องน้ำอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่ไม่ได้อาบน้ำมา 3 วัน ไม่เคยคิดว่าน้ำร้อนจะช่วยให้สบายตัวได้ขนาดนี้มาก่อน

    🥇 Achievement Unlocked
    Decontamination Complete

    .

    หลังอาบน้ำเสร็จ สิ่งเดียวที่ผมอยากจะทำคือนอน แต่ตอนออกจากห้องน้ำก็ใกล้ 5 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่นัดกับ Sona เอาไว้แล้ว

    “พี่อู๋ละ?” ผมถามตอนเจอตรีหน้าห้อง

    “พี่อู๋ไปกับพี่นันแล้ว”

    ผมกับตรีเอากุญแจไปฝากไว้กับรีเซฟชั่น เผื่อพี่อู๋กับพี่นันจะกลับมาก่อน

    Sona นั่งรอที่ล็อบบี้แล้ว

    เราเดินออกจากซอยโรงแรม ก็เห็นวงดนตรีพื้นเมืองเล่นอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ริมถนน ล้อมรอบด้วยชาวเนปาลที่มามุ่งดูกัน

    วันนี้เป็นวันปีใหม่ของเนปาล ในเมือง Pokhara เลยมีการฉลองกันอย่างเต็มที่ เดินไปตามถนนจะเห็นคนมาทั้งโต๊ะขายของกินเป็นช่วง ๆ และบนถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่แตกตัวดูดีกว่าปกติกำลังเดินมุ่งหน้าไปในเมืองกัน

    Sona พาเราไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป้าหมายของผมคือ momo หรือเกี๊ยวแบบเนปาล ซึ่งแม้จะมีขายบนเขา แต่ Sona มักชวนให้สั่งอย่างอื่นแทน เพราะเป็นอาหารที่ใช้เวลาเตรียมนาน

    Sona บอกว่า รู้จักร้านนี้จากคนไทยกลุ่มก่อน ซึ่งเสิร์จเจอจาก Google เมนูของร้านมีทั้ง momo ขนาดธรรมดา และ momo ขนาดใหญ่ ผมสั่ง momo ไซส์ใหญ่มา 1 ที่ ตรีสั่งเมนูผัดหมี่ตามที่ Sona แนะนำมาอีก 1 ที่ ส่วน Sona สั่งซุปมากินเอง 1 ที่

    Momo ยักษ์ (ขวามือ)

    “ทำไมตัวเลขถึงเป็น 2083?” ผมถาม Sona ระหว่างทานอาหาร momo ใหญ่ดูเหมือนซาลาเปา แต่เนื้อเยอะใช้ได้ทีเดียว สมกับที่อดเนื้อมานาน “เป็นระบบ?”

    “ปีเนปาล” Sona ตอบ

    “แสดงว่า เนปาลอายุกว่า 2,000 ปีแล้วหรอ?”

    “ใช่”

    ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งเริ่มสังเกตว่า เนปาลมีอะไรที่เหมือนไทยเยอะ อย่างการที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม เพราะเป็นประเทศกันชนให้มหาอำนาจในอดีต ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันด้วยภาษาเดียวกัน และปฏิทินที่นับวันปีใหม่ตรงกันกับไทย

    พอทานเสร็จ (เราจัดการ momo หมด แต่เหลือบะหมี่ที่มาจานใหญ่ไว้) เราก็กลับไปเดินบนถนนที่ตอนนี้มีผู้คนเดินกันอย่างขวักไขว่และจอแจ

    ชาวเมืองเนืองแน่นบนถนนแห่ง Pokhara

    “ปิดแล้ว” Sona บอกเมื่อเราเดินไปถึงร้านแห่งหนึ่งบนถนน

    ผมตั้งใจจะหาซื้อเกลือให้กับพี่สาย ซึ่งเป็นเจ้าของไม้เดินเขาที่ช่วยให้ผมรอดจากการเดินเขามาได้ ถ้าร้านปิดแล้ว ผมน่าจะต้องซื้อที่ Kathmandu แทน

    “งั้นภารกิจถัดไป” ผมพูด “หาเบียร์ให้ตรี”

    ตรีรอเวลาที่จะกินเบียร์มาตั้งแต่อยู่บนเขา เรามุ่งหน้าไปที่ถนนคนเดินริมทะเลสาบที่สว่างไสวด้วยแสงไฟของเมืองที่เปิดฉลองปีใหม่กันอย่างคึกคัก ร้านนั่งดื่มที่อยู่ข้างทางมีคนอยู่เต็มเกือบทุกร้าน ยกเว้นร้านสุดท้ายที่มีลูกค้าอยู่บ้าง แต่ก็ดูเงียบเหงากว่าร้านอื่น

    เราเลือกนั่งโต๊ะหน้าร้าน ผมอยากจะนั่งบนชั้นสอง แต่ไม่รู้ว่ามีโต๊ะว่างไหม และเหนื่อยเกินกว่าจะปีนบันไดขึ้นไปข้างบน

    ตรีกับ Sona สั่งเบียร์มาคนละขวด ผมสั่ง Sprite ที่มาพร้อมกับหลอดหลายม้วนที่ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ

    ผู้ดีไม่ดื่มเบียร์ 😂

    ใน LINE พี่นันส่งรูปอาหารเวียดนามมาให้ดู พร้อมกับไอติม ดูเหมือนพี่นันจะได้ยาที่พี่นันไม่แพ้แล้ว และไอติมอาจจะพอช่วยให้หายเจ็บคอได้เล็กน้อย

    ผมนั่งสั่งน้ำมูกระหว่างรอให้ตรีกับ Sona กินเบียร์ให้หมด ซึ่งพนักงานร้านเดินมาเก็บไปทิ้งเป็นระยะ ๆ จนผมรู้สึกเกรงใจ ผมคิดว่าเมื่อกลับไทยแล้วจะรีบไปหาหมอในทันที เพราะน้ำมูกที่ไหลอยู่ตลอดเวลาไม่สนุกเลย

    สี่ทุ่มกว่า เราก็เดินกลับโรงแรม ในเมืองยังคงคึกครื้นรื่นเริงกัน

    “พรุ่งนี้ 6 โมงครึ่งนะ” Sona ย้ำก่อนแยกกัน “เราต้องรีบขึ้นรถไป Kathmandu กัน”

    .

    เราแยกเคาะห้องกัน พี่นันมาเปิดประตูให้ตรี

    “เข้ามาก่อนมั้ย?” พี่นันถามเสียงแหบจากอาการป่วย

    พี่อู๋กลับห้องไปแล้ว และผมคิดว่าพี่อู๋น่าจะหลับและไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู

    “ลองโทรดู” พี่นันแนะเมื่อเข้ามาในห้องน้ำ

    “ฮัลโหล” เสียงโอเปอเรเตอร์พูด ผมวางสายไป

    ผมออกไปดูที่ระเบียง ไฟในห้องยังเปิดอยู่ แสดงว่าพี่อู๋น่าจะหลับไปทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่

    ผมลองโทร LINE แต่ก็ไม่มีใครรับ

    ผมลองเคาะประตูและกดออด 2–3 ครั้ง แต่ไม่มีใครเปิดประตูให้ ด้วยความง่วง ผมเปิดกดกริ่งติดต่อกันจนได้ยินเสียงฝีเท้าในห้อง และพี่อู๋มาเปิดประตูในที่สุด

    “พี่อู๋เปิดให้แล้ว” ผมบอกพี่นันกับตรีที่อยู่อีกห้อง “ขอบคุณครับ”

    “พี่หลับไป” พี่อู๋บอก

    “ผมว่าแล้ว”

    ผมอาบน้ำอีกครั้งก่อนจะทิ้งตัวลงนอนที่เตียงอย่างหมดแรง


    15%
    Digesting Giant Momo ...
    60%
    Restoring 100% HP in a real bed ...
    90%
    Generating 7-hour bus ride mini-game ...

    🎆 Day 14. New Year: Pokhara to Kathmandu

    .

    🚍 Part I. Time Jump

    == Daily Quest ==
    [ ] Pokhara -> Kathmandu (🚎 7h)
    [ ] Survive Thai massage

    ตอนเช้า เราไม่มีเวลาพอจะกินข้าว Sona ขอให้โรงแรมแพ็กข้าวเช้าใส่กล่องให้เราถือขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว

    เราไปขึ้นรถที่ท่ารถของเมือง อาหารเช้าในกล่องไม่ต่างกับขามานัก มีกล้วย แอปเปิล ขนมปัง ไข่ และน้ำผลไม้กล่อง

    อาหารเช้าที่จัดมาให้ในกล่อง

    ผมจัดการขนมปัง กล้วย กับน้ำผลไม้เสร็จ ก็ใส่ผ้าปิดตาและเอนหลังหลับไป

    .

    มีคนปลุกผมที่ที่พักรถ ซึ่งเราหยุดพักทานข้าวกลางวันครั้งที่แล้ว

    “ข้าวกลางวัน” Sona บอก

    ตอนนี้ยังไม่ 10 โมงดีด้วยซ้ำ

    ผมสั่ง momo อีกครั้ง ส่วนพี่นันสั่งข้าวผัดไม่ใส่กระเทียมและเครื่องเทศ

    Momo (อีกครั้ง)

    “อันนี้เรียกข้าวกลางวันตรงไหน?” ผมถาม

    “เขาให้กินก่อน เพราะน่าจะไม่มีที่จอดระหว่างทาง” พี่อู๋บอก

    ยังทานกันไม่เสร็จ ห้องอาหารก็ถูกทิ้งร้าง เพราะผู้โดยสารอื่นขึ้นรถกันหมดแล้ว

    “กินกันทันได้ยังไง?” ผมสงสัยออกมาดัง ๆ

    รถเตรียมตัวจะออกสู่ถนน และคนขับบีบแตรเร่งอย่างไม่เกรงใจ ตอนที่เราไปถึงรถ

    .

    ผมหลับไปและตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่รถจอดให้เข้าห้องน้ำ

    ตื่นมาอีกที Sona ก็บอกว่า เราต้องลงที่นี่

    “ลงแล้วหรอ?” ผมถาม เพราะดูจากข้างทาง เรายังไม่ Kathmandu ดีเลย

    “ตรงนี้แหละ”

    รถจอดให้เราลงข้างทาง มีหญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กเล็กมาขอทานกับเรา พี่อู๋ยื่นกล่องอาหารเช้าให้ หญิงคนนั้นก็ผละจากไป

    คนรถเอา duffle bag ลงจากท้ายรถก็พอดีกับรถตู้ที่จะรับเราต่อมาจอดต่อท้ายพอดี

    .

    🏢 Part II. Return to Civilisation

    == Daily Quest ==
    [/] Pokhara -> Kathmandu (🚎 7h)
    [ ] Survive Thai massage

    รถเคลื่อนอย่างช้า ๆ ไปตามถนนแคบ ๆ ของ Kathmandu หลายร้านข้างทางปิดทำการ เพราะเป็นวันปีใหม่

    พอมาถึง Kantipur Village, Arbin กับ Ro และ Anup ก็รออยู่แล้ว

    “เดินเขาเป็นยังไงบ้าง พี่?” Ro ถามเป็นภาษาไทย

    “สนุกมาก” พี่นันตอบเสียงแหบ “แต่ก็เหนื่อยมาก ดูสภาพแต่ละคน”

    “ยินดีด้วยครับ” Arbin พูด ยื่นใบประกาศให้แต่ละคน

    “มีใบประกาศด้วย” พี่อู๋พูด

    ทำสำเร็จแล้ว!

    “ในใบมีที่อื่นด้วย” ผมพูด

    “ตรงนี้ คือ จุดที่ถ้าเลี้ยวไปอีกทางที่ Chhomrong” Sona ชี้ไปที่ “Poon Hill” บนใบประกาศฯ

    “ถ้าจะไปเดินที่อื่นต้องเอาใบติดตัวมาด้วย” Arbin พูด “แล้วก็อันนี้เป็นคูปองนวด” แล้วก็แจงคูปองให้คนละใบ

    คูปองนวด ต้องเจอกันบ้าง

    “ไปจองคิวที่ร้านได้” Arbin พูด “ถ้าไม่มีคิวตอนนั้นก็จองไว้ก่อนได้”

    “งั้นเดี๋ยวเราไปกัน” พี่นันพูด “Sona, last photo”

    รูปหมู่ก่อนแยกกับ Sona

    เราลา Sona กันที่ล็อบบี้ หลังจากเดินทางด้วยกันมา 10 วัน ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องแบกกระเป๋าไปที่ห้องเอง โดยไม่มีไกด์นำทาง

    .

    🎁 Part III. New Year Bargain

    หลังเก็บของบนห้องแล้ว เราเดินไปตามถนนในเมืองจนเจอตึกที่ร้านนวดตั้งอยู่ พนักงานชี้ให้เรากดลิฟต์ไปที่ชั้น 2

    พนักงานต้อนรับบอกว่า มีที่ว่างแค่คิวเดียว ถ้าจะนวดพร้อมกันจะต้องกลับมาตอน 5 โมงครึ่ง เราตกลงลงนัดเอาไว้แล้วเดินกลับมาที่ร้านอาหารจีน Dongfang ที่พี่นันติดใจเนื้อแกะเสียบไม้

    ระหว่างรออาหาร เราสลับกันไปดูของฝากที่ร้านใกล้ ๆ และผมขอเดินกลับโรงแรมเพื่อจะได้ใช้ห้องน้ำอย่างเป็นส่วนตัว

    พอผมกลับมา อาหารก็มาพร้อมแล้ว

    หลังอาหาร เราเดินไปตามร้านของฝากในละแวก ผมได้ใบชา masala tea มา ราคาห่อละ 450 NPR ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่าเป็นราคาพิเศษ เพราะเป็นวันปีใหม่

    พอใกล้เวลานัดนวด เราก็มุ่งหน้าไปร้าน ระหว่างทางพี่อู๋เห็นร้านขายผ้า ก็ชวนให้ลองเข้าไปดูกัน

    ข้างในร้านเล็ก ๆ มีฝรั่ง 2 คนกำลังเลือกซื้อผ้าอยู่ พี่นันบอกว่าผ้าแคชเมียร์ของที่นี่ขึ้นชื่อ และแนะให้ผมซื้อสักผืนไปฝากพี่สาย แทนเกลือเนปาล เพราะพี่นันซื้อเกลือจะไปฝากอยู่แล้ว

    “อันนี้ราคาเท่าไรครับ?” ผมถามเจ้าของร้านเป็นภาษาอังกฤษ

    “3,000 รูปี” เจ้าของตอบ

    “แพงไป” พี่นันพูด “ไปเถอะ”

    พอเรากำลังจะเดินออกจากร้าน เจ้าของก็เดินเข้ามาทัก

    “เดี๋ยว ๆ” เขากระซิบ พร้อมกับยอมมือเป็นสัญญาณให้รอก่อน

    “เขาให้รอ 2 คนนี้ซื้อเสร็จก่อน” พี่นันพูด

    หลังจากลูกค้าฝรั่งจ่ายเงินและออกจากร้่านไป เจ้าของร้านก็หันมาทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

    “บอกผมมาว่าอยากได้อะไร ผมจะให้ราคาพิเศษ เพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่”

    เราต่อราคากันไปสักพัก และจากที่จะซื้อแค่ผืนเดียว ผมก็ตัดสินใจจะซื้ออีกผืนไปฝากแม่ด้วย แม้ว่าแม่บอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรไปให้ก็ตาม แต่เนื้อผ้าแคชเมียร์ที่นี่ดีเกินกว่าจะไม่ซื้อได้

    ผมเลือกผ้ามา 2 แบบ แบบหนึ่งราคาแพงกว่าอีกแบบ พอหยิบไปจะจ่ายเงินแล้ว ผมก็รู้สึกว่าราคายังแพงไป พี่นันมีเงินพอให้ผมยืม แต่ผมไม่อยากจะยืมเงินมากจนเกินไป

    “กลับก่อน ๆ” เจ้าของร้านเรียกเมื่อเห็นผมหยิบผ้าผืนแพงจะไปเปลี่ยนเป็นแบบที่ถูกลง “บอกผมมา คุณอยากได้ราคาเท่าไร วันนี้เป็นวันปีใหม่ ผมให้ราคาพิเศษ ราคาวันปีใหม่”

    ผมนึกถึงเทคนิคการเจรจาที่ผมอ่านหนังสือมา แต่ก็นึกไม่ออกว่าควรจะตอบว่าอะไรดี

    “บอกเขาไป 4,000” พี่นันพูด

    “4,000” ผมตอบไป

    เจ้าของร้านนิ่งไปชั่วอึดใจ แล้วก็ยิ้มกว้างออกมา

    “ได้เลย” เขาพูด “4,000 ราคาปีใหม่ให้คุณไปเลย”

    ผมรับเงินจากพี่นันจ่ายไป

    “พี่คิดว่า จะต่อเหลือ 3,500” พี่นันพูดหลังจากเดินออกจากร้าน “ถ้าเป็นพ่อพี่คงต่อไปแล้ว แต่พี่ไม่กล้า”

    “ผมก็ลืมคิดไป” ผมพูด รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ต่อราคาให้มากกว่า “ว่าเราควรจะบอกราคาต่ำกว่านี้ เผื่อเขาต่อขึ้นมา”

    Note: ใครจะซื้อของที่เนปาล อย่าลืมอ่านและฝึกทักษะการเจรจาต่อรองกันไปก่อนนะครับ จะได้ไม่เป็นแบบผม 😅

    .

    💆 Part IV. Pain-Release Massage

    พอไปถึงร้านนวด พนักงานก็พาเราแยกกันไปคนละห้อง ในห้องมีเตียงนวดอยู่ตรงกลาง และชั้นวางของอยู่ฝั่งตรงข้ามประตู

    ร้านนวด Nuad Thai

    “อะไรนะครับ?” ผมถามหลังจากพนักงานพาไปที่ห้องและบอกให้ผมทำอะไรบางอย่าง ผมยังไม่คุ้นกับสำเนียงของพนักงาน แม้ว่าสำเนียงจะพูดชัดถ้อยชัดคำก็ตาม

    “กางเกงใน” พนักงานพูดยื่นกางเกงในแบบใช้แล้วทิ้งให้ ซึ่งคล้ายกับแบบที่ผมใส่ขึ้นเขา

    “นอนคว่ำหน้าลงค่ะ” พนักงานบอกหลังกลับเข้ามาในห้องหลังจากผมเปลี่ยนชุดเสร็จ

    ผมนอนคว่ำบนเตียง พยายามขยับหน้าให้พอดีรูเปิดบนเตียง และหวังว่าขาผมจะไม่ยาวเกินเตียงนวด

    “อยากให้เน้นส่วนไหนบ้างคะ?” เสียงพนักงานถาม

    “ขอเป็นขากับหลังครับ” ผมตอบ

    เราสามารถเลือกประเภทการนวดได้ และผมเลือกแบบนวดทั้งตัว เพราะนอกจากขาแล้ว ผมยังรู้สึกเมื้อยหลังจากการเกรงตัวเวลาหนาวอีกด้วย

    พนักงานเริ่มลงมือนวด โดยไล่จากขาขึ้นมา แม้จะตัวเล็ก แต่พนักงานก็มีแรงเยอะ และรู้วิธีใช้ศอกให้เป็นประโยชน์ มีหลายจุดที่ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกเจ็บหรือจั๊กจี้ดี

    พอนวดแบบคว่ำหน้าเสร็จ ก็นวดแบบหงายหน้านอน และปิดท้ายด้วยการนั่งนวด พนักงานช่วยดัดหลังจนดังกร๊อบสบายตัวหลายครั้ง

    “หมดเวลานวดแล้ว” พนักงานพูด “บริการนวดเป็นยังไงบ้างคะ?”

    พนักงานต้อนรับบอกว่า พนักงานที่นี่เป็นคนเนปาลล้วน แต่ทุกคนเคยฝึกวิชาจากไทยมาแล้ว

    “ดีมากครับ” ผมตอบ “แรงดีมากครับ”

    “ขอบคุณค่ะ”

    (วันต่อมา ผมรู้สึกปวดหลังจุดขึ้นมา พี่อู๋บอกว่า เพราะสูตรที่ผมเลือก คือ pain release ทำให้ความเจ็บปวดถูกปล่อยออกมา 😂)

    🎉 Daily Quest Completed
    [/] Pokhara to Kathmandu (🚌 7–9hr)
    [/] Survive Thai massage

    .

    🥘 Part V. Thai Dinner

    เราเดินกลับไปที่โรงแรม ซึ่ง Ro รอเราอยู่แล้ว

    “นวดมาเป็นยังไงบ้าง พี่?”

    “สบายตัวขึ้นเยอะเลย” พี่นันตอบ

    ผมถึงกับแปลกใจที่ Ro บอกว่าร้านเพิ่งเปิดมาได้แค่ 1 เดือน

    เราขึ้นรถตู้ที่มาจอดที่รับหน้าโรงแรม ซึ่งขับพาเราไปที่ร้านอาหารไทย Krua Thai

    (พี่นันถาม Arbin แล้วว่า ขอเปลี่ยนเป็นอาหารอื่นได้ไหม แต่ Arbin บอกว่าจองไว้แล้ว)

    Ro พาเราไปที่โต๊ะ ไม่นาน อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟทีละอย่างสองอย่าง ทุกเมนูมีทั้งแบบธรรมดา และแบบไม่มีกระเทียมสำหรับพี่นันโดยเฉพาะ

    อาหารไทยที่ Arbin จัดไว้ให้

    “คนที่นี่จะไม่ซื้อของไว้ก่อน แต่จะซื้อหลังลูกค้าสั่งอาหารแล้ว เขาจะไม่ซื้อมาเตรียมไว้ก่อน” Ro พูดเมื่อมาเช็กว่า เราเป็นยังไงกันบ้าง (Ro แยกนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง) “แล้วบางอย่างที่นี่ไม่มี ก็เลยจะหน้าตาไม่เหมือนกับที่ไทย อย่างคนที่นี่ไม่กินน้ำปลา ก็ใส่เกลือแทน”

    รูปหมู่กับ Ro หลังมื้อเย็น

    15%
    Surviving massage bone adjustments ...
    60%
    Stocking Masala Tea for breakfast ...
    90%
    Adding Kathmandu morning mist ...

    ✈️ Day 15. Ende: Kathmandu to Bangkok

    .

    ☕️ Part I. Morning Meal

    == Daily Quest ==
    [ ] Explore Kathmandu
    [ ] Get to Bangkok (✈️ 3hr)

    ตอนลงมาที่ห้องอาหาร ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเบื่อข้าวขนาดไหน หลังจากกินแต่ dal bhat มานาน

    ผมเลือกหยิบแต่ไข่ เบคอน แพนเค้ก และขนมปังใส่จาน

    “Masala tea ที่หนึ่งครับ” ผมบอกพนักงาน

    “ได้ค่ะ”

    อาหารเช้าที่ Kantipur Village

    ผมดื่ม masala tea หมดอย่างรวดเร็ว และก็เรียกพนักงานมาสั่งเพิ่มอีก ผมกินไปทั้งหมด 3 แก้วในเช้านั้น

    🥇 Achievement
    Blood Type: Masala Tea

    .

    🛕 Part II. Trip Uptown

    พี่อู๋ให้ผมยืมหน้ากากตอนที่เราออกเดินจากโรงแรม เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ในเมืองสูงจนน่าตกใจ

    เราเดินไปตามถนนแคบ ๆ ในเมือง ผู้คนเริ่มออกมาเริ่มต้นวัน ร้านรวงทยอยเปิดกัน บางร้านยังคงหลับใหลอยู่

    ถนนในเมือง Kathmandu ที่คนกับรถใช้เส้นทางร่วมกัน

    ระหว่างทาง เราก็เจอวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ก่อนที่เราจะไปถึงปลายทางของเรา

    เจอสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายจุดระหว่างทาง

    พอไปถึงทางเข้าวัด Taleju Bhawani ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดมรดกโลก ก็มีไกด์ชาวเนปาลเดินเข้าทัก เสนอค่านำชมสถานที่คนละหลายพัน NPR

    “ไม่เป็นไร” พี่อู๋ตอบเป็นภาษาอังกฤษ “เราจะอยู่แค่ข้างนอก”

    Taleju Bhawani

    จากข้างนอก เรามองไม่เห็นอะไรมาก อยู่ได้ไม่นาน เราก็ออกเดินต่อไปตามถนน จนถึง Kaathe Swyambhu

    Kaathe Swyambhu

    จุดนี้มีสัญลักษณ์รูปตาที่ทำให้ผมนึกถึงตาของ Ranta

    ตาของ Ranta (Source: Michvito (Reddit))

    เราเดินครบ 1 รอบก็เดินกลับโรงแรมกัน

    == Daily Quest ==
    [/] Explore Kathmandu
    [ ] Get to Bangkok (✈️ 3hr)

    .

    🛬 Part III. Hotel & Airport

    พอเก็บกระเป๋าและลงมาจากห้อง Ro ก็มารอรับที่ล็อบบี้แล้ว

    “พี่ไปกันก่อนเลย” Ro พูด ส่งให้เราขึ้นรถตู้ “เดี๋ยวผมตามไป”

    Ro ขึ้นมอเตอร์ไซต์แยกไป ปล่อยให้เรานั่งไปในรถตู้กันเอง

    .

    พอรถไปถึงสนามบิน Ro ก็ยืนจองที่จอดไว้ให้แล้ว

    เราขนกระเป๋าลงจากรถและขึ้นบนรถเข็น เข้าไปต่อแถวคนที่จะเข้าสู่สนามบิน

    “เขาให้เข้าเฉพาะคนที่มีพาสพอร์ต” Ro บอก “ผมส่งแค่นี้นะครับ พี่”

    รูปหมู่กับ Ro ที่สนามบิน

    .

    ในอาคารมีผู้คนอยู่หนาแน่น เราเช็กอินแล้วก็ไปที่จุดรักษาความปลอดภัย สนามบินยอมให้เอาขวดน้ำผ่านได้โดยไม่ต้องเทน้ำทิ้ง

    จอบนผนังยังไม่แสดงหมายเลขเกตที่เราต้องไปรอขึ้นเครื่อง เราหาที่นั่งและปักหลักรอจนกว่าจะถึงเวลา

    .

    อาคารผู้โดยสารที่สนามบิน

    เกือบ 3 โมง เราก็ไปต่อแถวรอขึ้น shuttle bus ที่พาเราไปที่เครื่องบินซึ่งจอดรออยู่

    พอเครื่องขึ้น ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็น Kathmandu ค่อย ๆ เล็กลง ๆ เรื่อย ๆ

    Kathmandu จากบนเครื่องบิน

    ร่างกายผมยังสะบักสะบอมจากการเดินเขาและอาการป่วย แต่ผมก็รู้สึกอิ่มใจ ที่อย่างน้อยผมได้ทำตามฝันตัวเองที่อยากมาเห็นเทือกเขาหิมาลัยด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต

    == Player Status ==
    💖 Contentment

    .

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Explore Kathmandu
    [/] Get to Bangkok (✈️ 3hr)

    Summary stats:

    DayDestinationAltitude
    12High Camp3,550m
    13Sidhing1,700m

    🙏 End Credits

    ขอขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบ


    🍩 After-Credit Scene

    🗺️ Location
    Hospital in Thailand
    📆 Date
    Two days later

    “ไปทำอะไรจมูกมา?” หมอถามเมื่อผมถอด mask แล้วเห็นจมูกที่ทั้งลอกจากการโดนแดดและเจออาการแห้ง และแดงจากการสั่งน้ำมูกตลอดเวลามา 7 วัน

    “ผมไปเนปาลมาครับ” ผมเข้าใจว่า หมอนึกว่าผมป่วยจากการไปเล่นน้ำสงกรานต์มา

    “อ๋อ” หมอพูด ส่องดูดช่องจมูกและให้ผมอ้าปากเพื่อตรวจดูลำคอ

    “ไปเนปาลเป็นยังไงบ้าง?” หมอถามเมื่อกลับไปอยู่หลังโต๊ะทำงาน เพื่อกรอกข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ “หมอไม่เคยไปเอง แต่มีเพื่อนเคยไป ต้องเตรียมขนาดไหน?”

    “ก็ระดับหนึ่งครับ” ผมตอบกลาง ๆ “ผมออกกำลังกายก่อนไป 2 เดือน แต่ก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน”

    หมอพยักหน้า

    “เดี๋ยวหมอให้ยาพ่นจมูกให้ความชุ่มชื่นในจมูก” หมอเปลี่ยนเรื่อง “แล้วก็ยาฆ่าเชื้อกินต่อเนื่องจากที่กินอยู่” (ผมมียาฆ่าเชื้อติดตัวไปด้วย และกินตั้งแต่คืนที่อยู่ Pokhara ซึ่งทำให้อาการดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่หายทั้งหมด ตอนเครื่องบินลงจอด ผมทรมานกับอากาศปวดไซนัสมาก) “ยาลดน้ำมูก แล้วก็ยาแก้ไอ ตัวนี้กินแล้วจะง่วงหน่อย”

    ผมขอบคุณหมอแล้วก็ออกไปนั่งรอจ่ายเงินและรับยา ระหว่างรอ ผมก็ได้หวังว่าผมจะหายดีก่อนไปทริปหน้าในอีก 2 สัปดาห์

    ครั้งนี้ เราจะไปญี่ปุ่นกัน เพราะผมยังไม่เคยเห็นซากูระเลย

  • Part 1/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Perfect Preparation

    Part 1/4 | เกิดใหม่ไปเดินเขาที่ Nepal: บันทึกการเดินทางเส้นทาง ABC และ Mardi Himal (ฉบับ Gamified)—ตอน Perfect Preparation

    เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส

    หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น

    โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ

    พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาล ผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง

    Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:

    1. Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
    2. Arc 2: Mardi Himal

    ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน ถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที

    ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

    บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:

    1. Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
    2. Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
    3. Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
    4. Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม

    บทความนี้ คือ 👉 Part 1. Perfect Preparation

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน

    สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 01 เลยก็ได้ 👍


    1. 🗺️ Quest Map
    2. 🧳 Preparation
    3. 👤 Characters
      1. 🗿 Hero Guild: Main Party
      2. 👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
      3. 🌏 NPC
    4. ▶️ Start
    5. ✈️ Day 01. Prologue: Bangkok to Kathmandu
      1. 🛬 Part I. Airport & Hotel
      2. 🌆 Part II. Trip Downtown
      3. 🍚 Part III. Nepali Dinner
    6. 💻 Day 02. Side Quest: Kathmandu
      1. ☕️ Part I. Morning Meal
      2. 💼 Part II. A Place to Work
      3. 📑 Part IV. After-Work Brief
      4. 💵 Part V. Perfect Preparation
    7. 🚌 Day 03. Gateway: Kathmandu to Pokhara
      1. 🚍 Part I. The Coach
      2. 🚦 Part II. On the Road
      3. 🏨 Part III. Arriving at Hotel
      4. ⛴️ Part IV. Visting Phewa Lake
      5. 🍲 Part V. And Having Local Dinner
    8. ⏭️ To Be Continued …
    9. 🤫 Cheat Code
    10. 🙏 End Credits

    🗺️ Quest Map

    Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):

    DayFromToTransport
    1BangkokKathmanduFlight
    2KathmanduKathmandu
    3KathmanduPokharaCoach
    4PokharaChhomrongJeep + Trekking
    5ChhomrongDovanTrekking
    6DovanDeuraliTrekking
    7DeuraliABCTrekking
    8ABCBambooTrekking

    Arc 2. Mardi Himal:

    DayFromToTransport
    10Jhinu DandaForest CampJeep + Trekking
    11Forest CampHigh CampTrekking
    12High CampMardi ViewpointTrekking
    13High CampPokharaTrekking + Jeep
    14PokharaKathmanduCoach
    15KathmanduBangkokFlight

    🧳 Preparation

    ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇

    Complete Preparation Guide for Nepal Trekking: แนะนำการเตรียมตัวและจัดของ เพื่อไปเดินเขาที่ Nepal ฉบับสมบูรณ์ (จากคนเดินเขาครั้งแรก)


    👤 Characters

    แนะนำตัวละครใน Quest:

    .

    🗿 Hero Guild: Main Party

    1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)

    • Class: Newbie Trekker
    • Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
    • Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว

    2️⃣ ตรี

    • Class: Veteran
    • Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
    • Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)

    3️⃣ พี่นัน

    • Class: Party Leader ✊
    • Trait: คนเริ่ม Quest
    • Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
    • Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.

    4️⃣ พี่อู๋

    • Class: Endurance Tank 🛡️
    • Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
    • Passive: พลังลมปราณจากภายใน

    .

    👼 Tour Guild: Heaven on Nepal

    1️⃣ Arbin

    • Class: Tour Master
    • Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
    • Language: Nepali, English, Thai

    2️⃣ Ro & Anup

    • Class: City Guide
    • Skill: Urban Navigation
    • Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
    • Language: Nepali, English, Thai

    3️⃣ Sona

    • Class: Mountain Guide
    • Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
    • Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)

    4️⃣ Dorji & Furlakpa

    • Class: Porter (Real MVP 🏆)
    • Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
    • Language: Nepali, English (listening > speaking)

    .

    🌏 NPC

    1. พนักงานโรงแรม
    2. เจ้าของที่พัก
    3. คนเดินเขาคนอื่น

    ▶️ Start

    10%
    Booting up Himalaya expansion pack ...
    50%
    Spawning players on the airplane ...
    90%
    Rendering Kathmandu cityscape ...

    ✈️ Day 01. Prologue: Bangkok to Kathmandu

    .

    🛬 Part I. Airport & Hotel

    == Daily Quest ==
    [ ] Get to Kathmandu (✈️ 3h)

    .

    ผมตื่นขึ้นมาก็ตอนที่ลูกเรือประกาศว่า เครื่องบินจะลงในอีกไม่ช้า

    ทุกคนปรับพนักที่นั่ง เก็บถาดอาหาร และเปิดม่านหน้าต่าง ทำให้มองออกไปเห็นวิวข้างล่างได้ชัด

    ข้างล่างเต็มไปด้วยแนวเขาสีน้ำตาลที่ดูไม่สูงมาก ตรีที่นั่งอยู่ข้างผมบอกว่า ถ้าดูจาก Google Map จะเห็น เนปาลมีทั้งแนวสีเขียวและสีน้ำตาล

    ดูเหมือนเราจะอยู่ในโซนสีน้ำตาลในตอนนี้

    ผ่านไปสักพัก เครื่องบินยังไม่มีท่าทีว่าจะลงจอด ผมรู้สึกอยากกลับไปนอนอีกครั้ง หลังจากที่นอนมาได้ไม่ถึง 5 ชั่วโมงก่อนตอนเดินทางไปที่สนามบิน และการนอนบนเครื่องเป็นอะไรที่ไม่เต็มอิ่มเท่าไร

    .

    แล้วเครื่องบินก็ลดระดับลงผ่านกลุ่มเมฆ ภาพวิวเขากลายเป็นตึกอาคารเตี้ย ๆ ที่แผ่ขยายออกไปจนสุดสายตาใต้เครื่อง ฉากที่เห็นทำให้นึกถึงเมืองในตะวันออกกลางที่เห็นในหนังฝรั่ง

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Get to Kathmandu (✈️ 3h)

    ผู้คนทยอยลงจากเครื่องมาบนลานบิน เพื่อขึ้น shuttle bus ที่รอรับไปที่อาคารผู้โดยสารที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม

    อากาศของเมือง Kathmandu ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด ผมคิด

    ในอาคารโดยสาร เราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น เพราะทุกคนทำวีซ่ามาก่อนแล้ว (รายละเอียดการทำวีซ่าเนปาล)

    หลังด่านตรวจคนเข้าเมือง เราต้องเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ ก่อนจะไปรอรับกระเป๋าที่สายพาน

    รอรับกระเป๋าไม่นาน เราก็เดินไปที่ทางออก ตามโถงทางเดินมีร้านแลกเงินและร้านขาย SIM card อยู่เป็นช่วง ๆ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะถามราคา SIM card ดู เพราะผมเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อ roaming package มาจากไทย

    แต่ผมก็ขี้เกียจเกินจะเข้าไปถาม และรอไปเห็นราคาทีเดียวตอนอยู่ในเมืองแล้ว

    ลิฟต์ที่พาลงไปชั้นล่างเป็นลิฟต์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้นึกถึงลิฟต์ขนของในห้าง พอขึ้นมาแล้ว ลิฟต์ดูเหมือนจะไม่ขยับไปไหน พอประตูเปิดออก เราก็ยังอยู่ที่ชั้น 2 เหมือนเดิม ทุกคนในลิฟต์ที่มีกันกว่า 30 คนหัวเราะ เพราะไม่มีใครคิดจะกดลิฟต์เลย

    ที่ชั้นล่าง มีคาเฟ่เล็ก ๆ ตั้งอยู่ข้างห้องน้ำ พี่นันที่ยังไม่ได้กินอะไรขอเข้าไปซื้ออะไรลองท้อง เรายังไม่มีเงิน Nepalese Rupee (NPR) ติดตัวกัน พี่นันเลยจ่ายเงินเป็น USD และรับทอนมาเป็น NPR

    ออกจากอาคาร ที่ฝั่งตรงข้ามก็มีคนรอรับเราอยู่แล้ว

    “สวัสดีครับ พี่” Ro ยกมือไหว้ทักทายทุกคน ทักทายเป็นภาษาไทยชัดทุกคำ “Flight เป็นยังไงบ้าง พี่?”

    “Ro เขาเคยไปเรียนที่ไทยด้วย” พี่นันที่เดินนำหน้าคุยกับ Ro หันมาบอกทุกคน

    Group photo แรก: พี่อู๋ พี่นัน ตรี ผม Ro (ซ้ายไปขวา) (credit: Kullanan Pananukooln)

    Ro พาเราไปที่ลานจอดรถที่รถตู้จอดรออยู่ ก่อนขึ้นรถก็ให้ผ้าสีขาวพาดคอเป็นของขวัญต้อนรับคนละผืน

    Welcome to Nepal

    .

    รถตู้ออกจากสนามบินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยรถรา และสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน

    ถนนแคบลงเรื่อย ๆ จากทาง 4 เลน เหลือ 2 และจากนั้นก็ 1 เลน อาคารเตี้ย ๆ ไม่เกิน 3–4 ชั้นปลูกติด ๆ กันมา และไม่มีบาทวิถีให้คนเดินโดยเฉพาะ ทำให้ทั้งคนทั้งรถต้องใช้ทางร่วมกัน

    คนขับบังคับรถอย่างช่ำชอง มีหลายครั้งที่รถเหมือนจะต้องขูดกันอาคารหรือเสา แต่ก็มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งรถเข้าใกล้คนที่ยืนริมถนน ซึ่งไม่ยอมหลบจากรถที่กำลังเลี้ยว จนหน้าต่างรถแทบจะเฉียดจมูกให้แล้ว

    .

    โรงแรม Kantipur Village ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่เงียบสงบเมื่อเทียบกับถนนที่เราเพิ่งขับผ่านมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะละแวกนี้มีแต่โรงแรม ทำให้คนท้องถิ่นไม่ค่อยมาเดินแถวนี้

    Ro ช่วย check in และรับกุญแจจากเคาน์เตอร์มาให้ เราขนขึ้นไปเก็บบนห้องแล้วก็กลับลงมาที่ล็อบบี้ พร้อมที่จะออกไปข้างนอกกัน

    .

    🌆 Part II. Trip Downtown

    เราเดินย้อนมาตามซอยที่รถมาส่ง พี่นันสังเกตร้านอาหารจีนชื่อ Dongfang ที่หน้าปากซอย

    Ro พาเดินไปตามถนน เราต้องคอยหลบรถและคนเดินถนนคนอื่น รถจะคอยบีบแตรเตือนเวลาเข้ามาใกล้จากด้านหลัง

    ที่แรกที่เราไปเป็นร้านแลกเงินเล็ก ๆ ป้ายในร้านบอกว่า ราคา NPR อยู่ที่:

    • 1 THB = 4.5 NPR
    • 1 USD = 145 NPR

    (รายละเอียดการเตรียมเงินไปเนปาล)

    เราแลกเงินคนละส่วนหนึ่ง เพื่อให้พอใช้จ่ายชั่วคราว เรายังไม่แลกทั้งหมด เพราะไม่รู้ว่าเมื่ออยู่บนเขาจะใช้กันเท่าไร

    ออกจากร้านแลกเงิน เดินไปไม่ไกล Ro ก็พาเข้าร้านขายของเล็ก ๆ เจ้าของร้านเอาป้ายราคา SIM card ออกมาให้ดู

    ราคา SIM card ของ Nepal Telecom (NTC) (credit: Rohil Shakya)

    “แค่ 20 GB ก็พอ” Ro บอก

    “ไม่มีแบบ 15 วันหรอ?” ผมถาม

    “ไม่มี มีแค่ 7 วันกับ 28 วัน”

    “แบบ 28 วันก็ได้” ผมบอกชี้ไปที่แผน 28 วัน แบบ data 20 GB

    “เก็บไว้ก่อน” Ro บอกเมื่อผมจะหยิบเงินที่เพิ่งแลกได้ออกมาจ่าย

    เจ้าของร้านยื่นมือถือที่มีฟอร์มให้ผมกรอก

    “ต้องชื่อ grandfather ด้วยหรอ?” ผมถาม เพราะนอกจากชื่อตัวเอง ชื่อพ่อแม่แล้ว ยังต้องกรอกชื่อ grandfather ด้วย

    “ต้องกรอกด้วย” Ro ตอบ “มันเป็นระบบเก่า จริง ๆ จะกรอกเป็นอะไรก็ได้ เขาไม่ดูกัน”

    ผมเว้นว่างไว้ เพราะไม่รู้จะกรอกยังไง

    Ro หยิบมือถือไป และพิมพ์ว่า John Wick ก่อนส่งให้เจ้าของร้าน

    🏅 Achievement Unlocked
    Grandfather: John Wick

    “เดี๋ยวถ่ายรูป” Ro บอก ชี้ให้ผมนั่งที่ม้านั่งสั้น ๆ หน้าเคาน์เตอร์

    “ที่นี่ไม่มี e-SIM หรอ?” ผมถามหลังจากถ่ายรูปเสร็จ

    “ไม่มี” Ro ตอบ “ถ้าจะเอา e-SIM จะต้องไปอีกที่”

    เจ้าของร้านขอมือถือไปถอด SIM เก่าออก แล้วใส่ SIM ใหม่ให้แทน พอเรียบร้อย ผมก็จ่ายเงินไป 1,100 NPR

    .

    🍚 Part III. Nepali Dinner

    ต่อมา เราไปที่ร้านขายอุปกรณ์เดินเขา และซื้อ Aquatabs ซึ่งเป็นยาสำหรับฆ่าเชื้อในน้ำ สำหรับเปลี่ยนน้ำก๊อกและน้ำจากลำธารให้กลายเป็นน้ำกิน

    และซื้อ crampons คนละคู่ คู่ละ 1,000 NPR

    (เสื้อผ้าและยาที่ควรเตรียมไปเนปาล)

    ได้ของกันมาแล้ว Ro ก็พาเดินดูของอื่น ๆ ในเมือง พอใกล้มืด ก็พาเดินกลับไปทางโรงแรม และเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    พนักงานต้อนรับแต้มจุดแดงที่หน้าผากก่อนจะพาเข้าไปที่นั่ง พนักงานอีกคนเสิร์ฟน้ำด้วยกาโลหะ ผมนึกดีใจว่าเป็นชา แต่กลายเป็นเหล้าขาวกลิ่นแรงที่เสิร์ฟในถ้วยดินเผาตื้น ๆ แทน

    มื้อเย็นแรกในเนปาล

    พนักงานทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟ บนเวทีด้านหน้า มีการแสดงพื้นเมืองให้ดูเป็นช่วง ๆ

    การแสดงพื้นเมืองของเนปาล

    พอถึงมื้อหลัก พนักงานก็เอาจานเหล็กขนาดใหญ่มาวาง พนักงานแต่ละคนถือชามใหญ่ที่ใส่อาหารต่างกัน ทยอยมาตักใส่จานให้

    “Ro ฝากถามหน่อยว่ามีกระเทียมมั้ย” พี่นันบอก Ro ที่นั่งประกบเราอยู่อีกโต๊ะ “เรากินกระเทียมไม่ได้ เราแพ้กระเทียม”

    Ro ยั้งพนักงานที่กำลังจะตักอาหารใส่จานพี่นัน แล้วก็ถามเป็นภาษาเนปาล ผมได้ยินคำว่า Garlic แล้วพนักงานก็เดินไปตักให้คนอื่นแทน

    พนักงานคนต่อมา จะตักอาหารให้พี่นัน Ro ก็ยั้งไว้ แล้วถามเหมือนเดิม คนต่อไปก็เช่นกัน

    “ที่นี่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องแพ้อาหาร” Ro อธิบาย “แล้ววันนี้คนดูแลไม่อยู่ พนักงานก็เลยดูยุ่ง ๆ หน่อย” ซึ่งอธิบายว่า ทำไม Ro ต้องบอกพนักงานทุกคนทุกครั้งที่จะมาเสิร์ฟอาหาร เพราะไม่มีใครเป็นคนกลางคอยสื่อสารให้ในครัวรู้

    อาหารที่ประกอบร่างกัน คือ dal bhat อาหารซึ่งผมจะรู้ในภายหลังว่า เป็นขุมพลังสำหรับการเดินเขา เพราะเป็นอาหารที่สั่งแล้วเติมได้ไม่อั้น

    Dal bhat

    พนักงานคอยเดินมาเติมอาหารให้เรื่อย ๆ Ro อยู่คอยกันไม่ให้อาหารที่มีกระเทียมเติมในจานพี่นัน พอเห็นเราอยู่ตัวแล้ว Ro ก็หายตัวไป

    “เขาน่าจะไปกินข้าว” พี่นันบอก

    การแสดงบนเวทีจบด้วยคนที่แต่งเป็น yak เดินลงมารับทิปตามโต๊ะ

    .

    Ro พาเราไปส่งที่โรงแรม แล้วก็ขอตัวกลับไป

    หลังจากนอนไม่เต็มอิ่มจากวันก่อนและบนเครื่อง เตียงที่โรงแรมก็ดูน่านอนเลยทีเดียว

    ห้องพักที่ Kantipur Village

    15%
    Digesting Dal Bhat ...
    60%
    Registering "John Wick" to family tree ...
    99%
    Charging laptop ...

    💻 Day 02. Side Quest: Kathmandu

    .

    ☕️ Part I. Morning Meal

    == Daily Quest ==
    [ ] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [ ] Exchange money for trekking
    [ ] Pack the bag

    อาหารเช้าเป็นแบบอาหารเช้าเป็นแบบอินเทอร์เนชันเนล

    บนเคาน์เตอร์มีไส้กรอก ไข่ดาว ซุปถั่วแบบอังกฤษ ซีเรียลและนม ข้าวโอ๊ต ขนมปัง และ croissant พร้อมเครื่องปิ๊ง

    อาหารเช้าที่ Kantipur Village

    ตักอาหารแล้ว ผมก็เดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

    “รับกาแฟหรือชาดีคะ?” พนักงานถาม ผมไม่ได้ตั้งใจสั่งอะไร เพราะไม่รู้ว่าสั่งเพิ่มได้นอกเหนือจากน้ำส้ม น้ำเปล่า และกาแฟที่วางให้

    “เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว” ผมนึกถึงคำ Ro เมื่อวาน “ถ้าจะกิน ก็กินที่นี่อร่อยที่สุด”

    “Masala tea ครับ” ผมตอบ

    พนักงานยิ้มรับแล้วก็หายไปในครัว

    .

    💼 Part II. A Place to Work

    ผมกับพี่อู๋ลงมาก่อน ตรีกับพี่นันตามมา มาถึงก็นั่งที่โต๊ะมุมในสุดซึ่งติดกับปลั๊กไฟ เพราะพี่นันจะเข้าประชุม

    วันนี้ เราไม่ได้ลางานกัน เพราะแผนแรก คือ วันนี้เราจะต้องเพิ่งมาถึง Kathmandu แต่เพราะเที่ยวบินถูกยกเลิก เราเลยเลือกบินเร็วขึ้น 1 วัน แต่เพื่อไม่ให้เสียวันหยุดเพิ่ม เราเลยตกลงจะทำงานวันนี้กันที่เนปาล

    เวลาที่เนปาลช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที แสดงว่าตอนที่เรากินข้าว ก็ใกล้เวลาเข้างานที่ไทยแล้ว

    ใช้เวลาสักพักกว่า masala tea จะมาเสิร์ฟในแก้วใส พอได้จิบแรก ผมก็ต้องแปลกใจ เพราะคาดว่าจะเจอรสจัดจ้านแบบ chai tea ที่ผมเคยลอง masala tea มีกลิ่นหอม ๆ ของเครื่องเทศก็จริง แต่รสเบามากสำหรับผม

    🏅 Achievement Unlocked
    Masala Tea: First Sip

    ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังกินหมดอย่างรวดเร็ว และสั่งถ้วยที่สองตอนที่พนักงานเดินมาใกล้โต๊ะ

    Masala tea

    “ชิน์อยากทำงานที่นี่หรือที่คาเฟ่” พี่นันถามจากอีกโต๊ะ MacBook เปิดอยู่ข้างตัว

    “ผมอยากทำงานที่ห้อง” ผมตอบ “แต่ที่ห้องผมต่อเน็ตไม่ได้ อาจจะต้องไปคาเฟ่”

    “ลองหาดูว่า จะไปที่ไหน”

    ผมลองหาในอินเทอร์เน็ตก็เจอคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานที่คนแนะนำ 2–3 ที่ แต่พอดูใน Google Map แล้ว ไม่ค่อยน่านั่งสักเท่าไร และบางที่ก็เหมือนปิดร้านไปแล้ว

    ผมลองเปิดดูข้อมูลโรงแรม ก็เห็นว่า “cafe with work lounge” อยู่ในรายการ “coffee shop with work lounge”

    Facilities ของ Kantipur Village

    ผมเดินออกจากห้องอาหารไปที่เคาน์เตอร์เช็กอิน

    “มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” พนักงานหลังเคาน์เตอร์ถาม

    “ผมอยากให้ช่วย 3 เรื่อง” ผมพูด ดูกระดาษที่จดมา “ผมอยากได้น้ำที่ห้องเพิ่ม แต่ผมแขวน Do Not Disturb ไว้”

    “อยากให้พนักงานทำความสะอาดห้องด้วยมั้ยครับ?”

    “ไม่เป็นไรครับ ขอแค่น้ำเพิ่มก็พอ”

    “ได้ครับ”

    “แล้วก็ผมมีปัญหาต่อเน็ตในห้อง” ผมพูด “ถ้าต่อด้วยคอมแล้วจะต่อไม่ได้ แต่ถ้าด้วยมือถือ จะต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง อยากให้ช่วยดูให้หน่อยครับ”

    “ครับ”

    “แล้วก็ปลั๊กไฟในห้องตรงที่เสียบกาน้ำร้อนเหมือนจะใช้ไม่ได้ ผมเสียบปลั๊กไม่เข้าเลย”

    พนักงานพยักหน้า

    “ผมขอกระดาษไว้นะครับ”

    ผมงุนงงเล็กน้อย เพราะลายมือผมแย่มาก ไม่รู้ว่าคนอื่นจะอ่านออกไหม

    “เดี๋ยวผมดูให้นะครับ” พนักงานบอก เก็บกระดาษไป

    “แล้วก็” ผมพูด “เห็นในเว็บไซต์เขียนว่ามี work lounge ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนครับ”

    “ตรงนี้เลยครับ” พนักงานชี้ไปทางขวามือของผม

    “ตรงนี้?”

    “ใช่ครับ ตรงไปก็เจอเลย”

    “ผมต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งานยังไงบ้างมั้ย?”

    “ไม่ต้องครับ ใช้ฟรีได้เลย” พนักงานตอบ

    “ตรงนี้มี work lounge ไปนั่งได้นะ” ผมบอกคนอื่นตอนเดินกลับเข้าไปในห้องอาหาร

    พี่นันกำลังประชุมอยู่แล้ว ในห้องมีแขกอีก 1–2 โต๊ะที่นั่งทานข้าวอยู่

    “ดีเลย” พี่นันตอบ

    แล้วทุกคนก็ย้ายที่จากห้องอาหาร ไปที่ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงแรมที่กั้นด้วยกระจกเป็นแนวยาว ในร้านมีเคาน์เตอร์อยู่ในสุด ตามแนวยาวฝั่งติดผนังเป็นโต๊ะติดผนังยาว ส่วนฝั่งกระจกเป็นโต๊ะและเก้าอี้ 2 ชุด ฝั่งตรงข้ามเคาน์เตอร์เป็นหน้าแรกที่เปิดออกไปสู่ถนนเล็ก ๆ หน้าโรงแรม

    ทุกคนปักหลักกันที่โต๊ะติดผนัง ซึ่งมีปลั๊กไฟให้ใช้

    “เดี๋ยวผมไปเอาคอมก่อนนะ” ผมบอก แล้วก็ขึ้นไปบนห้อง

    ขวดน้ำใหม่ 2 ขวดถูกวางไว้ในห้องแล้ว ปลั๊กกาต้มน้ำถูกเสียบไว้ในเต้าบนผนัง พนักงานน่าจะตีความความต้องการผมผิดไป ผมแค่อยากจะใช้ปลั๊กนั้นให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะปลั๊กในห้องมีพอใช้

    ผมไม่ได้เช็กว่าต่ออินเทอร์เน็ตได้ไหม แต่เดาว่าน่าจะต่อได้ปกติแล้ว

    พนักงานจัดการดูแลให้อย่างรวดเร็วมาก สมกับที่เป็นโรงแรม 4.8 ดาวบน Google Maps

    .

    เรานั่งทำงานในร้านกาแฟทั้งวัน ตอนกลางวันเราสั่งพิซซ่ากับเฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งอร่อยถูกปากมาแชร์กัน

    อาหารกลางวัน: พิซซ่าและเฟรนช์ฟรายส์

    ระหว่างวัน มีลูกค้าแค่กลุ่มเดียวที่เข้ามานั่งในร้าน นั่งไม่นานก็ออกจากร้านไป เหลือแค่เราสี่คนกับพนักงานที่เฝ้าร้านเงียบ ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์

    ไม่นานก็หมดเวลางาน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานที่ต่างประเทศ

    🏅 Achievement Unlocked
    Work Mode: International
    == Daily Quest ==
    [/] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [ ] Exchange money for trekking
    [ ] Pack the bag

    .

    📑 Part IV. After-Work Brief

    เราเดินออกไปที่ร้าน Dongfang ที่พี่นันเล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน และสั่งบะหมี่มา 2 จาน กับเนื้อแกะเสียบไม้ทีละ 3 ไม้ เพราะพนักงานบอกว่าสั่งขั้นต่ำ คือ 3 ไม้

    ราคาตกไม้ละ 100 NPR (ประมาณ 22 บาทเท่านั้น)

    เนื้อแกะเสียบไม้ย่าง

    “หวัดดีครับ พี่”

    Ro กับ Arbin มาหาเราที่ร้าน

    “วันสุดท้าย จะพาไปกินอาหารไทย” Arbin บอกเป็นภาษาไทย

    “เราเลือกเป็นอาหารอื่นได้มั้ย?” พี่นันถาม ติดใจเนื้อแกะที่สั่งมาเติม 2–3 รอบ

    “ไม่ได้ จองไว้แล้ว” Arbin ตอบ

    พอกินเสร็จ เราก็เดินกลับโรงแรมกัน มีแค่ตรีที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าของ Ro นำไปก่อน

    Arbin’s briefing (credit: Kullanan Pananukooln)

    ที่โรงแรม Arbin เริ่ม brief เกี่ยวกับการเดินเขา ทั้งแผนการเดินทาง (ดู Quest Map ข้างบน) และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ ซึ่งผมจดตามไว้เท่านี้:

    • เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ เพื่อป้องกัน altitude sickness
    • ดื่มน้ำเยอะ ๆ (3–4 ลิตร ตามระดับความสูง) เพื่อป้องกัน altitude sickness
    • ถ้าปวดฉี่ ต้องห้ามอั้น เพราะจะทำให้ไม่หิวน้ำ และจะยิ่งกินน้ำน้อยลง
    • อาบน้ำเมื่อมีโอกาส แต่ควรอาบน้ำอุ่น เพราะน้ำเย็นจะทำให้ป่วยง่าย
    • เข้านอนหลังอาหารเย็น
    • ไม่ควรนอนกลางวัน เพราะจะนอนไม่หลับตอนกลางคืน
    • ใส่ beanie เวลานอน เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
    • ให้เอาของที่จำเป็นติดตัวไประหว่างเดิน ของที่เหลือให้ทิ้งไว้ใน duffle bag ที่ porter (ลูกหาบ) จะแบกนำไปก่อน
    • เริ่มทานยาแก้ altitude sickness ตั้งแต่พรุ่งนี้
    • คืนนี้ จัดของใส่ duffle bag ให้พร้อม (ของที่เหลือให้ฝากไว้ที่โรงแรม)
    • Porter 1 คนจะแบกน้ำหนักได้ 25 kg ซึ่งแบ่งเป็นกระเป๋า 2 ใบ (แสดงว่าได้กระเป๋าละ 12.5 kg)

    Brief แล้ว เราก็จ่ายเงินค่าทัวร์เป็น USD คนละ 634 USD

    Hero Guild และ Tour Master: ผม ตรี Arbin พี่นัน พี่อู๋ (ซ้ายไปขวา)

    .

    💵 Part V. Perfect Preparation

    Arbin กับ Ro ก็พาเราเดินไปในเมือง เพื่อแลกเงิน ครั้งนี้เราไปที่อีกร้านหนึ่ง

    “เอาเงินติดตัวไปวันละ 50 dollars” Ro บอก “ทั้งหมดประมาณ 50,000 rupees เผื่อไว้”

    “ถ้าเหลือก็ให้ทิปไกด์กับลูกหาบ” Arbin เสริม

    พี่นันช่วยแลกเงินเผื่อทุกคน ส่วนผมแลกเป็นคนสุดท้าย เพราะไม่แน่ใจว่าแลกไปเยอะขนาดไหน เพราะจำนวนที่ Ro บอกสูงกว่าจำนวนที่ถาม ChatGPT เยอะระดับหนึ่ง

    (ดูจำนวนเงินที่ควรนำติดตัวไปเนปาล)

    “อยากกินไอติม” ผมพูด

    Ro แนะนำร้าน Silk ซึ่งอยู่ติดกับโรงแรมชื่อ Roadhouse

    Ro กับ Arbin ขอตัวกลับก่อน ปล่อยให้เราหาร้านด้วย Google Maps กันเอง

    ร้าน Silk หาไม่ยากอย่างที่คิด และร้านเล็กกว่าที่คาด เราสี่คนเดินเข้าไปก็แทบจะเต็มร้านแล้ว

    ร้านมีไอติมให้เลือกหลายรสและขอชิมก่อนได้

    ทุกคนขอชิมตามต้องการแล้วก็สั่งกันคนละถ้วย ถ้วยละ 330 NPR

    ผมเป็นคนสุดท้ายที่ตัดสินใจไม่ได้

    “ลองนี่ดู” พนักงานยื่นอีกรสให้ชิม ทั้งที่ผมไม่ได้ขอ

    “อันนี้ก็อร่อยแฮะ” ผมบอก ทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก

    สุดท้าย ผมตัดสินใจสั่ง triple chocolate ใส่ถ้วยเหมือนคนอื่น

    ร้านขายไอติม Silk

    .

    กลับมาถึงโรงแรม เราก็จัดของใส่ duffle bag ตามที่ Arbin ได้ brief ไว้

    ผมมีของที่จะเอาไปมากกว่าน้ำหนักที่ Arbin กำหนดให้ เลยต้องใส่ของที่เกินมาไว้ใน backpack ที่จะแบกไปเอง

    ส่วนของที่จะไม่เอาไป (อย่าง laptop) ผมใส่กระเป๋าลากที่จะฝากไว้กับโรงแรม

    Duffle bag ที่ Heaven on Nepal จัดไว้ให้
    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Complete work (🧑‍💻 8h)
    [/] Exchange money for trekking
    [/] Pack the bag

    10%
    Syncing Arbin's rules to system memory ...
    50%
    Generating bumpy road physics ...
    90%
    Unhiding Hidden Kingdom ...

    🚌 Day 03. Gateway: Kathmandu to Pokhara

    .

    🚍 Part I. The Coach

    == Daily Quest ==
    [ ] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [ ] Explore Pokhara

    วันต่อมา เราไม่มีเวลากินข้าวในห้องอาหาร เพราะเราต้องออกจากโรงแรมแต่เช้า

    Anup กำลังรอเราอยู่ตอนที่เราขนกระเป๋าลงมาที่ล็อบบี้

    “คนนี้จะเป็นไกด์พี่นะครับ” Anup บอกเป็นภาษาไทย ผายมือไปที่คนเนปาลที่ยืนอยู่ข้างตัว “เขาจะนั่งไป Pokhara ด้วย ชื่อ Sona Gurman จะเรียก Sona หรือ Gurman ก็ได้”

    Sona ยิ้มทักทายทุกคน

    “เขาพูดไทยไม่ได้” Anup เสริม

    รูปหมู่ก่อนออกจากโรงแรม: พี่นัน ตรี พี่อู๋ ผม Anup และ Sona (ซ้ายไปขวา) (credit: Kullanan Pananukooln)

    “Anup ไปด้วยมั้ยคะ?” พี่นันถามเมื่อเราขึ้นไปบนรถตู้ที่จอดรอหน้าโรงแรม

    “ไม่ได้ไป พี่” Anup พูด “เดี๋ยว Sona จะดูแลพวกพี่เอง”

    “เขาชื่ออะไรนะ?” พี่นันถามอีกครั้ง เพราะเรายังไม่คุ้นกับชื่อของคนที่นี่

    “Sona Gurman” Anup ตอบเหมือนทวนเทป “จะเรียก Sona หรือ Gurman ก็ได้”

    .

    รถทัวร์จอดเรียงกันยาวอยู่ข้างถนน ในเมืองที่ดูเหมือนไม่ได้ออกแบบไว้ให้รถวิ่ง ดูเหมือนน่าจะไม่มีสถานีขนส่งเป็นหลักเป็นแหล่งด้วย

    Sona กับคนขับรถคุยกันด้วยภาษาเนปาล พยายามมองหารถของเรา พอขับเลยคันที่มองหา คนขับรถก็กลับรถกลางถนนเพื่อย้อนกลับไปหารถทัวร์ของเรา

    ลงจากรถ เราเอา backpack และกล่องข้าวเช้าที่ Arbin ให้โรงแรมเตรียมไว้ให้ลงด้วย ส่วน duffle bag ของเรามีคนขนขึ้นท้ายรถทัวร์ให้

    ที่นั่งบนรถไม่เหมือนกับรถทัวร์แบบอื่น ๆ ที่ผมเคยเจอมา

    ภายในรถทัวร์ไป Pokhara

    ที่นั่งแบ่งเป็น 2 แถว ฝั่งหนึ่ง 1 ที่นั่ง และอีกฝั่ง 2 ที่นั่ง ทรงเก้าอี้ทำให้ผมนึกถึงเก้าอี้นวด เพราะเบาะมีขนาดใหญ่พอที่จะนั่งได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด แม้สำหรับคนตัวใหญ่อย่างผม และปรับเอียงนอนได้สบายโดยไม่รบกวนคนข้างหลัง

    ระหว่างรอรถออก ผมก็เปิดกล่องข้าวออกดู ข้างในมีน้ำผลไม้กล่อง ขนมปังแผ่นกับชีส ไข่ต้มที่ห่อมาในฟอยล์ และส้มที่แวรปพลาสติกมาให้

    อาหารเช้าที่โรงแรมเตรียมใส่กล่องไว้ให้

    ผมยื่นส้มให้ตรี และจัดการขนมปังกับชีสและน้ำผลไม้ก่อน ผมเก็บไข่ไว้ทีหลัง เพราะยังไม่อยากกินตอนนี้

    .

    🚦 Part II. On the Road

    พอรถออกตัว อาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของ Kathmandu ก็ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ

    พออกเขตเมือง ถนนก็เริ่มขรุขระและเป็นลูกรังมากขึ้น ฉากอาคารสีทรายถูกแทนที่ด้วยภูเขาดินและป่าไม้ ระหว่างทาง มีทั้งรถทัวร์และรถเมล์สวนไปอีกทาง

    เราหยุดเข้าห้องน้ำข้างทางครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยุดพักเพื่อทานข้าวกลางวันกัน

    ผมไม่ได้ยินประกาศอะไร และคิดว่ารถหยุดให้เข้าห้องน้ำอีกครั้ง ผมรีบลงจากรถไปก่อน เพราะรู้ว่าคนจะเยอะ และก็เป็นไปตามอย่างที่คิด ตอนออกจากห้องน้ำ คนก็ต่อแถวเข้าคิวกันแล้ว

    “เป็นยังไงบ้าง?” Sona ถามเป็นภาษาอังกฤษ เดินเข้ามาหา

    “ก็ดี” ผมตอบ “เห็นคนอื่นมั้ย?”

    “น่าจะไปหาข้าวกินกัน” ชี้ไปทางอาคารที่ตอนแรกผมนึกว่าเป็นโรงแรม ซึ่งอยู่ในบริเวณจุดพักรถเหมือนกัน

    “อ๋อ งั้นผมไปหาพวกเขาก่อน”

    “อันนี้เป็น buffet” พี่นันบอกตอนผมไปถึงจุดซื้อคูปองที่มีคนรุมซื้อคูปองกันอยู่ (ผมใช้คำว่ารุม เพราะไม่มีใครสนใจว่าใครมาก่อน ใครแทรกเข้ามาได้ก็ได้ซื้อก่อน) “มีให้เลือก ผัก ไก่ กับ mutton”

    “พี่นัน พี่อู๋กินอะไร?” ผมถาม

    พี่นันไม่ตอบ กำลังง่วนกับการนับเงินที่จะจ่าย พอได้คูปองแล้วก็รีบไปต่อแถวตักอาหารในอาคาร

    ผมรีบนับเงินที่แลกมาเมื่อวานออกจากซองเงิน ระหว่างนั้นก็มีคนเนปาลแทรกเข้ามาซื้อคูปองเลื่อน ๆ

    “พี่ชิน์กินอะไร?” ตรีถามตอนที่เรากำลังต่อแถว

    “Mutton” ราคา 600 NPR

    แถวตักอาหารเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ จนผมเริ่มสงสัยว่า คนรถให้เวลากินข้าวเท่าไร

    อาหารที่มีให้ตักเหมือนกับอาหารเย็นวันแรก นั่นคือ dal bhat แต่เป็นฉบับตักเอง

    ผมยื่นคูปองให้พนักงานที่ยืนรอรับอยู่แล้วก็ตักอาหารเท่าอยากกิน ที่ปลายสุดเคาน์เตอร์ตักอาหาร พนักงานก็หยิบซุป mutton ในถ้วยเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้

    “สรุปพี่นันกินอะไร?” ผมถามเมื่อไปถึงโต๊ะที่พี่อู๋ พี่นันนั่งอยู่

    “ข้าวผัดไข่” พี่นันตอบ “พี่ถามเขาว่า อะไรมีกระเทียมบ้าง เขาก็ชี้ ชี้ ชี้ แล้วเขาก็ทำท่าอย่างนี้” ทำท่ากวาดมือ “’All of this has garlic’ เขาพูด เขาเลยคืนเงินให้พี่นัน แล้วให้สั่งใหม่ เพราะไม่มีอะไรที่พี่นันกินได้เลย”

    Dal bhat (อีกแล้ว)

    “อาหารเป็นยังไงบ้าง?” Sona ถามเมื่อมาปรากฏตัวข้างโต๊ะเรา

    “ดี” พี่นันตอบเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมยกนิ้วให้

    “เรามีเวลากินเท่าไร?”

    “อา” Sona มองนาฬิกา “ประมาณ 45 นาที”

    ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหนแล้ว แต่คิดว่า เรามีเวลาอีกไม่นาน

    “เราต้องรีบไปแล้วมั้ย?” ผมถาม

    “ยังพอมีเวลาอยู่” Sona ตอบ

    “งั้นผมขอไปตักเพิ่มหน่อย” ผมพูด

    ผมไปต่อแถวตักอาหารอีกครั้ง และอีกครั้งที่แถวค่อย ๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ผมคิดว่าผ่านไป 3–5 นาทีได้ ผมยังไม่ถึงที่หยิบจานแม้แถวจะสั้นลงกว่าแรกถึง 1 ใน 3 แล้วก็ตาม

    “รีบไปขึ้นรถก่อนแล้วกัน” ผมบอก Sona ที่เดินมาหา

    “แน่ใจหรอ?”

    “ใช่” ผมตอบ เพราะตอนนั้นห้องอาหารดูโล่งแล้ว แสดงว่าคนส่วนใหญ่ รวมถึงคนที่มารถคันเดียวกับเรา น่าจะขึ้นรถกันหมดแล้ว

    “เขาให้เวลาน้อยมาก” ผมคุยกับ Sona ระหว่างเดินไปที่รถ “คนอื่นกินกันทันได้ยังไง?”

    “คิดว่า เขาน่าจะผลัดให้เข้ามาเป็นชุด ๆ” Sona ตอบไม่ตรงคำถาม “พอรถชุดหนึ่งกินเสร็จ อีกชุดหนึ่งก็จะเข้ามาแทน ไม่งั้นที่จะไม่พอ”

    .

    🏨 Part III. Arriving at Hotel

    บนรถมีนาฬิกาดิจิทัลบอกเวลาที่ผมเฝ้ามอง รอคอยให้ถึงที่หมายเร็ว ๆ

    ก่อนหน้านี้ ผมถาม Sona ว่าจะถึง Pokhara ประมาณกี่โมง Sona บอกว่า 2 โมงกว่า ๆ ผมประมาณว่าเราน่าจะถึงตอนบ่ายสาม จากการที่เราใช้เวลากินข้าวนานกว่าปกติ

    เมือง Pokhara แตกต่างจาก Kathmandu อย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ในเชิงผังเมือง ตึกอาคารที่นี่วางห่างกัน และมีถนนเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ดูคับแคบเหมือนกับ Kathmandu

    และที่สำคัญ Pokhara มีสถานีขนส่งที่รถทัวร์มาจอดส่งทุกคนลง

    == Daily Quest ==
    [/] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [ ] Explore Pokhara

    “มาจาก Indonesia หรือเปล่า?” คนแก่ที่ผมเดาว่าเป็นคนขับแท็กซี่ถาม พยายามหาผู้โดยสารจากคนที่ลงจากรถทัวร์

    กลุ่มเราไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนกำลังง่วนกับการขน duffle bag จากท้ายรถทัวร์ขึ้นรถตู้ที่มารอรับเราอยู่แล้ว

    รถตู้เหมือนจะหาโรงแรมไม่เจอ และเมื่อถึงที่หมาย ผมก็รู้ว่าทำไม

    “คนขับหาไม่เจอ” ผมบอกคนอื่นเป็นภาษาไทย “เพราะมัน hidden นี่เอง”

    โรงแรม Hidden Kingdom

    โรงแรมของเราชื่อ Hidden Kingdom ซึ่งดูแล้วมีขนาดเล็กและดูเก่ากว่า Kantipur Village

    Sona ช่วยเรา check in แล้วก็แจกจ่ายกุญแจห้องให้ เราได้ 2 ห้องแยกเหมือนเดิม

    “ถ้าอยากออกไปเดินในเมือง” Sona บอก “ก็บอกเวลามาได้ กี่โมงก็แล้วแต่เลย”

    “บอกเขา 4 โมงครึ่งก็ได้” พี่นันพูดเป็นภาษาไทย ซึ่งหมายถึงอีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ “ดูหน้าแล้ว เขาน่าจะอยากนอน ให้เขาพักเถอะ”

    “น่าจะประมาณ 4 โมงครึ่ง” ผมบอก Sona เป็นภาษาอังกฤษ “เดี๋ยวผมลงมาเจอที่ล็อบบี้”

    “ได้ ๆ” Sona ตอบ “ถ้าพร้อมแล้วก็ทักมา” Sona หมายถึงทักผ่าน Messenger ของ Facebook เพราะเราเพิ่งเพิ่มเพื่อนกัน

    Sona ไม่มี LINE เหมือนกับ Arbin, Ro, และ Anup

    ห้องพักเราอยู่ชั้น 2 เราเลือกเดินขึ้นบันได เพราะพนักงานช่วยขนกระเป๋ามาทางลิฟต์ที่ตัวเล็กนิดเดียว แม้จะไม่ดูดีเท่า แต่ห้องของ Hidden Kingdom ก็ขนาดกว้างขวางไม่แพ้ Kantipur Village

    ห้องพักที่ Hidden Kingdom

    .

    ⛴️ Part IV. Visting Phewa Lake

    พอ 4 โมงครึ่ง เราก็ลงมาเจอกับ Sona ที่ล็อบบี้และออกเดินจากซอยโรงแรม เรียบไปตามชายฝั่งของทะเลสาบ Phewa

    “พี่อู๋กับพี่นันเคยมาแล้ว” พี่นันบอกผมกับตรี พี่นันกับพี่อู๋เคยมาเดินเขาที่เนปาลแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน “ชิน์กับตรีอยากนั่งเรือมั้ย หรืออยากรอวันสุดท้าย?”

    “ถ้ามีเวลาจะนั่งวันนี้ก็ได้” ผมตอบ “แต่เรามีเวลาพอมั้ย?”

    “ไม่รู้ ลองถามเขา” พี่นันหมายถึง Sona

    “ลองไปดูกัน” Sona ตอบเมื่อผมถามเป็นภาษาอังกฤษ

    เราเดินไปที่ท่าเรือซึ่งยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอเดินทางไปยังเกาะกลางน้ำ

    “Sona จะไปด้วยมั้ย?” พี่นันถามเป็นภาษาอังกฤษ “พวกเราจ่ายให้”

    “โอเค” Sona ตอบ

    Sona ช่วยต่อแถวซื้อตั๋วให้ แล้วเราก็ไปรับเสื้อชูชีพมาใส่กันคนละตัว

    ที่ท่าขึ้นเรือ ผู้คนที่ใส่เสื้อชูชีพมาออแย่งกันขึ้นเรือที่แทรกหาที่จอดรับผู้โดยสารกัน

    ท่าเรือที่ทะเลสาบ Phewa

    ผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์จะตกดินในอีกไม่ช้า นอกจากเรือพายลำยาวแบบที่เรานั่ง ยังมีเรือปั่นตรงสี่เหลี่ยมที่ดูจะนั่งสบายกว่าเรือพาย และเวฟบอร์ดสำหรับพายคนเดียวอีกด้วย

    ทะเลสาบ Phewa

    เรือวนรอบ Tal Barahi Mandir ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำที่ตั้งของศาลเจ้าพระแม่วราหิของศาสนาฮินดู 1 รอบ ก่อนจะจอดเทียบท่าบนเกาะ

    ทุกคนถอดเสื้อชูชีพทิ้งลงในตะแกงเหล็กที่ตั้งอยู่ที่ท่าแล้วก็เดินเข้าไปในเกาะ

    ทุกคนไปถึงหน้าศาลก็ยกมือไหว้แล้วก็เดินออกมา ไม่มีใครถอดรองเท้า เพราะทุกคนใส่รองเท้าเดินเขากันหมด

    Group selfie ที่ Tal Barahi Mandir: ผม Sona ตรี พี่นัน พี่อู๋ (ซ้ายไปขวา)

    เราหยิบเสื้อชูชีพจากตะแกงเหล็ก แล้วก็เดินไปหาเรือที่จะพาเรากลับฝั่ง เช่นเดียวกับขามา ทุกคนแย่งกันขึ้น ใครแทรกได้ก่อนก็ได้ขึ้นก่อน

    Sona ช่วยกันหาเรือให้ แต่เราต้องนั่งแยกกันมา ผมมากับพี่อู๋ ส่วนตรีกับพี่นันตามมาทีหลังกับ Sona

    .

    🍲 Part V. And Having Local Dinner

    “อยากกินที่นี่มั้ย?” Sona ถามเมื่อพาเรามาหยุดหน้าร้านอาหารแบบตะวันตกแห่งหนึ่ง

    “ชิน์อยากกินอะไร?” พี่นันช่วยถามเมื่อเห็นผมลังเล

    “อยากลองอาหารท้องถิ่น” ผมบอก Sona เป็นภาษาอังกฤษ

    “อาหารท้องถิ่น” Sona พูด “มีหลายร้าน ลองเดินดูตามถนนได้”

    “มี 2 ร้าน” พี่นันยื่นจอมือถือให้ดู “มีร้านนี้ที่ติดทะเลสาบ กับอีกร้านที่อยู่หัวมุมตรงนี้”

    เราไปที่ร้านตรงหัวมุมกัน

    ทางเข้าร้านอยู่ข้างร้านตัดผม พอเดินขึ้นบันไดไปก็เจอกับห้องอาหารเล็ก ๆ 2 ห้องที่เชื่อมกันด้วยชั้นลอยที่มีเคาน์เตอร์เก็บเงินและอ่างล้างมืออยู่

    เราเข้าไปนั่งแล้วก็สั่งอาหารกันคนละจาน พร้อมอาหารแชร์ตรงกลาง 2 จาน สำหรับเครื่องดื่ม ผมสั่ง masala tea ซึ่งรสชาติไม่ต่างกับ masala tea ใน Kathmandu คือมีกลิ่นหอม แต่รสไม่จัด ทำให้ผมรู้ว่า masala tea น่าจะไม่เน้นรสจัดเหมือนกับ chai tea

    มื้อเย็นที่ Pokhara

    อาหารที่ผมสั่ง คือ dal bhat แบบที่กินเมื่อวันแรกและกลางวันของวันนี้

    ที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน มีถาดเล็ก ๆ ใส่เม็ดน้ำตาลและสิ่งที่ดูเหมือนเปลือกข้าวอยู่ Sona ตักให้ลอง พอกินด้วยกันแล้วก็เหมือนกับลูกอมดับกลิ่นปาก

    เราเดินไปตามถนนและหยุดที่ร้านวอฟเฟิลแห่งหนึ่ง สั่งไอติมและวอฟเฟิลที่เราเอามาประกอบร่างกันเอง

    Fusion: ice cream + waffle 👍

    หลังกินเสร็จ เราก็เดินไปที่ร้านขายของชำฝั่งตรงข้าม หาซื้อของกินที่จะติดตัวขึ้นเขาไปด้วย ผมไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่ม เพราะผมเตรียม power bar มาสำหรับแก้หิว และไม่คิดว่าผมจะคิดถึงอาหารไทยบนนั้น

    “พี่นันกับพี่อู๋กลับก่อน” พี่นันบอกเมื่อออกจากร้าน “ฝากด้วย” พี่นันบอกกับ Sona

    “ไปถนนคนเดินกัน” ผมบอก Sona

    ถนนคนเดินของ Pokhara คือ ทางเดินริมทะเลสาบ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ที่ท่าเรือมีการทำพิธีทางศาสนาที่ผมเห็นใน YouTube ก่อนมาที่นี่

    เรือที่พายไปมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้จอดนิ่งอยู่ในทะเลสาบที่มืดมิด บนเขาที่ล้อมรอบทะเลสาบเปิดไฟกัน ทำให้ดูเหมือนอาคารลอยตัวอยู่ในความมืดของท้องฟ้า

    วิวตอนกลางคืนที่ทะเลสาบ Phewa

    ตามทางเดินมีร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการและเล่นทั้งดนตรีสดและเทปเสียงคอยรอรับลูกค้าอยู่ เราเดินไปจนถึงร้านสุดท้าย ก็เดินกลับเข้ามาในเมือง

    🎉 Daily Quest Complete
    [/] Kathmandu to Pokhara (🚎 7h)
    [/] Explore Pokhara

    Sona พาเดินเข้ามาในซอยที่จะทะลุไปถึงโรงแรม

    “ซอยที่นี่ตั้งเป็นตัวเลข 1, 2, 3, 4 ไปเรื่อย ๆ” Sona ชวนคุย “ซอยโรงแรมเรา คือ ซอย 9 แต่ละโรงแรมจะมีรหัสของตัวเอง อย่างของเราคือ 9A”

    Hidden Kingdom Hotel, 9A

    เราแยกกับ Sona ที่หน้าโรงแรม Sona น่าจะพักอยู่อีกที่ที่อยู่ในซอยเดียวกัน

    “พรุ่งนี้ เจอกัน 7 โมง” Sona บอก “กินข้าวเช้าเสร็จก็ยกกระเป๋าลงมารอที่ล็อบบี้ได้เลย”

    พรุ่งนี้ เราจะเริ่มเดินเขาเป็นวันแรก

    ป้ายแรก คือ Chhomrong เพื่อไปพิชิต ABC


    ⏭️ To Be Continued …

    🏆 Part 1 Complete

    👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:


    🤫 Cheat Code

    Press X + O to skip to …


    🙏 End Credits

    ขอขอบคุณ:

    1. Ro และพี่นัน สำหรับภาพประกอบ
    2. บอส ที่ช่วยอ่าน draft แรก ๆ