เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่ผมอยากไปก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส
หลังจากทำงานมา 7 ปี และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายผมก็ไม่เหมือนเดิม ผมปวดหลังตลอดเวลา สายตาสั้นลง และเหนื่อยง่ายแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น
โอกาสของผมมีน้อยลงเรื่อย ๆ
พอพี่ที่ทำงานชวนไปเดินเขาที่เนปาลผมก็เลยไม่ลังเลที่จะขอไปด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาไหม แต่ผมก็จะขอลองดูสักตั้ง
Quest นี้แบ่งเป็น 2 arcs:
- Arc 1: Annapurna Base Camp (ABC)
- Arc 2: Mardi Himal
ในแต่ละวัน เราจะต้องเดินเขา 3–6 ชั่วโมงในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ในระดับความสูงที่ต่างกัน แต่สภาพร่างกายไม่พร้อม หรือป่วยขึ้นมาจนไปต่อไม่ได้ ก็ต้องเรียก ฮ. มารับ และ game over ทันที
ผมไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ลองก็ไม่รู้
บทความ 4 ส่วนนี้เป็น quest log การเดินทางของผม:
- Part 1. Perfect Preparation: quest ก่อนเริ่มเดินเขา
- Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp: Boss Fight 1
- Part 3. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail: Boss Fight 2
- Part 4. Beyond Journey’s End: เนื้อเรื่องตอนจบเกม
บทความนี้ คือ 👉 Part 2. The Conquest of Annapurna Base Camp
ถ้าพร้อมแล้ว ไปดู Quest Map, การเตรียมตัว, และตัวละครกัน
สำหรับคนใจร้อน จะ ⏭️ skip ไปที่เริ่ม quest ที่ Day 04 เลยก็ได้ 👍
- 🗺️ Quest Map
- 🧳 Preparation
- 👤 Characters
- ⏮️ Previously …
- ⏯️ Resume
- 👟 Day 04. The First Climb: Pokhara to Chhomrong
- 🌧️ Day 05. Rainy Day: Chhomrong to Dovan
- ❄️ Day 06. Into the Snow: Dovan to Deurali
- 🏔️ Day 07. Boss Fight: Deurali to ABC
- 🎋 Day 08. Escape the Dungeon: ABC to Bamboo
- ⛅️ Day 09. Shower Awaits: Bamboo to Jhinu Danda
- ⏭️ To Be Continued …
- 🤫 Cheat Code
- 🙏 End Credits
🗺️ Quest Map
Arc 1. Annapurna Base Camp (ABC):
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 1 | Bangkok | Kathmandu | Flight |
| 2 | Kathmandu | Kathmandu | – |
| 3 | Kathmandu | Pokhara | Coach |
| 4 | Pokhara | Chhomrong | Jeep + Trekking |
| 5 | Chhomrong | Dovan | Trekking |
| 6 | Dovan | Deurali | Trekking |
| 7 | Deurali | ABC | Trekking |
| 8 | ABC | Bamboo | Trekking |
Arc 2. Mardi Himal:
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 10 | Jhinu Danda | Forest Camp | Jeep + Trekking |
| 11 | Forest Camp | High Camp | Trekking |
| 12 | High Camp | Mardi Viewpoint | Trekking |
| 13 | High Camp | Pokhara | Trekking + Jeep |
| 14 | Pokhara | Kathmandu | Coach |
| 15 | Kathmandu | Bangkok | Flight |
🧳 Preparation
ดูวิธีการเตรียมตัวไปเดินเขาที่เนปาล 👇
👤 Characters
แนะนำตัวละครใน Quest:
.
🗿 Hero Guild: Main Party
1️⃣ ผม (คนเล่าเรื่องและตัวเอกของเรื่อง 😎)
- Class: Newbie Trekker
- Trait: เดินเขาเป็นครั้งแรก (ไม่ดูเลยว่าจะไปที่ไหน 😂)
- Goal: อยากเห็น Himalaya ก่อนที่ร่างกายจะไม่ไหว
2️⃣ ตรี
- Class: Veteran
- Trait: เป้าหมายชัด = กินเบียร์หลังเดินเขา 🍻
- Passive: Energy เยอะ (ช่วงแรก)
3️⃣ พี่นัน
- Class: Party Leader ✊
- Trait: คนเริ่ม Quest
- Passive: +10 Leadership, +100 ความมั่นใจ
- Kryptonite: garlic, curry, mala, spice, etc.
4️⃣ พี่อู๋
- Class: Endurance Tank 🛡️
- Trait: พูดน้อย แต่เดินไหว
- Passive: พลังลมปราณจากภายใน
.
👼 Tour Guild: Heaven on Nepal
1️⃣ Arbin
- Class: Tour Master
- Skill: จัดทัวร์ให้เป็นจริง 💪
- Language: Nepali, English, Thai
2️⃣ Ro & Anup
- Class: City Guide
- Skill: Urban Navigation
- Passive: รู้อย่างเกี่ยวกับเมือง พาไปไม่มีหลง 👍
- Language: Nepali, English, Thai
3️⃣ Sona
- Class: Mountain Guide
- Skill: Trekking Survival + network แน่นทุกที่พัก
- Language: Nepali, English, Thai (แค่บางคำ 😂)
4️⃣ Dorji & Furlakpa
- Class: Porter (Real MVP 🏆)
- Skill: แบกของหนักกว่า + เดินเร็วกว่า
- Language: Nepali, English (listening > speaking)
.
🌏 NPC
- พนักงานโรงแรม
- เจ้าของที่พัก
- คนเดินเขาคนอื่น
⏮️ Previously …
ย้อนดูความเดิมตอนที่แล้ว:
⏯️ Resume
0%Initialising world map ...30%Spawning players at Pokhara ...90%Loading daytime ...
👟 Day 04. The First Climb: Pokhara to Chhomrong
== Daily Quest ==[ ] Pokhara -> Jhinu Danda (🚙 3h)[ ] Jhinu Danda -> Chhomrong (🥾 2–3h)
.
อาหารเช้าที่ Hidden Kingdom ไม่ต่างกับ Kantipur Village เพราะเป็นบุฟเฟต์ที่มีไข่คน ไส้กรอก ขนมปัง และอาหารนานาชาติอื่น ๆ
Porter 2 คนของเรา (Dorji และ Furlakpa) มานั่งรออยู่แล้ว หลังจากที่เรากินข้าวเสร็จ และช่วยเราขนของขึ้นรถ Jeep ที่จะพาไปเรา spawn point แรก
พี่อู๋นั่งหน้าข้างคนขับ ผมกับตรีและพี่นันตรงแถวกลาง ส่วน Sona กับ Dorji และ Furlakpa นั่งท้ายรถ

Pokhara เป็นเมืองไม่ใหญ่มาก ไม่กี่นาที เราก็อยู่บนถนนนอกเมืองที่มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้ชัด
“ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน” พี่นันพูดเมื่อรถเริ่มขึ้นทางเขา “ตอนพี่นันมาเหมือนจะยังไม่มีถนนด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังเป็นลูกรังอยู่เลย”
เวลาที่เห็นเทือกเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมยอดชัดเจน Sona ก็บอกเราว่า แต่ละยอดชื่ออะไรบ้าง แต่ผมจำไม่ได้สักชื่อ 😅

ขึ้นเขามาได้สักพัก ถนนลาดยางก็เปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายและกรวดหิน ระหว่างทาง มีรถ Jeep รถขับเก๋ง และรถเมล์ขับสวนไป ผมสงสัยว่ารถเก๋งและรถเมล์รอดมาได้ยังไง เพราะขนาดรถ Jeep ยังขับเด้งไปเด้งมาจนหัวพี่นันกระแทกกระจกไปหลายรอบ
นั่งโคลงเคลงกันมาได้พักใหญ่ เราก็มาถึง tea house ที่มีรถ Jeep คันอื่น ๆ จอดอยู่เต็ม
เรามาถึง Jhinu Danda จุดเริ่มเดินทางของเราแล้ว
== Daily Quest ==[/] Pokhara -> Jhinu Danda (🚙 3h)[ ] Jhinu Danda -> Chhomrong (🥾 2–3h)
.
ขนของลงจากรถ ก็เอาไม้เดินเขาออกจาก backpack ใส่แว่นกันแดดและหมวก
“พร้อมมั้ย?” Sona ถาม
“Ready” พี่นันตอบ
“ไป ไป” Sona พูดเป็นภาษาไทย
“อย่าลืมจับเวลานะ” พี่อู๋บอก ทุกคนกดนาฬิกาให้เริ่มจับเวลา
เราเดินลงเขาจาก tea house ไปก็ถึงสะพานเหล็กที่จะพาเราข้ามเขาไปอีกลูก
ผมจำสะพานนี้ได้จากรูปจากทริปก่อนของพี่นัน

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราจะต้องเดินลงเขาไปแล้วก็ขึ้นมาบนอีกครั้ง” Sona บอกเมื่อเราข้ามสะพานไปถึงอีกฝั่ง

ถัดจากสะพานเป็นบันไดที่พาไต่ระดับขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ
เดินมาได้ไม่เท่าไร ผมก็ต้องหยุดเพราะหัวใจเต้นเกิน zone 2
== Player Status ==Heart Rate 🟡
พักให้หัวใจกลับลงมาก็ออกเดินต่อ ไม่นานก็ต้องหยุดอีกครั้ง
“ดีนะที่พี่นันบอกให้ออกกำลังกายมาก่อน” ผมบอก Sona ตอนที่หยุดพักครั้งหนึ่ง “ขนาดออกกำลังกายแล้ว ผมยังเป็นขนาดนี้เลย”
(วิธีอัป stats ตัวละครเพื่อไปเดินเขาที่เนปาล)
“ลองหายใจแบบนี้” Sona สูดหายใจเข้าทางจมูก “แล้วออกแบบนี้” หายใจออกทางปาก
ผมลองทำตาม เข้าทางจมูก ออกทางปาก
“รู้สึกดีขึ้น” ผมพูด
🎉 Achievement UnlockedMountain BreathingFirst Form: Ascension Lung
“ใช่ เพราะถ้าหายใจหอบ” Sona ทำท่าหายใจเข้าออกเร็ว ๆ ทางปาก “ก็จะยิ่งรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม”
ผมพยักหน้ารับรู้
“ไป ไป” Sona พูดเมื่อพี่นันกับพี่อู๋เดินตามมาถึง เพราะผมกับตรีเดินไล่ตาม Sona ที่เดินอย่างไม่รู้จักเหนื่อยมาติด ๆ

“จะถึงหรือยัง?” พี่นันถามเมื่อเรามาถึงโซน tea house โซนหนึ่ง พี่นันหน้าแดงจากการเดินขึ้นบันไดอย่างต่อเนื่อง

“อีกนิดเดียว” Sona บอกเมื่อผมถามเป็นภาษาอังกฤษ
แล้วก็จริงอย่างที่ Sona บอก ปีนขึ้นบันไดอีกนิดหนึ่ง เราก็มาถึง tea house ที่เราหยุดพักทานอาหารกลางวันกัน
🏔️ Altitude1,780m
ห้องอาหารว่างเปล่า เราเข้าไปนั่งโต๊ะแรกที่อยู่ตรงข้ามประตู หน้าต่างที่เปิดอยู่มองเห็นภูเขาที่เป็นเส้นทางข้างหน้าของเราได้ชัดเจน
เราสั่งอาหารคนละจาน และน้ำมะนาวเย็นแบบ thermos มาแชร์กัน พอ thermos มาถึง ผมก็ต้องตกใจ เพราะมีขนาดใหญ่กว่าที่ผมคิด น่าจะพอกินกันได้ทั้งมื้อ

อาหารใช้เวลานานกว่าที่คิด ระหว่างรอ เราก็ผลัดกันออกไปยืนข้างนอก เพราะในห้องอาหารไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทุกคนใช้สัญญาณของ Nepal Telecom (NTC) ซึ่งทุกคนรู้ว่าจะมีสัญญาณบนเขาดีกว่า NCell ซึ่งเน้นการใช้งานในเมืองมากกว่า
(การเตรียม SIM card สำหรับเนปาล)
.
“พวกคุณกำลังขึ้นหรือลง?” คนหนึ่งในกลุ่มคนฮ่องกงกลุ่มใหญ่ที่มาหยุดทานข้าวถามพวกเราที่นั่งอยู่โต๊ะติดกัน
“ขึ้น” มีคนตอบ
“แล้วคุณล่ะ?”
“ขาลงแล้ว”
“อากาศบน ABC เป็นยังไงบ้าง?”
“อากาศหนาวมาก แล้วก็มีหิมะตก” คนฮ่องกงตอบ “ห้องน้ำบนนั้นก็เล็ก ๆ มืด ๆ แต่เชื่อมั้ยว่า ขนาดนั้นตอนตีห้า จะไปเข้าห้องน้ำก็ยังต้องยืนต่อแถวทนหนาวเพื่อรอเข้าห้องน้ำกัน
“ถ้าสำหรับพวกเราแล้วก็ไม่ได้ถือว่าหนาวมาก แต่สำหรับพวกคุณคนไทยน่าจะไม่ชินกันเท่าไร”
ผมเห็นด้วย เพราะไม่ว่าจะไปมากี่ที่ ผมก็ไม่เคยชินกับความหนาวแบบหิมะตกได้เลย
อาหารมาช้ามากขนาดที่กลุ่มคนฮ่องกงได้กินและออกเดินต่อไปก่อน
“โชคดีนะครับ” คนฮ่องกงอวยพรก่อนออกไปกับกลุ่ม
.
“เราจะเดินไปถึงไหน?” ผมถามเมื่อเราหยุดพักสั้น ๆ หลังออกเดินหลังอาหารกลางวันได้ไม่นาน
“เห็นบ้านหลังคาสีฟ้าบนนั้นมั้ย?” ผมมองตามที่ Sona ชี้ไปที่บ้านหลังหนึ่งบนยอดเขา “เราต้องเลยจากบ้านหลังนั้นไปอีก”
ทางบันไดเริ่มเปลี่ยนจากบันไดปูนเป็นบันไดหินสลับกับทางดินลูกรัง อากาศยังเป็นแบบเขตร้อน แต่ก็ไม่ร้อนมาจนรู้สึกเหนื่อยหอบ

ระหว่างทาง เราเห็นขบวนล่อที่ขนของไปตามทางที่เราเดิน และเป็นต้นตอของกองอึที่กระจายตัวอยู่ตามทางให้เราต้องเดินอย่างระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา
Sona ชวนคุยกับคนเนปาล คนอื่นที่เดินไปทางเดียวกับเรา คนหนึ่งดึงดอกไม้สีแดงจากต้นไม้ข้างทางมา ยกเข้าปากเคี้ยวเหมือนกับเป็นของปกติ เขาเด็ดดอกไม้มาเพิ่ม แล้วก็ยื่นให้ผมกับตรีคนละดอก
“มันกินได้จริงหรอ?” ตรีถาม Sona เป็นภาษาอังกฤษ
“กินได้” Sona ตอบ “คนที่นี่กินกันเพื่อให้ชุบคอ แต่สำหรับคุณอย่ากินดีกว่า เพราะไม่คุ้นเคย เดี๋ยวจะปวดท้องเอา”
ตรีกับผมเก็บดอกไม้ไว้ พอเดินมาได้สักพัก ตรีก็วางดอกกไม้แล้วก็บอกลา
“บาย บาย”
ส่วนของผมหล่นจากสายคาดกระเป๋าไปตอนไหนไม่รู้ 😅
.
“นี่หรอคือหมาภูเขา?” ผมถาม
“ใช่ หมาภูเขา”
คนเนปาลที่ยื่นดอกไม้ให้ผมกับตรีกำลังถ่ายรูปคู่กับหมาขนดำที่อีกฝั่งมีคนเนปาลอีกคนกำลังลูบคางให้อย่างเอ็นดู

ตอนเดินเรียบทะเลสาบใน Pokhara เราเจอหมาหลายตัวนอนขวางทางเดินโดยไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปมา ผมเลยถามว่าบนเขามีหมาไหม
Sona บอกว่ามี และหมาบนเขาแตกต่างจากในเมือง โดยเฉพาะเวลาสู้กันจะกัดไม่ปล่อย
แต่ผมดูแล้ว หมาบนเขากับหมาในเมืองไม่ได้ดูต่างกันเท่าไร ทั้งขนาดตัวและนิสัย
.
นักเดินเขาที่ร่วมทางไปกับเรามีหลากหลายเชื้อชาติ มีทั้งฝรั่ง คนจีน คนเกาหลี มาเลเซีย และคนเนปาล
ที่ผมจำได้แม่น คือ ฝรั่งพ่อแม่ลูก ซึ่งลูกยังแบเบาะอยู่ พ่อแม่พามาด้วย โดยใส่ไว้ในกระเป๋าหน้าของคนพ่อ แม้จะมีเด็กมาด้วย แต่ครอบครัวก็ยังเดินเร็วกว่าเรา เพราะแซงและนำหน้าเราไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ Sona นั่งคอยให้พวกเราเดินตามให้ทัน

.
เรามาถึงโซน tea house อีกโซน พวกเราล้างมือล้างหน้าที่ก๊อกน้ำที่มีคนเปิดทิ้งไว้ ล้างแล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที
== Player Status ==💦 Fresh
“น้ำแบบนี้ก็กรอกได้” พี่นันบอก
น้ำที่นี่ถ้าไม่ซื้อกิน ก็ต้องรองจากก๊อกหรือลำธารแล้วใส่ Aquatabs ที่เป็นยาฆ่าเชื้อกินแทน
พวกเราเตรียม Aquatabs มาแล้ว แต่ยังไม่มีใครรองน้ำเพิ่ม ผมพกน้ำมา 2 ขวดจาก Pokhara และยังกินขวดแรกไม่หมดด้วยซ้ำ
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเราช่วยกันกินน้ำมะนาวใน thermos 3 ลิตรจนหมด
เราน่าจะดื่มน้ำกันถึง quota ของวันไปนานแล้ว
🏅 Achievement UnlockedHeavy Drinker
.
จากจุดนั้น เส้นทางเปลี่ยนจากบันไดชันไต่ระดับมาเป็นทางราบซะส่วนใหญ่
แล้วเราก็มาถึง Chhomrong หมู่บ้านที่มองออกไปเห็นเทือกเขาที่เปิดกว้างอยู่ตรงหน้า

🎉 Daily Quest Complete[/] Pokhara -> Jhinu Danda (🚙 3h)[/] Jhinu Danda -> Chhomrong (🥾 2–3h)
“ที่พักเราหลังไหน?” ผมถาม
“หลังนี้” Sona ตอบ ชี้ลงไปที่หลังคาสีน้ำเงินที่ต่ำลงไป

🏔️ Altitude2,170m
Dorji กับ Furlakpa รอพวกเราอยู่แล้ว พอมากันครบ Sona ก็พาไปในบ้านพักซึ่งเป็นไม้ทั้งหลัง ห้องของพวกเราอยู่ชั้น 2 ต้องผ่านบันไดในห้องอาหารขึ้นไป ห้องมีขนาดเล็กพอให้วางเตียง 2 ตัวได้พอดี และมีที่ว่างตรงกลางขนาดพอกับโต๊ะข้างเตียง เพื่อให้เดินเข้าออกได้
ห้องของเราแยกกัน 2 ห้องแต่อยู่ติดกัน และผนังไม้ที่กั้นไม่สนิททำให้เราคุยข้ามห้องกันได้โดยไม่ต้องตะโกนด้วยซ้ำ

“ใครจะอาบน้ำอุ่นบ้าง?” พี่นันถาม “พี่นันจะไปชาร์จให้ก่อน”
ผมเลือกอาบน้ำเย็น เพราะถึงแม้อากาศจะเริ่มเย็น แต่ก็ไม่ได้หนาวมาก (เย็นเหมือนกับหน้าหนาวเมืองไทย)
ผมทนอาบน้ำเย็นจนเสร็จ ลองเปิดก๊อกน้ำร้อนก็เจอว่ามีน้ำอุ่นให้ใช้
“เพราะพี่นันชาร์จไว้ก่อนแล้ว” พี่นันบอกเมื่อผมเล่าให้ฟังทีหลัง
ปกติแล้ว น้ำอุ่นจะชาร์จเป็นรายคน แต่ที่พี่นันบอกว่าจะชาร์จไปก่อน หมายถึง พี่นันจะจ่ายแล้วในเวลาเดียวกันคนอื่นจะอาบน้ำไปพร้อมกันอีกห้องก็ได้
แต่เพราะผมไม่รู้เลยได้อาบน้ำเย็นฟรี 😂
.

หลังอาหารเย็น เราจับคู่ดูวิดีโอกัน พี่นันกับตรีดูรายการบางอย่าง ส่วนผมกับพี่อู๋ดู Jujutsu Kaisen ที่ผมโหลดมาจาก Pokhara ระหว่างที่รอชาร์จแบตมือถือให้เต็ม
ผมขอชาร์จแบตจาก power bank ขนาด 10,000mAh ของพี่อู๋ เพราะค่าชาร์จนับตามจำนวนอุปกรณ์ และมือถือผมยังเหลือแบตเกือบครึ่ง เพราะแทบไม่ได้ใช้เลย ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยคุ้มที่จะเสียค่าชาร์จกับการหารค่าชาร์จกับพี่อู๋
Loading next day …
🌧️ Day 05. Rainy Day: Chhomrong to Dovan
กลางดึก ฝนตกกระหน่ำลงมาเหมือนฟ้าถล่ม เสียงฝนตกกระทบหลังคาบาง ๆ ของบ้านพักดังเหมือนลูกเห็บมากกว่าเม็ดฝน พอเปิดม่านหน้าต่างมองออกไป ก็เห็นแค่สายฝนเท่าที่แสง spotlight ของบ้านพักจะส่องไปถึง ไกลกว่านั้นออกไปมีแต่ความมืดของหุบเขา
พี่อู๋ถามอะไรบางอย่างตอนที่ผมลุกจากเตียงและปลดกลอนประตูจะไปฉี่
“ผมจะไปห้องน้ำ” ผมตอบคิดว่าพี่อู๋คงถามว่าไปไหน
ตอนเช้า พี่อู๋ถึงเฉลยว่าไม่ใช่
“พี่บอกให้ช่วยเช็ก power bank ให้หน่อย” เพราะพี่อู๋ชาร์จ power bank ทิ้งไว้ข้างล่างตรงจุดที่เรากินข้าวกัน
ผมกลับมานอน พยายามไม่สนใจเสียงฝนที่ยังกระหน่ำลงมาโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
คงได้ใช้ชุดกันฝนกันวันนี้ละ ผมคิด ไม่คิดว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้แล้วกัน
ไม่ใช่สิ ต้องเป็นเช้านี้ …
แล้วผมก็หลับไปอีกครั้ง
.
== Daily Quest ==[ ] Chhomrong -> Dovan (🥾 5–6h)
ห้องอาหารตอนเช้ายังคงว่างเปล่า มีแต่พวกเรา Sona บอกว่า เพราะสงครามอิหร่าน ทำให้ทัวร์กลุ่มใหญ่ยกเลิกไป ผมหวังว่าเราจะไม่เจอแต่ที่เงียบ ๆ แบบนี้ตลอดทาง
ข้างนอก ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม กระจายแสงอาทิตย์ที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ทั้งฟ้าเป็นสีขาวขุ่นสว่าง นอกจากพื้นที่เปียกแฉะแล้วก็ไม่มีวี่แววของพายุฝนที่ตกอย่างไม่ลดละเมื่อคืนเลย
เราสั่งข้าวเช้าเป็นชุดอาหารเช้าที่เลือกไข่ ขนมปัง และเครื่องดื่มได้ ผมสั่งขนมปังเป็น Gurung ไข่คน และกาแฟดำ (ผมอยากกิน masala tea แต่ผมไม่กล้าเสี่ยงกินนมก่อนเดินทางไกล)

.
“น้ำก๊อกปลอดภัยที่จะดื่มมั้ย?” ผมถาม
เมื่อวาน Sona บอกว่า เราซื้อน้ำกรองกินได้ แต่ผมยังไม่มั่นใจว่า จะซื้อน้ำกรองดี หรือกินน้ำก๊อกที่ใส่ Aquatabs แล้วดี
“ไม่ควร” Sona บอก “อาจจะปวดท้องได้ แต่คนที่นี่ใช้น้ำมาจนชินแล้ว เขาเลยไม่เป็นอะไร”
“แล้วถ้าใส่ Aquatabs จะกินได้มั้ย?”
“ก็ได้ แค่อย่าลืมใส่”
“แล้วผมกรอกน้ำตรงไหนได้บ้าง?”
ตอนแรกพี่อู๋บอกว่า จะกรอกจากอ่างล้างมือ แต่ดูจากสภาพอ่าง และขนาดแล้ว ผมไม่อยากจะเติมจากจุดนั้นสักเท่าไร
“ใช้ก๊อกข้างนอกก็ได้” Sona ชี้ไปที่ก๊อกน้ำที่เหมือนมีไว้สำหรับซักผ้าหรือล้างจาน
ผมกรอกน้ำจนเต็มกระติก 1 ลิตร แล้วก็ใส่ Aquatabs ลงไปในน้ำเย็น ๆ ใส่แล้วต้องทิ้งไว้ 30 นาที ซึ่งผมคิดว่า หลังกินข้าวก็กินได้พอดี
🏅 Achievement UnlockedWater Alchemist
.
“ไป ไป” Sona ส่งสัญญาให้พวกเราออกเดินทาง
ขาแรกของเส้นเป็นขาลง เราไต่บันไดหินของ Chhomrong ลงไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งเราก็เจอมาหยุดที่เจดีย์ที่ดูเหมือนจะเพิ่งสร้างได้ไม่นาน
“เข้าไปเดินวนได้” Sona บอก
รอบเจดีย์มีระฆังเล็ก ๆ ติดอยู่รอบ ระหว่างเดินเราปัดให้หมุนได้

“ทำไมเดินวนได้รอบเดียว?” ผมถามหลังจากกลับออกมา
“ไม่รู้เหมือนกัน” Sona ตอบ “แต่ควรวนเป็นเลขคี่อย่าง 1, 3, 5, 7, 9 และเดินวนตามเข็มนาฬิกา”
เดินลงไปเรื่อย ๆ เราก็มาถึงสะพานที่จะพามเราข้ามจาก Chhomrong ไป Sinuwa ซึ่งอยู่อีกฝั่ง
จากตรงนี้ เส้นทางเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เราพักหยุดหอบเป็น Gojo เป็นระยะ ๆ


.
เมื่อมาถึง tea house ข้างบน เราหยุดพักอีกครั้ง
ตรงจุดนี้ มีกลุ่มนักเดินเขาชาวจีนผลัดกันถ่ายรูปอยู่ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะมองกลับไป สามารถเห็น Chhomrong ที่เราเพิ่งจากมาได้อย่างชัดเจน

“คิดดูว่าขากลับ เราต้องเดินกลับไปที่นั่น” พี่อู๋พูด
ผมไม่อยากจะคิดเลยว่า จะเหนื่อยขนาดไหน
.
มันเริ่มจากหยดน้ำไม่กี่หยด ก่อนจะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
“เอาเสื้อกันฝนมาใส่” Sona บอกทุกคน
เราหยิบเสื้อกันฝนแบบคลุมทั้งตัวและกระเป๋ามาคลุมตัว ทุกคนซื้อเสื้อกันฝนสีดำจากที่เดียวกัน (Decathlon) และทุกคนก็ดูเหมือนใส่ถุงขยะใบใหญ่อยู่

แม้ฝนจะโปรยลงมาไม่หยุด แต่แดดก็ยังออกเหมือนเดิม บวกกับการเดินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมรู้สึกร้อนจนเหงื่ออกอยู่ข้างใน
== Player Status ==Body Temp 🟡
.
“เราจะกินข้าวหรือยัง?” ผมถามเล่น ๆ
“ยัง” Sona ตอบ “อีก 1–2 ชั่วโมง”
…
“เราจะกินข้าวหรือยัง?” ผมถาม เริ่มรู้สึกหิว เพราะข้าวเช้าหมดไปแล้ว
== Player Status ==Hunger 🟡
“ยัง” Sona ตอบ “อีก 1–2 ชั่วโมง”
…
“เราจะกินข้าวหรือยัง?” ผมถามหลังจากพี่นันทักถามเป็นภาษาไทย
ครั้งนี้ Sona เปลี่ยนคำตอบ
“เราหยุดกินที่ตรงข้างหน้านี้ก็ได้” Sona ชี้ไปที่ tea house หลังคาสีฟ้าข้างหน้าที่ยื่นออกมาจากเขา
ตามแผนเดิม เราจะต้องกินข้าวอีกที่หนึ่ง แต่ด้วยความเร็วทำให้ Sona ยอมเปลี่ยนแผนให้เรามากินที่นี่แทน
.
🏔️ Altitude2,340m
ในห้องอาหารไม่มีใครอื่น มาถึงเราก็ถอดเสื้อกันฝนออกตากและวางกระเป๋าบนเก้าอี้ที่วางอยู่
เพราะเราไม่ได้สั่งไว้ก่อน เลยต้องนั่งรอให้ครัวเตรียมอาหารให้เรา
“ปิดหน้าต่างหน่อย” พี่นันบอกพี่อู๋ “ทุกคนไม่มีใครหนาวกันเลยหรอ?”
พี่อู๋ช่วยปิดหน้าต่างที่อยู่หลังพี่นัน ซึ่งปล่อยให้ลมเย็น ๆ พัดเข้ามาในห้องอาหาร ผมรู้สึกหนาวอยู่บ้าง แต่ก็หิวและเหนื่อยเกินกว่าจะอยากลุกไปไหน
เราสั่งน้ำมะนาวแบบ thermos มาแชร์กันอีกครั้ง ส่วนอาหาร เราสั่งแยกกันคนละจาน
ผมสั่ง lasagne ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนกับในรูปเลย สำหรับผมดูเหมือนผัดซีอิ๊วมากกว่า แต่รสชาติโอเคเลยทีเดียว

.
พอได้พักทานอาหาร เราก็มีแรงเดินขึ้นมาอีกครั้ง
== Player Status ==Hunger 🟢Fatigue 🟢
เราพับเสื้อกันฝนเก็บใส่กระเป๋ากันแล้ว แต่พอก้าวออกจากห้องอาคาร ฝนก็ลงเม็ดอีกครั้ง
“ใส่เสื้อ” Sona บอก
.
ทางเดินเปลี่ยนจากเปิดโล่งมาเป็นเดินใต้ร่มไม้ ซึ่งไม่ได้ช่วยเรื่องกันฝนเลย พื้นดินกลายเป็นโคลน ทำให้เดินยากขึ้นกว่าเดิม อากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
เส้นทางดูยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าเราจะไปถึงที่หมายในเร็ว ๆ นี้เลย
ถึงจุดหนึ่ง ผมก็ถามว่า Sona ว่าใกล้จะถึงที่หมายหรือยัง

“เห็นตรงนั้นมั้ย?” Sona ชี้ไปในหุบเขา ตรงแอ่งระหว่างเขามีหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่
“อีกไกลมั้ย?” พี่นันถามอย่างเหนื่อยหอบ
“เขาบอกว่าต้องไปตรงนั้น” ผมตอบเป็นภาษาไทย ชี้ไปจุดเดียวกับ Sona
“หา”
หมู่บ้านที่เห็นมีขนาดเล็กกว่าข้อนิ้วในตอนนี้
.
ฝนยังคงตกลงมาไม่หยุดและเหมือนจะหนักกว่าในตอนแรกตอนที่เรามาถึง Bamboo หมู่บ้านที่ Sona ชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้
🏔️ Altitude2,310m
ทุกคนถอดเสื้อฝนออกตากบนเก้าอี้ที่โต๊ะยาวข้างนอกบ้านพัก
“มีใครอยากดื่มอะไรมั้ย?” Sona ถาม
“โกโก้ร้อน” พี่นันตอบ
“ผมขอด้วย” ผมพูด
Sona หายไปและกลับมาพร้อมโกโก้ร้อน 2 ถ้วย อากาศเย็นจัดจนถ้วยร้อน ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะถือไว้ ผมแบ่งถ้วยให้ตรีอุ่นมือก่อนจะเอามาดื่ม
พี่นันถาม Sona ว่าพักที่นี่ได้ไหม แต่แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ได้ เพราะหนึ่ง Sona จองที่พักไว้แล้ว และสอง ถ้าเราไม่เดินไปถึง Dovan วันนี้ เราจะต้องเดินทางไกลขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้
ที่ผมไม่รู้ก็คือ Dovan อยู่อีกไกลแค่ไหน และหวังว่าเราจะไปถึงก่อนฟ้ามืด
ตอนที่เราหยุดพักที่ Bamboo ก็ 4 โมงกว่าแล้ว

“ไป ไป?” Sona ถามหลังเรากินโกโก้ร้อน และ power bar ที่ผมเอามาหมดไป 1 แท่ง ซึ่งพอช่วยให้เดินต่อได้ แต่ไม่ได้ทำให้หายหิวน้อยลงเท่าไร
== Player Status ==Hunger 🟡Fatigue 🟡Body Temp 🟡
เราใส่เสื้อฝนและกัดฟันเดินออกไปในสายฝนเย็น ๆ อีกครั้ง
พอพ้นบ้านหลังสุดท้ายใน Bamboo มา ผม ตรี กับ Sona ก็หยุดรอให้พี่นันกับพี่อู๋เดินตามมาให้ทัน
“คุณกำลังเดินลงหรือเดินขึ้น?” ฝรั่งนักเดินเขาที่เดินผ่านมาถาม
“เดินขึ้น” Sona ตอบ
“พอรู้มั้ยว่า Bamboo อยู่อีกไกลหรือเปล่า?”
“อยู่แค่ตรงนี้เอง” Sona ชี้ เพราะแค่เลี้ยวซ้ายไปก็จะเห็นบ้านหลังแรกของ Bamboo แล้ว
“โอ้ ขอบคุณค่ะ”
ผมคิดอยากให้สถานการณ์กลับกัน เป็นเราที่ถามว่า Dovan อยู่อีกไกลไหม และเขาบอกว่า แค่เลี้ยวโค้งไปก็ถึงแล้ว
พอพี่นันกับพี่อู๋เดินตามมาถึงจุดที่ พวกเรารออยู่ Sona ก็ออกเดินอีกครั้ง
จากที่พี่นันบอก ตอนที่พี่นันมาเดินเขาเมื่อ 7 ปีก่อน พี่นันออกกำลังกายและดูแลสุขภาพดีกว่านี้มา แต่เที่ยวนี้น้ำหนักเพิ่มมาเยอะ ทำให้เดินไม่ได้เร็วเหมือนครั้งก่อน
.
เดินมาได้ไม่ไกล ผมก็เห็น Sona ยืนคุยกับ Furlakpa อยู่
“เอากระเป๋าให้เขาไป” Sona บอกพี่นันเมื่อเดินมาถึง
“It’s okay” พี่นันบอก
“เอากระเป๋ามา จะได้เดินเร็วขึ้น” Sona บอก
“Thank you” พี่นันส่งกระเป๋าให้ Furlakpa
Sona น่าจะเห็นท่าไม่ดี เลยเรียกให้ Furlakpa ไปถึง Dovan แล้ว เดินกลับมาช่วยถือของ
ถ้า Furlakpa อยู่ตรงนี้แล้ว ผมคิด แสดงว่า Dovan อยู่อีกไม่ไกล
ผมกับตรีที่เดินเร็วกว่า เดินตาม Furlakpa ที่เดินอย่างคล่องแคล่วไปตามทางที่เต็มไปด้วยโคลน หิน และรากไม้ แม้จะถือกระเป๋าพี่นันอยู่ แต่เหมือนเป็นกระเป๋าเปล่า
นอกจากนั้น Furlakpa ยังเล่นมือถือไปด้วย ในขณะที่ผมกับตรีต้องใช้ทั้งสองมือถือไม้เดินเขาช่วยเดินมาตลอดทาง
“มีไฟฉายมั้ย?” พี่นันถามก่อนเราจะแยกมา
“มีครับ” ผมตอบ “ผมเอาติดกระเป๋ามาด้วย”
“ดีแล้ว ถ้ามืดก็เอาออกมาใช้”
ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว แต่เรายังพอมองเห็นทางข้างหน้าได้อยู่
“ถ้าจะใช้ไฟฉายบอกนะ” ผมบอกตรีที่เดินนำอยู่ข้างหน้า
“ได้”
ฟ้ามืดลงเรื่อย ๆ และ Dovan ที่ผมคิดว่าอยู่ไม่ไกล ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะถึงเลย
“พี่ขอหยิบไฟฉายก่อน” ผมบอกตรี เพื่อให้หยุดรอ
ผมกำลังจะหาวิธีหยิบไฟฉายจากกระเป๋าที่อยู่ใต้เสื้อกันฝนโดยไม่ให้เปียกตอนที่ตรีตอบกลับมา
“เขาบอกว่าถึงแล้ว”
Furlakpa ที่นำอยู่ข้างหน้ายืนยิ้ม ชี้ไปที่ทางโค้งข้างหน้า
ผมเลิกหาทางหยิบไฟฉายแล้วเดินตาม Furlakpa กับตรีไป
และตามที่ Furlakpa พยายามจะบอกเรา พอพ้นโค้งไปก็เห็นป้าย Welcome to Dovan ปักอยู่ และตรงไปข้างหน้าก็เห็น tea house ของ Dovan ที่ตั้งตัดกับภูเขาที่เป็นฉากหลัง
🏔️ Altitude2,505m

บันไดที่ขึ้นไปที่ Dovan เชื่อมกับทางที่พาตัดผ่านหมู่บ้าน ที่พักของเราอยู่ท้ายสุด Dorji รออยู่แล้ว พอเราไปถึงก็เปิดห้องให้เราเข้าไปข้างใน

วันนี้ เราได้ห้องเดียวที่จะนอนด้วยกัน 4 คน

🎉 Daily Quest Complete[/] Chhomrong -> Dovan (🥾 5–6h)
.
ตอนพี่นันกับพี่อู๋มาถึงพร้อมกับ Sona ก็มืดแล้ว
“วันนี้อาบน้ำไม่ได้ เพราะอากาศเย็นแล้ว” Sona บอก “เอา beanie มาใส่กันด้วยจะได้อุ่น”
ผมไม่คิดเลยว่าจะไม่ได้อาบน้ำเร็วขนาดนี้ เพราะเมื่อเช้าอาการยังร้อนจนเหนื่อยออกอยู่เลย แต่คืนนี้ เราจะต้องนอนใส่ beanie เพื่อไม่ให้เป็นหวัดกัน
.
Sona รับออเดอร์อาหารจากเราที่ห้อง พออาหารพร้อมแล้วก็มาเรียกให้เราไปที่ห้องอาหาร
ห้องอาหารเป็นอาคารแบบห้องเดียวตั้งแยกจากตึกห้องพัก ข้างในมีคนนั่งอยู่เต็ม ไออุ่นจากคนที่อยู่ข้างในทำให้กระจกทุกบานในห้องมีฝ้าขึ้น Dorji กับ Furlakpa นั่งจองโต๊ะที่อยู่ติดประตูให้กับเรา
ตอนอยู่ในเมือง Arbin บอกเราว่า community บนเขาร่วมกันงดใช้ heater เพราะบางที่ใช้ heater แบบก่อฟืน ซึ่งทำให้เกิดมลพิษในอากาศ
ผมก็สงสัยทำไมถึงไม่ใช้ heater ไฟฟ้ากัน เพราะข้างบนก็ยังมีไฟใช้อยู่
แต่เพราะไม่มี heater ทำให้เราต้องสู้กับความหนาวด้วยตัวเอง
สำหรับอาหารเย็น ผมสั่งพิซซ่ามากินคนเดียวถาดหนึ่ง ซึ่งมีประมาณ 6 ชิ้น พี่นันขอกิน 1 ชิ้น

“พี่หารด้วย 1 ใน 6” พี่นันพูด
“พี่นันกินให้ครบ 1 ถาดแล้วค่อยหารก็ได้” ผมบอก
ห้องของเราอยู่ติดกับห้องน้ำ ทำให้ไม่ต้องทนหนาวนานเวลาจะเข้าห้องน้ำ หลังอาหารเย็น เราผลัดกันไปเช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกในห้องน้ำ แม้จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกสะอาดเท่ากับการอาบน้ำจริง ๆ
🏅 Achievement UnlockedWet Wipe Warrior
พี่นันกางถุงนอนที่ Arbin เตรียมไว้ให้ ผมไม่แน่ใจว่าอากาศตอนกลางดึกจะหนาวขนาดไหน แต่คิดถึงตอนเช้าที่ต้องม้วนถุงนอนเก็บก็เลยใส่เสื้อผ้าเท่าที่มีพอให้อุ่นแล้วก็ซุกตัวใต้ผ้านวมแล้วก็หลับไป
5%Adding pizza to bloodstream ...45%Lowering world temperature ...90%Rendering Dovan morning dew ...
❄️ Day 06. Into the Snow: Dovan to Deurali
== Daily Quest ==[ ] Dovan -> Deurali (🥾 4–5h)
อากาศตอนเช้าเย็นสดชื่น ท้องฟ้าเปิดโล่งมองเห็นภูเขาที่โอบล้อมเราได้ชัดเจน
ห้องอาหารยังมีคนนั่งอยู่เต็มเหมือน ครั้งนี้ เราได้โต๊ะในสุด ผมสั่งพิซซ่าเป็นข้าวเช้า เพราะไม่รู้จะกินอะไร
🏅 Achievement UnlockedPizza Mania

.
Deurali เป็นจุดหมายสุดท้าย ก่อนที่เราจะไป boss fight: ABC
เส้นทางเดินในช่วงแรกอยู่ในป่าเขียวที่อากาศเย็นสดชื่น ซึ่งทำให้ผมนึกถึง Blue Mountains ที่ผมเคยไปเดินที่ออสเตรเลีย

ไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอีกครั้งและเราต้องเอาเสื้อกันฝนมาคลุมตัวและกระเป๋า
ระหว่างทาง เราเจอห้องน้ำ 2 ที่ ที่แรกเป็นห้องน้ำมืด ๆ ที่มีแต่แสงจากช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ส่องเข้ามา ผมเข้าไปแล้วก็บอกพี่นันว่า ใช้ไม่ได้ เพราะมีคนทิ้งระเบิดไว้และไม่ราด
อีกที่ดูดีขึ้นเพราะมีน้ำให้ตักราด แต่มีห้องหนึ่งที่ตันเพราะมีคนทิ้งทิชชู่ลงไป
เลยจากห้องน้ำที่ 2 เราเจอป้ายที่บอกว่าต่อจากนี้ไปเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ และงดการกินเนื้อตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไป

เลยจากป้ายไป เป็นพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีศาลเจ้าตั้งอยู่ ด้านขวาเป็นผาของเขาอีกลูกซึ่งมีน้ำไหลลงมาตลอดเวลา

จากศาลเจ้า เราไต่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึง tea house ชื่อ Himalaya ซึ่งเราเข้าไปพักกินข้าวกลางวันกัน
ครั้งนี้ ผมสั่ง dal bhat เพราะเป็นอาหารที่เติมข้าวและกับได้ไม่อั้น ซึ่งเหมาะสำหรับการเดินเขาอย่างมาก (เลยไม่น่าแปลกใจที่ Sona กับ porter จะกินทุกมื้อ ยกเว้นมื้อเช้า)
🏔️ Altitude2,900m
ระหว่างรออาหาร ครอบครัวพ่อ แม่ และลูกน้อยที่เราเห็นวันแรกก็เข้ามาในห้องอาหาร จากการพูดคุยระหว่างครอบครัวนี้กับโต๊ะข้าง ๆ ทำให้รู้ว่าเขามาจาก Canada และลูกชื่อ Malakai ซึ่งมีอายุแค่ 10 เดือน
ถึงวันนี้ ผมยังสงสัยว่า ทั้งคู่ตัดสินใจยังไงที่พา Malakai มาเดินเขาด้วยตอนมีอายุแค่เท่านี้ เพราะนอกจากน้องน่าจะจำอะไรไม่ได้แล้ว พ่อแม่น่าจะต้องดูแลน้องเป็นพิเศษ
ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ ฝรั่งคนหนึ่งมานั่งลง พอชวนคุยก็รู้ว่ามากับทัวร์ แต่เพราะเดินเร็วมากเลยเดินนำไกด์และมาถึงก่อนคนอื่น เราแบ่งน้ำมะนาว thermos ให้แก้วหนึ่ง
“ชิน์ ดูข้างนอกสิ” พี่นันพูด
ตอนมาถึง Himalaya ฝนทำท่าเหมือนจะหยุดตกแล้ว แต่เมื่อมองไปข้างนอก ก็เห็นนักเดินเขาคนอื่นกำลังทยอยกันเดินทางเข้ามาท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง
.
ได้เติม dal bhat ไป 3 รอบ และเข้าห้องน้ำ 1 รอบ ผมก็อิ่มพอพร้อมจะออกเดินอีกรอบ
== Player Status ==Hunger 🟢Toilet 🟢
“ไป ไป” Sona พูดหลังทุกคนสวมเสื้อกันฝนพร้อมแล้ว
เส้นทางเดินยังคงเหมือนก่อนหน้านี้ ทางบันไดหินปนทางดิน ล้อมรอบด้วยป่า แต่ความเขียวสดลดลง ผมไม่แน่ใจว่าด้วยความสูงที่เพิ่มขึ้น หรือเพราะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่บรรยากาศทั้งหมดดูขมุกขมัวและเป็นสีเทาไปหมด

“หิมะ” ตรีอุทานขึ้นมา ชี้ไปที่จุดขาว ๆ เล็ก ๆ บนพื้น
ถ้าอาการเย็นพอ ฝนที่ตกลงมาก็เปลี่ยนเป็นหิมะได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่า มันคือหิมะจริงไหม ผมบอกกับตรีว่า อีกความเป็นไปได้คือลูกเห็บขนาดเล็ก เพราะจุดขาว ๆ บนพื้นดูจะอยู่นานกว่าปกติ
เดินต่อมาอีกสักพัก เราก็แน่ใจว่าเป็นหิมะ เพราะเม็ดฝนที่โปรยปรายลงจากฟ้ามีเกล็ดสีขาวปนมาด้วยเพิ่มมากขึ้น
ตรีตื่นเต้นมาก เพราะเพิ่งได้เห็นหิมะตกเป็นครั้งแรก
ส่วนบรรยากาศตรงหน้าทำให้ผมนึกถึงหิมะตกที่ Cradle Mountain ใน Tasmania และคืนที่หิมะตกครั้งแรกใน London ตอนที่ผมไปเรียนต่อ ทุกคน ไม่ว่าจะเคยเห็นหิมะตกไหม ตื่นเต้นพอ ๆ กันและออกมาเล่นหิมะกันอย่างสนุกสนาน
เราไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็พ้นแนวป่า และมองเห็นภูเขาได้ชัดเจน

เรามาหยุดพักหลบฝน/หิมะในเวิ้งข้างเขาที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ ที่มุมหนึ่ง ชาวบ้านกำลังต่อไฟในกล่องเหล็ก ผมเข้าไปใกล้เพื่อจะขอผิงไฟ แต่พอเห็นว่าเชื้อเพลิงคือขยะที่มีคนทิ้งไว้ ผมก็ถอยห่างออกมา
“ขอไปที่พักก่อนได้มั้ย?” ตรีถาม Sona หลังเราออกเดินอีกครั้ง “อยากเข้าห้องน้ำ”
“ได้”
“ที่พักชื่ออะไร?”
“Shangri-La”

พอตรีเดินนำหายไปแล้ว ก็เหลือผมที่เดินนำอยู่หน้าสุด Sona อยู่ถัดจากผม คอยหยุดเป็นช่วง ๆ เพื่อรอให้พี่อู๋ พี่นันเดินตามมาถึง
เส้นทางเปิดโล่งแต่เต็มไปด้วยก้อนหิน ทำให้ต้องเดินอย่างระมัดระวัง และเพราะฝนที่ตกลงมา ทำให้ต้องเดินข้ามธารน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาหลายจุด
ตอนที่ผมไปถึง Deurali และหา Shangri-La จนเจอ พื้นดินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวแล้ว Dorji กับ Furlakpa รอรับอยู่แล้ว วันนี้เราได้ห้องอยู่ไกลจากห้องน้ำ แต่อยู่ติดกับห้องอาหารแทน และเป็นห้องนอนรวมกัน 4 คนเหมือนเดิม
🎉 Daily Quest Complete[/] Dovan -> Deurali (🥾 4–5h)🏔️ Altitude3,230m
ตอนที่ Sona มาถึงพร้อมพี่อู๋ พี่นัน ฟ้าก็มืดแล้ว
“Shower” พี่นันพูดเมื่อนั่งลงบนเตียง
ตอนแรก Sona จะไม่ให้อาบน้ำ แต่เหมือนจะใจอ่อน
“น้ำร้อนอย่างเดียวนะ” Sona พูด “จะอาบน้ำกี่คน?”
“4 คน” พี่นันตอบ

เราผลัดกันอาบน้ำ เพราะห้องอาบน้ำมีอยู่ห้องเดียว
หน้าห้องน้ำมีถังแก๊สสำหรับต้มน้ำวางอยู่ติดกับอ้างล้างมือ พอเปิดน้ำ เครื่องต้มน้ำข้างในบอกว่า อุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 16 องศา และเอามือลองก็รู้ว่าน้ำเย็นเฉียบ
ตอนแรกผมคิดว่าจะแข็งใจอาบน้ำเย็น แต่ไม่อยากจะเสี่ยงเดินทางต่อไม่ไหว เลยเรียก Sona ให้มาช่วยดูให้ พอปิดเปิดเครื่องใหม่ อุณหภูมิน้ำก็กลับมาที่ 30–40 องศา
“ขอบคุณครับ” ผมบอก
น้ำจากฝักบัวไหลอ่อนมาก ทำให้อาบน้ำได้ยากกว่าปกติ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อาบเลย
🏅 Achievement UnlockedNo Shower? Not Today.
พออาบเสร็จ ผมก็รีบแต่งตัวให้ตัวอุ่นตามที่ Sona บอก ได้อาบน้ำแล้วก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมามาก
== Player Status ==Body Hygiene 🟢
.
ระหว่างนั่งรออาหารเย็นอยู่ในห้อง เราก็ได้ยินเสียงคนไทยคุยกันอยู่ข้างนอก เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดินทางมาเนปาลที่เราได้ยินเสียงคนไทยคนอื่น พี่นันบอกว่า เพราะช่วงนี้ยังไม่ถึงสงกรานต์ คนไทยส่วนใหญ่เลยยังไม่มาเที่ยวกัน
ผมสั่งพิซซ่าเป็นอาหารเย็น กินคู่กับเลย์ที่เราเอามาจากไทย ซึ่งถุงบวมเป๋งตั้งแต่ลงจากเครื่องมา และเพิ่งระเบิดตอนอยู่ในห้องนี่เอง

คนไทยเจ้าของเสียงที่เราได้ยิน นั่งอยู่โต๊ะถัดไป พี่นันชวนให้มานั่งด้วยกัน
พี่คนไทยกลุ่มนี้มีกัน 3 คน พี่พี พี่เต๊ะ และพี่ฟาง ทั้ง 3 คนเล่าว่าเคยเดินเส้นทาง Everest Base Camp (EBC) แล้วเมื่อหลายปีก่อน ครั้งนี้เลยมา ABC เพราะเส้นทางดูหลากหลายกว่า แต่พอลงเครื่องก็เปลี่ยนใจ
“เราคิดว่า ทำไมไม่ไป 2 routes เลย ก็เลยขอเขาเปลี่ยน”
อีก route ที่ว่า คือ Mardi Himal เหมือนกับแผนการเดินทางของกลุ่มเรา พอดูแผนการเดินทางเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าเราจะเจอกันในบางจุด เช่น Bamboo ตอนขากลับ และ Forest Camp ตอนไปเส้นทาง Mardi Himal
พอเรากินเสร็จก็ขอตัวออกมาก่อน ปล่อยโต๊ะให้พี่ทั้ง 3 คนนั่งต่อ
25%Painting the world white ...75%Dropping oxygen levels ...90%Expanding Boss domain ...
🏔️ Day 07. Boss Fight: Deurali to ABC
== Daily Quest ==[ ] Deurali -> ABC (🥾 5–6h)
.
⛅️ Part I. The Morning Excursion
ในตอนเช้า เราออกเดินไปตามทางที่มีหิมะปกคลุม ต้นไม้และภูเขารอบตัวถูกปกคลุมด้วยหิมะที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อคืน ทุกครั้งที่คนข้างหน้าดึงกิ่งไม้หลบ หิมะที่เกาะอยู่บนต้นไม้ไร้ใบก็จะร่วงใส่คนที่เดินตามหลังมา
หิมะในบางจุดเริ่มกลายเป็นดินโคลนจากการถูกย้ำซ้ำ ๆ จากนักเดินเขา แต่ทางส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยหิมะที่ตกลงมาใหม่ ๆ
ก่อนออกจากที่พัก Sona สอนพวกเราใส่ crampons หรือโซ่หนามติดรองเท้า ทำให้เราเดินในหิมะโดยไม่ต้องกลัวลื่น แต่ข้อเสียก็คือจะเดินยากขึ้นและจะเหนื่อยขึ้นเร็วกว่าปกติ

== Player Status ==⚙️ Crampons EquippedGrip +++Stamina --
อากาศตอนนี้เริ่มเบาบางลงจนเห็นได้ชัด เพราะผมเหนื่อยหอบเร็วขึ้นกว่าเดิม และกระบวนท่าหายใจที่ Sona สอนก็ทำให้รู้สึกหายเหนื่อยช้าลงกว่าเดิม
== Player Status ==🏔️ High altitudeOxygen --Recovery Rate --
อากาศเย็นจนเห็นไอของลมหายใจได้ชัด แม้จะเดินมาได้สักพัก แต่ก็ยังไม่รู้สึกอุ่นเหมือนวันก่อน ๆ จนกระทั่งเราเดินพ้นเงาของยอดเขา ถึงจะเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้าง

“แว่นดำไปไหน?” Sona ถามพี่นัน เมื่อแดดส่องลงมาถึงทางที่เราเดินอยู่ และทุกคนหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาใส่
“ไม่ได้เอามา” พี่นันตอบ “ปกติไม่ได้ใส่ เพราะใส่แล้วจะปวดหัว”
“ควรจะใส่ป้องกันสายตา โดยเฉพาะในหิมะที่ตกใหม่ ๆ”
“ไม่เป็นไร” พี่นันตอบ “ปกติก็ไม่ได้ใส่”
เราเดินมาได้สักพัก Sona ก็โทรศัพท์คุยกับใครสักคน แล้วก็ยื่นให้พี่นัน Arbin อยู่ในสาย
ผมไม่รู้ว่า Arbin พูดอะไรบ้าง แต่พี่นันพูดคำเดิมว่า ปกติไม่ได้ใส่ เพราะแว่นดำทำให้รู้สึกปวดหัว เวลาขับรถในเมืองไทยแล้วเจอแดดแรง ๆ ก็ไม่เคยใส่
พี่นันคุยเสร็จก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้ Sona แล้วพี่นันก็เอาแว่นกันแดดของ Sona ไปใส่ชั่วคราว เดินต่อมาได้สักพัก พี่นันก็ถอดแว่นคืนให้ Sona เพราะรู้สึกปวดหัว
ถ้าผมเป็น Sona ก็คงโทรหา Arbin เหมือนกัน เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่รู้จะแก้ยังไง เพราะถ้าพี่นันตาเจ็บขึ้นมาก็จะเป็นความรับผิดชอบของ Sona โดยตรง แต่ถ้าให้ใส่แว่นแล้วปวดหัว ก็จะทำให้เดินต่อไปได้ยากกว่าเดิม

พอได้เดินในแดดมาสักพัก ผมก็เริ่มรู้สึกร้อนจนเหงื่อออก พอดีเรามาถึงพื้นที่เปิดโล่งระหว่างหุบเขา เราปักหลักหยุดพักกัน ผมถอด sweater เหลือ HEATTECH เสื้อยืด fleece เสื้อกันหนาวตัวบาง (ตัวที่ปกติผมใส่ไปออฟฟิศ) และเสื้อกันลมเอาไว้

“อย่างเพิ่งถ่ายรูปนะ” Sona บอกตอนที่เริ่มออกเดินอีกครั้ง “เดี๋ยวค่อยกลับมาถ่ายตอนขากลับ”
Sona อยากทำเวลา เพื่อให้เราขึ้นไปถึง ABC ได้เร็ว ๆ
แต่สุดท้าย Sona ก็ยอมให้ถ่าย selfie ครั้งหนึ่งเป็นที่ระลึก

.
😣 Part II. The Struggle
บนเส้นทางมีผู้คนสัญจรมากมาย ในบางจุด เราจะต้องให้ทางซึ่งกันและกัน เพราะทางแคบเกินกว่าจะเดินผ่านพร้อมกันได้
ระหว่างทาง เราเห็นพ่อแม่ลูกชาวแคนาดาเดินสวนมา Malakai หน้าแดง ไม่ว่าจะจากแดดหิมะหรือความหนาวก็ตาม ดูเหมือนทุกคนจะเดินเร็วกว่าเรากันหมด

“Sona ขอหยุดถอดเสื้อหน่อย” ผมบอก เพราะรู้สึกร้อนจนเริ่มหายใจลำบาก
== Player Status ==Body Temp 🔴
“ไม่ได้” Sona บอกแล้วก็เสริมก่อนที่ผมจะตอบอะไร “ตรงนี้คนเดินเยอะ ไปข้างหน้าดีกว่า”
เราหยุดกันข้างหน้า ผมถอดเสื้อกันหนาวตัวบางออกเก็บเข้ากระเป๋า แล้วเราก็ออกเดินต่อ
== Player Status ==Body Temp 🔴
“Sona ขอหยุดถอดเสื้อก่อน” ผมพูดหลังจากเดินมาได้ไม่นาน ผมยังรู้สึกร้อนจนจะเป็นลม
“ไม่ได้” Sona ตอบเหมือนเดิม “ไปข้างหน้ากัน”
“ก็ไม่น่าแปลกใจ” ตรีพูดเมื่อผมถอด fleece ออก ผมไม่คิดว่า fleece จะเก็บความร้อนได้ดีขนาดนี้
และเพื่อไม่ให้ต้องหยุดเป็นรอบที่ 3 ผมถอดเสื้อกันลมและ beanie เก็บใส่กระเป๋าด้วย เพราะอากาศตอนนี้แค่เย็น แต่ไม่มีลมพัด
“เอามาใส่นี่ก็ได้” Sona บอกพอเห็นกระเป๋าผมใส่เสื้อไม่พอ หยิบเอา fleece ที่ผมม้วนเป็นก้อนใส่กระเป๋าตัวเอง
== Player Status ==⚠️ Headache
พอถอดเสื้อไป 3 ชั้นแล้ว อาการปวดหัวที่ผมเริ่มรู้สึกตั้งแต่รู้สึกร้อนจนทนไม่ไหวก็ยังไม่หายไป และเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ผมรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ เหมือนเวลาที่ออกกำลังกายหนักไป
พอหยุดพักหายใจ ผมก็บอกพี่นันที่ตามมาทันว่าปวดหัว
“Headache” พี่นันบอก Sona ที่รอเดินต่ออยู่
“Altitude sickness” Sona บอก
Altitude sickness เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมคิด เพราะก่อนมา ผม Google แล้วเจอว่า altitude sickness จะมีอาการปวดหัวแบบคนเมา แต่อาการปวดหัวของผมไม่ใช่อย่างนั้นเลย ซึ่งถือว่าดีกว่ามาก ผมไม่ชอบอาการเมาเลย
“บอกแล้วว่าไม่ให้อาบน้ำ เพราะบางทีร่างกายจะปรับตัวไม่ไหว”
ผมกำลังจะเถียง Sona ว่าการอาบน้ำเกี่ยวอะไรกับอาการปวดหัวตอนนี้ด้วย เพราะดูไม่ได้เกี่ยวกันขนาดนั้น แต่ Sona ก็พูดต่อ
“Beanie ไปไหนแล้ว?”
“อยู่ในกระเป๋า” ผมตอบ
“เอามาใส่เลย” Sona บอก “แล้วก็ดื่มน้ำเยอะ ๆ”
ผมทำตาม ใส่ beanie แล้วก็หยิบน้ำมาดื่ม อาการปวดหัวยังไม่ได้หายในทันที แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง พอที่จะเดินต่อได้
== Player Status ==⚠️ HeadacheSpeed ---
อาการปวดหัวและเสียกำลังจากการใส่เสื้อหลายชั้นเกินไป ทำให้ผมเดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด จากปกติที่เราจะเดินแยกกันเป็น 2 กลุ่ม ตอนนี้เราเดินไปพร้อมกันทั้ง 4 คน
Sona น่าจะเห็นท่ีไม่ดี เพราะถึงจุดหนึ่งเราเจอ Dorji กับ Furlakpa รอเราอยู่พร้อมกับถุงแอปเปิล

“ทุกคนกินแอปเปิลกัน” Sona บอก แล้วแจกแอปเปิลให้คนละลูก
“ทำอะไรอยู่?” Sona ถาม
“แกะสติกเกอร์” ผมตอบ พยายามแคะสติกเกอร์ออกโดยไม่ให้กินผิวแอปเปิล
“ทำแบบนั้นช้าเกิน”
“แล้วจะให้ทำยังไง?”
“กัดทิ้งไป”
ผมกัดส่วนที่มีสติกเกอร์ บ้วนทิ้งไปข้างทาง แล้วก็กินแอปเปิลที่เหลือจนเหลือแต่แกน โยนแกนทิ้งไปในพงไม้ไร้ใบข้างหลัง

พอได้แอปเปิล ผมก็รู้สึกมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง
== Player Status ==Fatigue 🟡
“ใครเดินเร็ว ตาม Dorji ไปก่อนเลย” Sona บอก
“ผมขอไปก่อนนะ” ผมบอกพี่นัน
Dorji เดินนำหน้าไปเรื่อย ๆ ผมปักไม้เดินเข้าเดินตามไปทีละก้าว ตอนนี้หมอกเริ่มลง ทำให้มองอะไรรอบข้างไม่เห็น Dorji หยุดรอเป็นจุด ๆ แต่บางครั้ง Dorji ก็เดินเร็วจนหายไปในหมอก โชคดีที่ทางเดินมีแค่ทางเดียว ทำให้ไม่หลงกัน
(พี่อู๋บอกว่า เดินตาม porter ก็เหมือนพลัง Infinity ของ Gojo วัตถุจะเข้าใกล้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีวันไปถึง)

ผมไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไร แต่ก็เห็น tea house หลังหนึ่งอยู่ข้างหน้า ผมรอให้ Dorji เดินพาไป แต่เราก็เดินขึ้นเนินอีกลูก และทิ้ง tea house นั้นไว้ข้างหลัง
ข้ามเนินเขาอีก 2–3 ลูก ผมก็เห็น tea house อีกหลัง ครั้งนี้ Dorji พาเดินตรงไป แล้วก็เลี้ยวหลบขึ้นบันไดที่พาไปหลังที่ 2 และ 3 และ 4
สุดท้าย เราก็เข้าไปในห้องอาหารของ tea house หลังสุดท้ายสุด ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะที่พักของเราทุกครั้งจะอยู่เป็นหลังท้าย ๆ ของหมู่บ้านเสมอ
ข้างในมีคนนั่งอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีโต๊ะว่างอยู่ ผมถอดกระเป๋าวางไว้บนพื้น แล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแล้ว เหมือนกับ Yuta ที่พลังหมดเมื่อขาดการเชื่อมต่อกับ Rika

== Player Status ==Fatigue 🔴
.
🍛 Part III. MBC

🏔️ Altitude3,700m
Tea house ที่เราอยู่ คือ MBC หรือ Machhapuchhre Base Camp ซึ่งเป็นจุดพักสุดท้ายก่อนขึ้นไป ABC ที่ความสูง 3,700 เมตร
ใช้เวลานาทีเดียวกว่าคนอื่น ๆ จะตามมาทัน ตรีที่ผมนึกว่าเดินตามผมมาด้วยก็อยู่รั้งท้ายกับพี่อู๋ พี่นัน กลายเป็นว่ามีแค่ผมคนเดียวที่ใช้เกียร์เร็วเดินตาม Dorji มา
“เชื่อมั้ยว่า” ผมนึกถึงคนที่พี่นันถามก่อนหน้านี้ “ถ้า porter อยากจะมา ABC เล่นก็ทำได้สบาย ๆ?”
ถ้า porter จะทำอย่างนั้น ผมก็จะไม่แปลกใจ เพราะไม่ว่าจะแบกของหนักขนาดไหน ก็ยังเดินได้เร็วกว่าเรา และไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่างไม้เดินเขาหรือ crampons (บางคนใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดา) MVP ของแท้
พอคนอื่นมาและสั่งอาหารแล้ว ผมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่มี 2 ห้อง และทั้ง 2 ห้องมีคนต่อแถวรออยู่ ผมต่อแถวห้องที่ใกล้ที่สุด เพราะคนจากแถวนี้ย้ายไปต่ออีกแถวที่คิวเลื่อนเร็วกว่า
รอมาได้สักพัก แถวที่ผมรออยู่ก็ไม่ขยับ และคนที่รออยู่ก่อนก็เปลี่ยนไปรออีกแถวจนหมด ก่อนไป คนที่อยู่แถวผมก็รอเคาะประตูดู แต่ไม่มีใครตอบกลับมา ถ้าข้างในไม่มีใครอยู่ คนที่อยู่ข้างในก็อาจจะไม่อยากตอบกลับ
พอได้ยืนอยู่ใกล้ประตู ผมก็สังเกตว่าที่ตะปูที่ถูกตอกให้งอขวางประตูอยู่ พอลองขยับดู ตะปูดูเหมือนจะตอกติดอยู่กับที่ แต่พอสังเกตดี ๆ ก็เห็นว่าบนบานประตูมีรอยที่ถูกตะปูกินไป ผมเลยออกแรงดันตะปูเพิ่ม ตะปูก็เรื่อยได้ และประตูก็เปิดออก
== Player Status ==Toilet 🟢
พอผมเข้าเสร็จ ก็บอกคนอีกแถวหนึ่ง
“จะเข้าห้องนี้ก็ได้นะครับ” ผมบอก “แต่มีใครติดระเบิดไว้แล้วไม่ได้ราดอยู่” (ไม่ใช่ผม เพราะผมแค่เข้าไปฉี่ 😂)
“ไม่เป็นไร” ผู้หญิงคนหนึ่งตอบ “ฉันไม่อยากเข้า”
พอผมกลับมาถึงโต๊ะอาหาร ก็เจอพี่พี พี่เต๊ะ และพี่ฟางนั่งอยู่ด้วย
“ก่อนหน้านี้ ปวดหัว เลยไปนอนพักมา” พี่พีบอก ทำให้รู้ว่าพวกพี่ ๆ พักกันอยู่ที่นี่
“Sona เราเติมน้ำได้ที่ไหนบ้าง?” พี่อู๋ถาม
“เดี๋ยวถามให้”
เราเดินตาม Sona ไปในครัว Sona ชี้ให้เราเติมจากก๊อกเหนืออ่างล้างจานได้
ระหว่างเติม พี่พีก็เข้ามาในครัวกับไกด์ แต่ก็เดินผ่านออกไป เพื่อไปเติมน้ำจากก๊อกข้างนอกแทน
“เอา Aquatabs มั้ย?” พี่นันถาม
“ไม่เป็นไร” พี่พีตอบ ดื่มน้ำก๊อกที่กรอกมา “ลองดู เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้ผล”
เพราะผมหิวมาก เลยสั่ง dal bhat มาและเติมกับ 1 รอบ พอกินเสร็จแล้ว ผมก็ไปเข้าคิวห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวออกเดินต่อ

ระหว่างรอ หมอกเริ่มหายไปบ้างแล้ว เปิดให้เห็นท้องฟ้าที่มีเมฆบางส่วน มีคนกลุ่มหนึ่งดึงเก้าอี้พลาสติกไปตั้งถ่ายรูปคู่กับธงเนปาลที่โบกสะบัดอยู่ในสายลม
“อากาศหนาวนะว่ามั้ย?” ชายคนหนึ่งทัก เพราะเห็นผมยื่นกดอกสู่ความหน้าอยู่ ถึงตอนนี้ ผมยังเหลือเสื้อบาง ๆ แค่ 3 ชั้น คือ HEATTECH เสื้อยืด และเสื้อกันหนาวตัวบาง
ชายคนนั้นใส่กางเกงขาสั้น และดูไม่หนาวเท่าผมด้วยซ้ำ
“จริงครับ” ผมตอบเป็นภาษาอังกฤษ “คุณกำลังจะขึ้นหรือลง?”
“ขึ้น” ชายคนนั้นตอบอย่างอารมณ์ดี
“ผมก็เหมือนกัน” ผมบอก
“เจ๋ง ๆ” ชายคนนั้นตอบ “ผมไปก่อนละ ไว้เจอกันข้างบน”
“โชคดีครับ” ผมบอก ไม่คิดว่าจะเดินตามทัน โดยเฉพาะว่าผมต้องเข้าห้องน้ำก่อน
“เช่นกัน”
ชายคนนั้นเดินหายไปในหมอกที่เริ่มลงมาปกคลุม MBC อีกครั้ง
“ขอโทษที” หญิงคนหนึ่งแทรกคิวผม “ฉันเข้าไม่นาน”
“โอเคครับ”
“ขอโทษด้วยอีกครั้ง” หญิงคนนั้นบอกเมื่ออกจากห้องน้ำ
“ไม่เป็นไรครับ”
ข้างในห้องน้ำกว้างขวาง และมีโถแบบนั่งราบ อย่างน้อยผมน่าจะไม่ต้องต่อคิวเข้าห้องน้ำมืด ๆ เล็ก ๆ ข้างบน ABC แบบที่คนฮ่องกงบอกพวกเราในวันแรก
== Player Status ==Toilet 🟢
.
😲 Part IV. The Ascension, Part 1
เราเดินไปทางเดียวกับชายกางเกงขาสั้นที่ผมเจอก่อนหน้านี้ เส้นทางไต่ระดับขึ้นไปจาก MBC และกลายเป็นโคลนในหลายจุดจากการเดินย้ำของนักเดินเขาก่อนหน้า Sona บอกว่าไม่ต้องห่วงรองเท้า แต่เราก็อดเดินหลบโคลนไม่ได้อยู่ดี

“พี่มาด้วยหรอครับ?” ผมถามเมื่อเห็นพี่พีกับพี่เต๊ะเดินตามมาถึง พี่ฟางไม่ได้มาด้วย
“ช่าย”
“เจอกันข้างบนครับ” ผมพูด แล้วพี่พีกับพี่เต๊ะเดินแซงเราไปอย่างรวดเร็ว
“มันยังอีกไกล” Sona พูดเมื่อเราหยุดพักหายใจ และผมจะขอเดินนำไปก่อน “แต่ถ้าไปถึงก่อน ให้รอที่ป้าย ABC มันจะมีป้ายอยู่ ให้รอตรงนั้น เราจะถ่ายรูปหมู่กัน”
“โอเค”
ฟ้าเปิดตอนที่เราออกเดิน แต่ตอนนี้หมอกกลับมาปกคลุมเขาอีกครั้ง ทำให้มองบรรยากาศรอบตัวได้ไม่มาก

ผมมาถึงจุดหนึ่งที่มีป้ายและแอ่งน้ำเล็ก ๆ อยู่ ผมรอให้คนอื่นเดินทางมาถึง
“ใช่ตรงนี้มั้ย?”
“ไม่ใช่ ต้องเดินไปอีก” Sona ตอบ “ตรงนี้เป็นทะเลสาบ เวลาฟ้าเปิดจะเห็นท้องฟ้าสะท้อนในน้ำ”
แม้ฟ้าจะไม่เปิด แต่ผมก็เห็นท้องฟ้าในผิวน้ำที่นิ่งสงบของทะเลสาบเล็ก ๆ นั้นได้ชัดเจน

ผมออกเดินต่ออีกครั้ง
ระหว่างทาง มีคนนั่งพักตามโขดหิน พอมีที่ว่างเหลือ ผมก็หยุดพักบ้าง
== Player Status ==Toilet 🟡
ถึงจะเข้าห้องน้ำมาแล้ว แต่ผมก็กินน้ำไปเยอะในช่วงต้น ๆ และยิ่งอากาศหนาวด้วย ผมก็เริ่มปวดฉี่ขึ้นมา ระหว่างหยุดพัก ผมก็หวังว่า Sona จะเดินตามมาทัน เพราะผมไม่กล้าเดินออกนอกเส้นทางคนเดียว โดยเฉพาะรองเท้าไม่ได้ออกแบบมาให้เดินบนหิมะหนา ๆ แล้วด้วย มีแค่ Sona ที่จะหาที่ปลดปล่อยให้ได้
== Player Status ==Body Temp 🟡
หยุดรอได้ไม่นาน ผมก็ต้องเดินต่อ เพราะเริ่มรู้สึกหนาวจากอุณหภูมิร่างกายที่ลดลง พอออกเดินถึงจะรู้สึกอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมนึกถึงรถไฟฝ่าหิมะใน Snow Piercer (ที่เป็นซีรีย์) ที่หยุดรถนาน ๆ ไม่ได้ เพราะจะทำให้พลังงานหมดและเดินเครื่องอีกครั้งไม่ได้

ผมออกเดินมาเรื่อย ๆ พอเดินออกมาไกลระยะหนึ่ง ผมก็ไม่เห็นใครอื่น บรรยากาศรอบตัวที่มีแต่หมอก หิมะ และความหนาวเหน็บทำให้ผมนึกถึงหนังที่ตัวละครติดอยู่ในพายุหิมะ ข้างหน้ามองไม่เห็นใคร ข้างหลังก็ไม่มีใครตามมา นอกจากเสียงหอบหายใจ เสียงเท้าที่ค่อย ๆ ย้ำไปบนพื้นหนึ่งโคลนกึ่งหิมะ และเสียงวิ้ง ๆ ในหู ทุกอย่างเงียบสงัด เหมือนผมอยู่คนเดียวในโลก
ในหัวผมนึกถึง fleece ที่ฝาก Sona ไว้ ถ้าได้มาใส่ก็คงจะดีไม่นาน เพราะเสื้อกันหนาวบาง ๆ ที่ปกติไว้ใส่กันแอร์ในออฟฟิศไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสู่หนาวบนยอดเขา 4,000 เมตรเลย
(ในกระเป๋าผมยังมีเสื้อกันหนาวอื่นอยู่ ทั้ง sweater เสื้อกันลม และเสื้อขนเป็ดที่เตรียมมาเผื่อ แต่ผมลืมไปหมดเลยว่ามีอยู่ 😅)
ผมไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไร แต่แล้วฟ้าก็เริ่มเปิดออก เผยให้เห็นเนินเขาสูงที่โอบรอบทางเดินอยู่
ฟ้าเปิดเพิ่มขึ้น เหมือนกับฉากที่ถูกผ้าคลุมถูกเลิกออก แล้วผมต้องร้องโหกับตัวเอง เมื่อเห็นยอดเขา Annapurna ที่อยู่ตรงหน้า

“ถ้าฟ้าเปิด ก็ให้รีบถ่าย” ผมนึกถึงคำของ Sona ที่บอกเราตั้งแต่เมื่อวาน “เพราะเราคาดเดาอากาศไม่ได้”
ผมรีบถ่ายรูปเก็บไว้
เมื่อมองย้อนกลับไป ก็เห็น Machhapuchhre เป็นบางส่วน

พอเริ่มออกเดิน หมอกก็เริ่มลง บดบังยอดเขาทั้ง 2 ลูกอีกครั้ง
.
😲 Part V. The Ascension, Part 2
ในหมอกข้างหน้า ผมมองเห็นชายกางเกงขาสั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกับที่ผมเจอที่ MBC ไหม เพราะผมไม่คิดว่าจะเดินมาเร็วจนทันกัน แต่คนใส่ขาสั้นขึ้นยอด ABC ที่ผมเห็นก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้น
ผมรีบเร่งฝีเท้าเพื่อจะเดินตามไปให้ทัน แต่ก็ต้องหยุดหอบหายใจ เพราะลืมไปว่าข้างบนนี้อากาศเบาบางกว่าข้างล่าง จะรีบเดินเร็วเหมือนปกติไม่ได้
== Player Status ==Heart Rate 🟢
พอหายเหนื่อยแล้ว ผมก็รีบเดินตามเท่าที่จะทำได้ ก็ไปทันชายกางเกงขาสั้นหยุดพักที่โขดหิน อยู่กับผู้หญิงและชายอีกคน
เหมือนเขาจะจำผมไม่ได้ แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะผมใส่ hood ปิดหัว ผ้าบัฟฟ์ปิดครึ่งหน้าถึงจมูก ที่เหลือให้เห็นก็แค่แว่นตากับแว่นกันแดดที่ยกเลนส์ขึ้นเท่านั้น
“ดีมากที่เรามาพักรวมกันที่นี่” ชายกางเกงขาสั้นพูดอย่างอารมณ์ดี
ผมไม่รู้จะพูดตอบว่าอะไร เพราะยังเหนื่อยหอบอยู่
ชายอีกคนที่อยู่กับเราแยกตัวไป เดินย้อนไปทางที่ผมเพิ่งจากมา
ชายกางเกงขาสั้นกับผู้หญิงเริ่มออกเดินต่อ มุ่งหน้าไปทาง ABC คุยกันอย่างเป็นกันเอง
ผมเดินตามหลังไป
ถึงจุดหนึ่ง ฟ้าก็เปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นทั้งยอดเขา Annapurna และ Machhapuchhre ชัดเจนกว่าครั้งก่อน

ยอด Machhapuchhre ที่โผล่เหนือเมฆและทำให้ดูเหมือนภูเขากำลังลอยอยู่บนฟ้า ทำให้ผมนึกถึง Olympus สวรรค์ของเทพกรีกที่พระอาทิตย์ไม่เคยตก

== Player Status ==😲 Awe
ตอนนี้ ผมนึกถึงชื่อทัวร์ที่เข้าใจตั้งว่า Heaven on Nepal
ทั้ง 2 คนข้างหน้าผมหยุดถ่ายรูป พอได้โอกาส ผมก็ขอให้ช่วยถ่ายรูปให้ผมด้วย
“ได้เลย” ชายกางเกงขาสั้นตอบเป็นภาษาอังกฤษ
“สวยมาก” ผู้หญิงพูด
“เยี่ยมมาก” ชายกางเกงขาสั้นพูด

| Domain Expansion: White Calm of Annapurna ใน domain นี้ ทุกคนจะต้องใส่ beanie ดื่มน้ำเยอะ ๆ และเดินช้า ๆ ไม่อย่างนั้น จะต้องเจอ sure-hit “Altitude Sickness” จะถูกส่งขึ้น ฮ. ออกจาก domain ไป 😂 |
“ขอบคุณครับ” ผมพูดเมื่อรับมือถือคืนมา
เราออกเดินกันต่อ
“กลับแล้วหรอครับ?” ผมถามเมื่อเห็นพี่พีเดินทางมา
“ใช่”
“อีกไกลมั้ยครับ?”
พี่พีเดินเลยไปแล้ว ก็หันกลับมา ทำท่าครุ่นคิด
“ไม่ไกลนะ อีกนิดเดียวแล้ว”
“โอเคครับ”
“อ้าว ชิน์” พี่เต๊ะทักเมื่อเดินผ่านตามหลังพี่พีมา
“โชคดีครับ พี่” ผมพูด
ตอนนี้ ฟ้าเปิดออกเต็มที่แล้ว มองเห็นเขารอบตัวได้อย่างชัดเจน ทั้ง Annupurna ที่อยู่ตรงหน้า และยอดเขาอื่น ๆ ที่อยู่ถัด ๆ ไป
ผมเจอกับ Dorji กับ Furlakpa ก่อนถึงป้ายที่ Sona บอกเล็กน้อย ทั้งคู่พาผมเดินไปรอที่ป้าย

เลยจากป้ายไป ผมเห็น tea house ที่เราจะพักในวันนี้
“ผมขอไปก่อนได้มั้ย?” ผมถามทั้งคู่
Dorji กับ Furlakpa ไม่มีใครตอบ
ผมจำใจหยุดรอที่ป้ายต่อไป
ชายกางเกงขาสั้นและผู้หญิงที่ผมเดินตามมาไปยืนรวมตัวกับกลุ่มของตัวเองที่เดินมาสมทบเรื่อย ๆ
ผมลืมคิดไปว่า ยิ่งผมรีบเดินมาข้างหน้า ผมก็ต้องมารอที่ป้ายนี้จนกว่าคนอื่นจะมาถึงอยู่ดี และพอหยุดเดิน ร่างกายก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ ยิ่งไม่ช่วยความรู้สึกปวดฉี่เท่าไร
== Player Status ==Toilet 🟡Body Temp 🟡
.
🏆 Part VI. The Achievement
“ทำไมเดินมาเร็วจัง?” Sona ถามเมื่อมาถึงพร้อมกับตรี
“ผมหนาว” ผมตอบ
“แล้วเสื้อไปไหน?”
ตอนนี้เองที่ผมเพิ่งนึกถึงเสื้อที่มีอยู่ได้
“ในกระเป๋า”
“ทำไมไม่เอามาใส่?”
“ลืม” ผมตอบตรง ๆ
ผมเอาเสื้อกันลมออกมาใส่ เพราะสวมได้ง่ายที่สุด เสื้อตัวอื่นผมจะต้องถอดเสื้อกันหนาวตัวเดียวที่มีอยู่ออกก่อน ซึ่งผมไม่อยากจะทำอย่างนั้นเลย

🏔️ Altitude4,130m
ไม่นาน Dorji กับ Furlakpa ก็มาถึงพร้อมกับพี่อู๋ พี่นัน
“รอนานมั้ย?” พี่นันถาม
“นานอยู่ครับ” ผมตอบ
“ขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นไร พี่นัน” ผมบอก
“มา รีบ ๆ ถ่ายรูปกันก่อนฟ้าจะปิด” Sona บอก

🎉 Daily Quest Complete[/] Deurali -> ABC (🥾 5–6h)
เราถ่ายรูปหมู่แล้วก็ถ่ายเดี่ยวคนละรูป ก่อนพี่อู๋ พี่นันมาถึง ผมก็ถ่ายเดี่ยวไปแล้ว ตอนนี้ ผมได้แต่ยืนเต้นอยู่กับที่ด้วยความหนาว
พอถ่ายเสร็จ เราก็เดินไปที่ tea house ตรงหน้า ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้อย่างที่คิด ระหว่างทาง เราเห็นหมาภูเขา 3 ตัวกำลังเล่นกับอะไรบางอย่างอยู่
“มันกินอะไรกัน?” ผมถาม Sona
“จะไปรู้ได้ไง” Sona ตอบพร้อมกับหัวเราะในคอ
ครั้งนี้ tea house ของเราคือบ้านหลังแรกสุด ผมกับตรีเดินตาม Sona ผ่านห้องอาหารที่คนนั่งอยู่แน่น ไปในห้องครัว เราหยุดอยู่นอกครัวจนกระทั่ง Sona กวักมือเรียกให้เข้าไป
“ลองดูหน่อยว่า ห้องนี้โอเคมั้ย?”
ในครัวมีห้องพักอยู่ห้องหนึ่ง ข้างในมี 4 เตียงสำหรับเรา 4 คน
“ถ้าไม่โอเค เดี๋ยวเปลี่ยนห้องให้”
“โอเค ห้องนี้ได้” ตรีตอบเป็นภาษาอังกฤษ
“ผมเลือกห้องนี้ให้ เพราะเป็นห้องที่อุ่นที่สุด” Sona บอกเมื่อพี่อู๋กับพี่นันตามมาถึงในห้อง
“ขอบคุณมาก Sona” พี่นันพูด


Sona รับออเดอร์อาหารเย็นแล้วก็กลับออกไป พี่นันรีบปิดประตูตามหลังเพราะกลิ่นอาหารจากห้องครัวโฉยเข้ามาในห้อง
“ได้ห้องขนาดนี้แสดงว่าเขารู้จักคนอยู่นะ” พี่นันพูดถึง Sona
.
🍕 Part VII. The Evening
ห้องน้ำที่นี่เล็กอย่างที่คนฮ่องกงบอก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเล็กพอดีตัวจนอึดอัด เพราะมีห้องน้ำที่เป็นทั้งที่อาบน้ำและห้องส้วมด้วย และก็ไม่ได้มืดขนาดนั้น เพราะยังไม่ไฟให้ใช้อยู่
ข้อเสียอย่างเดียว คือ ทุกห้องเป็นส้วมหลุมหมด
แต่พอได้ฉี่แล้ว หลังจากรอมาหลายชั่วโมง ผมก็หมดห่วงทุกอย่าง
🏅 Achievement UnlockedHigh Altitude Relief
Sona มารับออเดอร์อาหารเย็นในห้อง พอใกล้ถึงเวลาก็เรียกให้เราออกไปนั่งรอที่โต๊ะที่ Dorji กับ Furlakpa ช่วยจองไว้ให้
ตรงข้ามเราเป็นผู้หญิงชาวเอเชีย 2 คน คนหนึ่งหลับอยู่ ส่วนอีกคนนั่งซึม ๆ ไกด์ของทั้งคู่เอาเครื่องวัดออกซิเจนมาให้ พอวัดแล้วได้คนละ 60–70 กัน ไกด์เรียกทั้งคู่ออกไป ทิ้งสลัดผลไม้ (อาหารที่ Arbin บอกไม่ให้สั่ง เพราะเป็นอาหารจานสุ่ม บางที่จะได้จานที่เป็นแตงกวามาแทน) ที่ยังเต็มจานไว้ข้างหลัง
“เราเขากินได้มั้ย?” พี่อู๋ถามติดตลก
ชายชาวเอเชียที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หยิบเอาไปกิน
“เป็นยังไงบ้าง?” Sona เดินมาถามพวกเรา
“เหนื่อยมาก” ผมตอบ ถ้าไม่นับ altitude sickness ผมว่าผมโดนกินแรงตั้งแต่ที่ใส่เสื้อร้อนไป
“วันนี้ไม่อาบน้ำนะ”
“ไม่อาบแน่นอน หนาวเกิน” ผมตอบ “ผมขอทิชชู่หน่อยได้มั้ย?”
“ทิชชู่ ได้เลย” Sona ตอบ ถึงตอนนี้ Sona เริ่มเคยชินกับการที่ผมขอทิชชู่แล้ว เพราะอากาศหนาวทำให้ผมน้ำมูกไหลตลอดเวลา
เราผลัดกันเอานาฬิกาตรีมาวัดออกซิเจนในเลือดกัน ผมแปลกใจที่ได้อยู่ในระดับ 90+ ทุกคน แม้จะอยู่บนที่สูง
🏅 Achievement UnlockedOxygen Tank
หลังอาหารเย็น เรากลับเข้าไปในห้อง Sona มารับออเดอร์อาหารเช้า และบรีฟการเดินทางวันพรุ่งนี้
“ถ้าอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว ต้องตื่นกันแต่เช้า แต่ถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นนี่ก็ตอนก่อนตี 5 สี่สิบห้า”
“พี่นันเคยไปแล้ว” พี่นันบอกเป็นภาษาไทย “ตรงนั้นมันลื่นมาก ก็แล้วแต่ว่า อยากจะไปไหม บางคนต้องไปถึงจะถือว่ามาถึงที่”
ผมส่ายหน้า ผมไม่ใช่คนชอบตื่นเช้าขนาดนั้นอยู่แล้ว แต่ให้ตื่นมาทันดูพระอาทิตย์ขึ้นนอกห้องก็ดีขนาดไหนแล้ว
ทุกคนตกลงว่าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ tea house
“แล้ว Milky Way ละ?” ผมถาม Sona
“ถ้าจะดูต้องตื่นตอนเที่ยงคืน ถ้าฟ้าเปิดก็จะเห็น ถ้าไม่ก็อด”
ตอนกลางคืน ผมนอนเหงื่อตก เพราะมีทั้งถุงนอนและผ้านวมหนาที่ tea house จัดให้ ผมนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น ฝันติดลูปบางอย่าง ซึ่งเป็นปกติเวลาจะป่วยหรือนอนไม่สบาย
ผมหยิบไฟฉายแล้ว เดินทะลุห้องครัวและห้องอาหารที่ถูกทิ้งร้างในความมืดอย่างเงียบสงัด ห้องน้ำ 2 ห้องที่อยู่ใกล้สุดปิดอยู่ ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเข้าอยู่ไหม ก็เลยเดินเลยไปที่ห้องน้ำที่ไกลออกไป พอเข้าเสร็จก็ล้างมือกับน้ำเย็นเฉียบที่ไหลจากสายยางข้างนอกอาคาร
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าเกือบตีหนึ่ง ผมนึกถึงคำที่ Sona บอกได้ ก็เดินออกไปที่หน้า tea house เพื่อแหงนดูท้องฟ้า
ผมเห็นดาวอยู่ประปราย แต่ไม่เห็นทางสีขาวแบบที่ผมเคยเห็นที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นครั้งที่ผมเคยเห็น Milky Way ด้วยตาตัวเอง
เป็นไปได้ว่าบนฟ้ายังมีเมฆอยู่ แต่จากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมไม่รู้อย่างแน่ชัด ข้างนอกหนาวเกินกว่าจะยืนได้นาน ผมก็หันหลังจะกลับเข้าไปในห้องอาหาร
“ขอโทษนะครับคุณ” ฝรั่งคนหนึ่งเรียก “ห้องนี้ไม่มีไฟ”
ผมฉายไฟให้
“ขอบคุณครับ” เขาเปิดไฟห้องน้ำแล้วก็เข้าไปข้างใน
ผมเข้าไปในห้องอาหาร หยิบทิชชู่ที่อยู่บนโต๊ะใกล้ตัวมาสั่งน้ำมูก แล้วก็เดินทะลุเข้าไปในครัว เข้าไปในห้องนอน และซุกตัวเข้าไปในถุงนอนเหมือนเดิม
10%Blocking the sky ...60%Spawning cold morning sun ...95%Initialising escape sequence ...
🎋 Day 08. Escape the Dungeon: ABC to Bamboo
เราตื่นกันตั้งแต่ก่อน 6 โมงเพื่อออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ตอนนั้น ข้างนอกหน้าต่างมีแสงสว่างแล้ว พอออกมาข้างนอกก็เจอ Sona ยืนดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ อยู่ท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมไปทั่ว
“อรุณสวัสดิ์” Sona ทักทาย
“ดวงอาทิตย์อยู่ไหน?” ผมถาม ท้องฟ้าเต็มด้วยไปเมฆหมอก แม้แต่ยอดเขา Annapurna ก็มองไม่เห็น
“ไม่มี” Sona ตอบ
เราก็ได้แค่ยืนมอง tea house ตรงหน้า เพราะไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นให้ดู

.
“น่าจะดื่มน้ำร้อนนะ” Sona บอกผมระหว่างที่รออาหารเช้า
ผมคิดว่า ถ้าได้อะไรร้อน ๆ ไว้ดื่มระหว่างทางก็น่าจะดี แต่รู้สึกไม่คุ้มที่จะสั่งน้ำร้อนธรรมดา และขวดน้ำผมจุได้แค่ 600 ml แต่น้ำร้อนจะต้องสั่งทีละ 1 ลิตร
สุดท้าย ผมเลยไม่ได้สั่งน้ำร้อนเพื่อติดตัวไปด้วย
.
เราใช้เวลา 4 วันเพื่อเดินขึ้นมาที่ ABC แต่เราจะใช้เวลากลับลงไปแค่ 2 วัน ซึ่งวันนี้เป็น 1 ใน 2 วันที่ว่า
== Daily Quest ==[ ] ABC -> Bamboo (🥾 6–7h)
เราออกเดินทางในชุดเสื้อกันฝนสีดำที่คลุมทั้งตัวและกระเป๋า พร้อม crampons กันเลื่อน นักเดินเขาคนอื่น ๆ ก็กำลังออกจากที่พักไปในทางเดียวกับเรา ทุกคนเดินต่อกันเป็นแถวยาว เหมือนกับขนวบผู้ลี้ภัยภายใต้ท้องฟ้าขมุกขมัว

(ผมเพิ่งคิดได้ว่า พระอาทิตย์ขึ้นฝั่ง Machhapuchhre แต่เรายืนมองไปทาง Annapurna ซึ่งหมายความว่า แม้จะไม่มีหมอก เราก็คงมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ดี เพราะมองหาผิดทิศ 😂)
นอกจากคนที่เดินลงจาก ABC แล้วยังมีคนที่กำลังเดินขึ้นมาด้วย และเราต้องคอยหลบให้ทางกันและกัน เพราะทางเดินมีแค่ทางเดียว
ไม่นานเราก็มาถึงทะเลสาบที่สะท้อนท้องฟ้าสีเทาข้างบน และต่อมาก็ถึง MBC ครั้งนี้ เราเดินเลี่ยงไม่ผ่าน tea house ที่เราหยุดกินข้าวเมื่อวันก่อน
“ทุกคน เป็นยังไงบ้าง?”
“โอเค” พี่นันตอบอย่างเหนื่อยหอบ
“เข่าผมไปแล้ว” ผมตอบ
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ” Sona พูด
“ก็มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ” ผมพูด “เข่าขวาผมอ่อน ผมเลยต้องเอาขาขวาลงตลอด”
== Player Status ==⚠️ Right Knee InjuryDescend Speed ---
ผมไม่คิดว่า จะเจออาการนี้ เพราะในชีวิต (เท่าที่ผมจำได้) ผมยังไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกครั้งที่ก้าวขาซ้ายลง และขาขวาที่อยู่ข้างบนต้องงอเข่ารับน้ำหนัก ผมรู้สึกว่าเข่าอ่อนแรง จะพับได้ทุกเมื่อ
ผมถาม ChatGPT และ Gemini ในภายหลัง ซึ่งทั้ง 2 AI บอกเหมือนกันว่า เป็น Iliotibial (IT) band syndrome ซึ่งเกิดจากการที่เส้นเอ็นในเข่าใช้งานหนักจนอักเสบ แม้ว่าวันนี้เพิ่งเป็นวันแรกที่เราลงเขากันเกือบตลอดเส้นทาง แต่เราเจอขาลงบางแล้วในวันก่อน ๆ และเข่าที่ไม่ชินกับการขึ้นลงบันไดของผมก็เพิ่งออกอาการวันนี้
Sona ไม่ได้ตอบอะไร ทุกคนเดินต่อไป ผมเดินรั้งท้าย เพราะต้องค่อย ๆ ไต่ลงทางลาดและขั้นบันได
.
เรามาถึงที่เปิดโล่งที่เราหยุดพักเมื่อวาน ที่ที่ Sona บอกให้เรากลับมาถ่ายรูปทีหลัง ตอนนี้บรรยากาศขมุกขมัว หิมะเริ่มตก ภูเขาทั้งหมดถูกบังบอกไม่เห็นยอด ไม่เหมาะกับการถ่ายรูปแล้ว

เราข้ามสะพานไปอีกฝั่ง น้ำที่เมื่อวานไหลอ่อน ๆ กลับไหลแรงในวันนี้ เพราะหิมะที่ละลายเมื่อวาน
ป่าไร้ใบที่ถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลนตอนนี้กลายเป็นแค่ป่าไร้ใบที่ดูไร้ชีวิตชีวา
ถึงจุดหนึ่ง ผมเดินนำหน้าคนอื่นขึ้นมาได้ (เพราะความเร็วบนทางราบและทางขึ้นยังเป็นของปีศาจเหมือนเดิม 😈)
== Player Status ==Ascend Speed 🟢Flat Speed 🟢
ผมเห็นที่ราบโล่งติดกับทางเดิน พอตรีกับ Sona ตามมาทัน ผมก็กวักมือเรียกให้ทั้ง 2 คนมาหา
“ช่วยหยิบ power bar ให้หน่อย” ผมบอกตรี เพราะการหยิบของจากกระเป๋าตอนที่ใส่เสื้อกันฝนเป็นอะไรที่ยากมาก
“ขอบคุณครับ” ผมพูดเมื่อตรีส่ง power bar ให้
“อาหารเช้าผมหมดแล้ว” ผมบอก Sona ที่ยืนยิ้มอยู่
== Player Status ==Hunger 🔴
ผมไม่น่าสั่งบะหมี่เป็นข้าวเช้าเลย เพราะบะหมี่ไม่เคยทำให้ผมอิ่มได้นาน
“ไปกันก่อนเลยครับ เดี๋ยวตามไป” ผมบอกพี่นันกับพี่อู๋เมื่อทั้งสองเดินมาถึง
เมื่อคนอื่นออกเดินต่อแล้ว ผมก็ยืนกิน power bar พร้อมกับชมวิวภูเขาที่มีหมอกปกคลุมอยู่คนเดียว
Power bar เหนียวจริง ผมคิด
.
ผมกิน power bar หมดทั้งแท่ง แล้วก็รีบเดินตามคนอื่นไป โชคดีที่ทางช่วงนั้นเป็นขาขึ้น และมีขาลงที่ไม่ชัดมาก ทำให้ไม่ช้าผมก็ตามไปได้ทัน
บรรยากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้ผมจำเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านเมื่อแทบไม่ได้
“ชิน์ เราจะกินข้าวที่ Deurali มั้ย?” พี่นันถาม
“ได้ครับ” ผมตอบ เพราะ power bar จะช่วยให้ผมอยู่ได้ไม่นาน และผมเรียนรู้จากพลังของแอปเปิลเมื่อวานว่า ถ้าเราได้กินแล้ว เราจะเดินได้เร็วขึ้น
“Sona” พี่อู๋เรียก “เรากินข้าวที่ Deurali แทนได้มั้ย?”
เพราะแผนแรก คือ กินข้าวที่ Himalaya ซึ่งยังอยู่อีกไกล
“โอเค” Sona ตอบ
.
🏔️ Altitude3,230m
ห้องอาหารของ Shangri-La มีคนนั่งอยู่เต็ม ผมกับตรีที่ไปถึงก่อน ยืนอยู่ข้างนอก ใต้ชายคาของที่พัก รอให้ Sona หาโต๊ะให้เราได้ หิมะยังตกลงมาเรื่อย ๆ ทำให้ทุกอย่างเปียกและหนาวไปหมด
เราแขวนเสื้อกันฝนไว้ที่ฉากเสา และวางไม้เดินเขาพิงกันผนังในห้องอาหาร และไปนั่งที่โต๊ะตรงกลางที่วางพอดี
“Dal bhat จะใช้เวลาทำนาน” Sona พูดกับผมหลังจากพี่อู๋ พี่นันมาถึง และเราสั่งอาหารกันแล้ว “เปลี่ยนเป็นข้าวผัดแทนได้มั้ย?”
ผมสงสัยว่าทำไมข้าวผัดถึงผัดเร็วกว่าทำ dal bhat ที่มีแต่ข้าวกับกับ แต่ก็ตอบตกลงไป เพราะเหนื่อยเกินจะคิดอะไรออก
เมนูที่พี่นันสั่งก็ถูกเปลี่ยนเป็นข้าวผัดเช่นกัน
“เรานั่งตรงกันข้ามกันเมื่อวาน” พี่นันชวนสาวชาวเอเชียสองคนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ คุยเป็นภาษาอังกฤษ
“อ๋อ จริงสิ” หนึ่งในนั้นพูด
“ใช่” พี่นันพูด “เมื่อวานเห็นวัดออกซิเจนกันแล้วได้น้อย เห็นไกด์เรียกออกไป พี่อู๋ยังถามอยู่ว่าขอกินสลัดผลไม้ได้มั้ย”
ทุกคนหัวเราะ
“ใช่ เราออกซิเจนน้อยมาก ตอนกลางคืนนอนกันไม่หลับเลย เพราะปวดหัว”
“แล้วนี่จะไปที่ไหนกัน?”
“วันนี้ เราจะพักที่ Bamboo”
“เหมือนกันเลย” พี่นันพูด
“จริงสิ” หนึ่งในสองคนตอบ “ถ้าอยู่ที่พักใกล้กันเดี๋ยวคงได้เจอกันอีก”
อาหารที่สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ปริมาณยังใหญ่เหมือนเดิม แต่รสชาติแย่มาก ข้าวผัดรสจืดเหมือนไม่ได้ผัดอะไรมา แม้จะมีสีแดงเหมือนผัดซอสมะเขือเทศมาก็ตาม ผมใส่เกลือแล้วก็กินไป คิดแต่ว่าต้องมีแรงเดินต่อให้ได้

พี่นันที่ได้ข้าวผัดก็ทำแบบเดียวกัน แต่เติมซอสมะเขือเทศลงไปด้วย แต่กินได้ไม่เท่าไรก็ต้องยอมแพ้ เหมือนกับว่ายิ่งปรุงจะยิ่งทำให้รสชาติแย่ลงไปอีก
“พยายามกินให้หมดนะ” Sona บอก
“ไม่ไหว” พี่นันพูด “รสชาติแย่มาก”
ตอนนั้น ผมกินจานของผมหมดไปแล้ว การที่ลิ้นไม่ค่อยรับรสก้ดีอย่างนี้เอง
🏅 Achievement UnlockedQuirk: Reptilian Tongue
.
พอไต่ระดับลงต่ำไปเรื่อย ๆ หิมะก็เปลี่ยนเป็นฝนปรอย ๆ ที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อากาศยังหนาวเหมือนเดิม
พอได้กินข้าว ผมก็มีแรงเดินขึ้นมา และทำความเร็วแซงคนอื่นได้อีกครั้ง เพื่อไม่เป็นตัวถ่วงคนอื่น ผมเลยขอ Sona เดินนำมาก่อน เพราะถ้าเจอทางลงยาว ๆ ผมน่าจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติ

เส้นทางเปียกแฉะและเต็มไปด้วยดินโคลน ผมพยายามเดินหลบ แต่ในบางจุดก็เหนื่อยเกิน และยอมเดินเหยียบโคลนไป เพราะยังไงรองเท้าก็กันน้ำอยู่แล้ว
พอเจอลำธารหรือแอ่งน้ำใส ผมก็พยายามล้างโคลนออกจากรองเท้าและไม่เดินเขา แต่ไม่นานก็กลับมาเลอะโคลนอีกครั้ง เป็นเหมือนวงจรที่ไม่สิ้นสุด

.

🏔️ Altitude2,900m
ไม่นาน ผมก็มาถึง Himalaya ที่มีคนนั่งอยู่เต็มห้องอาหาร แต่ที่นั่งข้างนอกถูกทิ้งร้างเพราะเปียกฝนไปหมด ผมสงสัยว่าคนอื่นตามหลังมาห่างออกไปเท่าไร แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะห่างออกไปไกล เพราะผมเจอทางขาลงที่ชะลอความเร็วผมลงมาเยอะอยู่
== Player Status ==⚠️ Right Knee InjuryDescend Speed ---
.
ถึงจุดหนึ่ง ก็มาถึงทางแยกที่แยกไปข้างบนและข้างล่าง ผมจำได้ว่า ขามา Sona บอกว่าทางข้างล่างเป็นทางที่เราจะเดินตอนขากลับ ผมเลือกเดินทางนั้น

กลายเป็นทางที่ผมเลือกนั้นเดินยากกว่าอีกทาง เพราะชันและลื่นกว่ามาก ไม่เป็นมิตรกับเข่าผมเลย
พอพ้นทางนั้นมา ผมก็มาถึงศาลเจ้าที่อยู่ข้างน้ำตก ผมเดินวนรอบศาลเจ้า 1 รอบ เอามือไล่กระดิ่งที่อยู่รอบรั้วศาลเจ้าให้ส่งเสียงตามการผ่านไปของผม ถุงมือเปียกโชกจากน้ำที่ค้างอยู่บนกระดิ่งกว่าสิบลูก

หลังจากศาลเจ้า ผมก็ก้าวพ้นเขตศักดิ์สิทธิ์
วันนี้จะได้กินเนื้อสักที ผมคิด เพราะข้างบนไม่มีเมนูไหนที่มีเนื้อเลย นอกจากพิซซ่าหน้าปลาทูน่า
.

🏔️ Altitude2,505m
หลังจากเดินเหมือนคนพิการมาได้สักพัก (เพราะเริ่มหมดแรงและเข่าอ่อนกว่าเดิม) ผมก็มาถึง Dovan
ห้องพักปิดเงียบไม่มีใครอยู่ ผมถอดเสื้อกันฝนแล้วก็วางกระเป๋าลงบนเก้าอี้พลาสติกที่อยู่บนระเบียงที่พักที่เราพักกันเมื่อ 2 วันก่อน
ผมหยิบน้ำออกมาดื่ม และสังเกตว่าเสื้อข้างในผมเปียกชุ่มแม้จะใส่เสื้อกันฝน เป็นไปได้ว่าฝนไหลผ่านช่องมือและหัวเข้ามา อากาศเย็นจนหายใจเป็นควัน ผมคิดว่าจะเปลี่ยนเอาชุดหนาวตัวอื่นออกมาใส่ แต่ก็ล้มเลิกไป เพราะรู้ว่าเสื้อตัวอื่นก็จะเปียกตามไปอีก และการตากเสื้อให้แห้งบนเขาเป็นอะไรที่ทำไม่ได้เลย
== Player Status ==Thirst 🟢Body Temp 🟡Toilet 🟡
พอจะไปเข้าห้องน้ำก็เจอว่าประตูถูกล็อกไว้ ผมก็ได้แค่ถอนหายใจ
เช่นเดียวกับเมื่อวาน ยิ่งหยุดอยู่กับที่ ผมก็ยิ่งรู้สึกหนาวมากขึ้น ผมสะพายกระเป๋า ใส่เสื้อกันฝน และออกเดินต่ออีกครั้ง
ระหว่างทางก็เห็นเค้กที่วางขายในตู้ คิดว่าอยากจะซื้อกิน แต่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากินนานเท่าไร คนอื่นอาจจะตามมาทันก่อน ผมหวังว่าที่ Bamboo จะมีเค้กให้ซื้อกิน
.
ผมคิดว่า Bamboo น่าจะอยู่อีกไม่ไกลมาก
Furlakpa ยืนรออยู่ข้างหน้า
“Only you?” Furlakpa ถาม
“Only me,” ผมตอบ “The others are following behind.”
Furlakpa โทรศัพท์หาใครสักคน ซึ่งผมคิดว่าเป็น Sona พอวางสาย Furlakpa ก็ส่งสัญญาให้ผมเดินตามไป
Furlakpa ใส่รองเท้าแตะเดินหลบโคลนอย่างคล่องแคล่ง ผมเดินตามไปอย่างช้า ๆ พอได้จังหวะก็พยายามอธิบายให้ Furlakpa เข้าใจว่า เข่าผมไม่ไหวแล้ว จะเดินขาลงช้าหน่อย

ผมถาม Furlakpa ด้วยว่า อีกนานไหมกว่าจะถึง Bamboo ผมใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งเป็นสื่อ ผมทำนิ้วเหมือนกับกำลังถือเม็ดข้าวสาร
“ประมาณนี้มั้ย?” ผมถาม
Furlakpa ถ่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งออกห่างกันจนสุด
ผมทำสัญญาณมือว่า ตามนั้น
.
เหมือนฝนจะหยุดตกมาสักพักแล้ว เพราะ Furlakpa เดินมาพร้อมกับเสื้อคลุมกันฝน แต่ไม่ได้ใส่ และยังคงถือไว้ในมือระหว่างที่เราเดินไป Bamboo กัน
ระหว่างทาง เราเจอกับกลุ่มนักเดินเขาชาวเนปาลที่ Furlakpa ชวนคุยเป็นภาษาเนปาล
“คุณมาจากไหน?” หนึ่งในนั้นถามเป็นภาษาอังกฤษ
“ผมหรอ?” ผมพูด “มาจากไทย”
“อ๋อ สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับ” ผมตอบเป็นภาษาไทย “รู้ภาษาไทยด้วยหรอ?”
“รู้แค่นั้นละ”
“ก็ยังดีนะ ผมยังไม่รู้ภาษาเนปาลสักคำ”
ไม่รู้ว่า Furlakpa คุยอะไรบ้าง แต่ชาวเนปาลกลุ่มนี้ก็ปล่อยให้เรานำไปก่อน แม้ผมจะเดินได้ช้าก็ตาม
.

เส้นทางไป Bamboo ยาวไกลกว่าที่ผมคิด โดยเฉพาะว่าเป็นทางลงเขาซะเยอะ
เมื่อไปถึง Bamboo เราก็ตรงไปที่ tea house ที่เราเคยหยุดพักระหว่างทางไป Dovan เมื่อวันก่อน Dorji รอเปิดห้องให้อยู่แล้ว ก็พาผมไปที่ห้อง วันนี้เราได้ 2 ห้องแยกกัน แต่ห้องที่ผมกับพี่อู๋อยู่เป็นเตียงใหญ่เตียงเดียว

“ขอบคุณครับ” ผมบอก Dorji
ในที่สุดผมก็มาถึง Bamboo สักที
🎉 Daily Quest Complete[/] ABC -> Bamboo (🥾 6–7h)🏔️ Altitude2,310m
.
ระหว่างรอให้คนอื่นมาถึง ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ที่นี่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่ผมเห็นว่ามีแจ้งเตือนว่า มีสายที่ไม่ได้รับทาง Messanger จาก Sona
เป็นไปได้ว่า Sona พยายามโทรถามผมว่าเดินถึงไหนแล้ว แต่เพราะผมง่วนอยู่กับการเดิน ทำให้ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่น
ตอนที่ผมไปถึง ฟ้ายังสว่างอยู่ รอจนมืดแล้วทุกคนก็ยังไม่มา ผมเพิ่งรู้ว่า ผมทิ้งระยะห่างจากคนอื่นไกลมาก
🏅 Achievement UnlockedSpeedster
.
“มาพักตรงนี้เองหรอ?” ผมออกไปทักหญิงชาวเอเชียที่เราเจอกันตอนกลางวัน
“จะบังเอิญอะไรขนาดนี้”
ผมก็คิดเหมือนกัน เพราะนอกจากจะพักที่เดียวกันแล้ว ยังอยู่ห้องติดกันอีก
“แล้วคนอื่นไปไหนละ?”
“กำลังเดินมาอยู่” ผมตอบ “ผมเดินนำมาก่อน”
“แล้วจะห้องเดียวกัน 4 คนมั้ย?”
“คิดว่าไม่ แต่เดี๋ยวผมรอคุยกับคนอื่นก่อน”
.
“เตรียมตัวโดนดุได้เลย” เสียงพี่นันดังนำมาก่อนเมื่อมาถึง
แล้ว Sona ก็มาปรากฏตัวที่ประตูห้อง
“ทำไมไม่รับสาย?” Sona ถาม
“ผมเพิ่งเห็นตอนมาถึงเอง”
“ทำไมไม่รอที่ Himalaya?” Sona ถามต่อ “ตอนไปถึง เราไม่เห็นคุณเลย”
“นึกว่าจะมาเจอที่ Bamboo ทีเดียวเลย”
“Arbin บอกไม่ให้เดินหนีไกด์นะ” พี่นันบอกหลังจาก Sona ไปจัดการเรื่องอาหารเย็น
“บอกด้วยหรอ?” เพราะไม่มีอยู่ในโน้ตที่ผมจดไว้
“ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา ก็เป็นความรับผิดชอบของไกด์เต็ม ๆ เลยนะ”
“ผมเข้าใจ” ผมตอบ
“ขอโทษที” ผมบอก Sona เมื่อเจอกันอีกครั้ง
Sona ยิ้มแล้วก็ตบหลัง
“ไม่เป็นไร” Sona พูด “ไปกินข้าวได้แล้ว”
.
ห้องอาหารดูอบอุ่นกว่าห้องอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะแสงไฟสีเหลืองส้มที่ติดอยู่ให้บรรยากาศเหมือนงานเทศกาลคริสมาสต์ และยังมีหมาขนฟูตัวใหญ่เดินเข้า ๆ ออก ๆ ห้องอีกด้วย

ที่โต๊ะถัดจากเรา คือ หญิงชาวเอเชีย 2 คนที่เราเจอเมื่อตอนกลางวัน และโต๊ะใหญ่ที่มุมห้อง คือ กลุ่มนักเดินเขาของชายกางเกงชาสั้นที่ผมเจอบน ABC ผมสงสัยว่าชายกางเกงขาสั้นเป็นไกด์หรือเปล่า เพราะเขากำลังยืนพูดกับคนอื่น ๆ อยู่ แต่ถ้าเป็นไกด์ ทำไมตอนเจอกันครั้งแรก เขาถึงอยู่คนเดียว? เป็นไปได้ว่าทุกคนอาจจะมากันเอง และชายกางเกงขาสั้นแค่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทัวร์ให้
เราสั่งพิซซ่า เฟรนช์ฟรายส์ และไก่ทอดมากินกัน ฉลองความสำเร็จที่กลับลงจาก ABC มาได้

ผมไม่ได้กินไก่ทอด เพราะแค่พิซซ่าและเฟรนช์ฟรายส์ก็อิ่มแล้ว ทุกอย่างอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาหารอร่อยอยู่แล้ว หรือเพราะเราเพิ่งมื้อกลางวันที่แย่มา หรือเพราะลิ้นเราเพิ่งปรับตัวจากระดับความสูง 4,000 หรือถูกทุกข้อก็ไม่รู้
== Player Status ==😋 Umai
.
วันนี้ เราต้องงดอาบน้ำอีกวัน เพราะอากาศยังเย็นเกิน
หลังอาหารเย็น ผมเดินไปถาม Sona ที่นั่งอยู่กับ Dorji และ Furlakpa ว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน
“มี 2 ห้อง” Sona ตอบ “ที่ปลายสุดทางเดินติดกับห้องคุณ” อันนี้ ผมรู้เพราะ Dorji ชี้ให้เห็นตั้งแต่มาถึง “กับอีกที่อยู่ทางนี้” Sona ชี้ไปข้างนอก”
“ผมอยากได้ห้องอาบน้ำ เพราะจะเปลี่ยนชุดหน่อย”
“บางทีห้องน้ำเปียก จะเปลี่ยนชุดยาก เปลี่ยนในห้องจะดีกว่า”
“แต่พี่อู๋อยู่ในห้องด้วย”
“ก็ผลัดกันเปลี่ยนก็ได้”
ผมไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อน
“ชิน์จะไปเปลี่ยนก่อนก็ได้” พี่อู๋บอก “เดี๋ยวพี่ไปรอห้องพี่นัน”
ผมเช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกและเปลี่ยนเสื้อในห้อง พอเสร็จแล้วก็สลับไปอยู่ห้องพี่นัน เพื่อให้พี่อู๋เปลี่ยนเสื้อบ้าง
🏅 Achievement UnlockedImprovised Changing Protocol
30%Cooling down from speed run ...60%Searching for nearest hot shower location ...99%Rendering path to Jhinu Danda ...
⛅️ Day 09. Shower Awaits: Bamboo to Jhinu Danda
อากาศที่ Jhinu Danda จะอุ่นกว่าทุกที่ที่ผ่านมา ทำให้เราจะอาบน้ำได้ในวันนี้
== Daily Quest ==[ ] Bamboo -> Jhinu Danda (🥾 5–6h)

เราเริ่มออกเดินตั้งแต่ฟ้าสว่าง อากาศเย็นสดชื่น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ระหว่างทางเมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นยอด Machhapuchhre ได้ชัดตลอดทาง จนกระทั่งเราอ้อมเขามาในที่สุด

.
เราหยุดพักที่ Sinuwa ตรง tea house ที่เราพักกินข้าวกันในวันที่ 2 ของการเดินเขา ครั้งนี้เราไม่ได้กินข้าว แต่หยุดพักเข้าห้องน้ำ และเติมน้ำเท่านั้น
🏔️ Altitude2,340m
.
เราหยุดพักที่ tea house แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เราพักเมื่อขามา
“วันนี้เดินไปไหนกันครับ?” ผมถามคนไทยที่หยุดพักจุดเดียวกัน
“ไป Himalaya ค่ะ”
“โห ไปไกลมาก”
“ที่พักระหว่างเต็มหมดแล้ว” Sona พูดเมื่อผมบอกว่าคนไทยกลุ่มนี้ไปไหนกัน “ทุกคนเลยต้องเดินไปไกลขึ้น”
“ข้างบนจะมีขาย crampons มั้ย?”
“ไม่แน่ใจเลยครับ” ผมตอบ “ไม่ได้ซื้อมาด้วยหรอครับ?”
“ไม่ได้ซื้อเลย”
ผมไม่ได้ถามต่อว่าทำไม และคิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะยก crampons ให้ แต่ผมยังต้องใช้เดินทางต่ออีกเส้นทาง
ตอนเดินออกมา ผมก็สงสัยว่าถ้าไม่มี crampons แล้วจะเดินในหิมะยังไง (คงจะมีวิธีอยู่ เพราะ porter ก็ไม่ใส่กัน)
.
“พี่นึกว่าชิน์เดินออกมาแล้ว ก็เลยรีบเดินมา” พี่นันบอกเมื่อผมเดินตามไปถึงอย่างทุลักทุเล เพราะเป็นทางขาลงยาว ๆ
“ผมจะไปได้ไกลแค่ไหนเชียว” ผมตอบ
“พี่ก็เพิ่งมาคิดนี่แหละ” พี่นันพูด “เพราะเดินมาไม่เจอสักที”
ทางขาขึ้นที่เราหยุดหอบกัน ตอนนี้ เราต้องเดินลงแทน และทางขาลงจาก Chhomrong ตอนขามา กลายเป็นขาขึ้นสุดโหดของเราแทน
🏔️ Altitude2,170m

.
“คนที่เป็นไกด์เริ่มจากเป็น porter ก่อน” Sona พูดหลังจากเราข้ามสะพานจาก Sinuwa ไปถึง Chhomrong เรียบร้อย “ผมก็เคยเป็น porter แบบ Dorji กับ Furlakpa มาก่อน”
“แสดงว่า Dorji กับ Furlakpa จะเป็นไกด์ก็ได้ถ้าอยากดเป็น” ตรีพูด
“ก็แล้วแต่เขา ถ้าเขาอยากเป็นก็เป็นได้ ต้องสอบไกด์เอาใบอนุญาตก่อน”
“แต่เห็นบางคนก็ชอบเป็น porter” พี่นันพูด “ครั้งก่อนที่มามี porter อายุประมาณ 70 เขาดูแลนันเป็นอย่างนี้”
“ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นไกด์” Sona พูด
เราออกเดินกันต่อ ตอนนี้เป็นทางขาขึ้นและอากาศไม่เบาบางเหมือนข้างบน
“ชิน์ ตอนนี้เป็นเวลาของชิน์แล้ว” พี่อู๋พูด
ผมยิ้มอยู่ในใจ
== Player Status ==🔥 MotivationAscend Speed ++
.
เดินขึ้นมาได้ไม่เท่าไร ผมก็หยุดหอบเป็น Gojo อีกครั้ง คนอื่นไล่ตามมาทัน พอผมหายเหนื่อยก็ออกเดินต่อ และแซงขึ้นมา
เรามาถึงเจดีย์ที่เดินผ่านในวันที่ 2 ของการเดินทาง
“ผมเติมน้ำได้มั้ย?” ผมถาม Sona ขณะที่รอคนอื่น ชี้ไปที่น้ำพุข้างทางที่มีน้ำไหลมาจากลำธารที่มาจากเขา
“อย่าลืมใส่ Aquatabs ด้วย”
“แน่นอน ผมไม่อยากให้มีตัวอะไรเข้าไปอยู่ข้างในอยู่แล้ว”
ภาพที่ผมนึก คือ เอเลียนที่จะทะลุออกมาจากอกเราเมื่อฟักตัวเสร็จ
.
== Player Status ==Hunger 🔴
มาถึงกลางทาง พลังงานของผมก็หมด ผมยังมี power bar อยู่ในกระเป๋า แต่ผมไม่อยากเอามากิน เพราะข้าวกลางวันอยู่ข้างบนนี่เอง
จุดนั้น พอดีฝนโปรยลงมา ผมเข้าไปหลบในชายคาของร้านขายของชำที่มีโฆษณาถั่งเช่า
“นำไปก่อนเลย หมดแรง” ผมบอกคนอื่นเมื่อตามมาทัน
“ถ้าเป็นฝนแบบนี้ เดินต่อไปได้” Sona พูด “เพราะฝนจะทำให้รู้สึกเย็นแล้วเดินได้เร็ว”
.
เราเดินเกาะกลุ่มกันไปเรื่อย ๆ ผมที่นำมาก่อน พอถึงร้านอาหารที่มีเค้กวางขายในตู้ ก็หยุดเพื่อเลือกเค้ก
“พี่นันเอาอะไรมั้ย?” ผมถามเมื่อคนอื่นเดินมาถึง
“แบล็กฟอเรสต์” พี่นันตอบหลังจากดูของที่อยู่ในตู้
Sona ให้คนอื่นเดินไปก่อน แล้วอยู่ช่วยผมสั่งเค้กกับเจ้าของร้าน
ผมสั่งเค้กมา 3 ชิ้น มีชีสเค้ก แบล็กฟอเรสต์ แล้วก็บราวนี่
🏅 Achievement UnlockedBlinded by Hunger
.
ตอนสั่งเค้ก ผมก็ลืมไปเลยว่า ผมสั่ง dal bhat ที่เติมไม่อั้นเป็นข้าวกลางวัน
ห้องอาหารของ tea house ที่เราพักในคืนแรกยังคงร้างผู้คนเช่นเคย มีแค่เรา 4 คนที่นั่งกินข้าวกันเสียงดัง
รสชาติอาหาร แม้ไม่อร่อยเหมือนมื้อเย็นเมื่อวาน แต่ก็ยังอร่อยกว่าอาหารกลางวันที่ Deurali หลายเท่า
และเค้กที่ซื้อมาก็อร่อยยิ่งกว่าอะไร
== Player Status ==☺️ Happy

“เค้กที่นี่ทำใหม่ทุกวัน” Sona พูด “ถ้าเป็นเค้กที่ Dovan จะทำแล้วเก็บไว้ ถ้ากินอาจจะท้องไม่ดีได้”
แสดงว่าผมคิดถูกแล้วที่ไม่ได้ซื้อเค้กกินตั้งแต่เมื่อวาน
.
ระหว่างที่กินข้าว ฝนก็ตกหนักขึ้นกว่าเดิม เราเลยต้องใส่เสื้อกันฝนเมื่อออกเดินอีกครั้ง
ระหว่างทางลง พี่นันแวะซื้อส้มที่ตั้งใจจะเอาให้กับ porter
ที่พักของเรา คือ tea house ที่เราหยุดทานข้าวกลางวันในวันแรก (ที่ที่เราเจอกับกลุ่มคนฮ่องกง)
เราได้ห้องพัก 2 ห้อง แต่เพราะห้องหนึ่งเป็นห้องที่ใหญ่กว่า ซึ่งสามารถจุได้ 4 คน พี่อู๋เลยยกอีกห้องให้ผมนอนคนเดียว

🏔️ Altitude1,780m
“วันนี้ อาบน้ำไม่ได้” Sona บอก “โซลาร์เซลล์ไม่ทำงาน” เพราะฟ้าปิดและมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง “และสายแก๊สก็ขาดเลยต้มน้ำไม่ได้”
“ม่ายยย” ผมพูด
“รอไป Forest Camp นะ”
🏅 Achievement UnlockedDirtiness Level: Special Grade
⏭️ To Be Continued …
🏆 Part 2 Complete
Summary stats:
| Day | Destination | Altitude |
|---|---|---|
| 04 | Chhomrong | 2,170m |
| 05 | Bamboo | 2,310m |
| 05 | Dovan | 2,505m |
| 06 | Deurali | 3,230m |
| 07 | ABC | 4,130m |
| 08 | Bamboo | 2,310m |
| 09 | Jhinu Danda | 1,780m |
👉 กดเพื่อไป Part ถัดไป:
- Part 3/4. The Search for Tissue, Tato Paani, & Fishtail (coming soon)
🤫 Cheat Code
Press X + O to skip to …
- Part 4/4. Beyond Journey’s End (coming soon)
🙏 End Credits
ขอบคุณพี่นัน พี่อู๋ และตรีสำหรับภาพประกอบครับ
