Tag: Writing

  • What I Learned From Writing in 2025: สรุป 7 ประเด็นที่ผมเรียนรู้จากการเขียน post ทุกสัปดาห์มา 1 ปี

    What I Learned From Writing in 2025: สรุป 7 ประเด็นที่ผมเรียนรู้จากการเขียน post ทุกสัปดาห์มา 1 ปี

    ผมเขียนบทความนี้ เพื่อเป็น reflection session กับตัวเองเกี่ยวกับการเขียนบทความใน 1 ปีที่ผ่านมา (2025)

    เพื่อช่วยให้ผมได้ตกผลึกกับตัวเอง บทความนี้เลยเขียนเป็นเหมือนบทสัมภาษณ์ที่มีการถามตอบทั้งหมด 7 ส่วน

    ลองไปดูกันว่า ผมเรียนรู้อะไรจากการเขียนบทความมา 1 ปีบ้าง


    1. 🏁 Q&A 1: ทำไมถึงเริ่มเขียนบทความ?
    2. 😅 Q&A 2: ก่อนหน้านี้ เคยเขียน blog มาก่อน แต่ทำไมถึงเลิกไป?
    3. 🤔 Q&A 3: แล้วครั้งนี้ทำไมถึงเขียนได้นานกว่าครั้งก่อน?
    4. 💪 Q&A 4: ปกติมีวิธีเขียนยังไงบ้าง?
    5. ✏️ Q&A 5: จากที่เขียนบทความมา 1 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
    6. 🔥 Q&A 6: มีอะไรที่คิดว่าปรับปรุงได้ในการเขียนในอนาคต?
    7. 😌 Q&A 7. มีอะไรอย่างทิ้งท้ายบ้าง?

    🏁 Q&A 1: ทำไมถึงเริ่มเขียนบทความ?

    ผมเริ่มเขียน post บน WordPress อย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา หลังจากได้ร่วมคอร์ส Web for Impact ของพี่ทอย DataRockie ตอนปลายปี 2024

    Web for Impact (2024)

    ในคอร์ส พี่ทอยแสดงให้เห็นว่า การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองจะช่วยเปิดโอกาสให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการหางานหรือโอกาสทางธุรกิจ เพราะเว็บไซต์จะช่วยให้คนรู้จักเรามากขึ้น

    แต่การมีเว็บไซต์อย่างเดียวไม่พอ เว็บไซต์จะต้องมี content ที่ดี ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านด้วย เพราะ content ที่ดีจะทำให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสติด search engine และมีคนเข้าถึงเว็บไซต์และรู้จักเรามากขึ้น


    😅 Q&A 2: ก่อนหน้านี้ เคยเขียน blog มาก่อน แต่ทำไมถึงเลิกไป?

    ผมคิดว่า มีอยู่ 2 ปัจจัย:

    .

    ข้อ 1. เนื้อหาที่เขียน:

    Blog แรกที่ผมเขียนบน Blogdit เป็นบทความเกี่ยวกับจิตวิทยา ซึ่งผมพยายามเขียนเป็นแนววิชาการ (เพราะเป็นแนวเขียนที่ผมถนัด) ซึ่งเป็นการเขียนที่ใช้เวลานาน เพราะต้องหา references ต่าง ๆ

    และผมเป็นคนที่อ่าน journal เพราะความสนใจส่วนตัว พอไม่ใช่เรื่องที่สนใจ ผมจะไม่ได้อ่าน และทำให้ไม่มีเนื้อหามาเขียนเป็นบทความ

    Blogdit ที่ผมเขียนลงบทความ

    .

    ข้อ 2. ผลตอบรับ:

    ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า เพราะเราเขียนเพื่อให้เกิด impact แต่พอบทความที่เขียนใช้เวลาเขียน 2–3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ไม่ได้มีคนอ่านหรือเข้าถึง ผมก็รู้สึกว่า การเขียนไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าเท่าไร


    🤔 Q&A 3: แล้วครั้งนี้ทำไมถึงเขียนได้นานกว่าครั้งก่อน?

    เพราะ 2 อย่างเหมือนเดิม

    .

    ข้อ 1. เนื้อหาที่เขียน:

    ผมเปลี่ยนจากการเขียนเกี่ยวกับจิตวิทยา มาเขียนเกี่ยวกับการเขียน code แทน

    ผมเลือก topic นี้ เพราะช่วงนั้น ผมเพิ่งเรียน Data Science Bootcamp ของพี่ทอยจบใหม่ ๆ และอยากฝึกทักษะการเขียนภาษา R, Python มากขึ้น ผมเลยเลือกสรุปเนื้อหา R, Python ที่ผมกลับมาทบทวนเป็นบทความรายสัปดาห์

    ตัวอย่างบทความที่ผมลงในช่วงแรก ๆ

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงไม่กล้าเขียนเรื่องอื่นนอกจากจิตวิทยา เพราะไม่ใช่ domain expertise ของผม แต่ผมจำข้อคิดจาก Web for Impact ได้ว่า เราจะเขียนอะไรก็ได้ และถ้าไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เขียนในสิ่งที่เราสนใจก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็เลยเป็น coding

    .

    ข้อ 2. ผลตอบรับ:

    ข้อนี้เป็นข้อสำคัญ

    หลังจากจบ Data Science Bootcamp รุ่น 10 แล้ว ผมได้ทุนเรียนรุ่น 11 ต่อ ทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ใน bootcamp community ที่อยู่บน Discord ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผมแชร์บทความที่ผมเขียนลงไป

    เพราะเนื้อหาในบทความเกี่ยวข้องกับ bootcamp โดยตรง ทำให้มีคนเข้ามาอ่านบทความค่อนข้างมาก ปกติบทความ 1 จะมีคนเข้ามาอ่านอย่างมากก็ 10 คนในวันแรก (post แรก ๆ ของผมไม่มีคนอ่านเลย 😂) แต่มีอยู่บทความหนึ่งที่ผมเขียนสรุปสูตร Google Sheets แล้วมีคนเข้ามาอ่านวันแรกเกือบ 80 คน พอเห็นตัวเลขแล้วยังตกใจไม่หาย เพราะไม่เคยมีคนเข้ามาอ่านเยอะขนาดนี้มาก่อน และบทความนั้นเพิ่งเป็นบทความที่ 3 ที่ผม post ในปีนั้น (ก่อนหน้านั้น ผมเอา post บทความเก่า ๆ จาก Blogdit มาใส่ไว้ใน WordPress)

    บทความสรุปสูตร Google Sheets

    ตั้งแต่นั้น ผมเลยเรียนรู้ว่า ถ้าเราเขียน content ที่ตอบโจทย์ ก็จะมีคนอ่านงานของเราจริง ๆ และการเขียนไม่ได้เสียเวลาเปล่า และแม้ว่า post หลัง ๆ อาจจะไม่ได้ผลตอบรับดีเหมือนกับบทความ Google Sheets แต่ผมก็ยังมีกำลังเขียนอยู่เรื่อย ๆ

    พอเขียนไปได้สักพัก ก็เริ่มมีคนเข้าถึงบทความและรู้จักเรามากขึ้น

    เช่น มีเพื่อนใน bootcamp ที่ติดตามผลงาน และช่วยให้กำลังใจ (และเช็กคำผิดให้ 😂🙏)

    น้องที่เคยเรียน bootcamp รุ่น 10 ด้วยกันแล้วมาฝึกงานที่บริษัทก็จำผมได้จากบทความที่ลงทุกสัปดาห์

    มีน้องฝึกงาน AI ในบริษัทที่เข้ามาแล้ว search เจอบทความการใช้ AI ของผม

    และพี่ทอยที่จำผมได้จากการลงบทความลงใน Discord ทุกสัปดาห์

    ตัวอย่าง post บน Discord

    (เลยได้เปิด domain ทุกครั้งที่ถ่ายรูปกับพี่ทอย 🤞😂)

    รูปจากงาน WebPresso (Dec 2025)

    💪 Q&A 4: ปกติมีวิธีเขียนยังไงบ้าง?

    ในช่วงแรก ผมไม่ได้มีหลักการอะไรมาก นอกจากเขียนทุกอย่างที่อยากเขียน

    ผมพอรู้หลักการเขียนบ้าง จาก Web for Impact และที่เขียนได้ยินคนอื่นพูดถึงการเขียน content ในเว็บ

    เช่น เราควรจะกำหนด target audience ก่อนว่า เราจะเขียนให้ใครอ่าน

    ผมพยายามใช้ technique นี้แล้ว แต่ปัญหาที่เจอคือ ผมไม่รู้ว่ากำลังเขียนให้ใครอ่าน เพราะผมก็เพิ่งเริ่มเขียน และไม่ได้เป้าหมายชัดเจนว่าอยากจะเข้าถึงคนกลุ่มไหน

    Solution ที่ผมชอบมาจากข้อคิดใน Web for Impact คือ ให้เขียนให้ตัวเองอ่าน ซึ่งพอเป็น mindset แบบนี้ ทำให้ผมเขียนได้ง่ายขึ้น เพราะผมรู้ว่า ผมอยากจะเห็นงานเขียนแบบไหน และแบบไหนที่ผมเรียกว่าอ่านง่ายอ่านได้เข้าใจ

    .

    ผมไม่ได้เขียนโดยไม่มี structure เลย แต่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญมากจนกระทั่งอ่านหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design ของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำว่า การเขียนก็เหมือน creative work อื่น ๆ อย่างการออกแบบ furniture ที่มีกระบวนการ 4 ขั้นตอน (NODE):

    1. Note: เก็บรวบรวมข้อมูล
    2. Organise: จัดเรียงข้อมูล เพื่อเป็นโครงในการเขียน
    3. Draft: ร่าง
    4. Edit: แก้ไข
    หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon

    เราจะเริ่มเขียนไม่ได้ถ้าเราไม่มีข้อมูลและเอาข้อมูลมาทำเป็นโครงก่อน ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือ ผมจะพยายามขึ้นโครงสิ่งที่จะเขียนก่อน แล้วเริ่มเขียนจากโครงนั้นอีกที ซึ่งได้เห็นเองเลยว่าทำให้เขียนง่ายกว่านั่งเขียนโดยไม่มีอะไรเลย

    ทั้งนี้ ผมไม่ได้ยึดโครงที่เขียนตั้งแต่แรกตลอด พอเขียนไปได้สักพัก (อย่างบทความที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่) ผมก็ปรับเปลี่ยนโครงไปเรื่อย ๆ เพราะบางทีการเขียนจะทำให้เราได้เห็นมุมมองและความคิดใหม่ ๆ ที่เราอยากจะใส่ลงไปในบทความ ซึ่งทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนโครง (note → organise → draft) อีกครั้ง

    .

    อีกบทเรียนที่ได้จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design คือ modular writing หรือการเขียนแบบแบ่งท่อน แทนที่เราจะเขียนทั้งบทความในครั้งเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ เราสามารถแบ่งเขียนได้ เช่น บทความมี 5 ส่วน เราเริ่มเขียนส่วน 3 ที่ง่ายสุดก่อน แล้วค่อยเขียน 2, 4 ที่อยู่ประกอบหัวท้าย แล้วจัดการ 1, 5 หลังสุด เพราะเรามีเนื้อหาตรงกลางครบแล้ว

    Modular writing ทำให้การเขียนง่ายขึ้น เพราะเราสามารถเลือกเขียนจากส่วนที่ง่ายที่สุดก่อนได้ เป็นการลด friction ที่เราจะเริ่มเขียนงานในตอนแรก และทำให้เราสามารถเขียนงานออกมาได้เรื่อย ๆ

    นอกจากนี้ modular writing ยังทำให้เราถอดประกอบบทความได้ด้วย เช่น บทความ mental models ที่ผมเขียนส่งท้ายปี 2025 ตอนแรกผมคิดว่าจะเขียนเป็นบทความเดียว แต่พอลองเขียนแล้ว เห็นว่า น่าจะแยกเรื่องกันได้ เลยแยกเป็น 2 บทความแทนที่จะเป็น 1 บทความใหญ่

    การเขียนแบบ modular writing ช่วยให้เรามีอิสระในการจัดการไอเดีย และจับเอาไอเดียมาลงบนหน้ากระดาษมากขึ้น

    .

    ผมได้ใช้ NODE และ modular writing จริง ๆ จัง ๆ ตอนเขียนหนังสือ R Book for Psychologists ที่เป็นหนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับนักจิตวิทยา (เป็นผลงานผสม domain: จิตวิทยา + coding) เพราะหนังสือมีเนื้อหาหลายส่วน ถ้าผมไม่ได้ NODE ก่อน ผมจะเขียนไม่ได้ตั้งแต่แรก และถ้าไม่ใช้ modular writing ผมก็อาจจะเขียนไม่จบ เพราะไปเขียนติดอยู่ที่บทใดบทหนึ่งของหนังสือ พอใช้ modular writing บทเขียนจากบทที่ง่ายก่อน และในแต่ละบทก็เขียนในส่วนที่เขียนได้ก่อน พอเขียนเสร็จก็ค่อยไปต่อที่ส่วนที่ยากขึ้นมาเรื่อย ๆ

    หนังสือ R Book for Psychologists ที่วางขายบน meb (ฝากอุดหนุนหนังสือเล่มด้วยนะครับ 😆🙏)

    ✏️ Q&A 5: จากที่เขียนบทความมา 1 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ข้อ 1. “Just do it” is real:

    เราเริ่มได้แค่ลงมือทำ เราไม่จำเป็นต้องพร้อมก่อนก็ลงมือทำได้ อย่างตอนแรกที่ผมเขียนบทความ coding แรกสุด ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเขียน 100% แต่ก็เขียนไป เพราะตั้งใจว่าจะเขียนออกมาให้ได้

    แล้วพอได้บทความแรก บทความอื่นก็ตามมาเอง

    .

    ข้อ 2. Writing helps with understanding:

    การเขียนช่วยให้เราได้ใช้เวลาคิดในสิ่งที่เขียนมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจ concept ต่าง ๆ มากขึ้น

    ผมจะเห็นผลชัดกับการเขียน code ภาษา R จากตอนแรกที่เรียน bootcamp จบ ผมยังรู้สึกว่า เขียน R ไม่ได้คล่องมาก แต่พอเขียนบทความเกี่ยวกับ R ไปสักพักก็มีความรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น และมั่นใจมากขึ้น เพราะในการเขียนแต่ละบทความ ผมไม่ได้แค่เขียน code ขึ้นมาเฉย ๆ แต่ต้อง run code จริงด้วย เพื่อให้แน่ใจว่า code ที่เขียนไปไม่ผิด และพอ run แล้วเจอ error ผมก็เช็กว่า ผิดพลาดเพราะอะไร และจะแก้ยังไง ทำให้ได้เรียนรู้มากกว่าที่เรียนใน bootcamp

    .

    ข้อ 3. NODE และ modular writing:

    ถ้าอยากเขียนงานให้ดี ควรทำตาม 4 steps: note → organise → draft → edit

    และเขียนโดยแบ่งเขียนเป็น module


    🔥 Q&A 6: มีอะไรที่คิดว่าปรับปรุงได้ในการเขียนในอนาคต?

    ผมคิดว่า มีอยู่ 3 ข้อ:

    .

    ข้อ 1. Write consistently:

    แม้ว่าผมจะ post บทความได้ทุกสัปดาห์ แต่ผมไม่ได้เขียนงานทุกสัปดาห์

    ช่วงแรก ๆ ผมเขียนงานสัปดาห์ต่อสัปดาห์ และพยายามสะสมบทความ เผื่อช่วงที่ผมไม่มีเวลาว่างเขียนจริง ๆ จะได้มีบทความลงไม่ขาดตอน

    แต่พอสะสมมาได้สักพัก กลายเป็นว่าตอนนี้ ผมมีบทความที่ยังไม่ได้ลงเยอะกว่าที่คิดไว้ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะทำให้ผมมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น

    แต่ข้อเสียก็คือ ผมไม่ได้เขียนอย่างสม่ำเสมอ ผมจะเขียนก็ต่อเมื่อมีเวลาหรืออยากจะเขียนจริง ๆ

    ผมมองว่า ถ้าปรับได้ อาจจะปรับให้ตัวเองกลับมาเขียนอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับช่วงแรก ๆ เพื่อที่จะได้เขียนเป็นกิจวัตร แทนที่จะเขียนตามอารมณ์ เพราะกิจวัตรเชื่อถือได้มากกว่าอารมณ์อยากเขียน

    .

    ข้อ 2. QA before publishing:

    สิ่งที่ผมเจอบ่อยก็คือ การสะกดคำผิดหรือใช้คำผิด

    แม้ว่า ผมจะอ่านทวนบทความของตัวเองก่อน post แล้ว แต่ผมเพิ่งเจอว่า การอ่านของมนุษย์ไม่ได้ process ทุกตัวอักษร ทำให้เราสามารถมองข้ามการสะกดผิดหรือการใช้คำผิดได้ในบทความตัวเองได้

    สิ่งที่ผมทำได้ คือ ใช้ AI ให้เป็นประโยชน์

    ในช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มโยนบทความที่เขียนเสร็จแล้วให้กับ AI และถามหา 3 อย่าง:

    1. การสะกดผิด หรือการใช้คำผิด
    2. ความไม่สอดคล้องในการใช้คำและเนื้อหา (เช่น ใช้คำไทยที อังกฤษที)
    3. ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา (สิ่งที่เขียนไปเป็น inaccurate หรือเปล่า)

    ซึ่งพบว่า AI ช่วยผมตรวจพบข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้เร็วกว่าและครบถ้วนมากกว่าถ้าเราอ่านเองมาก

    แต่ก็ยังพบ limitation ของ AI อยู่ว่า AI จะไม่ได้ตรวจเจอทุกข้อผิดพลาด เช่น พิมพ์คำผิด จาก “รู้จักหนังสือ” เป็น “รู้สึกหนังสือ”

    แสดงว่า นอกจากการใช้ AI แล้วผมยังควรจะต้องตรวจสอบเนื้อหาด้วยตัวเองอีกครั้งก่อนจะ publish งานออกไป

    .

    ข้อ 3. Deliver to a wider audience:

    จุดอ่อนหนึ่งของผมคือการทำ marketing เพราะถ้าไม่นับการอ่านหนังสืออย่าง How to Grow Your Small Business ในปีนี้ ผมก็ไม่เคยเรียนหรือทำ marketing อย่างจริงจังมาก่อน

    ตอนนี้ การเข้าถึงบทความของผมส่วนใหญ่มาจากการ post ลงใน Discord ของ bootcamp ซึ่งถ้า bootcamp จบแล้ว ผมก็จะขาดการเข้าถึงกลุ่มคนอ่านส่วนใหญ่ไป

    ผมจะต้องหาช่องทางอื่นที่จะส่งบทความไปให้ถึงกลุ่มคนอ่านอื่น ๆ ให้ได้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ ผมเริ่มแล้วจากการเปิด Facebook page, Instagram, และ Threads

    Facebook page ของผม: Svaron Solution (ฝากติดตามและกด like กันหน่อยนะครับ 😆🙏)

    😌 Q&A 7. มีอะไรอยากทิ้งท้ายบ้าง?

    สำหรับคนที่อยากเริ่มเขียน ผมแนะนำว่า:

    1. Start right away: เริ่มเขียนเลย ไม่ต้องห่วงว่า เขียนไม่เก่ง เพราะฝึกเขียนไปก็จะเขียนดีขึ้นเรื่อย ๆ เอง
    2. Write for yourself: เริ่มจากเขียนให้ตัวเองอ่านก่อน
    3. Modular writing: เริ่มเขียนทีละส่วน ไม่ต้องเขียนทั้งหมดทีเดียว
    4. NODE: อย่าลืมหาข้อมูลและร่างโครงก่อนเขียน จะทำให้เขียนได้ง่ายขึ้นมาก
    5. Share: เขียนแล้วแชร์ให้คนอื่นฟัง เพื่อรับ feedback มาใช้เขียนงานต่อไปให้ดีขึ้น
  • สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    Writing Is Not Magic, It’s Design เป็นหนังสือของ João Batalheiro Ferreira ซึ่งแนะนำแนวคิดการเขียนสำหรับนักออกแบบ (designer) ซึ่งมัก “คิดเป็นภาพ” ได้ดีกว่า “คิดเป็นตัวหนังสือ”

    แม้ว่า Writing Is Not Magic, It’s Design จะถูกเขียนมาให้นักออกแบบ แต่แนวคิดในหนังสือสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเอง โดยเฉพาะการเขียน non-fiction อย่างเขียน blog และบทความ

    ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาของ Writing Is Not Magic, It’s Design ใน 2 ส่วน กัน:

    1. Writing Is …: การเขียนคืออะไร?
    2. Writing Method: กรอบแนวคิดในการออกแบบงานเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. ✍️ Part I. Writing Is …
    2. 🖋️ Part II. Writing Method
      1. ⚛️ 1. Modular Writing
      2. 🪄 2. Writing Stages
        1. 🗒️ N for Note
        2. 🗺️ O for Organise
        3. ✒️ D for Draft
        4. 🔎 E for Edit
      3. 💪 Writing Method = Modular Writing + Writing Stages
    3. 🤩 Deep Noting Notion Template


    ✍️ Part I. Writing Is …

    การเขียนในมุมมองของ João สรุปได้เป็น 4 ข้อ ได้แก่:

    1. … Skill: การเขียนเป็นทักษะ นั่นคือ ทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ การเขียนได้ดีไม่จำเป็นต้องใช้พรสรรค์ แต่ต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ และการฝึกฝนอย่างมีหลักการ
    2. … Communication problem: จุดประสงค์หลักของการเขียน คือ การสื่อสารไอเดียของผู้เขียนไปยังผู้อ่าน ปัญหาหลักของงานเขียนที่ขาดประสิทธิภาพเกิดจากการที่ผู้เขียนไม่สามารถสื่อสารไอเดียอย่างที่เป็นไปถึงผู้อ่านได้ ถ้าเราอยากจะสร้างงานเขียนที่มีคุณภาพ เราต้องจะแก้ปัญหาการสื่อสารให้ได้
    3. … Creative process: งานเขียนเป็นงานสร้างสรรค์ (creative) ดังนั้น เช่นเดียวกับงานสร้างสรรค์อื่น ๆ ในการสร้างงานเขียน เราจะต้องทำตาม creative process และเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอนใน process เราจะได้ทำความรู้จักกับ process นี้ในส่วนที่สอง
    4. … Thinking: สุดท้าย การเขียนคือการคิด การที่เราจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อน และการที่เราจะคิดได้ เราจะต้องเขียนออกมา การเขียนไม่ใช่แค่การสื่อของความคิด แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยคิดที่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับการคิด เราจะเขียนได้ก็ต้องคิด และถ้าจะคิดได้ก็ต้องเขียน ทำให้เราไม่รู้ว่าอะไรมาก่อนกัน

    🖋️ Part II. Writing Method

    Writing method = Modular writing + Writing stages

    Writing method หรือวิธีการออกแบบงานเขียนประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่:

    1. Modular writing
    2. Writing stages

    .

    ⚛️ 1. Modular Writing

    Module คือ หน่วยย่อยซึ่งสามารถนำมาประกอบเป็นสิ่งอื่น ๆ ได้

    ยกตัวอย่างเช่น:

    1. Atom ที่ประกอบกันเป็นสิ่งมีชีวิต
    2. Lego ที่ประกอบร่างเป็นของเล่นต่าง ๆ
    3. Engine ในรถยนต์ที่ทำให้รถรุ่นต่าง ๆ สามารถวิ่งไปข้างหน้าได้

    Modular writing เป็นแนวคิดในการจำแนกงานเขียนออกเป็น module หรือหน่วยย่อย ๆ ที่เราสามารถเขียนจบได้ในตัวเอง

    ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการเขียนเกี่ยวกับ design thinking เราสามารถแบ่ง module ได้แบบนี้:

    • Module 1. What design thinking is
    • Module 2. History of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking
    • Module 4. Case studies of design thinking

    การแบ่งงานเขียนออกเป็น module มีข้อดี คือ:

    1. Overcome blank-page anxiety: ช่วยให้เราไม่รู้สึก overwhelmed เพราะแทนที่เราจะเริ่มจะ 0 (หน้าเปล่า) ไปถึง 100 (งานเขัยนฉบับสมบูรณ์) ในคราวเดียว เราค่อย ๆ เริ่มเขียนจากทีละส่วน และต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ
    2. Ease of restructuring: เราสามารถจัดโครงสร้างของงานเขียนได้ง่ายขึ้น เพราะแต่ละ module จบในตัวเอง เราสามารถสลับ module ไปมาเพื่อให้เข้ากับโครงร่างที่เราต้องการได้ โดยที่เราไม่ต้องแก้ไขงานเขียนใหม่ทั้งหมด (เราแค่ต้องแก้ส่วนเชื่อม module เท่านั้น)

    การเขียนแบบ modular writing มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    1. แยกงานเขียนออกเป็น module แต่ละ module จะต้องมีจุดเริ่มต้น เนื้อหา และจุดจบในตัวเอง
    2. เขียนแต่ละ module
    3. ประกอบ module ให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🪄 2. Writing Stages

    นอกจากการแบ่งงานเขียนเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น เรายังต้องการ writing stages หรือขั้นตอนที่จะช่วยแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เพราะงานเขียนเป็นงานสร้างสรรค์ จึงไม่แปลกที่งานเขียนจะมีขั้นตอนการทำงานคล้ายกับ creative process ของการออกแบบ:

    WritingDesigning
    Gather informationGather information
    OutlineSketch
    DraftDesign specifications
    EditPrototyping

    จากตารางด้านบน เราสามารถสรุป writing stages ของการเขียนสามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้นหลัก หรือ NODE ซึ่งได้แก่:

    1. N: Note
    2. O: Organise
    3. D: Draft
    4. E: Edit

    ในการเขียน เราจะต้องทำตามแต่ละ step ใน NODE แม้ว่าเราสามารถย้อนกลับไปใน step ก่อนหน้าได้ (เช่น ระหว่างที่เรากำลัง draft เราสามารถกลับไป organise ไอเดียที่เราต้องการนำเสนอได้) แต่เราไม่ควรข้าม step ได้ (เช่น edit งานเขียนก่อนที่จะ draft งานขึ้นมา) การทำเช่นนั้นจะทำให้งานเขียนเรามีรากฐานที่ไม่แข็งแรง เพราะแต่ละ step วางโครงสร้างให้กับ step ถัดไป

    .

    🗒️ N for Note

    ขั้นแรกของ NODE หรือ note หมายถึง การจัดเก็บไอเดียต่าง ๆ เพื่อให้เรามีคลังข้อมูลไว้ใช้เขียนในภายหลัง

    เพราะสมองของเราไม่ถูกออกแบบมาให้จดจำข้อมูลปริมาณมาก แต่เพื่อสร้างไอเดีย เราจึงควรมีระบบที่ช่วยเก็บไอเดียที่เกิดขึ้นจากสมอง เพื่อให้สมองได้มีพื้นที่ในการสร้างไอเดียใหม่ ๆ และไม่ปล่อยให้ไอเดียที่เกิดขึ้นสูญหายไป

    สำหรับขั้นนี้ของ NODE, João นำเสนอระบบ Deep Noting ซึ่งเป็นพัฒนามาจาก Zettelkasten ซึ่งเป็นระบบจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพในสมัยก่อน

    Deep Noting ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ 2 อย่าง ได้แก่:

    1. กระดาษ (แนะนำให้ใช้ขนาด A7) และปากกา
    2. TXT file

    และมี 3 ขั้นตอนในการใช้งาน ได้แก่:

    1. Capture notes
    2. Review
    3. Deep notes

    โดยทั้ง 3 ขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้:

    ขั้นที่ 1. Capture notes คือ การจดข้อมูล ไอเดีย ความคิด quote ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันและรู้สึกว่าน่าสนใจลงบนกระดาษ โดยให้จด 1 ไอเดียต่อ 1 แผ่น รวมทั้งต้องโน้ตที่มาและสิ่งที่ทำให้เรานึกถึง (ถ้ามี)

    ยกตัวอย่างเช่น เราเจอ quote ที่น่าสนใจระหว่างอ่านหนังสือ เราอาจจะสร้าง capture note แบบนี้:

    “writing is easy. all you have to do is cross out the wrong words.” — mark twain. reminds of book “essentialism”

    ขั้นที่ 2. Review คือ นำ capture notes ที่เรารวบรวมได้มารีวิวทุกสัปดาห์ เพื่อเลือกเก็บไว้หรือทิ้งไป

    สำหรับ capture notes ที่เลือกเก็บไว้ เราจะปรับให้เป็น deep notes ต่อไป

    ขั้นที่ 3. Deep notes คือ capture notes ที่ถูกแปลงให้กลายเป็นข้อมูลที่เราจะเก็บเข้าคลังความรู้ของเรา โดยเราจะเก็บ deep notes ไว้ในรูปแบบ TXT files ซึ่งจัดเก็บอยู่ใน folder เดียวในคอมพิวเตอร์ของเรา

    (João แนะนำว่า เราไม่ควรแยก folder ย่อย เพราะจะทำให้เราหา TXT files ได้ยากขึ้น)

    เช่นเดียวกับ capture notes, เราจะเก็บ 1 ไอเดียต่อ 1 deep note (1 TXT file) โดย deep note จะประกอบไปด้วย 4 อย่าง ได้แก่:

    1. Idea: เราจะเขียนขยายความจาก capture note ว่าทำไมไอเดียนี้ถึงน่าสนใจ และไอเดียนี้มีความหมายกับเรายังไง
    2. Reference: ที่มาของไอเดีย (ถ้ามี เช่น อ่านจากหนังสือ X, ได้ยินจาก Y)
    3. Link to: อ้างอิงถึงไอเดียอื่น ๆ โดยใส่ชื่อ TXT file ที่เก็บไอเดียนั้นไว้ (ถ้ามี)
    4. Tags: ใส่ #hashtag เพื่อช่วยจับกลุ่มไอเดียต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (เหมือน tweet ใน X)

    ยกตัวอย่างเช่น:

    “Writing is easy. All you have to do is cross out the wrong words.”

    Good writing isn’t about being wordy. It’s as much about picking the right words as cutting out what’s not essential.

    Reference: Mark Twain

    Link to: “write drunk, edit sober”

    #writing #editing

    Note: เพื่อช่วยให้เราจัดค้นหาไอเดียได้ เราสามารถสร้าง TXT file ขึ้นมาเพื่อเก็บ #hashtag ทั้งหมดที่เราเคยสร้างไว้ได้

    ถ้าเราทำตาม Deep Noting ทุกวัน เราจะมีคลังไอเดียที่เติมโตขึ้นทุกวัน และพร้อมเป็นแหล่งข้อมูลให้เรานำไปใช้สร้างงานเขียนได้ตลอดเวลา

    .

    🗺️ O for Organise

    หลังจากที่เรามีไอเดียของตัวเองแล้ว เราจะนำไอเดียมาจัดเรียง (organise) เพื่อสร้างแผนที่ที่จะ guide เราในการร่างงานเขียน (draft) ซึ่งเราทำได้ใน 3 ขั้นตอน ได้แก่:

    1. Print: ปริ้นต์ TXT files ที่มี #hashtag ที่เราสนใจออกมา (เช่น เราต้องการเขียนเกี่ยวกับ design thinking เราจะปริ้นต์ไฟล์ที่มี #designthinking ทั้งหมด รวมทั้ง #hashtag อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #designsprint #doublediamond)
    2. Group: จากนั้น เราจะจับไอเดียที่มีเป็นกลุ่มก้อน และตั้งชื่อให้กับกลุ่มไอเดีย (เช่น “history of design thinking”, “prototyping”, “user persona”)
    3. Organise: เราจะจัดเรียงกลุ่มไอเดียให้เป็นเรื่องราว (story) ที่เราต้องการ และตั้งไว้ในจุดที่เรามองเห็นได้ เพื่อใช้เป็นแผนที่นำทางในการเขียน

    .

    ✒️ D for Draft

    ในขั้นที่ 3 ของ NODE หรือ draft เราจะเริ่มร่างงานเขียนขึ้นมา โดยในขั้นนี้ เป้าหมายของเราคือการเขียนข้อมูลที่มีในหัวที่เราต้องการสื่อสารออกมาให้มากที่สุด โดยยังไม่ต้องสนใจความสวยงาม

    ในขั้นนี้ เราจะต้องทำ 2 อย่าง คือ:

    1. Elaborate: เขียนอธิบายไอเดียที่เราต้องการสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจ เพราะจนถึงตอนนี้ ไอเดียของเราอยู่ในรูปแบบการเขียนที่เราเข้าใจได้คนเดียว (deep notes)
    2. Clarify: เขียนอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างไอเดีย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างไอเดียต่าง ๆ ในงานเขียน

    Draft แรกของเราจะเป็นสิ่งที่เราสามารถใช้เก็บ feedback จากคนอื่น ๆ (เช่น ให้เพื่อนช่วยอ่าน) เพื่อนำมาปรับปรุงให้เป็นงานเขียนที่สมบูรณ์มากขึ้น

    .

    🔎 E for Edit

    สุดท้าย เราจะปรับแก้ (edit) ร่างงานเขียนของเรา เพื่อให้เป็นงานเขียนที่สมบูรณ์

    โดยในการแก้ไข เราสามารถทำได้ 2 อย่าง ได้แก่:

    1. Structuring (what และ where): แก้ไขโครงสร้างและลำดับการนำเสนอไอเดียต่าง ๆ (เช่น เราอาจนำ module เกี่ยวกับ case study ขึ้นมาก่อน module เกี่ยวกับนิยามของ design thinking เพื่อดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น)
    2. Revising (how): แก้ไขการสะกดคำ การเลือกใช้คำ และรูปแบบประโยค โดยการแก้ไขจะต้องทำให้การสื่อสารไอเดียเป็นไปได้อย่างกระชับ (concise) และแม่นยำ (precise) มากขึ้น ถ้าคำหรือประโยคไหนที่ไม่ทำให้เกิด 2 อย่างนี้ ให้เราเลือกปรับแก้ในทันที

    .

    โดยสรุป writing stages มีอยู่ 4 ขั้นตอน หรือ NODE ซึ่งได้แก่:

    1. Note: จัดเก็บไอเดียต่าง ๆ
    2. Organise: จัดเรียงไอเดียให้เป็นเรื่องราว
    3. Draft: ร่างงานเขียนจากเรื่องราว
    4. Edit: แก้ไขร่างให้เป็นงานฉบับสมบูรณ์

    💪 Writing Method = Modular Writing + Writing Stages

    ตอนนี้ เราเรียนรู้ modular writing และ writing stages แล้ว

    ในการเขียน เราจะใช้ทั้ง 2 อย่างรวมกันเพื่อสร้างงานเขียนอย่างมีประสิทธิภาพใน 3 ขั้นตอน ได้แก่:

    1. แยกงานเขียนเป็น modules
    2. เขียนแต่ละ module โดยใช้ NODE
    3. ประกอบ modules เข้าด้วยกัน

    Writing method เป็นวิธีที่จะช่วยให้เราสร้างงานเขียนได้อย่างง่าย และไม่ต้องกังวลกับการเริ่มเขียนบนหน้าเปล่าอีกต่อไป


    🤩 Deep Noting Notion Template

    สำหรับคนที่ต้องการระบบ Deep Noting เพื่อจัดเก็บไอเดียไว้ต่อยอดสำหรับงานเขียนและโปรเจกต์อื่น ๆ สามารถซื้อ Deep Note template ได้ที่ Notion Marketplace