Tag: Writing

  • สรุป 10 ไอเดียน่าคิดจากงาน Mini What the Duck 2026 ของพี่ทอย DataRockie

    สรุป 10 ไอเดียน่าคิดจากงาน Mini What the Duck 2026 ของพี่ทอย DataRockie

    ผมไม่คิดว่า What the Duck ปีนี้จะมาเร็วกว่าที่คิด 😂

    วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงาน Mini What the Duck 2026 ที่พี่ทอย DataRockie จัดขึ้นที่ BIG Co-working Space

    ในงาน พี่ทอยแชร์เนื้อหาจากงานอื่นก่อน ๆ โดยเฉพาะ What the Duck 2025 ที่จัดออนไลน์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

    ในบทความนี้ ผมขอสรุป 10 ไอเดียที่น่าสนใจจากงาน โดยผมได้เสริมเนื้อหาจากงานก่อน ๆ และจากที่ทำ research เพิ่มเข้าไปในแต่ละไอเดียเพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🔥 Idea 1. Three Most Important Skills
    2. 💧 Idea 2. Accept the Reality
    3. 🧭 Idea 3. Agency
    4. 🔌 Idea 4. Energy, Not Time
    5. 👀 Idea 5. Make Yourself Discoverable
    6. 📈 Idea 6. Dissociate Income From Time
    7. 💡 Idea 7. What Won’t Change for Good Products
    8. ⭐️ Idea 8. AI Is for Experts
    9. 🧠 Idea 9. No One Knows the Future
    10. 👏 Idea 10. Last Message

    🔥 Idea 1. Three Most Important Skills

    ในยุคที่การศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในมหาวิทยาลัย ทักษะสำคัญ 3 อย่างที่ทุกคนควรมี คือ:

    1. Thinking
    2. Writing
    3. Reading

    .

    Thinking หมายถึง การคิดอย่างมีประสิทธิภาพ

    คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองคิด แต่จริง ๆ แล้วเราคิดกันน้อยมาก

    Two percent of the people think;
    three percent of the people think they think;
    and ninety-five percent of the people would rather die than think.
    — George Bernard Shaw

    ในยุคที่เราเข้าถึงข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างง่ายดาย thinking จะช่วยให้เราแยกแยะข้อมูลที่ดีออกจากข้อมูลที่ไม่ดี และทำให้เราตัดสินใจได้เฉียบคมกว่าคนอื่น

    .

    Writing เป็นการคิดแบบหนึ่ง

    ถ้าจะเขียนได้ (เช่น เขียนบทความนี้) เราจะต้องคิดได้ก่อน แต่จะคิดได้ บางทีเราก็ต้องเขียนออกมา (เช่น ร่างบทความนี้)

    Think -> Write -> Think -> Write -> ...

    เมื่อเป็นแบบนี้ ยิ่งเราฝึกเขียนมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งฝึกความคิดให้ดีมากขึ้นเท่านั้น

    Writing is thinking.
    To write well is to think clearly.
    That’s why it’s so hard.
    — David McCullough

    .

    Reading คือ superpower

    ในขณะที่พูด (และฟัง) ได้ 150–200 คำต่อนาที เราสามารถอ่านได้เร็วถึง 200–250 คำต่อนาที

    ถ้าเรามีเนื้อหาใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจ เราจะรับเนื้อหานั้นได้เร็วขึ้นถ้าเลือกที่จะอ่าน แทนที่จะฟัง

    การอ่านเป็นทางด่วนในการอัปเดตความรู้ ถ้าเราอ่านหนังสือทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ก็จะไม่มีใครหยุดเราได้ เพราะเราจะมีมุมมองและความรู้มากกว่าคนส่วนใหญ่

    I probably read one to two hours a day.
    That puts me in the top 0.00001%.
    — Naval Ravikant

    .

    Combine

    แต่ละทักษะโดดเด่นในตัวเอง แต่เมื่อรวมทั้ง 3 ทักษะเข้าด้วยกัน เราจะมี pipeline ที่จะขับเคลื่อนเราไปข้างหน้าอย่างไม่สิ้นสุด:

    1. Reading: หาความรู้
    2. Thinking: เชื่อมโยงไอเดีย
    3. Writing: ผลิตความคิดใหม่ ๆ
    Reading -> Thinking -> Writing

    💧 Idea 2. Accept the Reality

    ขั้นแรกของการเอาตัวรอด คือ ทำตัวเหมือนน้ำ

    น้ำสามารถปรับตัวเข้ากับภาชนะอะไรก็ได้ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อยอมรับความจริงว่า ภาชนะมีรูปทรงอย่างที่เป็น และปรับตัวเข้ากับรูปทรงนั้น

    เราจะเอาตัวรอดในโลกได้ ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างที่เป็น และปรับตัวเข้ากับความจริงนั้น

    Water adopts the shape of its receptacle,
    it is sometimes a trickle
    and sometimes a wild sea.
    — Miyamoto Musashi


    🧭 Idea 3. Agency

    Agency คือ ความสามารถในการเลือกทางเดินของตัวเอง และสร้างอนาคตของตัวเอง:

    • คนที่มี high agency สามารถเลือกเป้าหมายของตัวเองได้
    • คนที่มี low agency จะทำตามเป้าหมายที่คนอื่นกำหนด

    Agency เป็นอีกทักษะที่จะทำให้เราอยู่รอด เพราะถ้าเราไม่มี agency คนอื่นจะกำหนดทิศทางให้กับเรา ซึ่งอาจหมายถึงเราจะไม่สามารถทำตามความต้องการของเราได้

    If you don’t know what you want,
    you will be told what you want,
    and you will believe it.
    If you don’t create a purpose,
    you will be assigned one.
    — Dan Koe


    🔌 Idea 4. Energy, Not Time

    สิ่งที่เราควรบริหารให้ดี ไม่ใช่เวลา แต่คือ energy

    .

    เวลามีจำกัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราจัดการได้ เพราะเวลาจะเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม

    สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือ เลือกสิ่งที่จะทำในแต่ละเวลาเท่านั้น

    You can’t manage time;
    you actually only manage
    what you do during time.
    — David Allan

    .

    Energy คือ แบตเตอรี่ในตัวเรา ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา แบตเตอรี่เราเต็ม 100% และลดลงเรื่อย ๆ ตามกิจกรรมระหว่างวัน

    ยิ่งเราใช้ energy ไปมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีแบตเตอรี่ให้ใช้น้อยลงเท่านั้น

    ถ้าเราหมด energy ไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญตั้งแต่ต้นวัน เราจะไม่มี energy ให้กับสิ่งที่สำคัญตอนท้ายวัน

    .

    สิ่งที่เราต้องบริหาร ไม่ใช่เวลา แต่คือ energy เพื่อให้เรามี energy ไว้ใช้กับสิ่งสำคัญเมื่อเวลามาถึง

    Time management is a lie. …
    Time is not your limiting resource
    —energy is.
    — Jonathan Jenkins


    👀 Idea 5. Make Yourself Discoverable

    การสร้าง impact มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    1. Awareness: เป็นที่รู้จัก
    2. Consideration: มีคนพิจารณา
    3. Conversion: มีคนซื้อ/เข้าร่วม

    .

    Awareness: ถ้าเราอยากสร้าง impact เราจะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก

    ในยุคที่ส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต เราสามารถทำให้เป็นที่รู้จักได้ง่าย ๆ ด้วยการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

    .

    Consideration and conversion: การมีเว็บไซต์อย่างเดียวไม่พอที่จะสร้าง impact

    ถ้าเรามีเว็บไซต์ แต่ไม่มี content ก็จะไม่มีใครรู้จักเรา

    เว็บไซต์ที่สร้าง impact จะต้องมี content ที่ดี ซึ่งมีลักษณะ 4 อย่าง ได้แก่:

    1. Experience: สะท้อนประสบการณ์เฉพาะตัว
    2. Expert: สื่อถึงความเชี่ยวชาญ
    3. Authoritative: มักเป็นที่กล่าวถึง/อ้างอิง
    4. Trustworthiness: น่าเชื่อถือ
    Impact = Website + Quality Content

    📈 Idea 6. Dissociate Income From Time

    รายได้ที่ยั่งยืน คือ รายได้ที่ไม่ผูกติดกับเวลา

    เราแยกรายได้ออกจากเวลาได้ด้วย leverage

    Leverage คือ ตัวคูณที่จะขยาย impact ของเรา และแบ่งเป็น 2 ประเภท:

    1. Permission-based เช่น เงินและแรงงาน ที่เราต้องขออนุญาตจากคนอื่นก่อน
    2. Permission-less เช่น หนังสือ โค้ด สื่อต่าง ๆ ที่เราสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร และทำซ้ำได้โดยใช้ต้นทุนเกือบเป็นศูนย์

    เราสามารถแยกรายได้ออกจากเวลาได้ง่าย ๆ ด้วย permission-less leverage เช่น:

    • เขียนหนังสือ
    • แต่งเพลง
    • ถ่ายภาพ
    • เขียนโปรแกรม

    สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยสร้างรายได้ในขณะที่เราหลับได้ และทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินที่มากขึ้น


    💡 Idea 7. What Won’t Change for Good Products

    คำถามยอดฮิตที่ผู้นำในด้านต่าง ๆ มักถูกถาม คือ ในอนาคต อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง?

    แต่คำถามที่เราควรถาม คือ อะไรที่จะไม่เปลี่ยนไปบ้าง? เพราะแทนที่จะอยู่กับการคาดการณ์ เราจะปรับตัวอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

    พฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนได้ยาก

    ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง Jeff Bezos กล่าวว่า ในอนาคต ลูกค้าจะยังคงมองหา 3 อย่าง:

    1. Price: ราคาถูก
    2. Quality: คุณภาพดี *
    3. Delivery: ส่งเร็ว

    ถ้าเราสามารถสร้างของที่มีลักษณะ 3 อย่างนี้ได้ เราก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น

    Customers are still going to want low prices.
    They are still going to want fast delivery.
    And they are still going to want a big selection.
    — Jeff Bezos

    .

    Note:

    • ใน quote จะเห็นว่า Jeff Bezos ไม่ได้พูดถึง quality แต่เป็น selection แทน
    • แต่ผมยังเห็นด้วยว่า สำหรับ product ทั่วไป สิ่งที่ลูกค้ามองหาคือ solution ที่จะแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ทางเลือก เหมือนกับ e-commerce

    ⭐️ Idea 8. AI Is for Experts

    AI จะช่วยให้คนที่มีความรู้ได้ไกลขึ้น เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าจะใช้ AI ยังไงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

    เช่น Gemini CLI ที่สามารถใช้ tool ต่าง ๆ ได้ เช่น:

    • Notion
    • Canvas
    • JavaScript

    ถ้าเรารู้ว่าจะใช้ Gemini CLI ยังไง เราสามารถสร้างของที่ตอบโจทย์และเข้าถึงตลาดได้เร็วกว่าคนอื่น

    (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gemini CLI)


    🧠 Idea 9. No One Knows the Future

    อนาคตเป็นเหมือน Schrödinger’s cat ที่มีความเป็นไปได้มากมาย แต่มีแค่ความเป็นไปได้เดียวที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น

    ไม่มีใครรู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และเราควรใช้เวลาไปกับสิ่งที่เราควบคุมได้ และกำหนดทิศทางอนาคตของตัวเอง มากกว่าโฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และปล่อยให้คนอื่นกำกับอนาคตของเรา


    👏 Idea 10. Last Message

    บทเรียนทิ้งท้าย 2 ข้อ:

    1. Do the right thing
    2. Play

    .

    Do the right thing: ทำสิ่งที่ต้องทำในเวลาที่สมควร

    เช่น เราไม่จำเป็นต้องตื่นนอนทุกเช้าเพื่อประสบความสำเร็จ

    ถ้าเราตื่นมาและใช้เวลา 30 นาทีแรกของวันไปกับ social media ชีวิตเราก็จะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

    แต่ถ้าเราใช้เวลา 30 นาทีแรกไปกับการอ่านหนังสือ ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

    เราไม่ต้องทำตามคำแนะนำทุกอย่างของคนอื่น เราแค่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่สมควรเท่านั้น

    Always do the right thing.
    The rest doesn’t matter.
    — Marcus Aurelius

    .

    Play: มองโลกเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่เราเล่น ทดลอง เรียนรู้ และเติบโตได้

    เมื่อเราทำงานที่เหมือนการเล่น เราจะมีชัยไปกว่าคนอื่น

    Find what feels like play to you,
    but looks like work to others.
    — Naval Ravikant


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • What I Learned From Writing in 2025: สรุป 7 ประเด็นที่ผมเรียนรู้จากการเขียน post ทุกสัปดาห์มา 1 ปี

    What I Learned From Writing in 2025: สรุป 7 ประเด็นที่ผมเรียนรู้จากการเขียน post ทุกสัปดาห์มา 1 ปี

    ผมเขียนบทความนี้ เพื่อเป็น reflection session กับตัวเองเกี่ยวกับการเขียนบทความใน 1 ปีที่ผ่านมา (2025)

    เพื่อช่วยให้ผมได้ตกผลึกกับตัวเอง บทความนี้เลยเขียนเป็นเหมือนบทสัมภาษณ์ที่มีการถามตอบทั้งหมด 7 ส่วน

    ลองไปดูกันว่า ผมเรียนรู้อะไรจากการเขียนบทความมา 1 ปีบ้าง


    1. 🏁 Q&A 1: ทำไมถึงเริ่มเขียนบทความ?
    2. 😅 Q&A 2: ก่อนหน้านี้ เคยเขียน blog มาก่อน แต่ทำไมถึงเลิกไป?
    3. 🤔 Q&A 3: แล้วครั้งนี้ทำไมถึงเขียนได้นานกว่าครั้งก่อน?
    4. 💪 Q&A 4: ปกติมีวิธีเขียนยังไงบ้าง?
    5. ✏️ Q&A 5: จากที่เขียนบทความมา 1 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
    6. 🔥 Q&A 6: มีอะไรที่คิดว่าปรับปรุงได้ในการเขียนในอนาคต?
    7. 😌 Q&A 7. มีอะไรอย่างทิ้งท้ายบ้าง?

    🏁 Q&A 1: ทำไมถึงเริ่มเขียนบทความ?

    ผมเริ่มเขียน post บน WordPress อย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา หลังจากได้ร่วมคอร์ส Web for Impact ของพี่ทอย DataRockie ตอนปลายปี 2024

    Web for Impact (2024)

    ในคอร์ส พี่ทอยแสดงให้เห็นว่า การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองจะช่วยเปิดโอกาสให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการหางานหรือโอกาสทางธุรกิจ เพราะเว็บไซต์จะช่วยให้คนรู้จักเรามากขึ้น

    แต่การมีเว็บไซต์อย่างเดียวไม่พอ เว็บไซต์จะต้องมี content ที่ดี ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านด้วย เพราะ content ที่ดีจะทำให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสติด search engine และมีคนเข้าถึงเว็บไซต์และรู้จักเรามากขึ้น


    😅 Q&A 2: ก่อนหน้านี้ เคยเขียน blog มาก่อน แต่ทำไมถึงเลิกไป?

    ผมคิดว่า มีอยู่ 2 ปัจจัย:

    .

    ข้อ 1. เนื้อหาที่เขียน:

    Blog แรกที่ผมเขียนบน Blogdit เป็นบทความเกี่ยวกับจิตวิทยา ซึ่งผมพยายามเขียนเป็นแนววิชาการ (เพราะเป็นแนวเขียนที่ผมถนัด) ซึ่งเป็นการเขียนที่ใช้เวลานาน เพราะต้องหา references ต่าง ๆ

    และผมเป็นคนที่อ่าน journal เพราะความสนใจส่วนตัว พอไม่ใช่เรื่องที่สนใจ ผมจะไม่ได้อ่าน และทำให้ไม่มีเนื้อหามาเขียนเป็นบทความ

    Blogdit ที่ผมเขียนลงบทความ

    .

    ข้อ 2. ผลตอบรับ:

    ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า เพราะเราเขียนเพื่อให้เกิด impact แต่พอบทความที่เขียนใช้เวลาเขียน 2–3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ไม่ได้มีคนอ่านหรือเข้าถึง ผมก็รู้สึกว่า การเขียนไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าเท่าไร


    🤔 Q&A 3: แล้วครั้งนี้ทำไมถึงเขียนได้นานกว่าครั้งก่อน?

    เพราะ 2 อย่างเหมือนเดิม

    .

    ข้อ 1. เนื้อหาที่เขียน:

    ผมเปลี่ยนจากการเขียนเกี่ยวกับจิตวิทยา มาเขียนเกี่ยวกับการเขียน code แทน

    ผมเลือก topic นี้ เพราะช่วงนั้น ผมเพิ่งเรียน Data Science Bootcamp ของพี่ทอยจบใหม่ ๆ และอยากฝึกทักษะการเขียนภาษา R, Python มากขึ้น ผมเลยเลือกสรุปเนื้อหา R, Python ที่ผมกลับมาทบทวนเป็นบทความรายสัปดาห์

    ตัวอย่างบทความที่ผมลงในช่วงแรก ๆ

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงไม่กล้าเขียนเรื่องอื่นนอกจากจิตวิทยา เพราะไม่ใช่ domain expertise ของผม แต่ผมจำข้อคิดจาก Web for Impact ได้ว่า เราจะเขียนอะไรก็ได้ และถ้าไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เขียนในสิ่งที่เราสนใจก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็เลยเป็น coding

    .

    ข้อ 2. ผลตอบรับ:

    ข้อนี้เป็นข้อสำคัญ

    หลังจากจบ Data Science Bootcamp รุ่น 10 แล้ว ผมได้ทุนเรียนรุ่น 11 ต่อ ทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ใน bootcamp community ที่อยู่บน Discord ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผมแชร์บทความที่ผมเขียนลงไป

    เพราะเนื้อหาในบทความเกี่ยวข้องกับ bootcamp โดยตรง ทำให้มีคนเข้ามาอ่านบทความค่อนข้างมาก ปกติบทความ 1 จะมีคนเข้ามาอ่านอย่างมากก็ 10 คนในวันแรก (post แรก ๆ ของผมไม่มีคนอ่านเลย 😂) แต่มีอยู่บทความหนึ่งที่ผมเขียนสรุปสูตร Google Sheets แล้วมีคนเข้ามาอ่านวันแรกเกือบ 80 คน พอเห็นตัวเลขแล้วยังตกใจไม่หาย เพราะไม่เคยมีคนเข้ามาอ่านเยอะขนาดนี้มาก่อน และบทความนั้นเพิ่งเป็นบทความที่ 3 ที่ผม post ในปีนั้น (ก่อนหน้านั้น ผมเอา post บทความเก่า ๆ จาก Blogdit มาใส่ไว้ใน WordPress)

    บทความสรุปสูตร Google Sheets

    ตั้งแต่นั้น ผมเลยเรียนรู้ว่า ถ้าเราเขียน content ที่ตอบโจทย์ ก็จะมีคนอ่านงานของเราจริง ๆ และการเขียนไม่ได้เสียเวลาเปล่า และแม้ว่า post หลัง ๆ อาจจะไม่ได้ผลตอบรับดีเหมือนกับบทความ Google Sheets แต่ผมก็ยังมีกำลังเขียนอยู่เรื่อย ๆ

    พอเขียนไปได้สักพัก ก็เริ่มมีคนเข้าถึงบทความและรู้จักเรามากขึ้น

    เช่น มีเพื่อนใน bootcamp ที่ติดตามผลงาน และช่วยให้กำลังใจ (และเช็กคำผิดให้ 😂🙏)

    น้องที่เคยเรียน bootcamp รุ่น 10 ด้วยกันแล้วมาฝึกงานที่บริษัทก็จำผมได้จากบทความที่ลงทุกสัปดาห์

    มีน้องฝึกงาน AI ในบริษัทที่เข้ามาแล้ว search เจอบทความการใช้ AI ของผม

    และพี่ทอยที่จำผมได้จากการลงบทความลงใน Discord ทุกสัปดาห์

    ตัวอย่าง post บน Discord

    (เลยได้เปิด domain ทุกครั้งที่ถ่ายรูปกับพี่ทอย 🤞😂)

    รูปจากงาน WebPresso (Dec 2025)

    💪 Q&A 4: ปกติมีวิธีเขียนยังไงบ้าง?

    ในช่วงแรก ผมไม่ได้มีหลักการอะไรมาก นอกจากเขียนทุกอย่างที่อยากเขียน

    ผมพอรู้หลักการเขียนบ้าง จาก Web for Impact และที่เขียนได้ยินคนอื่นพูดถึงการเขียน content ในเว็บ

    เช่น เราควรจะกำหนด target audience ก่อนว่า เราจะเขียนให้ใครอ่าน

    ผมพยายามใช้ technique นี้แล้ว แต่ปัญหาที่เจอคือ ผมไม่รู้ว่ากำลังเขียนให้ใครอ่าน เพราะผมก็เพิ่งเริ่มเขียน และไม่ได้เป้าหมายชัดเจนว่าอยากจะเข้าถึงคนกลุ่มไหน

    Solution ที่ผมชอบมาจากข้อคิดใน Web for Impact คือ ให้เขียนให้ตัวเองอ่าน ซึ่งพอเป็น mindset แบบนี้ ทำให้ผมเขียนได้ง่ายขึ้น เพราะผมรู้ว่า ผมอยากจะเห็นงานเขียนแบบไหน และแบบไหนที่ผมเรียกว่าอ่านง่ายอ่านได้เข้าใจ

    .

    ผมไม่ได้เขียนโดยไม่มี structure เลย แต่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญมากจนกระทั่งอ่านหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design ของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำว่า การเขียนก็เหมือน creative work อื่น ๆ อย่างการออกแบบ furniture ที่มีกระบวนการ 4 ขั้นตอน (NODE):

    1. Note: เก็บรวบรวมข้อมูล
    2. Organise: จัดเรียงข้อมูล เพื่อเป็นโครงในการเขียน
    3. Draft: ร่าง
    4. Edit: แก้ไข
    หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon

    เราจะเริ่มเขียนไม่ได้ถ้าเราไม่มีข้อมูลและเอาข้อมูลมาทำเป็นโครงก่อน ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือ ผมจะพยายามขึ้นโครงสิ่งที่จะเขียนก่อน แล้วเริ่มเขียนจากโครงนั้นอีกที ซึ่งได้เห็นเองเลยว่าทำให้เขียนง่ายกว่านั่งเขียนโดยไม่มีอะไรเลย

    ทั้งนี้ ผมไม่ได้ยึดโครงที่เขียนตั้งแต่แรกตลอด พอเขียนไปได้สักพัก (อย่างบทความที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่) ผมก็ปรับเปลี่ยนโครงไปเรื่อย ๆ เพราะบางทีการเขียนจะทำให้เราได้เห็นมุมมองและความคิดใหม่ ๆ ที่เราอยากจะใส่ลงไปในบทความ ซึ่งทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนโครง (note → organise → draft) อีกครั้ง

    .

    อีกบทเรียนที่ได้จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design คือ modular writing หรือการเขียนแบบแบ่งท่อน แทนที่เราจะเขียนทั้งบทความในครั้งเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ เราสามารถแบ่งเขียนได้ เช่น บทความมี 5 ส่วน เราเริ่มเขียนส่วน 3 ที่ง่ายสุดก่อน แล้วค่อยเขียน 2, 4 ที่อยู่ประกอบหัวท้าย แล้วจัดการ 1, 5 หลังสุด เพราะเรามีเนื้อหาตรงกลางครบแล้ว

    Modular writing ทำให้การเขียนง่ายขึ้น เพราะเราสามารถเลือกเขียนจากส่วนที่ง่ายที่สุดก่อนได้ เป็นการลด friction ที่เราจะเริ่มเขียนงานในตอนแรก และทำให้เราสามารถเขียนงานออกมาได้เรื่อย ๆ

    นอกจากนี้ modular writing ยังทำให้เราถอดประกอบบทความได้ด้วย เช่น บทความ mental models ที่ผมเขียนส่งท้ายปี 2025 ตอนแรกผมคิดว่าจะเขียนเป็นบทความเดียว แต่พอลองเขียนแล้ว เห็นว่า น่าจะแยกเรื่องกันได้ เลยแยกเป็น 2 บทความแทนที่จะเป็น 1 บทความใหญ่

    การเขียนแบบ modular writing ช่วยให้เรามีอิสระในการจัดการไอเดีย และจับเอาไอเดียมาลงบนหน้ากระดาษมากขึ้น

    .

    ผมได้ใช้ NODE และ modular writing จริง ๆ จัง ๆ ตอนเขียนหนังสือ R Book for Psychologists ที่เป็นหนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับนักจิตวิทยา (เป็นผลงานผสม domain: จิตวิทยา + coding) เพราะหนังสือมีเนื้อหาหลายส่วน ถ้าผมไม่ได้ NODE ก่อน ผมจะเขียนไม่ได้ตั้งแต่แรก และถ้าไม่ใช้ modular writing ผมก็อาจจะเขียนไม่จบ เพราะไปเขียนติดอยู่ที่บทใดบทหนึ่งของหนังสือ พอใช้ modular writing บทเขียนจากบทที่ง่ายก่อน และในแต่ละบทก็เขียนในส่วนที่เขียนได้ก่อน พอเขียนเสร็จก็ค่อยไปต่อที่ส่วนที่ยากขึ้นมาเรื่อย ๆ

    หนังสือ R Book for Psychologists ที่วางขายบน meb (ฝากอุดหนุนหนังสือเล่มด้วยนะครับ 😆🙏)

    ✏️ Q&A 5: จากที่เขียนบทความมา 1 ปี ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ข้อ 1. “Just do it” is real:

    เราเริ่มได้แค่ลงมือทำ เราไม่จำเป็นต้องพร้อมก่อนก็ลงมือทำได้ อย่างตอนแรกที่ผมเขียนบทความ coding แรกสุด ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเขียน 100% แต่ก็เขียนไป เพราะตั้งใจว่าจะเขียนออกมาให้ได้

    แล้วพอได้บทความแรก บทความอื่นก็ตามมาเอง

    .

    ข้อ 2. Writing helps with understanding:

    การเขียนช่วยให้เราได้ใช้เวลาคิดในสิ่งที่เขียนมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจ concept ต่าง ๆ มากขึ้น

    ผมจะเห็นผลชัดกับการเขียน code ภาษา R จากตอนแรกที่เรียน bootcamp จบ ผมยังรู้สึกว่า เขียน R ไม่ได้คล่องมาก แต่พอเขียนบทความเกี่ยวกับ R ไปสักพักก็มีความรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น และมั่นใจมากขึ้น เพราะในการเขียนแต่ละบทความ ผมไม่ได้แค่เขียน code ขึ้นมาเฉย ๆ แต่ต้อง run code จริงด้วย เพื่อให้แน่ใจว่า code ที่เขียนไปไม่ผิด และพอ run แล้วเจอ error ผมก็เช็กว่า ผิดพลาดเพราะอะไร และจะแก้ยังไง ทำให้ได้เรียนรู้มากกว่าที่เรียนใน bootcamp

    .

    ข้อ 3. NODE และ modular writing:

    ถ้าอยากเขียนงานให้ดี ควรทำตาม 4 steps: note → organise → draft → edit

    และเขียนโดยแบ่งเขียนเป็น module


    🔥 Q&A 6: มีอะไรที่คิดว่าปรับปรุงได้ในการเขียนในอนาคต?

    ผมคิดว่า มีอยู่ 3 ข้อ:

    .

    ข้อ 1. Write consistently:

    แม้ว่าผมจะ post บทความได้ทุกสัปดาห์ แต่ผมไม่ได้เขียนงานทุกสัปดาห์

    ช่วงแรก ๆ ผมเขียนงานสัปดาห์ต่อสัปดาห์ และพยายามสะสมบทความ เผื่อช่วงที่ผมไม่มีเวลาว่างเขียนจริง ๆ จะได้มีบทความลงไม่ขาดตอน

    แต่พอสะสมมาได้สักพัก กลายเป็นว่าตอนนี้ ผมมีบทความที่ยังไม่ได้ลงเยอะกว่าที่คิดไว้ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะทำให้ผมมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น

    แต่ข้อเสียก็คือ ผมไม่ได้เขียนอย่างสม่ำเสมอ ผมจะเขียนก็ต่อเมื่อมีเวลาหรืออยากจะเขียนจริง ๆ

    ผมมองว่า ถ้าปรับได้ อาจจะปรับให้ตัวเองกลับมาเขียนอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับช่วงแรก ๆ เพื่อที่จะได้เขียนเป็นกิจวัตร แทนที่จะเขียนตามอารมณ์ เพราะกิจวัตรเชื่อถือได้มากกว่าอารมณ์อยากเขียน

    .

    ข้อ 2. QA before publishing:

    สิ่งที่ผมเจอบ่อยก็คือ การสะกดคำผิดหรือใช้คำผิด

    แม้ว่า ผมจะอ่านทวนบทความของตัวเองก่อน post แล้ว แต่ผมเพิ่งเจอว่า การอ่านของมนุษย์ไม่ได้ process ทุกตัวอักษร ทำให้เราสามารถมองข้ามการสะกดผิดหรือการใช้คำผิดได้ในบทความตัวเองได้

    สิ่งที่ผมทำได้ คือ ใช้ AI ให้เป็นประโยชน์

    ในช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มโยนบทความที่เขียนเสร็จแล้วให้กับ AI และถามหา 3 อย่าง:

    1. การสะกดผิด หรือการใช้คำผิด
    2. ความไม่สอดคล้องในการใช้คำและเนื้อหา (เช่น ใช้คำไทยที อังกฤษที)
    3. ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา (สิ่งที่เขียนไปเป็น inaccurate หรือเปล่า)

    ซึ่งพบว่า AI ช่วยผมตรวจพบข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้เร็วกว่าและครบถ้วนมากกว่าถ้าเราอ่านเองมาก

    แต่ก็ยังพบ limitation ของ AI อยู่ว่า AI จะไม่ได้ตรวจเจอทุกข้อผิดพลาด เช่น พิมพ์คำผิด จาก “รู้จักหนังสือ” เป็น “รู้สึกหนังสือ”

    แสดงว่า นอกจากการใช้ AI แล้วผมยังควรจะต้องตรวจสอบเนื้อหาด้วยตัวเองอีกครั้งก่อนจะ publish งานออกไป

    .

    ข้อ 3. Deliver to a wider audience:

    จุดอ่อนหนึ่งของผมคือการทำ marketing เพราะถ้าไม่นับการอ่านหนังสืออย่าง How to Grow Your Small Business ในปีนี้ ผมก็ไม่เคยเรียนหรือทำ marketing อย่างจริงจังมาก่อน

    ตอนนี้ การเข้าถึงบทความของผมส่วนใหญ่มาจากการ post ลงใน Discord ของ bootcamp ซึ่งถ้า bootcamp จบแล้ว ผมก็จะขาดการเข้าถึงกลุ่มคนอ่านส่วนใหญ่ไป

    ผมจะต้องหาช่องทางอื่นที่จะส่งบทความไปให้ถึงกลุ่มคนอ่านอื่น ๆ ให้ได้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ ผมเริ่มแล้วจากการเปิด Facebook page, Instagram, และ Threads

    Facebook page ของผม: Svaron Solution (ฝากติดตามและกด like กันหน่อยนะครับ 😆🙏)

    😌 Q&A 7. มีอะไรอยากทิ้งท้ายบ้าง?

    สำหรับคนที่อยากเริ่มเขียน ผมแนะนำว่า:

    1. Start right away: เริ่มเขียนเลย ไม่ต้องห่วงว่า เขียนไม่เก่ง เพราะฝึกเขียนไปก็จะเขียนดีขึ้นเรื่อย ๆ เอง
    2. Write for yourself: เริ่มจากเขียนให้ตัวเองอ่านก่อน
    3. Modular writing: เริ่มเขียนทีละส่วน ไม่ต้องเขียนทั้งหมดทีเดียว
    4. NODE: อย่าลืมหาข้อมูลและร่างโครงก่อนเขียน จะทำให้เขียนได้ง่ายขึ้นมาก
    5. Share: เขียนแล้วแชร์ให้คนอื่นฟัง เพื่อรับ feedback มาใช้เขียนงานต่อไปให้ดีขึ้น
  • สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    Writing Is Not Magic, It’s Design เป็นหนังสือของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำแนวคิดในการเขียนสำหรับนักออกแบบ (designer) ซึ่งมัก “คิดเป็นภาพ” ได้ดีกว่า “คิดเป็นตัวหนังสือ”

    แม้ว่า Writing Is Not Magic, It’s Design จะถูกเขียนมาให้นักออกแบบ แต่แนวคิดในหนังสือสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเอง โดยเฉพาะการเขียน non-fiction อย่างเขียน blog และบทความ

    ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาของ Writing Is Not Magic, It’s Design ใน 5 ส่วนกัน:

    1. What writing is: การเขียนคืออะไร
    2. Writing method: วิธีเขียนจาก 0 ถึง 100
    3. Modular writing: การจัดการโครงสร้างงานเขียน
    4. Writing stages: วิธีแปลงไอเดียให้เป็นงานเขียน
    5. Writing method combined: วิธีเขียนอย่างเป็นระบบ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon

    1. ✍️ What Writing Is
      1. 💪 Writing = Skill
      2. 📣 Writing = Communication
      3. 🎨 Writing = Creative Process
      4. 🧠 Writing = Thinking
    2. 🖋️ Writing Method
    3. 1️⃣ Part I. Modular Writing
      1. 😭 Obstacle #1 to Writing
      2. 🙂‍↕️ What Is Modular Writing?
      3. 😇 Benefits
      4. 🪜 How to
    4. 2️⃣ Part II. Writing Stages
      1. 😭 Obstacle #2 to Writing
      2. 🎭 What Are Writing Stages?
      3. 🧑‍🎨 The Four Steps in Writing Stages
      4. 🫠 Don’t Skip
      5. 📝 Step 1. N for Note
      6. 🍱 Step 2. O for Outline
      7. 🖋️ Step 3. D for Draft
      8. ✍️ Step 4. E for Edit
    5. 🧢 Writing Method Combined
    6. 🤩 Deep Note: Your Digital Zettelkasten

    ✍️ What Writing Is

    เรามองการเขียนได้ 4 มุม:

    1. Skill
    2. Communication
    3. Creative process
    4. Thinking

    .

    💪 Writing = Skill

    การเขียนเป็นทักษะ ซึ่งหมายความว่า ทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้ด้วยการฝึกฝน ไม่ใช่พรสรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด

    .

    📣 Writing = Communication

    จุดประสงค์ของการเขียน คือ การสื่อสารไอเดียระหว่างคนเขียนและคนอ่าน

    งานเขียนที่ไม่ดี คือ งานที่ไม่สามารถสื่อไอเดียไปถึงคนอ่านได้

    และงานเขียนที่ดี คือ งานที่แก้ปัญหาการสื่อสารได้สำเร็จ

    .

    🎨 Writing = Creative Process

    การเขียนเป็นงาน creative และเช่นเดียวกับงาน creative อื่น ๆ เช่น การออกแบบ งานเขียนจะสร้างผ่าน creative process ซึ่งเราจะไปดูกันต่อไป

    .

    🧠 Writing = Thinking

    การเขียน คือ การคิด

    ถ้าจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดได้ดีก่อน แต่ถ้าจะคิดได้ดี บางทีเราจะต้องเขียนออกก่อน

    ดังนั้น การเขียนไม่ใช่แค่สื่อ แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยคิดอีกด้วย


    🖋️ Writing Method

    Writing method เป็นวิธีการออกแบบงานเขียนอย่างเป็นระบบที่จะช่วยให้เราก้าวจาก 0 ไปถึง 100 ได้ และประกอบด้วย 2 ส่วน:

    1. Modular writing
    2. Writing stages

    ซึ่งแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


    1️⃣ Part I. Modular Writing

    .

    😭 Obstacle #1 to Writing

    อุปสรรคหนึ่งในการเขียน คือ blank-page anxiety

    ในการเขียน เราจะเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่า พร้อมกับภาพในหัวว่างานเขียนของเราจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน และเราพยายามจะทำให้ภาพนั้นกลายเป็นจริง

    เราพยายามเปลี่ยนหน้ากระดาษเปล่า (0) ให้กลายเป็นงานเขียนฉบับสมบูรณ์ (100) ในก้าวใหญ่เดียว ซึ่งทำให้เรารู้สึกกังวลจนเขียนไม่ออกได้

    ถ้าการเขียนจาก 0 เป็น 100 เป็นก้าวที่ใหญ่ไป สิ่งที่เราต้องทำคือแบ่งก้าวให้เล็กลงเพียงพอที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

    .

    🙂‍↕️ What Is Modular Writing?

    Modular writing เป็นเทคนิคในการเขียนที่แยกงานเขียนออกเป็นส่วน ๆ (module) โดยที่แต่ละส่วน:

    1. เขียนจบได้ในตัวเอง (มี start, middle, end ในตัวเอง)
    2. แยกประกอบกับส่วนอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ

    ยกตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับ design thinking แยกได้เป็น 4 ส่วน หรือ modules ดังนี้:

    • Module 1. What design thinking is
    • Module 2. History of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking
    • Module 4. Case studies of design thinking

    เราสามารถจัดเรียง module ได้โดยไม่กระทบเนื้อด้านใน เช่น:

    • Module 2. History of design thinking
    • Module 1. What design thinking is
    • Module 4. Case studies of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking

    .

    😇 Benefits

    Modular writing มีข้อดี 2 อย่าง ได้แก่:

    1. Blank-page anxiety: ช่วยให้เราไม่รู้สึก overwhelmed เพราะแทนที่เราจะเริ่มจาก 0 (หน้าเปล่า) ไป 100 (งานเขียนที่สมบูรณ์) ในทันที เราจะค่อย ๆ เขียนทีละ module ไปเรื่อย ๆ จนครบ
    2. Structuring: จัดโครงสร้างงานเขียนได้ง่าย เพราะแต่ละส่วนครบจบในตัวเอง แสดงว่า เราสามารถโยกย้ายแต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องแก้ไขงานเขียนใหม่ทั้งหมด แต่แก้เฉพาะจุดที่แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันเท่านั้น

    .

    🪜 How to

    เราใช้ modular writing ได้ใน 3 ขั้นตอน:

    1. Split: แยกงานเขียนออกเป็น module
    2. Write: เขียนแต่ละ module
    3. Combine: ประกอบ module เข้าด้วยกันให้เป็นงานเขียนที่สมบูรณ์

    2️⃣ Part II. Writing Stages

    .

    😭 Obstacle #2 to Writing

    อีกอุปสรรคที่คนส่วนใหญ่เจอในการเขียน คือ “ไม่รู้จะเขียนอะไร” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี:

    1. ไม่มีข้อมูลที่จะเอามาเขียน
    2. มีข้อมูล แต่ไม่รู้จะเขียนออกมายังไง

    สิ่งที่เราต้องการในทั้ง 2 กรณี คือ ขั้นตอนที่จะช่วยเราเก็บข้อมูลและแปลงข้อมูลให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🎭 What Are Writing Stages?

    Writing stages คือ creative process ของงานเขียน หรือขั้นตอนที่จะแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🧑‍🎨 The Four Steps in Writing Stages

    Creative process มีอยู่ 4 ขั้น ได้แก่:

    1. Gather information: รวบรวมข้อมูล
    2. Sketch: ร่าง
    3. Design spec: ออกแบบ
    4. Prototype: สร้างต้นแบบ
    Gather -> Sketch -> Design -> Prototype

    Writing stages มีอยู่ 4 ขั้นตอน ซึ่งย่อสั้น ๆ ว่า NODE ได้แก่:

    1. Note: จดรวบรวมข้อมูล
    2. Outline: วางโครงร่าง
    3. Draft: ร่างงานเขียน
    4. Edit: แก้ไขงาน
    Note -> Outline -> Draft -> Edit

    เปรียบเทียบ creative process กับ writing stages:

    Creative ProcessWriting Stages
    Gather infoNote
    SketchOutline
    Design specDraft
    PrototypeEdit

    .

    🫠 Don’t Skip

    เราควรเขียนงานตามลำดับ writing stages (note → outline → draft → edit) และไม่ข้ามขั้นตอน เช่น ข้าม note และ outline ไป draft เลย เพราะเราจะขาดวัตถุดิบที่จำเป็น และทำให้งานเขียนขาดรากฐานที่แข็งแรง

    ทั้งนี้ เราสามารถย้อนขั้นตอนได้ เช่น ร่างงานแล้ว (draft) และกลับไปปรับโครง (outline) อีกครั้งได้

    .

    📝 Step 1. N for Note

    ขั้นแรกใน writing stages คือ note ซึ่งหมายถึง การจัดเก็บไอเดียต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียน

    สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูล แต่เพื่อสร้างไอเดีย ดังนั้น ถ้าเราใช้สมองไปกับการจดจำ เราจะไม่มีพื้นที่ในการสร้างไอเดียใหม่ ๆ

    เพื่อช่วยให้สมองมีพื้นที่คิด เราควรมีระบบจัดเก็บไอเดียข้างนอก เพื่อคืนพื้นที่คิดให้กับสมอง

    ระบบหนึ่งที่เราใช้ได้ คือ Deep Noting ซึ่งพัฒนามาจาก Zettelkasten ที่เป็นระบบจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพในสมัยก่อน

    Deep Noting มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    1. Capture notes
    2. Review
    3. Deep notes

    โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    ขั้นที่ 1. Capture notes: จดข้อมูล ไอเดีย หรือแรงบันดาลใจ (เช่น quote) ที่เราพบเจอลงในกระดาษ (João แนะนำกระดาษ A7 เพราะพกพาได้) โดยเราจะจด 1 ไอเดียต่อ 1 แผ่น พร้อมหมายเหตุสั้น ๆ (ถ้ามี) เช่น ไอเดียนี้ทำให้เรานึกถึงอะไร

    ยกตัวอย่างเช่น เราเจอ quote ที่น่าสนใจระหว่างอ่านหนังสือ:

    Writing is easy.
    All you have to do is
    cross out the wrong words.
    — Mark Twain.

    เราสามารถเขียน note ได้แบบนี้:

    [1. IDEA 👇]
    “writing is easy.
    all you have to do is
    cross out the wrong words.”
    mark twain.
    [2. REMARK 👇]
    reminds of book “essentialism”

    ขั้นที่ 2. Review: รีวิว notes ที่เก็บไว้ เพื่อเลือกว่าจะเก็บหรือทิ้งไป โดยเราจะทำอย่างนี้ทุก ๆ สัปดาห์

    เราจะทิ้ง notes ที่ไม่เลือกไป และเปลี่ยน notes ที่เลือกเก็บให้เป็น deep notes ต่อไป

    ขั้นที่ 3. Deep notes: เราจะแปลง notes ที่เก็บไว้ ให้กลายเป็น deep notes หรือคลังข้อมูลที่พร้อมหยิบใช้ได้ทุกเมื่อ

    ในหนังสือ João แนะนำให้เราเก็บ deep notes เป็น text files บนคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นไฟล์ที่เรียบง่ายและมีขนาดเล็ก โดยเราจะเก็บ 1 note ต่อ 1 ไอเดีย

    ในแต่ละไฟล์ เราจะเขียน 4 อย่าง:

    1. Idea: เขียนขยายความจาก notes ที่เก็บไว้ ว่าทำไมไอเดียนี้ถึงน่าสนใจ และไอเดียนี้มีความหมายกับเรายังไง
    2. Reference: ที่มาของไอเดีย (ถ้ามี เช่น อ่านจากหนังสือ X, ได้ยินจาก Y)
    3. Link to: อ้างอิงถึงไอเดียอื่น ๆ (ถ้ามี) โดยเขียนชื่อ text file ของไอเดียอื่นลงไป
    4. Tags: ใส่ #hashtag เพื่อช่วยจับกลุ่มไอเดีย

    ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยน note ที่เก็บไว้:

    “writing is easy.
    all you have to do is
    cross out the wrong words.”
    mark twain.
    reminds me of book “essentialism”

    ให้เป็น deep note ได้แบบนี้:

    [1. IDEA 👇]
    “Writing is easy.
    All you have to do is
    cross out the wrong words.”
    Good writing isn't about being wordy.
    It's as much about picking the right words
    as cutting out what's not essential.
    [2. REFERENCE 👇]
    Reference:
    Mark Twain
    [3. LINK TO 👇]
    Link to:
    “write drunk, edit sober”
    [4. TAGS 👇]
    #writing #editing
    #marktwain #essentialism

    Pro tips:

    • เราควรเก็บ text files ทั้งหมดไว้ใน folder เดียวกัน ไม่แยก folder ย่อย เพราะจะหาไฟล์ได้ง่ายขึ้น
    • เราสร้าง text file สำหรับเก็บ hashtags โดยเฉพาะได้ เพื่อช่วยให้รู้ว่าเรามีไอเดียประเภทไหนแล้วบ้าง

    ถ้าเราใช้ Deep Noting ทุกวัน เราจะมีคลังไอเดียที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และพร้อมเป็นแหล่งข้อมูลให้เรานำไปใช้สร้างงานเขียนได้ตลอดเวลา

    .

    🍱 Step 2. O for Outline

    เมื่อมีไอเดียสำหรับงานเขียนแล้ว เราจะจัดเรียงไอเดียให้กลายเป็นโครงร่าง (outline) หรือแผนที่นำทางในการเขียน ใน 3 ขั้นตอน:

    1. Print: ปริ้นท์ text files ที่มี #hashtag ที่เกี่ยวข้องออกมาทั้งหมด (เช่น เราต้องการเขียนเกี่ยวกับ design thinking เราจะปริ้นท์ไฟล์ที่มี #designthinking ทั้งหมด รวมทั้ง #hashtag อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #designsprint #doublediamond)
    2. Group: จับกลุ่มไอเดียเป็นก้อน ๆ และตั้งชื่อกลุ่ม (เช่น “history of design thinking”, “prototyping”, “user persona”)
    3. Organise: จัดกลุ่มไอเดียให้เป็นเรื่องราว (story) ที่ต้องการจะเล่า และตั้งไว้ในจุดที่เรามองเห็นได้ (เช่น บนผนังหน้าโต๊ะทำงาน) เพื่อใช้เป็นแผนที่ในการเขียนต่อไป

    .

    🖋️ Step 3. D for Draft

    เมื่อมีแผนที่นำทางแล้ว เราจะร่างงานเขียนขึ้นมา (draft) ซึ่งในขั้นนี้ เราจะต้องทำ 2 อย่าง:

    1. Elaborate: ขยายความไอเดียที่มี
    2. Clarify: เชื่อมโยงไอเดียเข้าด้วยกัน

    ในขั้นนี้ เราควรจะเขียนไอเดียทั้งหมดที่มีในหัวออกมาให้ได้มากที่สุด โดยยังไม่ต้องสนใจความสวยงาม เพราะถ้าเราเขียนไปแก้ไปด้วย เราจะไม่เขียนได้ เพราะทั้ง 2 อย่างใช้หัวคนละแบบ (เขียนให้เยอะ vs ลดทอน)

    เมื่อร่างเสร็จแล้ว เราสามารถขอ feedback จากคนอื่น ๆ เพื่อนำมาปรับให้เป็นงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป

    .

    ✍️ Step 4. E for Edit

    ในขั้นสุดท้าย เราจะปรับแก้ (edit) งานเขียนให้เป็นฉบับสมบูรณ์

    โดยในขั้นนี้ เราจะทำ 2 อย่าง:

    1. Structuring (what, where): แก้ไขโครงสร้างและลำดับการนำเสนอไอเดีย (เช่น เราอาจนำ module เกี่ยวกับ case study ขึ้นมาก่อน module เกี่ยวกับนิยามของ design thinking เพื่อดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น)
    2. Revising (how): แก้ไขการสะกดคำ การเลือกใช้คำ และรูปแบบประโยค เพื่อให้งานเขียนอย่างกระชับ (concise) และตรงจุด (precise) มากขึ้น ถ้าคำหรือประโยคไหนที่ไม่มี 2 อย่างนี้ ให้ปรับแก้ในทันที

    🧢 Writing Method Combined

    Writing Method = Modular Writing + Writing Stages

    Writing method คือ วิธีสร้างงานเขียนที่ประกอบด้วย 2 หลักการ:

    1. Modular writing: แยกงานเขียนเป็นส่วน ๆ
    2. Writing stages: กระบวนการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นงานเขียน ผ่าน 4 ขั้นตอน (NODE)

    เราสามารถใช้ writing method ได้ใน 3 ขั้นตอนดังนี้:

    1. Split: แยกงานออกเป็น modules
    2. NODE: note, outline, draft, edit แต่ละ module
    3. Combine: นำทุก module มารวมกันให้เป็นงานเขียน
    Module 1 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 2 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 3 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 4 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)

    Writing method ช่วยให้เราสร้างงานเขียนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนอะไร หรือจะเขียนได้ไหมอีกต่อไป เพราะเราจะเขียนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอย่างเป็นระบบที่เราสามารถมองเห็นและควบคุมแก้ไขได้


    🤩 Deep Note: Your Digital Zettelkasten

    ใครที่อยากมีระบบ Deep Noting ไว้ช่วยจัดเก็บและแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียนและ content ต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียด Notion template “Deep Note: Your Digital Zettelkasten” ได้ที่ Notion Marketplace:


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่: