Tag: Subjective well-being

  • อะไรที่เรียกว่า Happiness? คำตอบจาก 2 แนวคิดทางจิตวิทยา—อารมณ์และสุขภาวะ

    อะไรที่เรียกว่า Happiness? คำตอบจาก 2 แนวคิดทางจิตวิทยา—อารมณ์และสุขภาวะ

    1. Happiness = อารมณ์เชิงบวก
    2. Happiness = สุขภาวะ
      1. Subjective Well-Being
      2. Psychological Well-Being
      3. อะไรคือ Happiness ที่แท้จริง?
    3. บทสรุป Happiness
    4. อ้างอิง
    5. ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    👉 Happiness หรือความสุข เป็นสิ่งที่น่าค้นหา ทั้งสำหรับคนทั่วไปในการชีวิตและนักจิตวิทยาที่ต้องการศึกษาจิตใจของมนุษย์ แต่อะไรคือ happiness?

    Happiness เป็นสิ่งที่มีความคลุมเคลือในนิยาม ซึ่งความหมายอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลและยุคสมัย (Disabato et al., 2016)

    ทั้งนี้ ในเชิงจิตวิทยา happiness อาจหมายความได้ 2 อย่าง คือ

    1. อารมณ์เชิงบวก (positive emotion)
    2. สุขภาวะ (well-being)

    Happiness = อารมณ์เชิงบวก

    ในมุมของอารมณ์เชิงบวก happiness สามารถมองได้ 2 ทาง คือ

    1. เป็นอารมณ์ขั้นพื้นฐาน (basic emotion; เช่น Ekman & Cordaro, 2011; Oatley & Johnson-Laird, 1987) หรืออารมณ์ที่อาจทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของอารมณ์ที่ซับซ้อนมากกว่า (Ekman & Cordaro, 2011; Ortony & Turner, 1990) เช่น ความประหลาดใจ
    2. เป็นคำเรียกรวมอารมณ์เชิงบวกต่าง ๆ เช่น joy (ความปิติยินดี), gladness (ความดีใจ; American Psychology Association, 2023)

    Happiness = สุขภาวะ

    บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาใช้คำว่า happiness เพื่อพูดถึงทฤษฎีสุขภาวะต่าง ๆ (Kaczmarek, 2017) ซึ่งแต่ละทฤษฎีมีมุมมองต่อ “ความสุข” ที่ไม่เหมือนกัน

    Subjective Well-Being

    A man smiling
    Photo by abdullah ali on Unsplash

    ทฤษฎีที่มักถูกใช้เรียกแทน happiness บ่อย ๆ คือ subjective well-being (SWB; Deci & Ryan, 2008; Diener, 1984) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนแนวปรัชญา hedonia ซึ่งระบุว่า ความสุขของมนุษย์ คือ การเพิ่ม pleasure (ความพึงพอใจ) และลด displeasure (ความไม่พึงพอใจ; Ryan & Deci, 2001)

    ในการประเมิน SWB นักจิตวิทยามักใช้ตัวบ่งชี้ 3 อย่าง ได้แก่

    1. อารมณ์เชิงบวก
    2. อารมณ์เชิงลบ (negative emotion)
    3. ความพึงพอใจในชีวิต (life satisfaction; Magyar & Keyes, 2019)

    ซึ่งจากตัวบ่งชี้ทั้งสาม จะเห็นได้ว่า happiness ในมุมมองของ SWB ประกอบด้วย 3 อย่าง คือ

    1. การมีอารมณ์เชิงบวก (เช่น ความรัก) ในระดับสูง
    2. การมีอารมณ์เชิงลบ (เช่น ความโกรธ ความกังวล) ในระดับต่ำ
    3. มีความพึงพอใจในชีวิตในระดับสูง

    Psychological Well-Being

    Photo by Priscilla Du Preez 🇨🇦 on Unsplash

    อีกทฤษฎีที่พยายามอธิบาย happiness คือ psychological well-being (PBW; Ryff & Singer, 1998) ซึ่งตั้งอยู่บนแนวปรัชญา eudaimonia ที่เน้นศักยภาพและความเติมเต็มในชีวิตมนุษย์ (Ryan & Deci, 2001)

    PWB บอกว่า สุขภาวะที่ดีเป็นมากกว่าการมีความสุข แต่รวมไปถึงการได้ปลดล็อกศักยภาพของตัวเอง (Ryff, 1995)

    จากการศึกษา PWB นิยาม happiness ไว้ 6 ด้าน ได้แก่

    1. Self-acceptance: ยอมรับและมองตัวเองในเชิงบวก
    2. Positive relations with others: มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น
    3. Autonomy: รู้สึกมีอิสระในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
    4. Environmental mastery: รู้สึกมีความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อมของตัวเอง
    5. Purpose in life: รู้สึกว่า ชีวิตมีความหมายและเป้าหมาย
    6. Personal growth: มีการเติบโตส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง (Ryff, 1989; Ryff & Keyes, 1995)

    อะไรคือ Happiness ที่แท้จริง?

    จะเห็นได้ว่า ทั้ง SWB และ PWB มีมุมมองต่อ happiness ที่แตกต่างกัน

    ในมุมมองของ SWB, happiness คือ การเพิ่มอารมณ์เชิงบวกและความพึงพอใจในชีวิต พร้อมลดอารมณ์เชิงลบ

    ในขณะที่ PWB มองเห็นว่า happiness ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีความสุขอย่างเดียว แต่จากการที่คนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ

    แล้ว happiness ที่แท้จริงคืออะไร? การมีความสุข หรือการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่?

    คำตอบอาจจะเป็นถูกทุกข้อ

    แม้ว่า มีหลายงานวิจัยที่เปรียบเทียบ SWB และ PWB แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักพบว่า happiness ทั้งสองประเภทมีความสัมพันธ์ทางสิถิติในระดับปานกลางถึงสูง (Lent, 2004) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกันมาก

    นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมแล้ว ทั้ง SWB และ PWB จับกลุ่มอยู่ภายใต้ปัจจัยตัวเดียวกัน (Disabato et al., 2016) ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองมีอิทธิพลต่อสุขภาวะด้วยกันทั้งคู่

    ดังนั้น แม้ว่า SWB และ PWB จะให้นิยามความสุขที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองก็ส่งผลต่อ happiness เหมือนกัน และการจะใช้ชีวิตให้เกิด happiness ต้องมีทั้งความรู้สึกสุขใจและพึงพอใจกับชีวิต พร้อมทั้งใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าตามศักยภาพของตัวเองอีกด้วย


    บทสรุป Happiness

    Happiness เป็นสิ่งที่มีความหมายหลากหลาย ซึ่งในทางจิตวิทยา สามารถมองได้ 2 ทาง

    1. Happiness ที่เป็นอารมณ์เชิงบวกในตัวเอง หรือประเภทของอารมณ์เชิงบวก
    2. Happiness ในเชิงสุขภาวะ ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลักที่มีความสำคัญพอ ๆ กัน คือ
      • Happiness ในเชิงความรู้สึกสุข (SWB) และ
      • Happiness ในการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพของตัวเอง (PWB)

    อ้างอิง

    American Psychology Association. (2023). Happiness. APA Dictionary of Psychology. https://dictionary.apa.org/happiness

    Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2008). Hedonia, eudaimonia, and well-being: An introduction. Journal of Happiness Studies: An Interdisciplinary Forum on Subjective Well-Being, 9(1), 1–11. https://doi.org/10.1007/s10902-006-9018-1

    Diener, E. (1984). Subjective well-being. Psychological Bulletin, 95(3), 542–575. https://doi.org/10.1037/0033-2909.95.3.542

    Disabato, D. J., Goodman, F. R., Kashdan, T. B., Short, J. L., & Jarden, A. (2016). Different types of well-being? A cross-cultural examination of hedonic and eudaimonic well-being. Psychological Assessment, 28(5), 471–482. https://doi.org/10.1037/pas0000209

    Ekman, P., & Cordaro, D. (2011). What is meant by calling emotions basic. Emotion Review, 3(4), 364–370. https://doi.org/10.1177/1754073911410740

    Kaczmarek, L. D. (2017). Happiness. In V. Zeigler-Hill & T. K. Shackelford (Eds.), Encyclopedia of personality and individual differences (pp. 1875–1879). Springer Cham. https://doi.org/10.1007/978-3-319-28099-8_522-1

    Lent, R. W. (2004). Toward a Unifying Theoretical and Practical Perspective on Well-Being and Psychosocial Adjustment. Journal of Counseling Psychology, 51(4), 482–509. https://doi.org/10.1037/0022-0167.51.4.482

    Magyar, J. L., & Keyes, C. L. M. (2019). Defining, measuring, and applying subjective well-being. In S. J. Lopez & C. R. Snyder (Eds.), Positive psychological assessment: A handbook of models and measures (2nd ed.). (pp. 389–415). American Psychological Association. https://doi.org/10.1037/0000138-025

    Oatley, K., & Johnson-Laird, P. N. (1987). Towards a cognitive theory of emotions. Cognition and Emotion, 1(1), 29–50. https://doi.org/10.1080/02699938708408362

    Ortony, A., & Turner, T. J. (1990). What’s basic about basic emotions? Psychological Review, 97(3), 315–331. https://doi.org/10.1037/0033-295X.97.3.315

    Ryan, R. M., & Deci, E. L. (2001). On happiness and human potentials: A review of research on hedonic and eudaimonic well-being. Annual Review of Psychology, 52, 141–166. https://doi.org/10.1146/annurev.psych.52.1.141

    Ryff, C. D. (1989). Happiness is everything, or is it? Explorations on the meaning of psychological well-being. Journal of Personality and Social Psychology, 57(6), 1069–1081. https://doi.org/10.1037/0022-3514.57.6.1069

    Ryff, C. D. (1995). Psychological well-being in adult life. Current Directions in Psychological Science, 4(4), 99–104. https://doi.org/10.1111/1467-8721.ep10772395

    Ryff, C. D., & Keyes, C. L. M. (1995). The structure of psychological well-being revisited. Journal of Personality and Social Psychology, 69(4), 719–727. https://doi.org/10.1037/0022-3514.69.4.719

    Ryff, C. D., & Singer, B. (1998). The contours of positive human health. Psychological Inquiry, 9(1), 1–28. https://doi.org/10.1207/s15327965pli0901_1


    บทความต้นฉบับจาก https://www.blockdit.com/posts/64daef3c3849cb31020eb205


    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb: