Tag: Productise yourself

  • สรุป 17 ข้อคิด (4 กลุ่ม) ในการใช้ชีวิต จากหนังสือ 16 เล่มที่ผมอ่านในปี 2025: Life & Death, Start, Upgrade, และ Business & Work

    สรุป 17 ข้อคิด (4 กลุ่ม) ในการใช้ชีวิต จากหนังสือ 16 เล่มที่ผมอ่านในปี 2025: Life & Death, Start, Upgrade, และ Business & Work

    ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมเริ่มกลับมาอ่านหนังสือมากขึ้น หลังจากได้พบว่าการอ่านหนังสือบนแอปอย่าง Kindle ก็สะดวกสบายดี (แม้จะแทนที่ความรู้สึกดี ๆ เวลาจับเล่มหนังสือเปิดออกอ่านได้ก็ตาม)

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 17 ข้อคิดในการใช้ชีวิตที่ผมได้จากการอ่านหนังสือ 16 เล่มในปี 2025:

    1. The One Thing
    2. The Almanack of Naval Ravikant
    3. Business Made Simple
    4. Marketing Made Simple
    5. How to Grow Your Small Business
    6. Hero on a Mission
    7. Suddenly Talented
    8. The Brain Audit
    9. Essentialism
    10. The Subtle Art of Not Giving a F*ck
    11. Limitless Expanded Edition
    12. Million Dollar Weekend
    13. The Company of One
    14. Writing Is Not Magic, It’s Design
    15. Write with AI
    16. The 5 Laws of Agency

    โดยทั้ง 17 หัวข้อ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้:

    1. Life and death: ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
    2. Start: การเริ่มต้นชีวิต
    3. Upgrade: การพัฒนาตัวเอง
    4. Work and business: แนวคิดในการทำงานและทำธุรกิจ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🧘 Group #1. Life & Death
      1. 🕊️ Lesson #1. Freedom
      2. 😶‍🌫️ Lesson #2. Should vs Want
      3. ⏳ Lesson #3. Time
      4. 🤬 Lesson #4. Limited F*ck to Give
      5. 🪦 Lesson #5. Death
    2. 🏁 Group #2. Start
      1. 😶‍🌫️ Lesson #6. Limiting Belief
      2. 👟 Lesson #7. Act
      3. 👆 Lesson #8. One Thing
      4. 🙅‍♂️ Lesson #9. Eliminate
    3. 🚀 Group #3. Upgrade
      1. 📖 Lesson #10. Read
      2. 🖋️ Lesson #11. Write
      3. 🦆 Lesson #12. Generalist
      4. 😖 Lesson #13. Fail
    4. ⚒️ Group #4. Business & Work
      1. 👔 Lesson #14. Business Should Be Fun
      2. 🛒 Lesson #15. Marketing Is About Relationship
      3. 🛍️ Lesson #16. Self as a Product
      4. 💰 Lesson #17. Money as a Life Goal
    5. 💪 Summary
    6. 😂 Too Long; Didn’t Read

    🧘 Group #1. Life & Death

    ข้อคิดในกลุ่มนี้พูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และประกอบด้วยข้อคิด 5 ข้อ ได้แก่:

    1. Freedom
    2. Should vs want
    3. Time
    4. Limited f*ck to give
    5. Death

    .

    🕊️ Lesson #1. Freedom

    Everything can be taken from a man but one thing: the last of the human freedoms—to choose one’s attitude in any given set of circumstances, to choose one’s own way. — Viktor E. Frankl in Man’s Search for Meaning

    Freedom ในการเลือกเป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ด้วยข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมและตัวเอง

    เช่น เราอยากเที่ยวรอบโลก แต่ทำไม่ได้ เพราะมีเงินทุนไม่พอ

    หรือเราอยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่มีความรู้มากพอ

    แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดอะไร เพราะเรามี freedom อยู่ในตัวอยู่แล้ว ถ้าเราคิดที่จะเริ่มเปลี่ยน เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

    .

    😶‍🌫️ Lesson #2. Should vs Want

    Tension is who you think you should be. Relaxation is who you are. — Buddhist saying, from Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    กิจกรรมในชีวิตแบ่งได้เป็น 2 ประเภท:

    1. Should: สิ่งที่สังคมหรือคนอื่นคาดหวังจากเรา
    2. Want: สิ่งที่เราต้องการทำด้วยตัวเอง

    แม้ว่า should จะไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ถ้าเราให้เวลากับ should มากไป เราจะมีเวลาให้กับ want หรือทำตามความฝันความต้องการของตัวเองน้อยลง

    เราควรจะ balance ให้ดีกว่า เวลาไหนเราจะใช้ไปกับ should และเวลาไหนที่เราจะใช้ไปกับ want

    .

    ⏳ Lesson #3. Time

    Time is money. — Benjamin Franklin

    คำพูดที่เรามักได้ยินบ่อย ๆ คือ “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตจริง อย่างการที่เราใช้เวลา 8 ชั่วโมงในแต่ละวันแลกกับค่าตอบแทนทุก ๆ สิ้นเดือน

    แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเป็นมากกว่าเงิน เพราะในขณะที่เราหาเงินเพิ่มได้ เราหาเวลาเพิ่มไม่ได้

    เราแต่ละคนมีเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ และเวลาของเราน้อยลงเรื่อย ๆ

    เราจะต้องใช้เวลาที่อยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด

    .

    🤬 Lesson #4. Limited F*ck to Give

    And in the short amount of time between here and there, you have a limited amount of f*ck to give. — Mark Manson in The Subtle Art of Not Giving a F*ck

    เพราะเรามีเวลาจำกัด เราจะต้องเลือกว่า เราให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง

    เราควรจะให้เวลาไปสิ่งที่สำคัญกับเรา และคอยดูไม่ให้สิ่งที่เรา don’t give a f*ck เข้ามาแย่งเวลาชีวิตเราไป

    .

    🪦 Lesson #5. Death

    Were it not for the reality of death and our willingness to openly process it as a fact, we’d likely not cling to life at all. — Donald Miller in Hero on a Mission

    ชีวิตของเราไม่มีความหมาย

    แต่เพราะอย่างนั้น เราจะเติมความหมายอะไรให้ชีวิตก็ได้

    วิธีการที่เราจะหาความหมายของชีวิตได้ คือ การมองไปยังปลายทางชีวิต และถามตัวเองว่า ถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว เราอยากจะทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง? เราอยากจะให้คนที่ยังอยู่จดจำเรายังไง? เพื่อนและครอบครัวของเราจะพูดถึงเรายังไงในงานศพของเรา?

    เราอาจจะอยากทิ้งหนังสือไว้สักเล่ม หรือทิ้งเรื่องราวให้คนอื่นจดจำ คนที่ยังอยู่จะเล่าต่อ ๆ กันว่า เราเป็นคนขยัน คนฉลาด คนที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนที่ทุกคนรัก …

    คำตอบที่เราให้กับตัวเอง คือ เป้าหมายที่เรามองหาในชีวิต


    🏁 Group #2. Start

    ข้อคิดในกลุ่มที่ 2 พูดถึงการเริ่มต้นใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ และประกอบด้วย 4 ข้อคิด ได้แก่:

    1. Limiting belief
    2. Act
    3. One thing
    4. Eliminate

    .

    😶‍🌫️ Lesson #6. Limiting Belief

    Belief that you are limited might be holding you back from your biggest dreams as well—at least up until now. Jim Kwik in Limitless Expanded Edition

    ในบางครั้ง สิ่งเดียวที่รั้งเราเอาไว้ไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง คือ ความคิดความเชื่อของเรา

    ในบางครั้ง เราก็เป็นเหมือนช้างที่ยอมโดนล่ามไว้กับหมุดไม้เล็ก ๆ เพียงเพราะตอนเด็ก ๆ ที่ยังมีแรงไม่มากเรียนรู้ว่า ไม่สามารถดึงให้ตัวเองหลุดจากหมุดได้ และโตมายังไม่เคยลองให้รู้ว่า สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

    การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มได้จากการสำรวจความคิด หรือทดสอบความเชื่อ เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่เราทำได้และอะไรที่เราทำไม่ได้

    และเมื่อลองแล้ว เราอาจจะแปลกใจว่า เราสามารถทำได้มากกว่าที่เราคิด

    .

    👟 Lesson #7. Act

    Don’t be afraid to act. Be afraid of living a life that seems more like a resume than an adventure. — Noah Kagan in Million Dollar Weekend

    ถ้าเราอยากจะทำอะไร สิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มลงมือทำ

    เราไม่จำเป็นต้องพร้อม 100% เพื่อจะเริ่มทำอะไร

    ถ้าเราอยากเปิดธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนหลักล้าน แต่เริ่มจากเปิด Facebook page เพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราสามารถทำได้ในทันที

    แล้ว momentum ของการเริ่มต้นจะพาเราไปเอง

    .

    👆 Lesson #8. One Thing

    The key is over time. Success is built sequentially. It’s one thing at a time. — Gary Keller & Jay Papasan in The One Thing

    ข้อคิดนี้มาจากหนังสือ The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านจบในปีนี้ และจุดประกายให้อ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ตามมา

    ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า ถ้าจะประสบความสำเร็จได้ เราจะทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

    แต่จริง ๆ แล้ว เราแค่ต้องทำทีละอย่างที่ตอบโจทย์ปลายทางเท่านั้น

    การทำแค่สิ่งเดียวแต่ตอบโจทย์เป็นเหมือนการล้ม domino เราสามารถล้ม domino ที่มีขนาดเท่าหอ Eiffel บ้านได้ด้วย domino แรกที่มีขนาดเล็กกว่านิ้วมือได้:

    Adapted from The One Thing (with AI).

    เราไม่จำเป็นต้องทำหลายอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมายของเรา

    เราแค่ต้อง 1 สิ่งที่ตอบโจทย์เท่านั้น

    .

    🙅‍♂️ Lesson #9. Eliminate

    There is tremendous freedom in learning that we can eliminate the nonessentials, that are no longer controlled by other people’s agenda, and that we get to choose. — Greg McKeown in Essentialism

    เมื่อเราแค่ต้องโฟกัสอย่างเดียวเพื่อไปถึงเป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ คือ การกำจัดสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

    ถ้าไม่กำจัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากชีวิต จะทำให้เราสูญเสียพลังงานที่เราต้องใช้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ เพราะทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน

    ถ้าเราใช้เวลาไปกับการทำงาน เราจะมีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง ถ้าเราใช้เวลาไปกับการเที่ยว เราจะมีเวลาที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตน้อยลง

    ในทางกลับกัน ถ้าเรา say no ให้กับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสำคัญกับชีวิตแล้ว เราจะมีพลังที่จะไปถึงเป้าหมายมากขึ้น และทำให้เราไปถึงฝั่งฝันได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น:

    Adapted from Essentialism (with AI).

    ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือ say yes กับสิ่งที่ใช่ และ say no กับสิ่งที่ไม่ใช่


    🚀 Group #3. Upgrade

    ข้อคิดในกลุ่มที่ 3 พูดถึงแนวทางในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่:

    1. Read
    2. Write
    3. Generalist
    4. Fail

    .

    📖 Lesson #10. Read

    One of the reasons I’ve amassed a large library of books over the years is because books are great go-to resource. — Gary Keller & Jay Papasan in The One Thing

    หนังสือเป็นแหล่งความรู้ชั้นดี ซึ่งผมได้เห็นด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือทั้ง 16 เล่มในปีนี้ และดังนั้น เราควรจะอ่านหนังสือให้เยอะ เพราะการอ่านหมายถึงการได้เพิ่มความรู้ให้ตัวเองเรื่อย ๆ

    ในเรื่องการอ่าน ผมชอบข้อคิด 4 ข้อนี้จาก The Almanack of Naval Ravikant:

    1. How to start reading: สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน ให้เริ่มอ่านจากสิ่งที่ตัวเองชอบ และอ่านจนกว่าจะชอบการอ่าน
    2. Be selective: เลือกอ่านในสิ่งที่ดี เพราะเราคือสิ่งที่เราอ่าน
    3. Start with basics: อ่านหนังสือที่ปูความคิดพื้นฐาน (เช่น เลขคณิต ฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์) เพราะต่อยอดให้เราทำความเข้าใจความที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
    4. Completion not required: ไม่จำเป็นต้องอ่านจบทั้งเล่ม เมื่ออ่านแล้วได้ความรู้ใหม่ ๆ เราสามารถสลับไปอ่านเล่มอื่นต่อได้

    และ 3 เทคนิคการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพจาก Limitless Expanded Edition:

    1. No verbalisation: งดอ่านออกเสียงในหัว เพราะการออกเสียงจะทำให้เราอ่านได้ช้าลง
    2. Trace the passage: ใช้นิ้วไล่ตามข้อความที่อ่าน เพื่อช่วยให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่กำลังอ่าน
    3. Lumping: ฝึกอ่านหลาย ๆ คำพร้อมกัน เพื่อทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้น

    .

    🖋️ Lesson #11. Write

    Writing helps you learn faster, generate insights, and deepen your ideas. — João Batalheiro Ferreira in Writing Is Not Magic, It’s Design

    การเขียนไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือช่วยคิดอีกด้วย

    การคิดและการเขียนเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกในบางครั้ง เพราะถ้าเราจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดเรียบเรียงให้ดีขึ้น แต่ในบางครั้ง เราจะคิดได้ดีก็ต่อเมื่อเราเขียนออกมาและได้เห็นความคิดของตัวเอง

    เมื่อเป็นแบบนี้ การเขียนก็เป็นเหมือน extension ของการคิด และยิ่งเราเขียน เราก็จะยิ่งได้ฝึกพัฒนาความคิดของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

    .

    🦆 Lesson #12. Generalist

    Imagine yourself with a magic lamp … This genie only has two options … Option 1: You can be a genius—a world-class genius. Option 2: You can get to “Doable Greatness.” You can be 7/10 in six, seven, or maybe ten different areas of your life … Genius would give you one option. — Sean D’Souza in Suddenly Talented

    เราควรจะทำตัวให้เป็น generalist ที่อาจจะไม่เก่งสุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ทำได้หลายอย่าง มากกว่า specialist ที่เก่งด้านใดเก่งหนึ่ง

    ข้อดีของการเป็น generalist มีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน ได้แก่:

    1. Adaptive: ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ่อยและไม่รู้ว่าทักษะไหนจะเป็นที่ต้องการในวันพรุ่งนี้ การมีทักษะหลาย ๆ อย่าง มากกว่าการเก่งด้านเดียว จะช่วยให้เราอยู่รอดได้มากกว่า
    2. Skill stacking: เราสามารถผสมความสามารถหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ถ้าเรามีความรู้ software engineering เราอาจจะออกแบบ software เป็นอย่างเดียว แต่ถ้าเรามีความรู้ software engineering + UX design + marketing เราจะสามารถออกแบบ software ที่คนอยากใช้และเป็นที่ต้องการของตลาดได้

    การจะเป็น generalist ได้ เราแค่ต้องการพัฒนาทักษะให้ได้ 70–80% ซึ่งในระดับนี้ หลายคนก็อาจมองว่า เราเป็น talent ทั้ง ๆ ที่เราแค่ทำได้ดี (แต่ดีกว่าคนทั่วไป) เท่านั้น

    .

    😖 Lesson #13. Fail

    The reason why we struggle to get skilled isn’t because we keep making mistakes. Instead, the opposite is true: We don’t make enough mistakes. — Sean D’Souza in Suddenly Talented

    หลาย ๆ อย่าง เราเรียนรู้แต่หนังสือหรือห้องเรียนไม่ได้ แต่ได้จากลงมือทำและเรียนรู้ความผิดพลาด

    ในบางครั้ง ถ้าเรายังผิดพลาดน้อย แสดงว่าเรายังเรียนรู้ไม่พอ

    เราควรจะเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น

    เราสามารถเรียนรู้ได้จากความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่น


    ⚒️ Group #4. Business & Work

    กลุ่มสุดท้ายมีอยู่ 4 ข้อคิดซึ่งเกี่ยวกับการทำธุรกิจและการทำงาน:

    1. Business should be fun
    2. Marketing is about relationship
    3. Self as a product
    4. Money as a life goal

    .

    👔 Lesson #14. Business Should Be Fun

    To me, creating businesses is play. I create businesses because it’s fun. — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    ถ้าทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดหรือน่าเบื่อ

    นอกจากจะทำธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาและส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้กับโลก ธุรกิจควรเป็นพื้นที่ให้เราได้เล่น ได้ทดลอง ได้เรียนรู้ เป็นพื้นที่ให้เราได้เติบโต

    .

    🛒 Lesson #15. Marketing Is About Relationship

    The key to marketing—and sales for that matter—is to invite the customer on a journey at the pace of a natural, healthy relationship. — Donald Miller in Marketing Made Simple

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียน marketing มาก่อนจนกระทั่งได้อ่านหนังสือ marketing อย่าง Marketing Made Simple และ How to Grow Your Small Business

    ก่อนอ่านหนังสือ ผมมองว่า marketing เป็นการออกแบบกลยุทธ์จูงใจให้คนซื้อของ ซึ่งดูเป็นเรื่องซับซ้อน

    แต่จริง ๆ แล้ว แก่นหลักของ marketing คือ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าแล้ว การซื้อของก็จะเป็นผลพลอยได้ตามมาเอง

    .

    🛍️ Lesson #16. Self as a Product

    Value-driven professionals see themselves as an economic product on the open market … — Donald Miller in Business Made Simple

    และ

    Productize yourself — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    Asset ที่มีค่ามากที่สุด ไม่ใช่ทองหรือหุ้นที่เรามี แต่คือตัวเราเอง เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีความรู้ความสามารถ หรือความเป็นตัวตนของเรา

    เราควรจะมองตัวเองเป็นเหมือน product ที่วางขายในตลาด นั่นคือ:

    1. Develop yourself: เราควรจะดูแลตัวเองให้ดี และคอยพัฒนาตัวเองให้ทันกับความต้องการของโลก เหมือนกับ product ที่มีการอัปเกรดใหม่ทุกปี
    2. Make yourself known: ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก เพราะไม่ว่า product จะดีขนาดไหน ก็อาจไม่มีคนซื้อถ้าไม่มีใครรู้จัก
    3. Deliver value: พยายามส่งมอบคุณค่าที่เกิดความคาดหมายให้กับคนอื่น เพื่อให้คนอื่นเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเรา

    .

    💰 Lesson #17. Money as a Life Goal

    Money buys you freedom in the material world. It’s not going to make you happy … — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

    เงินเป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางความสุขได้ เช่น แก้ปัญหาหนี้สิน หรือปัญหาปากท้องให้กับเรา แต่ไม่สามารถซื้อความสุขให้กับเราได้

    เงินอาจไม่ใช่เป้าหมายปลายทางที่เรามองหา จริงอยู่ว่าเราอาจต้องการเงิน แต่เมื่อเราได้มาแล้ว เราอาจจะพบว่า ชีวิตยังขาดบางอย่างไป เราจะต้องหาให้เจอว่าสิ่งที่เรามองหาจริง ๆ แล้วคืออะไร


    💪 Summary

    ในบทความนี้ ผมสรุป 17 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ 16 เล่มที่อ่านในปีนี้:

    Group #1. Life & death:

    1. Freedom: อิสระในการเลือกมีอยู่ในตัวเรา และเราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้
    2. Should vs want: เราควรจะ balance สิ่งที่คนอื่นคาดหวังกับสิ่งที่เราอยากทำ
    3. Time: เวลามีค่ามากกว่าเงิน และเราควรใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุด
    4. Limited f*ck to give: เราควรจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญ และป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่สำคัญเข้ามาแย่งเวลาของเราไป
    5. Death: ใช้ปลายทางของชีวิตเพื่อช่วยเราหาความหมายในชีวิต

    Group #2. Start:

    1. Limiting belief: บางครั้ง สิ่งเดียวที่ขวางกันเรากับความฝัน คือ ความเชื่อ
    2. Act: ถ้าอยากทำอะไร แค่ต้องเริ่มลงมือทำ
    3. One thing: ทำแค่ 1 สิ่งที่ตอบโจทย์ ไม่ต้องทำทุกอย่าง
    4. Eliminate: say no กับสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ และ say yes กับสิ่งที่ใช่

    Group #3. Upgrade:

    1. Read: อ่านให้เยอะ เลือกสิ่งที่อ่านให้ดี
    2. Write: ฝึกการคิดด้วยการเขียน
    3. Generalist: เป็นคนเก่งหลายด้านดีกว่าเก่งแค่ด้านเดียว
    4. Fail: เรียนรู้จากความผิดพลาด

    Group #4. Business and work:

    1. Business should be fun: ธุรกิจควรเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้และเติบโตของเรา
    2. Marketing is about relationship: แก่นของ marketing เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ไม่ใช่การขายของ
    3. Self as a product: มองตัวเองให้เป็น product ที่วางขายบนตลาด—ค่อยพัฒนาตัวเอง ทำตัวให้เป็นที่รู้จัก และส่งมอบคุณค่าเกินความคาดหมายให้กับโลก
    4. Money as a life goal: เงินอาจไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตอย่างที่เราคิด

    😂 Too Long; Didn’t Read

    สำหรับคนที่ชอบอ่านสรุปหนังสือ สามารถอ่านสรุปหนังสือได้ตาม links ด้านล่าง:

  • Building Wealth: สรุป 5 กลุ่มแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) อย่างยั่งยืน จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson — What Is Wealth, How to Build Wealth, What to Build Wealth With, Why Seek Wealth, และข้อคิดอื่น ๆ

    Building Wealth: สรุป 5 กลุ่มแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) อย่างยั่งยืน จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson — What Is Wealth, How to Build Wealth, What to Build Wealth With, Why Seek Wealth, และข้อคิดอื่น ๆ

    Naval Ravikant เป็นนักลงทุนชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทอย่าง Uber, Foursquare, และ Twitter (X) และเป็น CEO ของ AngelList บริษัทที่เชื่อม startup กับ angel investor

    หนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson รวบรวมข้อคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่ง (wealth) และความสุข (happiness) ผ่านการสัมภาษณ์และ tweet ของ Naval

    ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหา Building Wealth ซึ่งเป็นบทแรกจาก 5 บทในหนังสือ และพูดถึงเรื่องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

    บทความนี้แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่:

    1. Intro to wealth
    2. How to build wealth right
    3. What to build wealth with
    4. Why seek wealth?
    5. Additional tips on life of wealth

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant บน Amazon

    1. 🏦 1. Intro to Wealth
    2. 😎 2. How to Build Wealth Right
      1. 🎁 2.1 Productise Yourself
      2. 🧠 2.2 Earn With Mind, Not Time
      3. 🎲 2.3 Luck
    3. 🏗️ 3. What to Build Wealth With
      1. ⚡ 3.1 Specific Knowledge
      2. 🧰 3.2 Leverage
      3. 🫡 3.3 Accountability
      4. 🏪 3.4 Equity
      5. 🪙 3.5 Compound Interest
    4. 🕊️ 4. Why Seek Wealth?
    5. 💡 5. Additional Tips on Life of Wealth
      1. ⌚ 5.1 Value Your Time
      2. 🚨 5.2 Avoid Ruin
      3. 🏆 5.3 Early Success
    6. 💰 Summary
    7. 🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    🏦 1. Intro to Wealth

    Seek wealth, not money or status.

    — Naval Ravikant

    เราควรมองหา wealth ไม่ใช่ money หรือ status

    • Wealth = asset ที่สร้างรายได้ให้เราในขณะที่กำลังหลับ
    • Money = สื่อที่เราใช้เคลื่อนย้าย wealth
    • Status = สถานะทางสังคมที่บอกว่า เราอยู่สูงหรือต่ำขนาดไหน

    Why not money?

    Money สร้างความสุขให้เราไม่ได้ สิ่งเดียวที่ money แก้ได้ คือ ช่วยจัดการอุปสรรคที่ขัดขวางเส้นทางสู่ความสุขของเรา

    Money ทำให้เรามีกินมีใช้และสามารถใช้จ่ายในสิ่งที่เราต้องการได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ใช่ความสุขที่เราตามหา

    Why not status?

    การต่อสู้เพื่อ status (อย่างการเล่นการเมือง) เป็น zero-sum game นั่นคือ ต้องมีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ (-1, +1) ทำให้ในภาพรวม ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

    ความสัมพันธ์ที่ดีควรเป็น win-win ที่ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

    Why wealth?

    Wealth สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ในระยะยาว เพราะ wealth สามารถทำรายได้ให้กับเราแม้ในขณะที่เรากำลังหลับ

    เราควรมองหา wealth เช่น โรงงาน ธุรกิจ หนังสือ โค้ด มากกว่า money และ status


    😎 2. How to Build Wealth Right

    แนวทางการสร้าง wealth อย่างยั่งยืนมีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่:

    1. Productise yourself
    2. Earn with mind, not time
    3. Luck

    .

    🎁 2.1 Productise Yourself

    Productize Yourself

    — Naval Ravikant

    Productise yourself หมายถึง การพัฒนาตัวให้เป็น product ที่เป็นที่ต้องการของสังคม

    เราจะ productise ตัวเองได้สำเร็จเมื่อเราสามารถสร้างสิ่งที่:

    1. มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (unique/authentic)
    2. เป็นสิ่งที่สังคมต้องการ แต่ไม่รู้จะหามาได้ยังไง (เพราะถ้าหาได้ สังคมจะไม่ต้องการเรา)

    เมื่อเราสามารถทำ 2 อย่างนี้ได้ สังคมก็จะตอบแทนเรา (ด้วยเงิน)

    .

    🧠 2.2 Earn With Mind, Not Time

    Earn with your mind, not your time.

    — Naval Ravikant

    เราควรหารายได้ด้วยความคิด (mind) ไม่ใช่เวลา (time)

    เวลาเป็น resource ที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่สามารถหาเพิ่มได้ ถ้าเราผูกติดรายได้กับเวลา เราจะไม่มีทางมีอิสระทางการเงิน

    การผูกรายได้กับเวลา หมายถึง เราจะต้องใช้เวลาแลกกับรายได้ และเราจะไม่มีรายได้ถ้าเราไม่มีเวลา

    เช่น เราจะได้เงินเดือนก็ต่อเมื่อเราทำงานครบ 1 เดือน และถ้าเดือนนั้นเราขาดงาน รายได้ของเราก็จะหายไป 1 เดือน

    Time -> Money
    Time -> Money

    หนทางในการสร้างความมั่นคง คือ เราจะต้องแยกรายได้ออกจากเวลา และหารายได้จากความคิด ไม่ใช่เวลา

    Time Mind -> Money

    ในขณะที่เวลามีอยู่อย่างจำกัด ความคิดของเราไม่มีที่สิ้นสุด และเราสามารถพัฒนาความคิดของเราให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ ซึ่งทำให้เราสามารถหารายได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ได้

    เมื่อเราหารายได้ด้วยความคิด ไม่ใช่เวลา รายได้ของเราจะไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป

    Earn with your mind, not your time (source: The Almanack of Naval Ravikant)

    .

    🎲 2.3 Luck

    You put yourself in a position to capitalize on luck or to attract luck when nobody else created the opportunity for themselves.

    — Naval Ravikant

    Luck เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และถ้าเราอยากสร้าง wealth อย่างมั่นคง เราควรตัด luck ออกจากสมการของเรา

    Naval มองว่า luck มีอยู่ 4 ประเภท:

    1. Blind luck: luck ที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ เช่น ถูกหวย
    2. Luck from persistence: luck ที่เกิดจากความเพียร เราจะพบ luck ประเภทนี้ได้เมื่อเราทำงานหนักหรือใส่ความพยายามไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน
    3. Luck from spotting: luck ที่เกิดจากการที่เราพัฒนาทักษะในการสังเกตเห็นโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต ทำให้เราพบเจอ luck ได้มากกว่าคนอื่น
    4. Luck that finds you: luck ที่เข้ามาหาเราเองเพราะเราพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ต้องการของสังคม (productise yourself)

    Luck ประเภทสุดท้ายเป็น luck ที่คาดเดาได้มากที่สุด เพราะเป็น luck ที่เกิดจากตัวเองเรา

    ถ้าเราอยากสร้าง wealth เราควรตัด luck ออกจากสมการโดยการพัฒนาตัวเองจน luck วิ่งเข้ามาหาเราเอง


    🏗️ 3. What to Build Wealth With

    สิ่งที่เราควรมีเพื่อสร้าง wealth อย่างยั่งยืนมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่:

    1. Specific knowledge
    2. Leverage
    3. Accountability
    4. Equity
    5. Compound interest

    .

    ⚡ 3.1 Specific Knowledge

    No one can compete with you on being you.

    — Naval Ravikant

    Specific knowledge คือ ความรู้/ความสามารถเฉพาะตัว

    Specific knowledge เป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น และทำให้เราสามารถสร้างสิ่งที่สังคมต้องการแต่ยังไม่รู้ว่าจะหามาได้ยังไง เพราะสิ่งนั้นมีแต่เราที่รู้/ทำได้

    Specific knowledge เกิดมาจาก 3 ส่วน ได้แก่:

    1. Innate trait: ลักษณะที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด
    2. Passion: ความชอบ/ความหลงใหล
    3. Experience: ประสบการณ์ชีวิต

    What’s your specific knowledge?

    แต่ละคนมี specific knowledge ที่ไม่เหมือนใคร เราสามารถสังเกต specific knowledge ของเราได้โดยมองหาสิ่งที่:

    • เราทำสำเร็จได้ง่าย ๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม
    • ดูเหมือนไม่ใช่ทักษะ แต่คนอื่นมองว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว
    • เรามองว่าเป็นงานอดิเรก เป็นการพักผ่อน แต่คนอื่นมองว่าเป็นงาน

    ยกตัวอย่าง เช่น:

    • ทักษะการขาย
    • ชอบเล่นเกม
    • ชอบอ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์
    • ทักษะนักสืบชีวิตที่ทำให้เรารู้เรื่องราวของคนรอบข้างได้หมด แม้จะไม่เคยมีใครบอกอะไรกับเราเลย

    How to develop your specific knowledge?

    เราสามารถพัฒนา specific knowledge ได้โดยทำตาม passion มากกว่าการทำตาม trend

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราชอบเล่นดนตรี เราควรฝึกเล่นดนตรี แทนที่จะเรียน machine learning ในยุคของ AI (เว้นว่า เราจะชอบ machine learning จริง ๆ)

    การทำตาม passion จะทำให้เราพัฒนา specific knowledge ได้ยั่งยืนกว่า เพราะในขณะที่คนอื่นล้มเลิกความพยายามไปตาม trend เราจะยังคงทำในสิ่งที่เรารักอยู่ ทำให้เราสั่งสมประสบการณ์การและความรู้ได้มากกว่าคนอื่น ๆ

    .

    🧰 3.2 Leverage

    Give me a lever long enough and a place to stand, and I will move the earth.

    — Archimedes

    Leverage คือ สิ่งที่จะขยาย impact ของเรา

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสัดส่วนระหว่างความพยายามและผลลัพธ์อยู่ที่ 1:1, leverage สามารถทำให้สัดส่วนนี้กลายเป็น 1:2, 1:5, 1:10, 1:1,000, 1:10,000 ได้

    Leverage มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่:

    1. Labour
    2. Capital
    3. Product with no marginal cost of replication

    Labour หรือแรงงานเป็น leverage ที่เก่าแก่ที่สุด แต่ใช้งานยาก เพราะเราต้องมี leadership skill ที่ดี

    Capital หรือเงินทุน เป็น leverage ที่ scale ได้ดี แต่จัดการได้ยาก แต่ใครที่ทำได้จะได้แต้มต่อจากคนอื่นมาก

    Leverage ประเภทสุดท้าย คือ product with no marginal cost of replication

    ในขณะที่ labour และ capital เป็น permission-based leverage เพราะเราจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากคนอื่น product with no marginal cost of replication เป็น permissionless leverage เพราะเราสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากใคร

    Product with no marginal cost of replication คือ สิ่งที่เราสามารถสร้างเพิ่มได้โดยใช้ต้นทุนแทบเป็น 0 เช่น:

    • หนังสือ
    • เพลง
    • โค้ด
    • YouTube video

    ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึง product with no marginal cost of replication ทุกคนสามารถสร้าง video และ copy ไปโพสต์ตาม platform ต่าง ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท และทำให้ตัวเองให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ในชั่วข้ามคืนได้

    ถ้าอยากจะสร้างความมั่งคั่ง เราควรจะมี leverage ซึ่ง leverage ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือ product with no marginal cost of replication

    .

    🫡 3.3 Accountability

    Clear accountability is important. Without accountability, you don’t have incentives.

    — Naval Ravikant

    Accountability หมายถึง ความรับผิดชอบในงานที่ทำ

    Accountability เป็นสิ่งที่มีความเสี่ยง เพราะถ้าสิ่งที่เราทำสำเร็จ เราก็สามารถรับความดีความชอบได้ ในทางกลับกัน ถ้าสิ่งที่เราทำล้มเหลว เราก็ต้องรับผิดชอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

    แม้จะมีความเสี่ยง แต่เราควรมี accountability ถ้าเราอยากสร้าง wealth เพราะเมื่อเรามี accountability เราก็จะมี credibility ซึ่งทำให้เราสามารถหา leverage อย่าง labour และ capital ได้ขึ้น

    นอกจากนี้ Naval มองว่า accountability ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนส่วนใหญ่จะให้อภัยเราถ้าเราทำผิดพลาด แต่แสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจพร้อมความพยายามที่จะแก้ไขให้ดีขึ้น

    ถ้าเราต้องการสร้าง wealth เราควรมี accountability ในสิ่งที่เราทำ

    .

    🏪 3.4 Equity

    You must own equity—a piece of a business—to gain your financial freedom.

    — Naval Ravikant

    นอกจาก specific knowledge, leverage, และ accountability แล้ว ถ้าเราต้องการจะสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน เราจะควรมี equity ด้วย

    Equity เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ (ownership) ใน asset ที่สามารถสร้างรายได้ได้ เช่น:

    • product ต่าง ๆ
    • สินทรัพย์ทางปัญญา
    • ธุรกิจ

    ถ้าเราไม่มี ownership, ความพยายามและผลลัพธ์ที่เราได้จะอยู่ในสัดส่วนที่ 1:1 แต่ถ้ามี equity แล้ว เราจะสามารถเปลี่ยนสัดส่วนให้มากขึ้นได้

    ยกตัวอย่างเช่น คุณหมอที่ทำงานโรงพยาบาล แม้จะได้รับค่าตอบแทนสูง แต่รายได้ของคุณหมอขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ไปกับการทำงาน และถ้าคุณหมอหยุดงาน หมอก็จะไม่มีรายได้เข้ามา

    ในทางกลับกัน ถ้าคุณหมอเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง คุณหมอสามารถมีรายได้เท่าเดิมหรือมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง เพราะคลินิกที่มีทั้งบุคลากร เงินทุน และ software (leverage ทั้ง 3 ประเภท) จะสร้างรายได้ให้กับคุณหมอ แม้ในขณะที่คุณหมอกำลังหลับ

    .

    🪙 3.5 Compound Interest

    The combination of those over a long period of time with the magic of compound interest will make you wealthy.

    — Naval Ravikant

    สุดท้าย สิ่งที่เราต้องการเพื่อสร้างความมั่งคั่ง คือ เวลา

    ความสำเร็จไม่ได้ถูกสร้างชั่วข้ามคืน แม้แต่ Naval เองที่ประสบความสำเร็จทั้งทางทรัพย์สินเงินทองและสังคม ก็ใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้างขึ้นมา

    เวลาอยู่ข้างเรา ถ้าเราโฟกัสได้ถูกจุด

    99% vs 1%

    99% ของสิ่งที่เราทำเป็นความพยายามที่เสียเปล่า

    ยกตัวอย่างเช่น เราใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตไปกับการเรียน การอ่านหนังสือ การสอบที่ทำให้เราได้ความรู้ที่สุดท้ายเราไม่ได้นำมาใช้จริง

    มีเพียง 1% ของความพยายามทั้งหมดของเราที่จะให้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

    เราจะต้องใช้ความพยายาม 99% เพื่อหา 1% นี้ให้เจอ และเมื่อเจอแล้วให้เราทุ่มสุดตัวไปกับ 1% ที่ว่า เพราะ 1% นี้เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในชีวิตของเรา

    เมื่อเราลงทุนไปกับสิ่งที่ใช่แล้ว เราเพียงแต่ต้องอดทนและปล่อยให้เวลาทำงาน

    Compound interest in life

    Compound interest เป็นแนวคิดทางการเงินที่ไม่ได้ใช้ได้กับการเงิน แต่ใช้กับด้านอื่น ๆ ของชีวิตอีกด้วย

    Compound interest คือ การที่เราได้ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะในแต่ละปี เงินต้นของเราจะเท่ากับเงินต้น + ดอกเบี้ย ทำให้ดอกเบี้ยในแต่ละปีจะคิดต่อยอดจากดอกเบี้ยปีก่อน ๆ ด้วย

    Compound interest สามารถปรับใช้กับด้านต่าง ๆ ของชีวิตได้ เช่น ความสัมพันธ์

    การที่เราจะไว้ใจสักคนไม่ได้เกิดจากความประทับใจครั้งแรก แต่เกิดการสั่งสมของการแลกเปลี่ยนความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเรายิ่งใช้เวลากับใครได้นาน เราก็จะยิ่งไว้ใจคนคนนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

    การสร้าง wealth ก็เช่นกัน เมื่อเราลงทุนได้ถูกจุดแล้ว เราก็พร้อมให้ wealth สั่งสมตัวเอง และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็จะมี wealth อย่างที่เราต้องการ


    🕊️ 4. Why Seek Wealth?

    When you’re finally wealthy, you’ll realize it wasn’t what you were seeking in the first place.

    — Naval Ravikant

    ถึงตอนนี้ เราได้เห็นแนวคิดและวิธีการสร้าง wealth แล้ว แต่เรายังไม่ได้ตอบคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องการ wealth?

    แต่ละคนอาจมีเป้าหมายในการมองหา wealth ไม่เหมือนกัน แต่ Naval เชื่อว่า เราตามหา wealth เพื่อ freedom

    Freedom ในมุมมองของ Naval คือ อิสระในทุก ๆ ด้าน เช่น:

    • อิสระในการเลือก: สามารถเลือกทำในสิ่งที่ต้องการ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการได้
    • อิสระในทางการเงิน: สามารถใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการได้
    • อิสระทางอารมณ์: ไม่ต้องมีความรู้สึกที่ทำลายความสงบทางจิตใจ

    Freedom เป็นเป้าหมายปลายทาง และ wealth เป็นเพียงทางที่จะนำเราไปสู่ freedom

    ตราบใดที่ wealth ยังสร้าง freedom ให้เรา wealth คือทางออก

    แต่เมื่อไรที่ wealth ขัดขวาง freedom ของเรา wealth คือปัญหา


    💡 5. Additional Tips on Life of Wealth

    3 คำแนะนำเพิ่มเติมจาก Naval เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่ง:

    1. Value your time
    2. Avoid ruin
    3. Early success

    .

    ⌚ 5.1 Value Your Time

    Value your time at an hourly rate, and ruthlessly spend to save time at that rate.

    — Naval Ravikant

    เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของเรา และเราควรจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด

    เทคนิคหนึ่งในการจัดการเวลา คือ กำหนด hourly rate

    Hourly rate คือ ราคาค่าตัวต่อชั่วโมงของเรา เราควรตั้ง hourly rate ให้สูงจนน่าตกใจเพื่อที่:

    1. เราจะมีแรงผลักที่จะมุ่งไปข้างหน้า
    2. เราจะรู้จักใช้เวลาอย่างคุ้มค่า

    ยกตัวอย่างเช่น เราตั้ง hourly rate ไว้ที่ 5,000 บาท และถ้าเรากำลังจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงไปกับการดู Netflix แสดงว่า เรากำลังจะเสียเงิน 5,000 บาทไปฟรี ๆ เพราะในเวลา 1 ชั่วโมง เราสามารถทำกิจกรรมอื่นที่อาจสร้างรายได้ 5,000 บาทได้

    การตั้ง hourly rate จะช่วยให้เราคำนึงถึงเวลาในการตัดสินใจต่าง ๆ ของเรา และทำให้เราใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด

    .

    🚨 5.2 Avoid Ruin

    The one thing you have to avoid is the risk of ruin.

    — Naval Ravikant

    เราควรหลีกเลี่ยง ruin หรือสิ่งที่จะทำลายชีวิตของเรา เช่น:

    1. Jail: ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ไม่มีอะไรที่คุ้มค่าพอจะให้เราเข้าไปนอนในคุก
    2. Catastrophic loss: หลีกเลี่ยงการสูญเสียแบบหมดตัว เช่น การเล่นพนัน
    3. Physical danger: อันตรายต่อร่างกายและสุขภาพ

    .

    🏆 5.3 Early Success

    Some of the most successful people I’ve seen in Silicon Valley had breakouts very early in their career.

    — Naval Ravikant

    ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จในชีวิต เราควรจะหาความสำเร็จตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้านานไป เราจะเริ่มหาความสำเร็จได้ยากขึ้น

    สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิต Naval แนะนำให้ตัดสินใจ 3 อย่างนี้ให้ดี:

    1. Where: เราจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน สถานที่ที่เราอยู่จะส่งผลต่อแนวทางและเส้นทางชีวิตของเรา
    2. Who: เราจะใช้เวลาไปกับใคร หรือใครที่เราจะมีความสัมพันธ์ด้วย
    3. What: เราจะทำอะไร เช่น จะทำงานอะไร

    เราควรคิดถึง 3 เรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนและใน timeframe ระยะยาว เช่น:

    1. Where: จะใช้ชีวิตในเมืองไหน 10 ปี?
    2. Who: จะคบกับใครไปทั้งชีวิต?
    3. What: จะทำงานเดิมกี่ปี 3 ปี? 5 ปี?

    เราควรวางแผนทั้ง 3 สิ่งนี้ให้ดี เพราะการตัดสินใจนี้จะกำหนดเส้นทางชีวิตที่เหลือของเรา


    💰 Summary

    ในบทความนี้ เราสรุปแนวคิดในการสร้าง wealth ในหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

    Intro to wealth: wealth คืออะไร?

    1. Seek wealth, not money or status: ตามมา wealth ไม่ใช่ money หรือ status. Wealth คือ asset ที่สร้างรายได้ให้เราในขณะที่เราหลับ ในขณะที่ money คือ สื่อในการเคลื่อนย้าย wealth และ status คือ สถานะทางสังคมของเรา

    How to build wealth right: แนวทางในการสร้าง wealth อย่างยั่งยืน

    1. Productise yourself: สร้างสิ่งที่สังคมต้องการ แต่ยังไม่รู้ว่าจะหามาได้ยังไง
    2. Earn with mind, not time: สร้างรายได้ผ่านความคิด ไม่ใช่เวลา
    3. Luck: ตัด luck ออกจากสมการสร้าง wealth ด้วยการพัฒนาตัวเองจน luck เข้ามาหาเอง

    What to build wealth with: สิ่งที่เราควรมีเพื่อสร้าง wealth อย่างยั่งยืน

    1. Specific knowledge: ความรู้/ความสามารถเฉพาะตัว
    2. Leverage: สิ่งที่จะขยาย impact ของสิ่งที่เราทำ
    3. Accountability: ความรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ
    4. Equity: ownership ใน asset ที่ช่วยสร้างรายได้ในขณะที่เราหลับ
    5. Compound interest: เวลา

    Why seek wealth?

    1. Freedom: เราตามหา wealth เพื่อ freedom ในชีวิต

    Additional tips: ข้อคิดเพิ่มเติมในการสร้าง wealth

    1. Value your time: กำหนด hourly rate เพื่อรู้จักใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
    2. Avoid ruin: หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำลายชีวิต เช่น jail, catastrophic loss, และ physical danger
    3. Early success: เริ่มตามหาความสำเร็จแต่เนิ่น ๆ และตัดสินใจในเรื่องที่อยู่ ความสัมพันธ์ และสิ่งที่เราจะทำให้ดี

    🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    สำหรับคนที่สนใจเนื้อหาของหนังสือและอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถซื้อหนังสือได้ตาม link ด้านล่าง:

    Note: ใครที่สนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษแบบ e-book หรือ PDF สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ navalmanack.com

  • The Brain Audit Recap: สรุป 3 กลุ่มประเด็น จากงาน The Brain Audit โดย DataRockie ft. Sean D’Souza: วิธีเอาตัวรอดในยุคใหม่ เคล็ดลับ marketing ที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ และ Q&A

    The Brain Audit Recap: สรุป 3 กลุ่มประเด็น จากงาน The Brain Audit โดย DataRockie ft. Sean D’Souza: วิธีเอาตัวรอดในยุคใหม่ เคล็ดลับ marketing ที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ และ Q&A

    ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาจาก The Brain Audit ซึ่งเป็น event พิเศษที่พี่ทอย DataRockie จัดขึ้นร่วมกับ Sean D’Souza เจ้าของ one person business “Psychotactics” ซึ่งสอนทักษะทางธุรกิจ เช่น marketing และ copywriting

    Event นี้ประกอบด้วย 3 sessions:

    1. Survive: แนวคิดในการเอาตัวรอดของคนทำงานในยุคนี้ โดย พี่ทอย
    2. Brain Audit: เคล็ดลับการทำ marketing ให้ลูกค้าซื้อ ซึ่งเป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Brain Audit โดย Sean
    3. Q&A: session ถามตอบระหว่าง Sean พี่ทอย และผู้เข้าร่วม

    เราไปดูสรุปเนื้อหาในแต่ละ session กัน


    1. ⚔️ Part 1. Survive (P’Toy)
      1. 🎁 1. Productise Yourself
      2. 🦆 2. Be a Generalist
    2. 🧠 Part 2. Brain Audit (Sean D’Souza)
      1. 🧳 1. The Seven Bags Framework
      2. 🔫 2. Trigger
      3. 🎢 3. Keep the Attention
      4. 💬 4. Language
    3. 🤚 Part 3. Q&A (Sean, P’Toy, & the Audience)
    4. 🍩 Bonus
    5. 🤞 Additional Reading
    6. 📖 Expand Your Knowledge

    ⚔️ Part 1. Survive (P’Toy)

    P’Toy (left): ลงบทความทุกสัปดาห์จนพี่ทอยจำชื่อได้ 😆

    ในส่วนนี้ มีเนื้อหา 2 ประเด็นที่น่าสนใจ:

    1. Productise yourself
    2. Be a generalist

    .

    🎁 1. Productise Yourself

    เป้าหมาย คือ การพัฒนาตัวเอง, ไม่ใช่การหาเงิน

    Productise yourself เป็นแนวคิดในการประสบความสำเร็จของ Naval Ravikant ซึ่งหมายถึง การมองและทำตัวเองให้เป็น product ที่โลกต้องการ

    เช่นเดียวกับ product อย่างมือถือและ AI เราจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

    ถ้าเราอยากจะอยู่รอด เราควรจะยึดสิ่งนี้เป็นเป้าหมายหลักของเรา มากกว่าการหาเงินให้มากขึ้น

    แม้ในตอนแรกจะฟังดูขัดแย้งกัน แต่จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้สอดคล้องกับการเอาตัวรอดในยุคของ AI

    ตัวเรา (หรือจริง ๆ แล้ว คือ สมอง หรือ mind ของเรา) เป็น asset ที่มีค่ามากที่สุด ในการทำงานประจำ (หรืองานออฟฟิศ) เรากำลัง “ขาย” ความรู้และความสามารถที่เรามี ให้กับบริษัทหรือคนที่จ้างงานเรา สิ่งที่เราส่งมอบทำให้ลูกค้าของเราเติบโต และเราก็ได้เงินเป็นค่าตอบแทนกลับมา

    การทำงานแบบนี้ไม่ใช่โมเดลที่ยั่งยืน เพราะ:

    1. คนที่จ้างเราจะเลิกจ้างเราเมื่อไรก็ได้ โดยเฉพาะในยุค AI มีความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ
    2. และที่สำคัญกว่านั้น นอกจากความรู้และความสามารถแล้ว รายได้ของเรายังผูกอยู่กับเวลาที่เราใส่เข้าไป เราจะได้เงินเดือนก็ต่อเมื่อทำงานเต็ม 1 เดือน และถ้าเราหยุดงานในเดือนนั้นไป เราก็จะไม่ได้เงินเดือนมา

    โมเดลรายได้แบบงานประจำ:

    ✅ We + ✅ Time → ✅ Money

    ✅ We + ❌ Time → ❌ Money

    โมเดลทางรอดที่ดีกว่า คือ การใช้สมองของเราสร้าง creative artefact เช่น หนังสือ, โค้ด, วิดีโอ และ asset อื่น ๆ ที่สามารถส่งมอบคุณค่าให้กับโลกและสร้างรายได้ให้เราในระหว่างที่เราหลับ ซึ่งจะช่วยตัดเวลาออกจากสมการรายได้ของเรา:

    We → Creative artefact → Value → Money

    ในโมเดลนี้ ตัวเราเป็นต้นทางของทุกอย่าง ถ้าเราอยากจะได้สร้างรายได้ (money) มากขึ้น เราจะต้องส่งมอบคุณค่า (value) ที่ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงการสร้าง creative artefact ที่ดีขึ้น และตัวเราจะมีความรู้ความสามารถที่มากขึ้น

    เมื่อเรามีความรู้ความสามารถที่มากขึ้นแล้ว creative artefact ก็จะมีคุณภาพมากขึ้น สามารถส่งต่อคุณค่าได้ดีขึ้น และรายได้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

    ดังนั้น ถ้าเราอยากจะอยู่รอดในยุคนี้ เราควรจะโฟกัสกับการพัฒนาตัวเอง มากกว่าการหาเงินให้มากขึ้น เพราะเมื่อเราพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เงินก็จะตามมาเอง

    Better yourself, not money

    .

    🦆 2. Be a Generalist

    หนทาง คือ การเป็น "เป็ด"

    (Note: ในสรุปส่วนนี้ ผมได้ใส่ข้อมูลและความคิดเห็นเพิ่มเติมลงไปด้วย)

    Generalist คือ การทำตัวเองเป็น “เป็ด” หรือสามารถทำได้หลายอย่าง แต่อาจทำได้ไม่สุดสักอย่าง ซึ่งตรงข้ามกับ specialist หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถเฉพาะด้าน

    ก่อนวันงาน The Brain Audit ไม่กี่วัน CK Cheong ซึ่งเป็น CEO ของ Fastwork ออกมาแสดงความเห็นว่า ความต้องการคนที่เป็นเป็ดกำลังลดลง โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทุกคนมี AI ซึ่งเป็นเป็ดที่เก่งทุกด้านอยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว

    มุมมองของ CK Cheong ต่อการเป็น generalist (source: TNN Tech)

    ในมุมนี้ CK Cheong อาจมีส่วนที่สอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่บ้าง เพราะถ้าเราดูรายละเอียดประกาศรับสมัครงานต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่า บริษัทต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ไม่กี่ด้าน

    ยกตัวอย่างเช่น ประกาศงานตำแหน่ง Data Analyst ของ AIS ที่ต้องการคนที่ทักษะดังนี้:

    • ความรู้เลขและสถิติ
    • การเขียนโค้ดอย่าง SQL
    • เครื่องมือ analytics อย่าง Tableau
    • ความรู้เรื่อง big data
    • ความรู้เรื่อง cloud

    จะเห็นได้ว่า ทักษะที่ AIS ต้องการจำกัดวงอยู่แค่ data analyst คนที่มีความสามารถอื่น ๆ เช่น ตัดต่อวิดีโอ เล่นกีต้าร์ หรือวาดรูป อาจไม่ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่ทักษะที่จะช่วยบริษัทแก้ปัญหาได้ คนเหล่านี้จะยังถูกประเมินตามความสามารถในประกาศงาน และถ้าคนเหล่านี้เป็น “เป็ด” ตามนิยามของ CK Cheong คือ รู้กว้างแต่ไม่รู้ลึก ก็จะสู้คนที่เป็น specialist ที่รู้ลึกรู้จริงไม่ได้ และมีโอกาสได้งานน้อยกว่า specialist

    อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยกับพี่ทอยที่เป็น “pro generalist” ว่า การเป็น generalist ยังเป็นทางรอดสำหรับคนทำงานในยุคนี้

    จริงอยู่ว่า ผู้จ้างงานจะมองหา specialist เวลารับสมัครพนักงาน แต่ในมุมมองคนหางานแล้ว เราควรเป็น generalist ด้วยเหตุผล 3 ข้อ:

    ข้อที่ 1. Generalist มีตัวเลือกมากกว่า specialist

    ถ้าเราเก่งด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว หมายความว่า เราจะรับงานได้เฉพาะงานที่ตรงกับทักษะเดียวของเรา

    ในทางกลับกัน ถ้าเราทำเป็นหลายอย่าง แม้อาจจะไม่เก่งสุดในด้านในด้านหนึ่ง แต่เราก็จะมีตัวเลือกให้เราสมัครงานมากขึ้น

    ข้อ 2. Generalist ชนะใน long run

    แม้ว่า generalist มักจะแพ้ specialist ใน domain ของ specialist เอง (เช่น เขียนโค้ดสู้กับ programmer ไม่ได้) แต่ generalist จะชนะในอีกหลาย ๆ ด้าน เพราะแม้จะรู้ไม่สุด แต่ก็มีความรู้เพียงพอที่จะทำงานให้สำเร็จได้ (เช่น ตัดต่อวิดีโอได้ ทำให้สามารถสร้างเปิดช่อง YouTube ของตัวเองได้)

    ข้อที่ 3. Generalist is a niche

    ที่สำคัญที่สุด การเป็น generalist หมายถึง การสร้างแตกต่างให้กับตัวเอง เพราะเราสามารถ “stack” หรือผสมทักษะต่าง ๆ ที่เรามีอยู่หลากหลาย ให้เกิดเป็นผลงานที่ไม่มีใครเหมือน สร้างความแตกต่างให้กับตัวเรา ทำให้เราไม่ต้องแข่งขันกับใคร

    ยกตัวอย่างเช่น บุคคลที่ประสบความสำเร็จจาก skill stacking:

    • Scott Adams ที่ประสบความสำเร็จจากการ์ตูนตลกเสียดสีสังคมเรื่อง Dilbert ซึ่งเกิดการผสมทักษะการวาดรูป + ความรู้ธุรกิจ + อารมณ์ขัน
    • Dan Koe เจ้าของ one-person business ที่ประสบความสำเร็จจากการสร้าง content โดยผสมทักษะการเขียน + ปรัชญา + ความรู้ธุรกิจ
    • พี่ทอย เจ้าของ DataRockie School ที่เป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจและ generalist (ของแทร่ 555+) ซึ่งสร้างความสำเร็จด้วยการผสมทักษะ data + การเขียน + marketing + และอีกมากมาย
    • Sean D’Souza เจ้าของ Psychotactics ธุรกิจที่ทำด้วยตัวเองและประสบความสำเร็จมายาวนานต่อเนื่อง 25 ปี ด้วยการผสมทักษะวาดการ์ตูน + marketing + การเขียน

    ดังนั้น แม้ว่าสังคมอาจมีความต้องการ generalist น้อยลง แต่การเป็น generalist ยังคงเป็นทางเลือกในการอยู่รอดในปัจจุบัน


    🧠 Part 2. Brain Audit (Sean D’Souza)

    Sean D’Souza (right): ขอลายเซ็น Sean 3 ครั้งในวันเดียวจน Sean จำหน้าได้ 😂

    ในส่วนนี้ Sean มาแชร์ความรู้ในการทำ marketing ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเด็น ได้แก่:

    1. The Seven Bags Framework
    2. Trigger
    3. Keep the attention
    4. Language

    .

    🧳 1. The Seven Bags Framework

    ลูกค้าจะซื้อก็ต่อเมื่อได้ข้อมูลครบทุกใบ

    เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ คือ ลูกค้ายังมีข้อมูลไม่เพียงพอในการตัดสินใจ

    ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้ลูกค้าซื้อของ หน้าที่หลักของเรา คือ การให้ข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจกับลูกค้า ซึ่งเราสามารถทำได้โดยใช้ The Brain Audit framework ที่มี 7 ส่วน:

    1. Problem
    2. Solution
    3. Target profile
    4. Objection
    5. Testimonials
    6. Risk
    7. Uniqueness

    แต่ละส่วนเปรียบเหมือนกระเป๋าสีแดงบนสายพานในสนามบิน เราจะต้องเอากระเป๋าทั้ง 7 ใบออกมาให้ครบก่อนจะออกจากสนามบินได้ เช่นเดียวกัน เราจะต้องส่งข้อมูล 7 อย่างให้กับลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อได้

    Seven Red Bags

    ใน session, Sean พูดถึงกระเป๋า 3 ใบแรก ซึ่งเรียกรวมกันว่า trigger (สำหรับใบอื่น ๆ สามารถตามอ่านรายละเอียดกันได้ในหนังสือ The Brain Audit)

    .

    🔫 2. Trigger

    Trigger = Problem + Solution + Target profile

    Trigger คือ สิ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาสนใจเรา เพื่อที่เราจะสามารถส่งสารที่เหลือให้กับลูกค้าได้

    Trigger ประกอบด้วยกระเป๋า 3 ใบแรกในสายพานซึ่งได้แก่:

    1. Problem
    2. Solution
    3. Target profile

    ใบที่ 1. Problem หมายถึง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เช่น:

    • ขับรถเล่นอยู่ดี ๆ แล้วถูกตำรวจเรียกให้จอด
    • เดินเล่นอยู่ดี ๆ แล้วเหยียบ dog poop ที่น้องหมาทิ้งไว้
    • ใส่เสื้อสีขาวตัวใหม่ แต่มีอะไรหยดใส่เป็นรอย

    Problem เป็นภาษาของสมอง และเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าหันมาสนใจเรา สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักทำพลาด คือ พูดถึงคุณประโยชน์ของ product/service โดยไม่เริ่มจาก problem ซึ่งจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อไม่ได้ เพราะไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง product/service และตัวเอง

    ใบที่ 2. Solution คือ ประโยชน์ที่ product/service เราจะส่งมอบให้เพื่อแก้ปัญหาให้กับลูกค้า

    ใบที่ 3. Target profile คือ profile ของคนคนเดียวใน target audience ของเรา ซึ่งเราจะใช้เป็นต้นแบบในการสร้าง marketing message เพื่อสื่อสารกับลูกค้า

    นั่นคือ แทนที่เราจะเขียน marketing message เพื่อตอบโจทย์คนส่วนมาก เราจะสร้าง message ที่จะส่งถึงคนคนเดียว (target profile) ซึ่งเป็นคนที่มี problem และต้องการ solution ของเรา

    ถ้าเราเจอคนคนนั้นแล้ว ให้เราหาข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนี้ เช่น ถามถึงปัญหาที่เจอ ทางเลือกที่มี ภาษาที่ใช้ เพื่อที่เราจะสามารถสร้าง marketing message ที่เข้าถึงคนคนนี้ได้ดีที่สุด

    แม้จะฟังดูแปลก แต่การเขียน message เพื่อคนคนเดียวจะช่วยให้เราสร้าง message ได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะหมายถึงการที่มีคนสนใจ message ของเรามากขึ้น เพราะเราสามารถสื่อสารได้ตรงจุด

    การเขียน marketing message เพื่อให้เป็น trigger จะต้องประกอบด้วยกระเป๋า 3 ใบนี้ เพื่อทำให้ลูกค้าหันมาสนใจเรา

    ยกตัวอย่างเช่น marketing message ของ solution ที่จะช่วยให้คนน้อยหลับได้ง่ายขึ้น:

    Death of a loved one? Fix insomnia in under 5 minutes.

    • Problem: Insomnia
    • Solution: Fix [insomnia]
    • Target profile: [people with] death of a loved one

    ถ้าลูกค้าเห็น trigger ของเรา และถามว่า:

    • How do you do that? หรือ
    • What do you mean by that?

    แสดงว่า trigger ของเราสามารถดึงความสนใจของลูกค้าได้สำเร็จ และเราสามารถที่จะไป step ถัดไปได้

    เคล็ดลับกระเป๋า 3 ใบ:

    • ถ้าลูกค้าบอกว่า “Interesting” นั่นหมายถึง ลูกค้าไม่ได้สนใจจริง ๆ แต่ถ้าลูกค้าพูดว่า “Tell me more about it” แสดงว่าเราเรียกความสนใจของลูกค้าได้สำเร็จ
    • ในการสร้าง marketing message เราควรจะเริ่มจาก target profile > problem > solution

    .

    🎢 3. Keep the Attention

    Series of problems + solutions -> Rollercoaster

    เมื่อเราได้ความสนใจจากลูกค้าแล้ว เราจะทำให้ลูกค้าสนใจเราต่อไปได้ยังไง?

    Sean เสนอ framework ง่าย ๆ สำหรับปัญหานี้ นั่นคือ ให้เราพูดถึง problem + solution สลับกันไปเรื่อย ๆ:

    • 🔴 Problem
    • 🟢 Solution
    • 🔴 Problem
    • 🟢 Solution
    • 🔴 Problem
    • 🟢 Solution
    • 🔴 Problem
    • 🟢 Solution
    Keep the attention: Problem + Solution

    ถ้าเราไม่คอยพูดถึง problem + solution สลับกันไป ลูกค้าของเราก็จะเหมือนกำลังนั่งรถไฟที่วิ่งเอื่อย ๆ ไปบนที่ราบ (และหลับได้ง่าย ๆ)

    ในทางกลับกัน ถ้าเราคอยสื่อสารถึง problem + solution สลับกันไป ลูกค้าก็จะเหมือนกำลังนั่ง rollercoaster และไม่มีทางที่ลูกค้าจะหลับหรือรู้สึกเบื่อเราได้

    Problem + Solution = Rollercoaster

    .

    💬 4. Language

    ลูกค้าจะไม่เข้าใจถ้าเราไม่พูดภาษาลูกค้า

    สุดท้าย ไม่ว่า marketing message จะดีแค่ไหน แต่ลูกค้าเราจะไม่ตอบรับเลยถ้าไม่เข้าใจภาษาของเรา

    Sean ยกตัวอย่างว่า ถ้าเรากำลังยื่นข้อเสนอพักร้อนฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือข้อผูกพันใด ๆ ให้กับลูกค้า ลูกค้ามีโอกาสที่จะไม่ตอบรับได้ ถ้าเรากำลังพูดเป็นภาษาที่ลูกค้าไม่เข้าใจ (เช่น พูดเป็นภาษา Hindi ให้คนไทยฟัง)

    ดังนั้น เราควรใช้ภาษาเดียวกับลูกค้าในการทำ marketing อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ สิ่งที่เราใส่ลงไปใน marketing message ก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเช่นกัน

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีรถ 2 คันซึ่งมีทุกอย่างเหมือนกันยกเว้นราคา:

    • คันที่ 1: $35,000
    • คันที่ 2: $18,000
    Which would you buy? $35,000 or $18,000 cars?

    หลายคนก็เลือกที่จะซื้อคันที่ 2 จนกระทั่งคนขายบอกว่าคันที่ 2 เป็นรถที่ถูกขโมยมา ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะหันไปเลือกคันที่ 1 ซึ่งมีราคาแพงกว่าเท่าตัว


    🤚 Part 3. Q&A (Sean, P’Toy, & the Audience)

    Result > information

    ใน session ถามตอบ มี 6 หัวคิดที่น่าสนใจ:

    1. ลูกค้าที่สำคัญที่สุด คือ ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ เราจะต้องทำให้ลูกค้ากลับมาซ้ำโดยการให้ result ไม่ใช่ให้ information เพราะในยุคของ AI ลูกค้าสามารถหา information ได้ง่ายมาก แต่น้อยคนที่จะให้ result กับลูกค้าได้
    2. Talent คือ การทำผิดให้น้อยลง และ learning คือ การสร้างความผิดพลาด (อ้างอิงหนังสือ Suddenly Talented)
    3. ถ้าเราไม่เก่ง AI ก็จะเก่งกว่าเรา แต่ถ้าเราเก่ง AI ก็จะไม่ค่อยมีประโยชน์
    4. การเขียน คือ การคิด (writing is thinking) เราควรจะฝึกเขียนทุกวันเพื่อพัฒนากระบวนการคิดให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
    5. มองหา “good teacher” ไม่ใช่ “fast teacher” เพราะ “good teacher” คือ คนที่จะให้ result กับเราได้
    6. เริ่มต้นจากการโฟกัสไปที่ลูกค้าคนเดียวของเรา ถ้าเราหาลูกค้าคนนี้เจอ เราก็จะหาลูกค้าอีก 1,000 คนได้
    ภาพบรรยากาศงาน The Brain Audit (source: Kasidis Satangmongkol)

    🍩 Bonus

    ในอนาคต ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    ช่วงท้ายงาน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ทอยในระหว่างเซ็นหนังสือ มี 3 ประเด็นที่พี่ทอยแชร์ให้ฟังเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์และการใช้ชีวิต:

    1. ถ้าจะสร้างตัวในโลกออนไลน์ เราควรสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะถ้าเราฝากตัวไว้กับ platform อื่น (เช่น Facebook) online presence เราจะเปลี่ยนไปเมื่อไรก็ได้ เพราะ algorithm ของ platform สามารถเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ
    2. เมื่อเราได้ traffic เข้ามาในหน้าเว็บของเราแล้ว เราควรจะ direct traffic ไปที่ที่หนึ่ง ซึ่งที่นั้นควรเป็น product/service ของเรา (ตั้งแต่วันแรกที่มีเว็บไซต์ Sean ก็มีหนังสือ The Brain Audit ควรรับ traffic อยู่แล้ว)
    3. ไม่มีใครรู้ว่า ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราควรใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

    🤞 Additional Reading

    อ่านสรุปไอเดียเพิ่มเติมจาก event ได้ที่:


      📖 Expand Your Knowledge

      สำหรับที่คนสนใจติดตามไอเดียเพิ่มเติมจากหนังสือที่พูดถึงในบทความนี้ สามารถซื้อหาหนังสือได้ตาม link ด้านล่าง:

      • The Brain Audit ของ Sean D’Souza: framework กระเป๋า 7 ใบในการทำ marketing ให้ลูกค้าซื้อ
      • The Almanack of Naval Ravikant ของ Eric Jorgenson: รวมข้อคิดเกี่ยวกับ wealth และ happiness ของ Naval Ravikant นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทอย่าง Uber, X (Twitter), และ FourSquare
      • Suddenly Talented ของ Sean D’Souza: แนวคิดการทำตัวให้เก่งในระดับที่เข้าถึงได้ (ใครที่อยากวาดรูปวาฬเป็น ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู 🐳)

      Note: