Tag: Mental models

  • AI Literacy: สรุป 31 ข้อคิดการใช้ AI ให้อยู่รอด จาก session แชร์ความรู้ให้กับนักศึกษา ม.หอการค้าไทย

    AI Literacy: สรุป 31 ข้อคิดการใช้ AI ให้อยู่รอด จาก session แชร์ความรู้ให้กับนักศึกษา ม.หอการค้าไทย

    สัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสแชร์ความรู้การใช้ AI ในหัวข้อ AI literacy ให้กับนักศึกษาคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 31 ข้อคิดที่ผมแชร์ใน session โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม:

    1. Why AI literacy: ความสำคัญของ AI literacy
    2. Working with AI: แนวคิดการทำงานกับ AI
    3. How to prompt: วิธีเขียน prompt
    4. Future trends: แนวโน้มของ AI ในอนาคต
    5. Be human: การเป็นมนุษย์ในยุคของ AI

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🤖 Part I. Why AI Literacy
    2. 💼 Part II. Working With AI
    3. 👷 Part III. How to Prompt
    4. 🚀 Part IV. Future Trends
    5. 😌 Part V. Be Human

    🤖 Part I. Why AI Literacy

    .

    ข้อ 1. Pareto Principle (80/20 rule)

    Pareto principle เป็น mental model หรือแนวคิดช่วยตัดสินใจที่บอกว่า 80% ของความสำเร็จมักมาจาก 20% ของสิ่งที่เราทำ

    ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในหลายด้านของชีวิต ทักษะ AI เป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เราทำได้เพื่อช่วยให้เราอยู่รอด

    การเรียนรู้เกี่ยวกับ AI คือ 20% ที่เราทำได้ เพื่อให้โอกาสอยู่รอดถึง 80%

    .

    ข้อ 2. What is AI literacy?

    AI literacy คือ ความเข้าใจและความสามารถในการใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    .

    ข้อ 3. AI can do many things

    AI สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น:

    • Content: สร้าง content เช่น ข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ
    • Analysis: วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว
    • Automation: ทำงานโดยอัตโนมัติ (เช่น คุยกับลูกค้าในขณะที่เราหลับ)

    .

    ข้อ 4. Jobs at risk

    ความสามารถของ AI ทำให้มีหลายงานเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ แม้กระทั่งงานที่ปกติจะต้องใช้มนุษย์ เช่น:

    • ล่าม/นักแปลภาษา
    • นักเขียน
    • โปรแกรมเมอร์
    • Customer service

    เมื่อเป็นอย่างนี้ AI จะมาแทนที่มนุษย์ไหม?

    .

    ข้อ 5. AI still has limitations

    แม้ AI จะทำได้หลายอย่าง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เช่น:

    .

    ข้อ 6. We must not fear AI, but people who use AI

    ด้วยข้อจำกัดของ AI เรายังไม่ต้องกลัวว่า AI จะมาแทนที่เรา

    แต่เราควรจะกลัวคนที่ใช้ AI เป็นมากกว่า

    AI won’t replace people, but maybe people that use AI will replace people that don’t. — Andrew Ng

    คนที่ใช้ AI เป็นสามารถไปได้ไกลกว่าคนอื่น

    เช่น ถ้าไม่ใช้ AI เราอาจจะใช้เวลา 2 วันเพื่อเขียนรายงานส่งอาจารย์

    แต่เมื่อใช้ AI เราอาจใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง และมีเวลาสำหรับอ่านหนังสือสอบมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสได้เกรดที่ดีกว่าคนอื่น

    .

    ข้อ 7. The one who survives is the one who levels up

    แต่ละครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น คนที่อยู่รอด คือ คนที่ยกระดับตัวเอง

    สมัยก่อน เราผลิตหนังสือโดยใช้ scribe หรือชาวบ้านที่ฝึกคัดลอกหนังสือมาโดยเฉพาะ scribe ใช้เวลาฝึกฝนนานหลายปีกว่าจะสามารถคัดหนังสือได้

    วันหนึ่ง เครื่องพิมพ์ถูกพัฒนาขึ้น เราสามารถพิมพ์หนังสือได้หลายพันหน้าในวันเดียว โดยไม่ต้องพึ่ง scribe

    ความต้องการ scribe ลดน้อยลงเรื่อย ๆ และ scribe ที่ยึดติดกับวิธีการผลิตหนังสือแบบเดิม ก็ค่อย ๆ หายไปพร้อมกับความต้องการของตลาด

    ส่วน scribe ที่ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี และฝึกควบคุมเครื่องพิมพ์ ยังคงอยู่รอดต่อไป

    การมาถึงของ AI ก็เหมือนเครื่องพิมพ์ ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้ AI เราก็จะค่อย ๆ ถูกลืม เหมือนกับ scribe ที่ยังคัดหนังสือด้วยมือ

    .

    ข้อ 8. We are at a crossroad: choose

    AI พัฒนาเร็วขึ้นและก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ในช่วงแรกที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ ๆ เราต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะได้ใช้ ChatGPT เวอร์ชั่นใหม่ที่มีความสามารถไม่ต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้ามากนัก

    ในปัจจุบัน เราจะเห็น ChatGPT มีการอัปเดตที่ถี่ขึ้น และในอัปเดตแต่ละครั้ง ChatGPT มีความสามารถมากกว่าเวอร์ชั่นก่อนมาก

    การที่ AI พัฒนาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เรามีเวลาปรับตัวน้อยลงเรื่อย ๆ

    และตอนนี้ เราเหมือนอยู่ที่ทางแยกที่เราจะต้องเลือกว่า เราจะเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นและอยู่รอดในยุคของ AI หรือเราจะใช้ AI แบบเดิม ๆ และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    The people who will come out of this well won’t be the ones who mastered one tool. They’ll be the ones who got comfortable with the pace of change itself. — Matt Shumer


    💼 Part II. Working With AI

    .

    ข้อ 9. Maslow’s hammer

    I suppose it is tempting, if the only tool you have is a hammer, to treat everything as if it were a nail. — Abraham Maslow

    Maslow’s hammer เป็น mental model ที่บอกว่า เครื่องมือสามารถจำกัดมุมมองของเราได้

    เช่น ถ้าเรามีค้อน เราจะมองทุกอย่างเป็นตะปู

    ในยุคของ AI เราอาจมองว่าทุกอย่างแก้ได้ด้วย AI:

    • ทำงานเร็วขึ้น
    • ผิดพลาดน้อยลง
    • มีเวลามากขึ้น

    แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ได้ด้วย AI เพราะ AI ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแก้ทุกอย่าง

    ถ้าเราอยากตอกตะปู เราจะต้องใช้ค้อน ไม่ใช่ AI

    การใช้ AI ที่ถูกต้อง คือ เริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการของเรา แล้วเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ ซึ่งเครื่องมือนั้นอาจจะเป็น AI หรือไม่ก็ได้

    .

    ข้อ 10. AI is built in man’s image

    AI เกิดจากการ train model ด้วยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตซึ่งมาจากมนุษย์

    Human -> Data -> Train -> AI

    เพราะ AI ถูกสร้างจากข้อมูลของมนุษย์ และเรามองได้ว่า AI เป็นเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

    .

    ข้อ 11. AI as capable but junior assistant

    ถ้าเรามอง AI เป็นคน AI จะเป็นเหมือนผู้ช่วยที่มีความรู้รอบด้านและมีศักยภาพสูง

    แต่สิ่งเดียวที่ผู้ช่วยคนนี้ยังขาดไป คือ ทิศทาง

    .

    ข้อ 12. Even a fried egg is hard to get right

    การทำงานกับ AI ก็เหมือนสั่งไข่ดาว แม้จะดูง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

    บางครั้ง เราอยากกินไข่ไม่สุก แต่ได้แบบสุกมาแทน

    บางครั้ง เราอยากให้ AI สร้างรูปในแบบที่เราคิด แต่ไม่เคยได้ภาพนั้นสักที

    .

    ข้อ 13. Principal-agent dilemma

    Principal-agent dilemma เป็น mental model ที่บอกว่า คนทำงาน (agent) มักทำตามความต้องการของคนสั่ง (principal) ไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลไม่เท่ากัน

    ในตัวอย่าง เราไม่ได้ไข่ดาวที่ต้องการ เพราะคนทอดไข่ไม่รู้ว่าเราชอบไข่สุกหรือไม่สุก

    เช่นเดียวกัน AI สร้างรูปที่เราต้องการไม่ได้ เพราะ AI ไม่รู้ว่ารูปที่เราคิดต้องการเป็นยังไง

    .

    ข้อ 14. Fixing the egg

    ถ้าเราอยากได้ไข่ดาวที่ต้องการ เราจะต้องทำให้ AI รู้เท่ากับเรา เช่น ให้ข้อมูลอย่าง:

    1. Goal: ภาพปลายทางที่เราต้องการ (ภาพแมวน่ารัก)
    2. Steps: ขั้นตอนที่จะไปถึงจุดหมาย (วาดแมวก่อน แล้วค่อยวาดองค์ประกอบอื่น ๆ ในภาพ)
    3. Constraints: ข้อจำกัดหรือสิ่งที่ไม่ควรทำ (เช่น ไม่เอาแมวสีดำ ฉากหลังต้องดูสดใส)

    .

    ข้อ 15. Human in the loop: taste and iterate

    Taste: เมื่อไข่ดาวมาเสิร์ฟ เราจะไม่รู้ว่าไข่ดาวอร่อยไหม จนกว่าจะได้ลองชิมด้วยตัวเอง

    การทำงานกับ AI ก็เช่นกัน เราไม่ควรจะบอกว่า สิ่งที่ AI ส่งกลับมาดีไหม จนกว่าจะได้เช็กด้วยตัวเอง

    Iterate: ถ้าชิมแล้วไข่ดาวไม่อร่อย เราจะบอกกับคนทอดว่า ไม่อร่อยเพราะอะไร และจะทำยังไงให้อร่อยมากขึ้น และรอชิมไข่จานต่อไป

    ถ้าสิ่งที่ AI ส่งกลับมาไม่ตรงใจ เราควรจะบอก AI ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกใจ เพื่อให้ AI ปรับผลลัพธ์และส่งกลับมาให้เราเช็กจนกว่าเราจะพอใจกับงานของ AI

    .

    ข้อ 16. Be accountable

    เราควรจะเช็กงานของ AI ทุกครั้ง เพราะถ้าเราไม่รับผิดชอบกับงานของ AI เราอาจจะเป็นเหมือนทนายความจากออสเตรเลียที่ถูกตรวจสอบ หลังจากศาลพบว่าเอกสารที่ทนายนำส่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง

    แม้ทนายจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า AI ที่บริษัทให้ใช้สามารถสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงได้ และตัวเองควรตรวจสอบข้อมูลจาก AI ก่อน ศาลยังสั่งให้ทนายงดว่าความด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 ปี โดยในระยะเวลานี้จะต้องทำงานเป็นลูกจ้างของคนอื่น และต้องรายงานต่อศาลทุกไตรมาส

    ดังนั้น ไม่ว่างานของ AI จะดูดีขนาดไหน เราควรจะตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนที่จะนำงานไปใช้จริง


    👷 Part III. How to Prompt

    .

    ข้อ 17. Prompt and prompt engineering

    Prompt คือ คำสั่งสำหรับทำงานกับ AI ซึ่งจะเป็น:

    • ข้อความ
    • ภาพ
    • เสียง

    หรือสื่ออื่น ๆ ก็ได้

    Prompt engineering คือ การออกแบบ prompt เพื่อทำให้ AI ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    .

    ข้อ 18. Effective prompts

    Prompt ที่ดีมีลักษณะ 3 อย่าง:

    1. Clear: ชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องทำคืออะไร
    2. Specific: มีความเจาะจง ไม่คลุมเครือ
    3. Structured: มีโครงสร้างที่ดี รู้ว่าข้อมูลไหนคืออะไรและต้องใช้ยังไง

    นอกจากนี้ ทั้ง 3 อย่างต้องทำงานภายในเป้าหมายและขอบเขตงานที่เราต้องทำ

    .

    ข้อ 19. How and what of prompting

    การเขียน prompt ที่เราจะต้องรู้มี 2 อย่าง:

    1. Prompting technique (how): วิธีเขียน prompt ให้ AI เข้าใจ
    2. Prompting framework (what): สิ่งที่เราจะควรใส่ลงใน prompt

    .

    ข้อ 20. Prompting technique: n-shot

    n-shot technique เป็นการสั่ง AI โดยให้ตัวอย่าง (shot) และแบ่งได้เป็น 3 ประเภท:

    • Zero-shot: สั่งโดยไม่ให้ตัวอย่าง
    • One-shot: สั่งโดยให้ 1 ตัวอย่าง
    • Few-shot: สั่งโดยให้หลายตัวอย่าง

    เราจะใช้ shot น้อยเมื่อต้องการให้คำตอบของ AI มีความหลากหลาย (มีความสร้างสรรค์)

    และใช้ shot เยอะเมื่อต้องการให้คำตอบของ AI ใกล้เคียงกับภาพที่เราต้องการมากที่สุด

    ตัวอย่างการใช้ n-shot:

    จะสังเกตว่า ยิ่งให้ shot เยอะ คำตอบของ AI ก็จะยิ่งใกล้เคียงกับตัวอย่างมากขึ้น (zero-shot ให้สัตว์ป่า แต่ few-shot ให้สัตว์เลี้ยง)

    .

    ข้อ 21. Prompting technique: COT

    COT ย่อมาจาก chain-of-thought ซึ่งเป็นวิธีเขียน prompt โดยกำหนดวิธีคิดให้กับ AI

    เช่น แทนที่ให้ AI แก้โจทย์เลขในทันที:

    A ซื้อส้ม 2 ลูก ลูกละ 10 บาท A ต้องจ่ายเงินเท่าไร

    เราจะสอนให้ AI คิดก่อน:

    A ซื้อส้ม 2 ลูก ลูกละ 10 บาท
    วิธีคิด:
    1. หาว่า ส้มราคาลูกละเท่าไร
    2. คูณจำนวนราคาด้วยจำนวนส้มที่ต้องซื้อ
    A ต้องจ่ายเงินเท่าไร

    COT เหมาะกับงานที่ซับซ้อนหรือมีหลายขั้นตอน เช่น:

    • แก้สมการเลข
    • วิเคราะห์งานวิจัย
    • การวางแผนเชิงกลยุทธ์

    .

    ข้อ 22. Prompting framework: theatre model

    Theatre model เป็นแนวการเขียน prompt ที่มนุษย์เป็นเหมือนผู้กำกับ และ AI เป็นนักแสดงบนเวทีของเรา

    Theatre model ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่:

    1. Role: บทบาทของ AI
    2. Context: setting ของละคร (บริบทในการทำงาน)
    3. Task: การเดินเรื่อง (เป้าหมาย ขั้นตอน และข้อจำกัด)
    4. Output format: จุดจบของเรื่องจะเป็นยังไง (ส่งที่ AI ต้องส่งให้เรา)
    5. Input: อุปกรณ์ที่จะให้นักแสดงใช้ (ข้อมูลสำหรับ AI)
    6. Execution: “Action!” (คำสั่งให้ AI)

    ตัวอย่างการใช้ theatre model เพื่อสร้างสูตรอาหารใหม่:

    PartExample
    Roleคุณเป็น cook มืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานอาหารไทยและนานาชาติมากกว่า 30 ปี
    Contextคุณกำลังเข้าร่วมแข่งอยู่ในรายการทำอาหาร เพื่อชิงเงินรางวัล 10 ล้านบาท โจทย์คืออาหารไทยฟิวชั่น
    Taskคิดสูตรอาหารไทยฟิวชัน โดยต้องมีวัตถุดิบที่กำหนดอยู่ในอาหาร

    ตั้งชื่อจาน และบอกวิธีการเตรียมอาหาร

    อาหารจะต้องมีความเป็นไทย และถูกปากคนทุกชาติ

    ห้ามเป็นอาหารที่มีอยู่แล้ว
    Output formatส่งกลับมาในรูปแบบนี้:

    ชื่ออาหาร:
    xxx

    ขั้นตอนการทำ:
    xxx
    Inputวัตถุดิบที่ต้องมี:
    1. ใบโหระพา
    2. เนื้อไก่
    3. ผักชี
    Executionคิดสูตรอาหารเลย

    .

    ข้อ 23. Annotation

    เพื่อช่วยให้ AI เข้าใจ prompt ได้มากขึ้น เราควรจัด format ให้อ่านง่ายโดยใช้ XML tags และ markdown:

    • XML tags เช่น <example>ตัวอย่าง</example>
    • Markdown เช่น # และ *

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XML tags และ markdown

    .

    ข้อ 24. Iterate

    Prompt แรกอาจจะไม่ให้ในสิ่งที่เราต้องการเสมอไป

    สิ่งที่เราต้องทำ คือ วิเคราะห์ว่า ผลลัพธ์ยังขาดอะไรไป และมีส่วนไหนของ prompt ที่เราปรับได้ แล้วส่ง prompt ที่แก้แล้วให้ AI อีกครั้ง

    ทำอย่างนี้วนไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

    .

    ข้อ 25. Ask AI

    ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียน prompt ยังไง หรือ prompt ยังขาดอะไรไป เราสามารถถาม AI ได้ให้ช่วยเราได้

    ตัวอย่าง:


    .

    ข้อ 26. AI, more agentic

    AI จะทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น และมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยลง

    .

    ข้อ 27. Human and AI getting closer

    เพราะ AI จะทำงานได้ด้วยตัวเองมากขึ้น AI จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ทำให้มนุษย์จะทำงานกับ AI อย่างใกล้ชิดมากขึ้น


    😌 Part V. Be Human

    .

    ข้อ 28. Humans required

    แม้ว่า AI จะสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างแทนมนุษย์ได้ แต่ในบางงาน เรายังต้องการมนุษย์ด้วยกันเองอยู่ เช่น:

    • นักบิน: แม้ AI จะขับเครื่องบินได้ แต่เราก็อยากให้มีนักบินที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ในห้องนักบิน
    • หมอ: แม้ AI จะวินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่ามนุษย์ แต่เราก็ยังต้องการให้มีคนบอกข่าวดี/ร้ายเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของเรา
    • Customer service: บางครั้ง เราก็ต้องการคุยกับคนมากกว่า chatbot ที่ตอบเป็น pattern

    .

    ข้อ 29. Skill, like muscle

    ทักษะก็เป็นเหมือนกล้ามเนื้อ เมื่อไม่ได้ใช้งาน ก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

    ถ้าเราใช้ AI ทำทุกอย่างให้เรา ทักษะที่เราเคยมีก็จะค่อย ๆ หายไป

    .

    ข้อ 30. What not to outsource to AI

    4 ทักษะที่เราควรฝึกพัฒนา และไม่ควรให้ AI ทำแทนเรา ได้แก่:

    1. Thinking: การคิด เพราะถ้าเราคิดไม่ได้แล้ว เราจะไม่ประเมินงานของ AI ได้ว่าดี/ไม่ดี
    2. Learning: ถ้าเราไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
    3. Writing and reading: การเขียนและการอ่านเป็นทักษะที่ช่วยให้เราคิดและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. Empathy: การเข้าใจคนอื่นเป็นทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นและเชื่อมโยงถึงกันและกันในแบบที่ AI ยังไม่สามารถทำได้

    .

    ข้อ 31. When to use AI

    3 กรณีที่เราจะใช้ AI:

    1. Routine: ใช้ AI ทำงานจำเจหรืองานที่ต้องเป็นประจำ เพื่อที่เราจะได้โฟกัสงานที่ต้องใช้ความคิดมากขึ้น
    2. What and how: ใช้ AI ทำงานในขณะที่เราโฟกัสกับภาพใหญ่ ซึ่งได้แก่ when (ทำเมื่อไร) และ why (ทำไมต้องทำ)
    3. Brainstorm: ใช้ AI ช่วยระดมความคิด เพราะ AI มีข้อมูลเยอะ และช่วยให้เห็นมุมมองที่เราคิดไม่ถึงมาก่อนได้

    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • สรุป 5 Life Mental Models ที่ผมเรียนรู้จากการใช้ชีวิตในปี 2021–2025: Time Is Finite, Compound Interest, Diminishing Returns, Negative Returns, และ Sunk-Cost Fallacy

    สรุป 5 Life Mental Models ที่ผมเรียนรู้จากการใช้ชีวิตในปี 2021–2025: Time Is Finite, Compound Interest, Diminishing Returns, Negative Returns, และ Sunk-Cost Fallacy

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 5 mental models ในการใช้ชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ในปี 2021–2025:

    1. Time is finite
    2. Compound interest
    3. Diminishing returns
    4. Negative returns
    5. Sunk-cost fallacy

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. ⌛ Model #1. Time Is Finite
    2. 💰 Model #2. Compound Interest
    3. 📉 Model #3. Diminishing Returns
    4. ❎ Model #4. Negative Returns
    5. ⚓ Model #5. Sunk-Cost Fallacy
    6. 📄 References

    ⌛ Model #1. Time Is Finite

    “Time is money” เพราะเราสามารถใช้เวลาหาเงินได้ ทุกวันเราสละเวลา 8 ชั่วโมงหรือมากกว่าให้กับบริษัท เพื่อรับผลตอบแทนตอนสิ้นเดือน

    แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเป็นมากกว่าเงิน เพราะเราหาเงินเพิ่มได้เรื่อย ๆ แต่เราสร้างเวลาเพิ่มไม่ได้

    โดยเฉลี่ย เรามีเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ในการใช้ชีวิต และทุก ๆ วัน เวลาของเราลดลงเรื่อย ๆ

    เพราะเวลามีจำกัด เวลาจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของเรา และเราควรเลือกใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

    ยิ่งกว่าเงิน และยิ่งกว่าทรัพย์สินใด ๆ


    💰 Model #2. Compound Interest

    Compound interest หรือดอกเบี้ยทบต้น หมายถึง การที่เราได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี เพราะในแต่ละปีเงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้น

    เช่น ในปีแรก เราฝากเงิน 100 บาท และได้ดอกเบี้ย 10% (10 บาท) แสดงว่าในปีถัดไป เราจะได้ดอกเบี้ย 10% จากเงิน 110 บาท แทนที่จะเป็น 100 บาท (11 บาท) ถ้าทำอย่างนี้ไป 10 ปี เราจะมีเงิน 259.37 บาทในบัญชีจากเงินต้นแค่ 100 บาท

    Compound interest เป็น concept ที่พูดถึงบ่อยในหนังสือหลาย ๆ เล่ม (อย่าง The Almanack of Naval Ravikant) เพราะนอกจากจะใช้ในทางการเงินได้แล้ว ยังใช้กับแง่อื่น ๆ ในชีวิตได้อีกด้วย

    ยกตัวอย่างเช่น networking ยิ่งเราทำความรู้จักคนมากขึ้น เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรู้จักคนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนที่เรารู้จักจะสามารถแนะนำให้เรารู้จักกับคนอื่นได้

    หรือการพัฒนาตัวเอง ถ้าเราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน ภายใน 1 ปี เราจะเป็นคนที่มีความสามารถมากขึ้น เพราะเราจะไม่ได้มีแต่ความรู้ที่เรียนมา (เช่น พูดภาษาโปรตุเกส) แต่ยังมีความรู้ที่เราต่อยอดจากความรู้ที่มีอีกด้วย (เช่น รู้ภาษาสเปนที่มีรากภาษาเดียวกันกับโปรตุเกส)

    ถ้าเราสั่งสมอะไรอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานานพอ เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ทวีคูณจากความพยายามของเรา


    📉 Model #3. Diminishing Returns

    ไม่ใช่ว่าทุกความพยายามจะให้ผลทวีคูณทุกครั้ง

    Diminishing returns หมายถึง การที่ผลลัพธ์ที่เราได้ลดลงเรื่อย ๆ

    ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราหิวและกินข้าวจานแรก เราจะรู้สึกว่าข้าวอร่อย แต่พอทานจานที่ 2, 3, 4, … ข้าวจะอร่อยน้อยลงเรื่อย ๆ

    ในลักษณะเดียวกัน เมื่อเราเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ (เช่น ภาษาอังกฤษ) เราจะรู้สึกว่า เราได้เรียนรู้เยอะมาก แต่พอนานไป สิ่งที่เราเรียนรู้ก็จะน้อยลง (เราจะเจอแต่คำศัพท์และไวยากรณ์เดิม ๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว และได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่มาก)

    Diminishing returns สอนให้เรารู้ว่า ความพยายามอาจให้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน และเมื่อผลลัพธ์เริ่มน้อยลง เราอาจจะตัดสินใจใช้เวลาไปกับสิ่งอื่น (เช่น เรียนรู้ภาษาใหม่) เพราะจะทำให้เราใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดได้คุ้มค่ามากที่สุด


    ❎ Model #4. Negative Returns

    Negative returns เกิดขึ้นได้ 2 แบบ:

    แบบที่ 1. Negative returns ที่เกิดขึ้นหลังเราผ่านจุด diminishing returns มาแล้ว

    ตัวอย่างเช่น เราลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษซ้ำ ๆ เพื่อให้เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบ ทุกครั้งที่เรียน เราจะไก้ผลตอบแทนที่น้อยลงจากเงินและเวลาที่เราเสียไป เมื่อถึงจุดที่เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบแล้ว แต่เรายังลงเรียนอีก เราจะพบกับ negative returns เพราะเราจะเสียเงินและเวลาไปโดยไม่ได้ความรู้เพิ่ม

    แบบที่ 2. Negative returns ที่เกิดจาก compound interest ของสิ่งไม่ดี

    ตัวอย่างเช่น เราซื้อ Bitcoin ในช่วงราคาขาลง ถ้าเราไม่ขาย Bitcoin ทิ้ง (cut loss) เราก็จะขาดทุนไปเรื่อย ๆ

    Negative returns สอนให้เรารู้ว่า เราจะได้ผลตอบแทนเชิงลบถ้าเราทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ และต้องคอยระวังสิ่งที่ไม่ดีที่อาจสะสมมาเรื่อย ๆ


    ⚓ Model #5. Sunk-Cost Fallacy

    Sunk-cost fallacy หมายถึง การที่เสียดายสิ่งที่เราลงทุนไปแล้ว ทำให้เราไม่ยอมปล่อยวางจากสิ่งที่เป็น diminishing returns หรือ negative returns

    ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะไม่อยากเปลี่ยนงาน แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรใหม่เพราะทำงานมานาน (diminishing returns) และมีความรู้สึก burnout (negative returns) เพราะเราอาจจะเสียดายเวลาและผลงานที่เคยทำไว้ ถ้าได้งานใหม่ เราจะต้องใช้เวลาสร้างตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

    ทางออกของ sunk-cost fallacy คือ:

    1. Acceptance: ยอมปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เช่น ยอมรับว่าเราไม่สามารถเอาเวลาที่ทุ่มเทไปกับงานกลับมาได้
    2. Focus on the future: โฟกัสไปกับโอกาสที่ดีกว่า เช่น ในขณะที่เรายังอยู่กับงานเดิม เราได้พัฒนาตัวเองน้อยลงและมีสุขภาพที่แย่ลงเมื่อเทียบกับการหางานใหม่ที่เราอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และได้เจอกับสภาพการทำงานที่ดีต่อสุภาพมากขึ้น

    📄 References

  • สรุป 5 Work Mental Models ที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025: Modular Thinking, Input-Process-Output, Triple Constraints, Pareto Principle, และ Usage

    สรุป 5 Work Mental Models ที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025: Modular Thinking, Input-Process-Output, Triple Constraints, Pareto Principle, และ Usage

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 5 mental models ที่ผมเรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025:

    1. Modular thinking
    2. Input-process-output (IPO)
    3. Triple Constraints
    4. Pareto principle
    5. Usage

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🤏 Model #1. Modular Thinking
    2. ➡️ Model #2. Input-Process-Output (IPO)
    3. 📐 Model #3. Triple Constraints: Time, Resource, Quality
    4. 💪 Model #4. Pareto Principle
    5. ✂️ Model #5. Usage
    6. 📄 References

    🤏 Model #1. Modular Thinking

    Mental model แรกที่ผมเรียนรู้ คือ modular thinking: ถ้าเราแตกงานเป็นส่วนย่อย ๆ เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น

    ยกตัวอย่างเช่น การเขียนรายงานส่งลูกค้า แทนที่เราจะบอกว่า “เขียนรายงาน” เราสามารถแยกงานออกเป็นส่วน ๆ ได้แบบนี้:

    1. รวบรวมข้อมูลที่จะเป็นเนื้อหาในรายงาน
    2. ขึ้นโครงรายงาน (เช่น บทนำ, บทที่ 1, บทที่ 2, …)
    3. ร่างรายงาน
    4. ปรับแต่ง
    5. ตรวจทาน
    6. แก้ไข
    7. พิมพ์รูปเล่ม
    8. ส่งรายงาน

    เมื่อเราแบ่งงานเป็นแบบนี้ เราจะเห็นว่างานจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะเราจะมองเห็นงานไหนที่เราสามารถทำได้เลยหรือทำขนานกันได้ (เช่น รวบรวมข้อมูลและขึ้นโครง) และงานไหนที่เราต้องรอให้งานอื่นเสร็จก่อน (เช่น ร่างรายงาน เพราะต้องรอให้มีข้อมูลและโครงก่อน)

    นอกจากการจัดการงาน modular thinking ยังช่วยในการแก้ปัญหาอีกด้วย

    อย่างในตัวอย่างการเขียนรายงาน ถ้าเราเห็นว่างานกำลังล่าช้า เราสามารถไล่งานย่อย ๆ ได้ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน และเราอาจจะพบว่า เรายังรวบรวมข้อมูลไม่ครบ ซึ่งทำให้ไปขั้นต่อไปไม่ได้ และแสดงว่า ถ้าเราจะทำรายงานให้เสร็จ เราต้องหาข้อมูลมาให้ครบก่อน


    ➡️ Model #2. Input-Process-Output (IPO)

    อีก mental model ที่ผมเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ ๆ คือ input-process-output หรือ IPO

    เช่นเดียวกับ modular thinking, IPO เป็น model ที่ช่วยให้เราจัดการงานและแก้ปัญหาในการทำงานได้

    IPO มองงานต่าง ๆ เป็น 3 ส่วน ได้แก่:

    1. Input: ข้อมูลหรือวัตถุดิบตั้งต้น
    2. Process: ขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะแปลง input ให้เป็น output
    3. Output: ผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เราจะได้รับ

    เราสามารถใช้ IPO เพื่อจัดงานที่ได้รับมอบหมายได้

    ยกตัวอย่างการเขียนรายงาน ซึ่งเราแบ่งเป็น 3 ส่วนนี้ได้แบบนี้:

    1. Input: ข้อมูล, โครงร่าง
    2. Process: การร่าง, การขัดเกลา, การตรวจทาน, การแก้ไข
    3. Output: รูปเล่มรายงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า

    เมื่อเรามองงานเป็น 3 ส่วนแบบนี้ เราจะมองเห็นว่า ถ้างานเราจะทำงานสำเร็จ (output) เราจะเตรียมอะไรบ้าง (input) และต้องทำอะไรบ้าง (process)

    ในลักษณะเดียวกัน ถ้างานมีปัญหา เราสามารถใช้ IPO เพื่อหาสาเหตุได้ เช่น ลูกค้าตรวจรายงานและไม่ผ่านอาจเกิดจาก:

    • Input ไม่ครบ เช่น ขาดข้อมูล หรือยังไม่มีโครงร่าง
    • Process ไม่เพียงพอ เช่น ขาดการตรวจทานและแก้ไข ทำให้รายงานมีคำผิดเยอะ

    ทั้งนี้ เราสามารถใช้ modular thinking คู่กับ IPO ได้:

    1. Modular thinking: แยกงานเป็นส่วน ๆ (เช่น รวบรวมข้อมูล)
    2. IPO: ดูว่า ถ้าแต่ละงานจะสำเร็จได้ จะต้องมี input, process, output อะไรบ้าง (เช่น ข้อมูล → นำข้อมูลมาจัดเก็บ → ได้ข้อมูลพร้อมใช้งาน)

    📐 Model #3. Triple Constraints: Time, Resource, Quality

    เมื่อพูดถึงความสำเร็จในการทำงาน เราจะต้องพูดถึง Triple Constraints หรือ 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงาน ได้แก่:

    1. Time: ระยะเวลา
    2. Resource: งบประมาณ แรงงาน และเครื่องมือ/วัสดุ
    3. Quality: คุณภาพหรือขอบเขตงาน

    ทุกการทำงานจะขึ้นอยู่กับ Triple Constraints ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากทำ presentation ให้ดูดีและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (quality) เราอาจจะต้องใช้เวลา 2 วัน (time) ถ้าเราทำคนเดียว (resource)

    ถ้าเรามีเวลาน้อยลง เช่น เหลือ 1 วัน (time) เราอาจจะต้องหาคนมาช่วย (resource) หรือยอมลดความสวยงามของ presentation ลง (quality)

    จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 ปัจจัยใน Triple Constraints จะต้องมีสมดุลซึ่งกันและกัน ถ้าเราเพิ่มอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะต้องเพิ่มปัจจัยอื่น ๆ หรือถ้าเราลดปัจจัยหนึ่ง เราก็จะต้องยอมลดอีก 2 ปัจจัยที่เหลือด้วย

    ในการทำงาน ถ้าเราสามารถหาสมดุลระหว่าง Triple Constraints ได้ เราก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


    💪 Model #4. Pareto Principle

    ในการทำงาน เราไม่จำเป็นต้องทำงานเต็ม 100% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

    ถ้าเราอยาก work smart, not hard เราจะต้องเลือกทำแค่ 20% ที่ส่งผลต่อ 80% ของงาน ซึ่งก็คือแก่นหลักของ Pareto principle

    Pareto principle มีที่มาจากข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี Vilfredo Pareto ว่า ที่ดิน 80% ถูกครอบครองด้วยกลุ่มคนแค่ 20% ของประชากรทั้งหมด

    Pareto principle ที่ปรับใช้กับการทำงานตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า แต่ละงานมีคุณค่าไม่เท่ากัน โดยที่บางงานมี impact สูงกว่างานอื่น และถ้าเราสามารถหาและทำงานนี้ให้สำเร็จได้ งานของเราก็จะคืบหน้าไปกว่าครึ่งโดยที่เราออกแรงแค่นิดเดียว

    นั่นคือ มองหา 20% ของงานที่จะส่งผลต่อ 80% ของผลลัพธ์

    ยกตัวอย่างเช่น เรามี issue log ที่เก็บ bug บนระบบเอาไว้:

    • Bug ส่วนใหญ่ (80%) อาจจัดได้เป็น low ถึง medium priority เพราะมีผลกระทบต่อระบบน้อย (เช่น แสดงคำผิดบนระบบ; ส่งผลต่อการใช้งานระบบ 20%)
    • และมี bug ส่วนน้อย (20%) ที่จัดเป็น high priority เพราะส่งผลกระทบต่อระบบมาก (เช่น ทำให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบไม่ได้; ส่งผลต่อการใช้งานระบบ 80%)

    ถ้าเราเลือกแก้ bug กลุ่มแรกก่อน แม้ว่าเราจะทำงานหนัก (แก้ bug ถึง 80%) แต่ระบบอาจจะใช้งานไม่ได้เหมือนเดิม เพราะ bug ส่วนนี้ส่งผลต่อระบบแค่ 20%

    ในทางกลับกัน ถ้าเราแก้ high-priority bug ที่เป็นส่วนน้อยก่อน (20%) เราจะทำให้ระบบใช้งานได้ปกติ เพราะ bug ส่วนนี้ส่งผลต่อการใช้งานถึง 80%

    ดังนั้น ในการทำงานตาม Pareto principle เราจะต้องหาให้เจอว่า งานอะไรที่มี impact มากที่สุด และทุ่มเทไปกับงานส่วนนั้น เพื่อให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


    ✂️ Model #5. Usage

    Usage เป็น mental model จากแนวคิดการออกแบบ product ของ ดร.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    Usage หรือการใช้งาน เป็นตัวเชื่อมระหว่าง value หรือคุณค่าที่เราต้องการส่งมอบ และ solution หรือผลิตภัณฑ์/feature ที่เราใช้ส่งมอบ value

    ยกตัวอย่างเช่น เครื่องซักผ้า ซึ่งมี value, usages, และ solutions ดังนี้:

    Usage สามารถปรับใช้กับการออกแบบอื่น ๆ ได้เช่น ออกแบบนโยบายสุขภาพให้กับพนักงาน:

    ถ้าทีมงานต้องการส่งมอบ value คือ “สุขภาพที่ดี” usage ที่ถอดออกมาได้อาจเป็น “เอื้อให้พนักงานได้ออกกำลังกาย” ซึ่งภายใต้ usage เราสามารถ brainstorm เพื่อหากิจกรรมที่จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เช่น:

    • แข่งเก็บระยะวิ่ง
    • มีสวัสดิการให้เบิกเงินซื้ออุปกรณ์กีฬา
    • จัดตั้งชมรมกีฬา
    • จัดแข่งกีฬาระหว่างแผนก

    นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ usage ในการทำงานในแต่ละวันได้อีกด้วย เช่น หัวหน้าขอให้ส่งงานเป็น PDF แต่เรามีปัญหาในการสร้างไฟล์ PDF ถ้าเรารู้ว่า หัวหน้าต้องการ PDF เพราะหัวหน้าชอบ comment งานบนไฟล์ (usage คือ “เอื้อให้เขียน comment ลงในงานได้”) เราอาจจะขอหัวหน้าส่งงานเป็นรูป ซึ่งหัวหน้าสามารถ comment ผ่าน LINE ได้เช่นกัน

    จะเห็นได้ว่า usage ไม่เพียงแต่ช่วยในการออกแบบ product และงาน แต่ยังช่วยให้เราแก้ปัญหาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย


    📄 References

    Modular thinking:

    IPO:

    Pareto Principle:

    Usage:

  • Building Judgment: สรุป 3 แนวทางในการพัฒนาความคิดให้เฉียบคม จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson — Think Clearly, Mental Models, และ Read

    Building Judgment: สรุป 3 แนวทางในการพัฒนาความคิดให้เฉียบคม จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant โดย Eric Jorgenson — Think Clearly, Mental Models, และ Read

    The Almanack of Naval Ravikant เป็นหนังสือของ Eric Jorgenson นักเขียนเกี่ยวกับ startups ซึ่งรวบรวมปรัชญาการใช้ชีวิตและความมั่งคั่ง (wealth) ของ Naval Ravikant นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทอย่าง Uber, Foursquare, และ Twitter (X) และเป็น CEO ของ AngelList บริษัทที่ช่วยให้ startups ได้พบกับ angel investors เอาไว้

    ในบทความนี้ เราจะสรุปบทเรียน Building Judgment ซึ่งเป็นบทที่ 2 จาก 5 ในหนังสือ

    บทสรุปแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่:

    1. What and why of judgment: นิยามและความสำคัญของ judgment
    2. Think clearly: วิธีคิดให้ทะลุปรุโปร่ง
    3. Mental models: หลักการคิดที่ควรมี
    4. Read: แนวคิดเกี่ยวกับการอ่าน

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant บน Amazon

    1. ⚖️ What & Why of Judgment
    2. 😎 Think Clearly
      1. 🌱 Basic Knowledge: Start from the Ground Up
      2. 🥠 Reality: See Past the Identity
      3. 🙂 Additional Tips: Honesty & Criticism
    3. 🧠 Mental Models
    4. 📖 Read
      1. 🔖 What & How to Read
    5. 🌻 Summary
    6. 🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    ⚖️ What & Why of Judgment

    The direction you’re heading in matters more than how fast you move, especially with leverage.

    — Naval Ravikant

    Judgment ในนิยามของ Naval คือ การประยุกต์ใช้ wisdom กับปัญหาภายนอก

    Wisdom หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นผลลัพธ์ในระยะยาวของการกระทำ

    ดังนั้น judgment คือ ความสามารถในการมองเห็นผลลัพธ์ในระยะยาวของการกระทำ ซึ่งทำให้เราสามารถหาประโยชน์จากการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิตได้

    Judgment = wisdom(external problems)
    

    ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว judgment มีความสำคัญ เพราะเทคโนโลยีสามารถขยาย impact ของการตัดสินใจของเราได้หลายเท่าตัว

    ยกตัวอย่าง เรามีไอเดียและโพสต์ไอเดียลง social media เราสามารถเข้าถึงคนที่เราต้องการได้ภายในเวลาอันสั้น และถ้าไอเดียนี้ดี เราก็จะได้ผลตอบรับที่ดีจำนวนมากกลับมา แต่ถ้าเป็นไอเดียไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เราก็จะได้รับแรงต้านมหาศาลเช่นกัน

    ถ้าเรามี judgment ที่ดีกว่าคนอื่นเพียงนิดเดียว เราก็สามารถเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิง

    In an age of leverage, one correct decision can win everything.

    — Naval Ravikant

    ทั้งนี้ เรามี 3 วิธีในการพัฒนา judgment ของเรา ได้แก่:

    1. Think clearly
    2. Mental models
    3. Read

    ไปดูรายละเอียดของแต่ละวิธีกัน


    😎 Think Clearly

    “Clear thinker” is a better compliment than “smart.”

    — Naval Ravikant

    Think clearly คือ การคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง (reality) และประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่:

    1. ความรู้ขั้นพื้นฐาน
    2. การมองเห็นความเป็นจริง

    .

    🌱 Basic Knowledge: Start from the Ground Up

    Real knowledge is intrinsic, and it’s built from the ground up.

    — Naval Ravikant

    คนที่มี judgment ที่ดีมักมีความรู้ขั้นพื้นฐานที่ดี เพราะเมื่อเรามีความรู้พื้นฐานแล้ว เราสามารถต่อยอดเป็นความรู้ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้

    ในมุมมองของ Naval คนที่ฉลาดมักจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้พื้นฐานอย่างท่องแท้ ยกตัวอย่างเช่น Richard Feynman นักฟิสิกส์ที่ได้ Nobel Prize ในปี 1965 ซึ่งสามารถอธิบายคณิตศาสตร์ได้โดยเริ่มจากการนับเลขและต่อยอดไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงพีชคณิตและตรีโกณมิติ (precalculus) โดยไม่ใช้นิยามใด ๆ แต่ใช้ chain of logic อย่างเดียว

    ถ้าเราสามารถอธิบาย concept ที่ซับซ้อนให้เด็กเข้าใจได้ แสดงว่า เรามีความรู้พื้นฐานที่แท้จริง แต่ถ้าเราทำไม่ได้ แสดงว่าเรากำลังจำ concept โดยไม่ได้เข้าใจความรู้พื้นฐานจริง ๆ

    .

    🥠 Reality: See Past the Identity

    The hard thing is seeing the truth.

    — Naval Ravikant

    คนที่มี judgment ที่ดี คือ คนที่เข้าใกล้ reality ได้มากที่สุด

    การเข้าใกล้ reality ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ขัดขวางไม่ให้เราเห็น reality เช่น:

    • Desires: สิ่งที่เราต้องการให้เป็น
    • Expectations: ความคาดหวัง
    • Beliefs: ความเชื่อ
    • Habits: ความเคยชิน

    Naval เรียกปัจจัยเหล่านี้รวมกันว่า identity หรือ ego ที่ก่อรูปเป็นตัวเราและคอยกำกับการกระทำของเรา

    What we wish to be true clouds our perception of what is true.

    — Naval Ravikant

    ถ้าเราอยากจะเข้าใกล้ reality ให้ได้มากที่สุด เราจะต้องตัดสินใจโดยไม่ใช้ identity/ego เพราะการใช้ identity/ego หมายถึง การใช้ความเชื่อหรือความเคยชินที่มีมาแต่เดิม และอาจไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

    ยกตัวอย่างเช่น เราเชื่อว่าธุรกิจกำลังไปได้ดี ทำให้เราตัดสินใจลงทุนเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา ทำให้การตัดสินใจของเราส่งผลเสีย (แทนที่จะเป็นผลดี) ต่อธุรกิจ

    ยิ่งเราเข้าใกล้ reality ได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งมี judgment ที่ดีขึ้นเท่านั้น

    .

    🙂 Additional Tips: Honesty & Criticism

    You should never, ever fool anybody, and you are the easiest person to fool.

    — Richard Feynman

    Naval แนะนำอีก 2 เคล็ดลับที่จะช่วยให้เราคิดได้ดีขึ้น ได้แก่:

    1. Radical honesty
    2. Praise specifically, criticise generally

    Radical honesty หมายถึง เราควรซื่อสัตย์ต่อทั้งตัวเองและคนอื่น เพราะคนที่ถูกหลอกง่ายที่สุดคือตัวเอง

    ถ้าเราโกหกคนอื่น เราจะเชื่อคำโกหกของตัวเอง ทำให้เราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ รวมทั้งทำให้เราหลุดจากความเป็นจริง

    Praise specifically, criticise generally เป็นแนวคิดที่ Naval ได้มาจาก Warren Buffet ซึ่งหมายถึง:

    • เวลาที่เราวิพากวิจารณ์ใคร เราควรวิจารณ์แนวทางมากกว่าตัวบุคคล
    • เวลาที่เราชื่นชมใคร ให้เราชมตัวบุคคล

    ยกตัวอย่างเช่น:

    • ถ้าเราเห็นพนักงานทำงานไม่ดี ให้เราวิจารณ์แนวทางในการทำงานที่พนักงานใช้
    • ถ้าเราเห็นพนักงานทำงานได้ดี เราควรชื่นชมพนักงาน เพราะเป็นตัวอย่างคนทำงานที่ดี

    การทำอย่างนี้จะช่วยทำให้คนอื่นอยากทำงานกับเรา มากกว่าต่อต้านเรา เพราะเราไม่ได้โจมตี identity/ego ของคนอื่น


    🧠 Mental Models

    What you want is principles. You want mental models.

    — Naval Ravikant

    Mental model เป็นเหมือนแผนที่ที่บอกว่า สิ่งต่าง ๆ ทำงานยังไง เช่น ถ้า X เกิดขึ้น Y จะตามมา

    ถ้าเราอยากจะมี judgment ที่ดี เราควรมี mental models ที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ถูกต้องและแม่นยำ

    Naval แนะนำ 12 mental models ที่น่าสนใจ:

    1. Evolution: ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอารยธรรมสามารถอธิบายได้ด้วยหลัก evolution ที่ว่า ใครจะอยู่รอดและได้สืบพันธุ์ต่อไป
    2. Inversion: แนวคิดในการตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ แทนการมองหาตัวเลือกที่ใช่
    3. Complexity theory: Naval เชื่อว่า คนเราใสซื่อจนเกินไปและมีความสามารถในการทำนายอนาคตที่แย่มาก
    4. Economics: ความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ เช่น demand-supply, game theory
    5. Principal-agent problem: แนวคิดที่ว่า ความไม่สอดคล้องอาจเกิดขึ้นได้เมื่อเรา (principal) ให้คนอื่น (agent) ทำงานให้กับเรา เพราะ agent ไม่สามารถรู้ความต้องการของ principal ได้ตลอดเวลา เช่น เราฝากเพื่อนซื้อข้าว เพื่อนอาจซื้อข้าวผัดมาให้เพราะเห็นเรากินข้าวผัดในอดีต แต่วันนี้ เราอยากกินก๋วยเตี๋ยว ทำให้ข้าวที่ซื้อมาไม่ตรงโจทย์
    6. Compound interest: แนวคิดที่ว่า ดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ใช้ได้กับการเงินเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับด้านอื่น ๆ ของชีวิต เช่น การหาลูกค้า ถ้าบริษัทมีผู้ใช้ 100 คนในเดือนแรก และมียอดการเติบโตของผู้ใช้ 20% ต่อเดือน ภายใน 1 ปี บริษัทจะมีผู้ใช้งานถึงเกือบ 900 คน
    7. Basic math: ความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น การคิดบวกลบเลข ความน่าจะเป็น และสถิติ
    8. Black swans: แนวคิดของ Nassim Nicholas Taleb นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญา ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่มีผลกระทบในวงกว้าง Naval แนะนำให้ศึกษางานของ Nassim ถ้าต้องการศึกษาเพิ่มเติม
    9. Calculus: การคำนวณ output โดยใช้ input และ functions
    10. Falsifiability: falsifiable หมายถึง สามารถพิสูจน์ว่าเป็น/ไม่เป็นจริงได้ และแนวคิดเป็นแก่นหลักของวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีใดที่ไม่สามารถ falsify ได้เป็นทฤษฎีที่ไม่ควรยึดถือ เพราะเราพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจริง/ไม่เป็นจริง
    11. If you can’t decide, then the answer is no: ถ้าเราตัดสินใจไม่ได้ (เช่น จะไปเรียนต่อไหม) คำตอบคือไม่ เพราะในปัจจุบัน เรามีตัวเลือกมากมาย และเราควร say “yes” ก็ต่อเมื่อเรามั่นใจในตัวเลือกจริง ๆ แล้วเท่านั้น
    12. Run uphill: ถ้าเรารู้สึก 50-50 กับการตัดสินใจยาก ๆ ให้เราเลือกทางที่ยากกว่า เพราะทางที่ยากในระยะสั้นมักให้ผลดีในระยะยาว เหมือนกับการวิ่ง เราจะเหนื่อยในระหว่างวิ่ง แต่สุดท้ายเราจะมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว

    📖 Read

    Read a lot—just read.

    — Naval Ravikant

    แนวทางสุดท้ายในการพัฒนา judgment คือ การอ่าน

    การอ่านคือ superpower ซึ่งเราสามารถพัฒนาได้

    สำหรับคนที่ต้องการฝึกทักษะการอ่าน Naval แนะนำให้เริ่มจากการอ่านสิ่งที่ชอบจนกว่าเราจะรักในการอ่าน

    Read what you love until you love to read.

    — Naval Ravikant

    ในช่วงแรก เราไม่ต้องสนใจว่า หนังสือที่เราอ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร ขอให้เป็นสิ่งที่เราชอบก็พอ และอ่านให้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

    .

    🔖 What & How to Read

    The problem with saying “just read” is there is so much junk out there.

    — Naval Ravikant

    Naval มีเทคนิคในการอ่านเพื่อสร้างความรู้ 5 ข้อ ได้แก่:

    1. Basic knowledge: อ่านหนังสือที่มีความรู้พื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และปรัชญา
    2. Classic work: อ่านหนังสือต้นฉบับหรือหนังสือ classic เช่น ถ้าเราต้องการอ่านเกี่ยวกับ evolution เราควรอ่านงานของ Charles Darwin ก่อน แล้วค่อยอ่านหนังสือของคนอื่นที่เขียนต่อยอดจาก Charles Darwin เป็นต้น
    3. No obligation to finish a book: เราอ่านเพื่อทำความเข้าใจไอเดียพื้นฐานของหนังสือ เราไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือให้จบทั้งเล่ม ถ้าเรารู้สึกว่าเข้าใจไอเดียพื้นฐานในหนังสือแล้ว เราสามารถข้ามไปเล่มถัดไปได้ และกลับมาดูหนังสือเล่มเก่าอีกครั้งเมื่อต้องการทบทวนความรู้
    4. You are what you read: เลือกหนังสือที่อ่านให้ดี เพราะหนังสือจะเหมือนเนื้อเพลงที่เล่นวนอยู่ในหัวเรา เราจะกลายเป็นสิ่งที่เราอ่าน
    5. Read to teach: อ่านโดยมีความตั้งใจว่าจะอธิบายให้คนอื่นฟัง การทำเช่นนี้จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่อ่านมากขึ้น

    🌻 Summary

    Judgment เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะผลของการตัดสินใจเราสามารถถูกขยายด้วยเทคโนโลยีและส่งผลเป็นวงกว้างได้

    แนวทางในการพัฒนา judgment มีอยู่ 3 แนวทาง ได้แก่:

    1. Think clearly: คิดโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยเราต้องมี (1) ความรู้พื้นฐาน และ (2) การตัดสินใจโดยไม่ใช้ identity/ego
    2. Mental models: สะสมแนวคิดในการตัดสินใจ เช่น evolution, inversion, complexity theory
    3. Read: อ่านให้เยอะเพื่อสะสมความรู้พื้นฐานและหลีกเลี่ยงหนังสือที่ไม่ดี

    🔥 Get The Almanack of Naval Ravikant

    สำหรับคนที่สนใจเนื้อหาของหนังสือและอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถซื้อหนังสือได้ตาม link ด้านล่าง:

    Note: ใครที่สนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษแบบ e-book หรือ PDF สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ navalmanack.com