ผมเคยคิดไว้นานแล้วว่า อยากไปเทือกเขาหิมาลัยสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายยังไหวอยู่
พอมีคนมาชวนไปเดินเขาที่ Nepal ผมเลยไม่ลังเลที่จะไปด้วย
แต่ผมไม่ได้ดูเลยว่า แผนการเที่ยวและการเตรียมตัวเป็นยังไงบ้าง ทำเอาเกือบไม่รอดกลับมา 555 😅
เพื่อช่วยให้คนที่อยากไป Nepal เตรียมตัวได้พร้อม ผมเลยเขียนบทความนี้ โดยรวบรวมข้อมูลเท่าที่รู้จากการไปเที่ยวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเอาไว้ให้
บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่:
- เส้นทางการเดินเขา
- วีซ่า, เงิน, SIM card
- การเตรียมร่างกาย
- การจัดกระเป๋า
ผมหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะไป Nepal นะครับ
ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย
- 🏔️ Travel Plan
- 🏟️ Guided vs Self-Directed
- 🛂 Visa
- 💰 Money
- 📞 SIM Card
- 📉 Insurance
- 🏃 Body Prep
- 🧳 Packing
- 👕 Clothes & Gear
- 💊 Food & Medicine
- 🔌 Electronics
- 📄 References
🏔️ Travel Plan
เพื่อเป็นบริบทในการอ่าน trip ของผมใช้เวลา 15 วัน (1–15 Apr 2026) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน:
- ขาไป (Days 1–3)
- เดินเขา (Days 4–13) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน:
- ABC route (Days 4–9)
- Mardi route (Days 10–13)
- ขากลับ (Days 14–15)
| Day | From | To | Transport |
|---|---|---|---|
| 1 | Bangkok | Kathmandu | Flight |
| 2 | Kathmandu | Kathmandu | – |
| 3 | Kathmandu | Pokhara | Coach |
| 4 | Pokhara | Chhomrong | Jeep + Trekking |
| 5 | Chhomrong | Dovan | Trekking |
| 6 | Dovan | Deurali | Trekking |
| 7 | Deurali | ABC | Trekking |
| 8 | ABC | Bamboo | Trekking |
| 9 | Bamboo | Jhinu Danda | Trekking |
| 10 | Jhinu Danda | Forest Camp | Jeep + Trekking |
| 11 | Forest Camp | High Camp | Trekking |
| 12 | High Camp | Mardi Viewpoint | Trekking |
| 13 | High Camp | Pokhara | Trekking + Jeep |
| 14 | Pokhara | Kathmandu | Coach |
| 15 | Kathmandu | Bangkok | Flight |
Note:
- ABC ความสูง 4,100 เมตร
- Mardi ความสูง 4,500 เมตร

🏟️ Guided vs Self-Directed
การเดินเขาที่ Nepal ทำได้ 2 แบบ:
- ไปกับทัวร์: ข้อดี คือ มีคนดูแลเรื่องสถานที่ เส้นทาง และใบอนุญาตให้พร้อม
- ไปเอง: ต้องจัดการเรื่องแผน สถานที่ และใบอนุญาตเอง แต่มีอิสระในการวางแผนและจัดการมากกว่า
ผมเลือกไปกับทัวร์ Heaven on Nepal จากที่พี่ในกลุ่มดูวิดีโอของพลอย
| == Heaven on Nepal == . 👉 Heaven on Nepal เป็นทัวร์ที่ดี รับจบเกือบทุกด้าน และให้บริการเป็นอย่างดี . Heaven on Nepal เป็นทัวร์จาก Nepal ที่จัดรับแขกคนไทยโดยเฉพาะ มีพนักงานที่สามารถพูดได้ไทยคอยดูแลระหว่างอยู่ในเมือง เช่น พาไปซื้อของ พาไปแลกเงิน (ช่วยให้ได้ของและอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าถ้าไปเอง) . Guide ที่พาเดินเขาก็มีประสบการณ์และมีเครือข่ายกับที่พักและลูกหาบ (porter) ระหว่างทางเป็นอย่างดี ทำให้ได้รับบริการที่น่าประทับใจ . เช่น ตอนขึ้นไปที่ ABC ที่อากาศหนาวจัด guide จัดให้กลุ่มผมได้นอนห้องที่อยู่ติดกับห้องครัว เพราะจะอุ่นกว่าห้องอื่น ๆ (บนเขามีนโยบายงดใช้ heater กัน ทำให้บรรยากาศหนาวกว่าเมื่อก่อน) . มีหลาย ๆ ครั้งที่พวกเราเดินช้า guide ก็จะให้ porter ที่ขนกระเป๋าไปถึงที่พักแล้ว ย้อนกลับมาช่วยขน backpack เพื่อช่วยให้เราเดินได้ง่ายขึ้น . ถ้าใครอยากซื้อทัวร์ไปเดินเขา ผมก็แนะนำ Heaven on Nepal นะครับ 😆 |

🛂 Visa
Visa นักท่องเที่ยวทำได้ 2 แบบ:
- On arrival: ขอวีซ่าเมื่อไปถึงสนามบิน
- Before arrival: ทำวีซ่าก่อนเดินทาง
สำหรับผมเลือกทำวีซ่าก่อนไป โดยฝากทำผ่านทัวร์ ไม่ต้องเดินเอกสารเอง แค่ต้องเตรียมเอกสาร 3 อย่างให้ทัวร์:
- หน้า passport (ส่งผ่าน LINE)
- รูปถ่าย (สำหรับติดในวีซ่า)
- ค่าธรรมเนียม 950 บาท
Note: สำหรับคนที่ต้องการยื่นวีซ่าด้วยตัวเอง สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ VISA Services Information
💰 Money
เราพกเงินไป Nepal ได้ 3 สกุล:
- Nepalese Rupee (NPR): สำหรับใช้จ่าย
- US dollar (USD): สำหรับใช้จ่ายหรือแลกเป็น NPR
- Thai Baht (THB): สำหรับแลกเป็น NPR
.
💴 NPR

NPR ใช้จ่ายหลักใน Nepal
ข้าวจานหนึ่งใน Nepal ราคาราว ๆ 300–1,100 NPR (ขึ้นอยู่กับสถานที่และระดับความสูง)
ในช่วงที่ผมไป ราคา NPR อยู่ที่:
- 1 THB ≃ 4.5 NPR
- 1 USD ≃ 145 NPR
.
💵 USD
USD ใช้จ่ายที่ Nepal ได้ เช่น ซื้อของที่สนามบิน หรือระหว่างทางเดินเขา
แต่มักไม่เป็นที่นิยม เพราะร้านค้าจะเป็นคนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้เราเสียเปรียบได้
ทางที่ดี เราควรแลก USD เป็น NPR สำหรับใช้จ่ายใน Nepal

| == Old USD Notes == . 👉 ก่อนไป ผมศึกษาเกี่ยวกับอายุแบงค์ USD ที่ใช้ได้ใน Nepal เพราะผมมีแบงค์ USD ที่ผลิตก่อนปี 2009 . บนอินเทอร์เน็ต คนส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ที่ผลิตตั้งแต่ ปี 2013 ขึ้นไป หรือแบงค์ที่มีแถบสีฟ้า (ตามรูปด้านบน) . พอถามทัวร์ ทัวร์แนะนำให้ใช้แบงค์ใหม่ (แต่ไม่ได้บอกว่าใหม่ขนาดไหน) เพราะแบงค์เก่าอาจจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่น้อยกว่า . แบงค์เก่าไม่เป็นที่ยอมรับใน Nepal เพราะความกลัวแบงค์ปลอม แบงค์ที่มีแถบสีฟ้าน่าจะเป็นตัว guarantee ที่ดีกว่า . ตอนอยู่ Nepal ผมแลกเงินด้วยแบงค์ปี 2009 และ 2021 ซึ่งมีแถบสีฟ้าทั้งคู่ และได้อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากัน ผมเลยไม่รู้ว่าแบงค์ที่เก่ากว่าและไม่มีแถบสีฟ้าจะได้อัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง อย่างที่ทัวร์บอกจริงไหม . เพื่อความสบายใจ ผมแนะนำให้ทุกคนพกแบงค์ใหม่ที่มีแถบสีฟ้าไปสำหรับแลกเงินหรือใช้จ่ายใน Nepal นะครับ 😉 |
.
💶 THB
THB ใช้จ่ายใน Nepal ไม่ได้ แต่ใช้แลกเป็น NPR ได้ตามร้านแลกเงินใน Thamel (Kathmandu) และ Pokhara
การแลกด้วย THB สะดวกสบายกว่า USD เพราะเราไม่ต้องแลกเงินไปก่อน และไม่ต้องโดนค่าแลกเปลี่ยน 2 ต่อ
ก่อนไป Nepal เราสามารถคิดเลขคร่าว ๆ ได้ว่า ใช้เงินสกุลไหน (USD vs THB) แลกเป็น NPR ได้คุ้มกว่ากัน (อย่างตอนผมไป ใช้ THB จะได้ราคา NPR ที่ดีกว่าเล็กน้อย)
เท่าที่ผมรู้ ในไทยยังไม่มีที่ให้แลก THB เป็น NPR โดยตรง ถ้าจะแลก จะต้องไปแลกที่ Nepal อย่างเดียว
.
💳 How Much to Bring?
เราควรเตรียมเงินไปเท่าไร?
สำหรับวันเดินเขา อินเทอร์เน็ตแนะนำให้เตรียมเงินวันละ 20–35 USD ส่วนทัวร์แนะนำให้พก 40–50 USD (เพราะต้องให้ทิปกับ guide และ porter หลังจบทัวร์) ซึ่งทั้งสองช่วงเมื่อตีเป็นเงิน Nepal จะอยู่ที่ 3,000–8,000 NPR ต่อวัน
สำหรับการเดินทางจริง ผมแนะนำให้นำเงินติดตัวไป 4,500–5,000 NPR ต่อวัน โดยคำนวณจาก:
- อาหาร: ถ้ากิน dal bhat (อาหาร Nepal ที่เติมข้าวและกับไม่อั้น สำหรับนักเดินเขาและคนกินจุ) ราคา 800–1,100 NPR ต่อมื้อ
- น้ำกิน: ขึ้นอยู่กับว่า ตอนกินข้าว เราสั่งน้ำเป็นแก้วหรือกา (ขนาดเล็ก ใหญ่ ใหญ่มาก 😂) ซึ่งราคาอยู่ในช่วง 100–2,100 NPR
- ชาร์จไฟ: ครั้งละ 200–400 NPR ต่ออุปกรณ์ (ไม่ได้ชาร์จทุกวัน ถ้ามี power bank อาจจะชาร์จทุก ๆ 2–3 วันแทน)
- อาบน้ำร้อน: ครั้งละ 300–400 NPR ต่อคน (ไม่ได้อาบทุกวัน จะได้อาบแค่ช่วงขาไปและขากลับ ขาละ 1–2 วันแรกเท่านั้น)
Note: ค่าอาหารและของต่าง ๆ จะแพงขึ้นตามระดับความสูง เช่น dal bhat ราคาเริ่มต้นจาก 800 ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1,100 NPR

📞 SIM Card
เราเลือก SIM card ได้ 2 แบบ:
- Roaming package
- Local SIM
.
📶 Roaming Package
Roaming package มีข้อดี 2 อย่าง คือ:
- ใช้งานง่าย: ไม่ต้องเปลี่ยน SIM แค่ซื้อ package แล้ว activate ตอนไปถึง Nepal ก็สามารถใช้งานได้เลย
- เลือกเครือข่ายได้: เลือกใช้เสาสัญญาณของ Nepal Telecom (NTC หรือ Namaste) หรือ NCell ซึ่งเป็น 2 เจ้าหลักใน Nepal ได้
Note:
- NTC จะมีสัญญาณครอบคลุมนอกตัวเมืองและระหว่างเดินเขามากกว่า
- NCell จะครอบคลุมการใช้งานในเมืองเป็นหลัก
.
☎️ Local SIM
Local SIM มีข้อดี คือ ราคาถูกกว่า
ยกตัวอย่างการเดินทาง 15 วัน ราคา roaming package ของ True อยู่ที่ 699+ บาท (data 10 GB)

ถ้าซื้อ local SIM อย่าง Namaste ของ NTC จะได้ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,100 NPR (~245 บาท) มีอายุใช้งาน 28 วัน (ตอนผมไป มีให้เลือกแค่ 5 วัน หรือ 28 วัน) พร้อม data 20 GB
จะเห็นได้ว่า local SIM ราคาถูกกว่า และได้วันและ data ที่เยอะกว่ามาก

Note:
- เราสามารถขอ local SIM แบบ e-SIM ได้ แต่ค่าใช้จ่ายและการติดต่ออาจจะต้องเปลี่ยนไป
- ผมซื้อ local SIM จากร้านข้างทางที่ทัวร์พาไป
.
🧑⚖️ Verdict
สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ให้ใช้ roaming package
ส่วนสำหรับคนที่ต้องการประหยัดเงิน ให้ซื้อ local SIM ที่ Nepal
📉 Insurance
สำหรับการเดินเขาที่ Nepal เราจะต้องซื้อประกัน 2 แบบ:
- ประกันเดินทาง: สำหรับการเดินทางทั่วไป (เช่น กระเป๋าหาย, เที่ยวบิน delay, เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง)
- ประกันเดินเขา: คุ้มครองการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยในระหว่างเดินเขาที่มีความสูงกว่าปกติ (เช่น สูงกว่า 4,500 เมตร)
.
✈️ Travel Insurance
สำหรับประกันเดินทาง กลุ่มผมเลือกใช้ 2 เจ้า:
- MSIG: ผมเลือกเจ้านี้ เพราะใช้สำหรับเดินทางไปประเทศอื่นในปีเดียวกันด้วย
- Chubb: คนอื่นเลือกใช้เจ้านี้ เพราะราคาย่อมเยา
.
🏞️ Trekking Insurance
สำหรับประกันเดินเขา เรามีให้เลือกหลายตัว
จากการเปิดดูใน Facebook จะเห็นว่าเจ้าที่คนนิยมใช้ คือ:
- WorldTrips
- ASC 360
- Sompo
- Nepal Trekking Insurance
ส่วนทัวร์แนะนำประกัน 2 เจ้านี้:
- Himalayan Guardian
- ISA

กลุ่มผมเลือก Himalayan Guardian โดยผมซื้อผ่านทัวร์อีกที เพราะ:
- ประกันอื่นเป็นของต่างประเทศ ซึ่งหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะติดต่อยาก (เช่น เรียก ฮ. มารับยาก)
- ประกันบางเจ้า claim ยาก หรือ claim ไม่ได้ตามจริง
แผนที่ผมเลือกเป็นแผน 14 วัน ซึ่งครอบคลุมความสูง 5,500 เมตร (ไม่มี 4,500 เมตรให้เลือก) ราคาอยู่ที่ 162 USD ซึ่งครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉิน (emergency medical evacuation)
| == Buy or Not to Buy? == . 👉 ทัวร์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเดินเขาก็ได้ เพราะโอกาสที่จะเรียก ฮ. มารับมีน้อยมาก (~5%) . สำหรับใครที่คิดว่า ไม่น่าเจอเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินเขา ก็สามารถ skip ประกันเดินเขาไปได้ . แต่ใครที่อยากซื้อประกันเพื่อความสบายใจ แนะนำให้ดู 2 อย่าง: ระดับความสูงที่คุ้มครอง 🗻 ครอบคลุมการเรียก ฮ. มารับในกรณีฉุกเฉินไหม 🚁 |

🏃 Body Prep
ผมออกกำลัง 2 แบบ สำหรับเตรียมตัวไปเดินเขา:
- Cardio เพื่อเพิ่มความอึด (ปกติ ผมเป็นคนไม่ออกกำลังกาย)
- Leg day เพื่อฝึกกล้ามเนื้อของขา
Note: ปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกาย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง/นอน
ผมเตรียมการออกกำลังกายไว้ 4 อย่าง เพื่อเล่นสลับกันไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 เดือนก่อนเริ่มเดินทาง:
| Exercise | Duration | HR Zone |
|---|---|---|
| เดินชัน (ความชัน 8–12) | 45–60 min | 2 |
| ปั่นจักรยาน | 45–60 min | 2 |
| Elliptical | 45–60 min | 2 |
| Leg day | – | – |
Note: ตอนแรก ผมจะต้องออกกำลังกาย 3 เดือน แต่ด้วยตารางเวลา ทำให้ออกได้ไม่ครบ
| == Do Your Leg Day == . 👉 Cardio ว่ายากแล้ว leg day ยากกว่า . Leg day เลยกลายเป็นการออกกำลังกายที่ผม skip เยอะที่สุด 😂 . และผลที่ตามมาก็ คือ เจ็บเข่าตอนขาลงเขา เพราะกล้ามเนื้อขาไม่ชินกับการใช้งานหนัก . สำหรับคนที่เตรียมตัวไป Nepal ผมแนะนำให้ฝึก leg day เยอะหน่อย และอาจจะเสริม cardio การเดินขึ้นลงบันได เพื่อให้กล้ามเนื้อชินกับขาขึ้นขาลง 🙂↕️ |
🧳 Packing
การเดินทางจะมีการจัดกระเป๋า 3 ครั้ง:
- ขาไป: จัดกระเป๋าสำหรับบินไป Nepal
- เดินเขา: ถ่ายของจากกระเป๋าลาก ใส่ duffle bag (กระเป๋ากันน้ำ) ที่ทัวร์เตรียมไว้ให้ เพื่อให้ลูกหาบ (porter) ขนขึ้นเขาให้
- ขากลับ: ถ่ายของจาก duffle bag กลับกระเป๋าลาก

ในการจัดกระเป๋า เราต้องคำนึงถึง 2 อย่าง:
- น้ำหนักขึ้นเครื่อง: ขึ้นอยู่กับสายการบิน อย่างผมได้น้ำหนัก 15 kg โหลด และ 7 kg ถือขึ้นเครื่อง
- น้ำหนักที่ลูกหาบ (porter) ขนได้: porter 1 คนจะขนน้ำหนักได้ไม่เกิน 20–30 kg ในกรณีผม porter 1 คนจะขนกระเป๋าของลูกทัวร์ 2 คน (25 kg) ทำให้กระเป๋าผมต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 12.5 kg (ถ้ามากกว่านั้น จะต้องใส่ backpack ที่ติดตัวไป)
ถ้าเราเอาน้ำหนักไปเยอะ แต่มี porter ไม่พอ เราก็จะขนของขึ้นเขาได้ไม่หมด เราควรจะต้องจัดของให้พอดีกับจำนวน porter ที่เราจะได้รับ
👕 Clothes & Gear
เสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินเขาที่ต้องเตรียมไป จะต้องพร้อมสำหรับ 3 สภาพอากาศ:
- ร้อน
- ฝน
- หนาว + หิมะ + ลมแรง
ตามที่ผมจัดกระเป๋า แนะนำให้เตรียมไปตามนี้:
.
👳♀️ Head
- หมวกกันแดด: จะเป็น cap หรือหมวกปีกบานก็ได้
- หมวกไหมพรม (beanie): สำคัญมาก เพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและไม่ป่วยง่าย ใส่ทั้งระหว่างเดินเขาและตอนนอนในอากาศหนาว
- ไฟฉายติดหัว (head lamp): สำหรับใช้เดินเขาตอนมืด และเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน (บางที่ไม่มีไฟให้ใช้ตอนกลางคืน)
.
🙈 Face & Neck
- แว่นกันแดด: สำหรับกันแดดในอากาศร้อนและในหิมะ
- ผ้าบัฟ (buff): สำหรับกันฝุ่นเวลาเจอทางลูกรัง และปิดจมูก/หัวเพื่อให้อบอุ่นในอากาศหนาว
.
💪 Arms & Hands
- ปลอกแขน: สำหรับกันแดด
- ถุงมือ: สำหรับกันหนาว แนะนำให้เตรียมไว้หลายคู่ที่หนาต่างกัน เพื่อใส่ในแต่ละระดับความสูง และควรมีคู่ที่กันน้ำ/หิมะได้
- นาฬิกากีฬา: สำหรับวัด heart rate (เพราะถ้าหัวใจเต้นแรงเกิน จะต้องหยุดพัก) และถ้าวัดระดับ oxygen และความสูงระหว่างเดินเขาได้ด้วยก็จะดี
- ไม้เดินเขา: แนะนำให้เอาไป 2 ไม้ แต่ระหว่างเดินอาจใช้ข้างเดียวหรือไม่ใช้เลยก็ได้ แล้วแต่คนถนัด

.
🎽 Upper Body
- เสื้อยืด: แนะนำแบบแห้งเร็ว เช่น เสื้อวิ่ง/ออกกำลังกาย เพราะจะเหงื่อออกระหว่างเดินเขา (แม้ในอากาศหนาว) และเผื่อซัก-ตากเพื่อใส่ซ้ำได้ง่าย
- เสื้อกันหนาว: แนะนำให้เตรียมไว้หลายตัว สำหรับใส่ซ้อนกันหรือใส่ทีละตัวก็ได้ เพราะความหนาวแต่ละจุดไม่เท่ากัน สำหรับผมเตรียมไป 4 ตัว คือ sweater, เสื้อกันหนาวแบบบาง, fleece, เสื้อขนเป็ดน้ำหนักเบา
- เสื้อกันลม: ช่วยกันหนาว โดยเฉพาะเวลาลมแรง ๆ
- เสื้อกันฝน: แนะนำให้เป็นแบบคลุมทั้งตัวและ backpack เพราะเวลาใส่จะง่าย และทำให้กระเป๋าไม่เปียก (ตัวอย่าง) ใส่ทั้งเวลาเจอฝนและหิมะ
- ร่ม (optional): บางคนใช้ร่มแทนเสื้อกันฝน ซึ่งข้อดี คือ น้ำหนักเบา แต่ข้อเสีย คือ ต้องถือร่มตลอดเวลา
- HEATTECH: ช่วยให้ตัวอุ่นเวลาขึ้นไปบนที่สูง แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบเสื้อ กางเกง และถุงเท้า
.
🩲 Lower Body
- กางเกงใน: จะใช้แบบทั่วไป หรือแบบใช้แล้วทิ้งก็ได้
- กางเกงเดินเขา: แนะนำให้พกไป 2–3 ตัวพอ และถ้าเป็นแบบถอดขาได้ก็จะดี เผื่อเปลี่ยนเป็นขาสั้นเวลาอากาศร้อน
- กางเกงขาสั้น: สำหรับใส่ระหว่างพัก หรือใส่นอนในช่วงที่อากาศไม่หนาวมาก
- กางเกงขายาว: สำหรับใส่นอน แนะนำให้เป็นแบบกันหนาวได้
- ถุงเท้า: แนะนำให้เตรียมไว้ทั้งแบบบางและแบบหนา สำหรับช่วงอากาศร้อนและอากาศหนาว และแนะนำให้เป็นแบบยาว เพื่อป้องกันรองเท้ากัดและทากดูดเลือดในบางฤดู
- รองเท้าแตะ: สำหรับใส่อาบน้ำ และระหว่างพัก
- รองเท้าเดินเขา: ควรเป็นแบบหุ้มส้นสูง เพื่อกันข้อเท้าพลิก และควรเลือกแบบกันน้ำ/หิมะได้ (ผมเลือกซื้อยี่ห้อ Merrell ซึ่งใช้ดีมาก)
- Crampons: โซ่หนามติดรองเท้า สำหรับใส่เดินกันลื่นบนหิมะ สามารถหาซื้อได้ใน Nepal (ผมซื้อมาคู่ละ 1,000 NPR หรือ ~220 บาท)

💊 Food & Medicine
สำหรับอาหารและยาที่ควรเตรียมไป มีดังนี้:
.
🍔 Food & Drink
- ลูกอม: ช่วยให้รู้สึกสดชื่นระหว่างเดินเขา
- Power bar: ช่วยให้พลังงานระหว่างทาง โดยเฉพาะเวลาหิวมาก ๆ แต่ยังไปไม่ถึงจุดหมาย
- ขนม: เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ สำหรับกินเล่นระหว่างพัก
- บะหมี่สำเร็จรูป: สำหรับทานแก้เบื่อ (เพราะอาหารระหว่างเดินเขาใช้เมนูเดียวกันตลอดทาง)
- Aquatabs: ยาฆ่าเชื้อ สำหรับใส่ในน้ำก๊อก/น้ำจากลำธารเพื่อเปลี่ยนให้เป็นน้ำกิน สามารถหาซื้อใน Nepal ได้ (ราคาถูกกว่าไทย)
- ขวดน้ำ: แนะนำให้เป็นแบบเก็บความร้อนได้ สำหรับซื้อน้ำร้อนกินในที่สูง (ผมพกไป 2 ขวด ขวด 1 ลิตร สำหรับใส่น้ำเย็น และขวด 600 ml สำหรับใส่น้ำร้อน)

| == Where’s Water? == . 👉 ระหว่างเดินเขา เราหาน้ำกินได้ 2 แบบ: . เติมจากก๊อกน้ำ หรือลำธาร: เติมแล้วจะต้องใส่ Aquatabs ด้วย โดยเฉพาะน้ำก๊อกที่ไม่สามารถใช้เป็นน้ำดื่มได้โดยตรง และเสี่ยงที่จะท้องเสีย . ซื้อ: ขอซื้อน้ำสะอาดได้ตามที่พัก ซึ่งน้ำที่นำมาขายจะเป็นน้ำก๊อกหรือน้ำตามธรรมชาติ (เช่น หิมะที่เก็บไว้) เอามากรองหรือต้มให้เราดื่ม . แนะนำว่า ใครที่ไม่กล้ากินน้ำก๊อกที่ใส่ Aquatabs ก็ควรซื้อจากที่พักตามทางแทน โดยวันหนึ่งควรกินได้อย่างน้อย 2–3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความสูง 👍 |
Note:
- เวลาพักระหว่างเดินเขา ควรซื้ออาหารของที่พักด้วย ไม่ควรกินแต่ของที่เอามาอย่างเดียว เพราะรายได้หลักของที่พักมาจากค่าอาหาร
- สำหรับ ABC (ตั้งแต่ Bamboo ขึ้นไป) จะไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน เพราะเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ (มีแค่ผัก ไข่ และปลาเท่านั้น)
.
🤧 Cold
ยาแก้แพ้อากาศหรืออาการหวัด จากอากาศหนาว/แห้งของ Nepal:
- ยาลดไข้
- ยาแก้แพ้
- ยาแก้คัดจมูก
- ยาอมแก้เจ็บคอ
- ยาแก้อักเสบ
.
😣 Stomach
ยาสำหรับอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือปวดท้อง:
- กาวิสคอน (Gaviscon): แก้อาการกรดไหลย้อน
- อีโน (ENO): ลดกรดในกระเพาะ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ยาแก้ท้องเสีย: ช่วยให้ถ่ายน้อยลงเวลาท้องเสีย
- ยาคาร์บอน: ช่วยให้ถ่ายเป็นก้อนมากขึ้น
- เกลือแร่: เพิ่มเกลือแร่ให้กับร่างกาย
.
🚀 Secret Weapon
อาวุธลับที่ช่วยให้ผ่านการเดินเขาที่ Nepal มาได้:
- โซดามิ้นท์ (Sodamint หรือ sodium bicarbonate): เป็นยาลดกรด แต่สำหรับการเดินเขา เราจะกินเพื่อลดกรดในกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ปวดเมื้อยจนเกินไป ให้ทาน 2 ครั้ง เช้า-เย็น พอกินแล้วจะเมื้อยน้อยลงเยอะมาก
- ยูนิเรน (Uniren): ยาฉีดบรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อย ผมได้ขวดนี้ช่วยไว้ตอนกล้ามเนื้อเข่ายืด พอฉีดแล้วทำให้เดินต่อได้
- แผ่นแปะแก้ปวด: สำหรับเวลาปวดกล้ามเนื้อมาก ๆ
- ยาแก้ความสูง: ขาดไม่ได้ จะต้องกินก่อนขึ้นเขาและก่อนลงเขา ยาจะทำให้ปวดฉี่และหิวน้ำ ทำให้เราดื่มน้ำได้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินจากการที่ oxygen ในอากาศต่ำ
.
⛑️ First-Aid
ชุดปฐมพยาบาล:
- ยาแก้ปวด
- ยาแก้คัน
- ยาสมานแผล
- ปาสเตอร์ปิดแผล
- ยาหยอดตา
.
🧴 Body Care
อุปกรณ์ดูแลผิว:
- Lotion: ให้ความชุ่มชื่นกับผิว เพราะอากาศ Nepal หนาวและแห้งมาก
- ลิปมัน: สำหรับกันปากแตกจากอาการแห้ง
- ครีมกันแดด: โดยเฉพาะขึ้นเขาที่มีหิมะ เพราะแดดหิมะจะแรงกว่าปกติ
- ครีมอาบน้ำ: แนะนำให้พกแบบอาบน้ำและสระผมได้ในตัวเดียวกัน เพื่อลดน้ำหนักของที่ขนขึ้นเขา
- โฟมล้างหน้า
- แปรงสีฟัน + ยาสีฟัน
- กรรไกรตัดเล็บ
- ทิชชู่แห้ง: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเข้าห้องน้ำ (ห้องน้ำส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำความสะอาดให้ หรือมีแค่ขันน้ำหรือที่ฉีดน้ำ)
- ทิชชู่เปียก: สำหรับทำความสะอาดทั่วไป และเช็ดตัวสำหรับวันที่ไม่ได้อาบน้ำ (เพราะอากาศเย็นเกิน)
Note: สำหรับอุปกรณ์อาบน้ำ แนะนำรวมไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ ที่แขวนได้ เพราะห้องน้ำระหว่างปีนเขาไม่ค่อยมีที่วางสบู่ เสื้อผ้าให้
| == Toilet in High Places == . 👉 ห้องน้ำระหว่างเดินเขา จะมีอยู่ 2 แบบ: โถนั่ง 🚽 คอห่าน 🏋️ . โดยบางที่ก็มีทั้ง 2 แบบ หรือบางที่ก็มีแค่แบบเดียว . ถ้าต้องเข้าห้องน้ำระหว่างทาง ให้บอก guide เพื่อหาจุดเหมาะสม เพื่อปลดปล่อยท่ามกลางธรรมชาติ 😌 |
🔌 Electronics
นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องติดตัวไป อย่างมือถือ กล้อง แล็ปท็อป เราจะต้องเตรียม 2 อย่างนี้ด้วย:
- Power bank: แนะนำให้พกแบบใหญ่ที่ชาร์จได้หลายวันไป เพราะระหว่างเดินเขาจะต้องเสียค่าชาร์จไฟตามจำนวนอุปกรณ์ (ราคา 100–400 NPR) ปกติที่ผมทำ คือ ชาร์จทุกอย่างจาก power bank แล้วเอา power bank ไปชาร์จไฟครั้งเดียว
- Adapter: หัวแปลงไฟ ใช้เวลาอยู่ในเมือง (หัวแบบ types C, D, M) เพราะบนเขาจะเป็นปลั๊กแบบ universal ที่ใช้หัวเสียบแบบไทยได้

📄 References
Visa:
Money:
- Kathmandu only accepts USD notes from certain issue date?
- Can anyone advise if it’s possible to change/pay in Nepal with USD of 2009 year?
- USD Problems
- How Much Cash to Bring for Trekking
- Annapurna Base Camp Trek Food and Drinks: Teahouse Menu Guide 2026
- Annapurna Base Camps & Mardi Himal Trekking
SIM Card:
Insurance:
