Tag: João Batalheiro Ferreira

  • สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    Writing Is Not Magic, It’s Design เป็นหนังสือของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำแนวคิดในการเขียนสำหรับนักออกแบบ (designer) ซึ่งมัก “คิดเป็นภาพ” ได้ดีกว่า “คิดเป็นตัวหนังสือ”

    แม้ว่า Writing Is Not Magic, It’s Design จะถูกเขียนมาให้นักออกแบบ แต่แนวคิดในหนังสือสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเอง โดยเฉพาะการเขียน non-fiction อย่างเขียน blog และบทความ

    ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาของ Writing Is Not Magic, It’s Design ใน 5 ส่วนกัน:

    1. What writing is: การเขียนคืออะไร
    2. Writing method: วิธีเขียนจาก 0 ถึง 100
    3. Modular writing: การจัดการโครงสร้างงานเขียน
    4. Writing stages: วิธีแปลงไอเดียให้เป็นงานเขียน
    5. Writing method combined: วิธีเขียนอย่างเป็นระบบ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon

    1. ✍️ What Writing Is
      1. 💪 Writing = Skill
      2. 📣 Writing = Communication
      3. 🎨 Writing = Creative Process
      4. 🧠 Writing = Thinking
    2. 🖋️ Writing Method
    3. 1️⃣ Part I. Modular Writing
      1. 😭 Obstacle #1 to Writing
      2. 🙂‍↕️ What Is Modular Writing?
      3. 😇 Benefits
      4. 🪜 How to
    4. 2️⃣ Part II. Writing Stages
      1. 😭 Obstacle #2 to Writing
      2. 🎭 What Are Writing Stages?
      3. 🧑‍🎨 The Four Steps in Writing Stages
      4. 🫠 Don’t Skip
      5. 📝 Step 1. N for Note
      6. 🍱 Step 2. O for Outline
      7. 🖋️ Step 3. D for Draft
      8. ✍️ Step 4. E for Edit
    5. 🧢 Writing Method Combined
    6. 🤩 Deep Note: Your Digital Zettelkasten

    ✍️ What Writing Is

    เรามองการเขียนได้ 4 มุม:

    1. Skill
    2. Communication
    3. Creative process
    4. Thinking

    .

    💪 Writing = Skill

    การเขียนเป็นทักษะ ซึ่งหมายความว่า ทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้ด้วยการฝึกฝน ไม่ใช่พรสรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด

    .

    📣 Writing = Communication

    จุดประสงค์ของการเขียน คือ การสื่อสารไอเดียระหว่างคนเขียนและคนอ่าน

    งานเขียนที่ไม่ดี คือ งานที่ไม่สามารถสื่อไอเดียไปถึงคนอ่านได้

    และงานเขียนที่ดี คือ งานที่แก้ปัญหาการสื่อสารได้สำเร็จ

    .

    🎨 Writing = Creative Process

    การเขียนเป็นงาน creative และเช่นเดียวกับงาน creative อื่น ๆ เช่น การออกแบบ งานเขียนจะสร้างผ่าน creative process ซึ่งเราจะไปดูกันต่อไป

    .

    🧠 Writing = Thinking

    การเขียน คือ การคิด

    ถ้าจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดได้ดีก่อน แต่ถ้าจะคิดได้ดี บางทีเราจะต้องเขียนออกก่อน

    ดังนั้น การเขียนไม่ใช่แค่สื่อ แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยคิดอีกด้วย


    🖋️ Writing Method

    Writing method เป็นวิธีการออกแบบงานเขียนอย่างเป็นระบบที่จะช่วยให้เราก้าวจาก 0 ไปถึง 100 ได้ และประกอบด้วย 2 ส่วน:

    1. Modular writing
    2. Writing stages

    ซึ่งแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


    1️⃣ Part I. Modular Writing

    .

    😭 Obstacle #1 to Writing

    อุปสรรคหนึ่งในการเขียน คือ blank-page anxiety

    ในการเขียน เราจะเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่า พร้อมกับภาพในหัวว่างานเขียนของเราจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน และเราพยายามจะทำให้ภาพนั้นกลายเป็นจริง

    เราพยายามเปลี่ยนหน้ากระดาษเปล่า (0) ให้กลายเป็นงานเขียนฉบับสมบูรณ์ (100) ในก้าวใหญ่เดียว ซึ่งทำให้เรารู้สึกกังวลจนเขียนไม่ออกได้

    ถ้าการเขียนจาก 0 เป็น 100 เป็นก้าวที่ใหญ่ไป สิ่งที่เราต้องทำคือแบ่งก้าวให้เล็กลงเพียงพอที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

    .

    🙂‍↕️ What Is Modular Writing?

    Modular writing เป็นเทคนิคในการเขียนที่แยกงานเขียนออกเป็นส่วน ๆ (module) โดยที่แต่ละส่วน:

    1. เขียนจบได้ในตัวเอง (มี start, middle, end ในตัวเอง)
    2. แยกประกอบกับส่วนอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ

    ยกตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับ design thinking แยกได้เป็น 4 ส่วน หรือ modules ดังนี้:

    • Module 1. What design thinking is
    • Module 2. History of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking
    • Module 4. Case studies of design thinking

    เราสามารถจัดเรียง module ได้โดยไม่กระทบเนื้อด้านใน เช่น:

    • Module 2. History of design thinking
    • Module 1. What design thinking is
    • Module 4. Case studies of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking

    .

    😇 Benefits

    Modular writing มีข้อดี 2 อย่าง ได้แก่:

    1. Blank-page anxiety: ช่วยให้เราไม่รู้สึก overwhelmed เพราะแทนที่เราจะเริ่มจาก 0 (หน้าเปล่า) ไป 100 (งานเขียนที่สมบูรณ์) ในทันที เราจะค่อย ๆ เขียนทีละ module ไปเรื่อย ๆ จนครบ
    2. Structuring: จัดโครงสร้างงานเขียนได้ง่าย เพราะแต่ละส่วนครบจบในตัวเอง แสดงว่า เราสามารถโยกย้ายแต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องแก้ไขงานเขียนใหม่ทั้งหมด แต่แก้เฉพาะจุดที่แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันเท่านั้น

    .

    🪜 How to

    เราใช้ modular writing ได้ใน 3 ขั้นตอน:

    1. Split: แยกงานเขียนออกเป็น module
    2. Write: เขียนแต่ละ module
    3. Combine: ประกอบ module เข้าด้วยกันให้เป็นงานเขียนที่สมบูรณ์

    2️⃣ Part II. Writing Stages

    .

    😭 Obstacle #2 to Writing

    อีกอุปสรรคที่คนส่วนใหญ่เจอในการเขียน คือ “ไม่รู้จะเขียนอะไร” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี:

    1. ไม่มีข้อมูลที่จะเอามาเขียน
    2. มีข้อมูล แต่ไม่รู้จะเขียนออกมายังไง

    สิ่งที่เราต้องการในทั้ง 2 กรณี คือ ขั้นตอนที่จะช่วยเราเก็บข้อมูลและแปลงข้อมูลให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🎭 What Are Writing Stages?

    Writing stages คือ creative process ของงานเขียน หรือขั้นตอนที่จะแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🧑‍🎨 The Four Steps in Writing Stages

    Creative process มีอยู่ 4 ขั้น ได้แก่:

    1. Gather information: รวบรวมข้อมูล
    2. Sketch: ร่าง
    3. Design spec: ออกแบบ
    4. Prototype: สร้างต้นแบบ
    Gather -> Sketch -> Design -> Prototype

    Writing stages มีอยู่ 4 ขั้นตอน ซึ่งย่อสั้น ๆ ว่า NODE ได้แก่:

    1. Note: จดรวบรวมข้อมูล
    2. Outline: วางโครงร่าง
    3. Draft: ร่างงานเขียน
    4. Edit: แก้ไขงาน
    Note -> Outline -> Draft -> Edit

    เปรียบเทียบ creative process กับ writing stages:

    Creative ProcessWriting Stages
    Gather infoNote
    SketchOutline
    Design specDraft
    PrototypeEdit

    .

    🫠 Don’t Skip

    เราควรเขียนงานตามลำดับ writing stages (note → outline → draft → edit) และไม่ข้ามขั้นตอน เช่น ข้าม note และ outline ไป draft เลย เพราะเราจะขาดวัตถุดิบที่จำเป็น และทำให้งานเขียนขาดรากฐานที่แข็งแรง

    ทั้งนี้ เราสามารถย้อนขั้นตอนได้ เช่น ร่างงานแล้ว (draft) และกลับไปปรับโครง (outline) อีกครั้งได้

    .

    📝 Step 1. N for Note

    ขั้นแรกใน writing stages คือ note ซึ่งหมายถึง การจัดเก็บไอเดียต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียน

    สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูล แต่เพื่อสร้างไอเดีย ดังนั้น ถ้าเราใช้สมองไปกับการจดจำ เราจะไม่มีพื้นที่ในการสร้างไอเดียใหม่ ๆ

    เพื่อช่วยให้สมองมีพื้นที่คิด เราควรมีระบบจัดเก็บไอเดียข้างนอก เพื่อคืนพื้นที่คิดให้กับสมอง

    ระบบหนึ่งที่เราใช้ได้ คือ Deep Noting ซึ่งพัฒนามาจาก Zettelkasten ที่เป็นระบบจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพในสมัยก่อน

    Deep Noting มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    1. Capture notes
    2. Review
    3. Deep notes

    โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    ขั้นที่ 1. Capture notes: จดข้อมูล ไอเดีย หรือแรงบันดาลใจ (เช่น quote) ที่เราพบเจอลงในกระดาษ (João แนะนำกระดาษ A7 เพราะพกพาได้) โดยเราจะจด 1 ไอเดียต่อ 1 แผ่น พร้อมหมายเหตุสั้น ๆ (ถ้ามี) เช่น ไอเดียนี้ทำให้เรานึกถึงอะไร

    ยกตัวอย่างเช่น เราเจอ quote ที่น่าสนใจระหว่างอ่านหนังสือ:

    Writing is easy.
    All you have to do is
    cross out the wrong words.
    — Mark Twain.

    เราสามารถเขียน note ได้แบบนี้:

    [1. IDEA 👇]
    “writing is easy.
    all you have to do is
    cross out the wrong words.”
    mark twain.
    [2. REMARK 👇]
    reminds of book “essentialism”

    ขั้นที่ 2. Review: รีวิว notes ที่เก็บไว้ เพื่อเลือกว่าจะเก็บหรือทิ้งไป โดยเราจะทำอย่างนี้ทุก ๆ สัปดาห์

    เราจะทิ้ง notes ที่ไม่เลือกไป และเปลี่ยน notes ที่เลือกเก็บให้เป็น deep notes ต่อไป

    ขั้นที่ 3. Deep notes: เราจะแปลง notes ที่เก็บไว้ ให้กลายเป็น deep notes หรือคลังข้อมูลที่พร้อมหยิบใช้ได้ทุกเมื่อ

    ในหนังสือ João แนะนำให้เราเก็บ deep notes เป็น text files บนคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นไฟล์ที่เรียบง่ายและมีขนาดเล็ก โดยเราจะเก็บ 1 note ต่อ 1 ไอเดีย

    ในแต่ละไฟล์ เราจะเขียน 4 อย่าง:

    1. Idea: เขียนขยายความจาก notes ที่เก็บไว้ ว่าทำไมไอเดียนี้ถึงน่าสนใจ และไอเดียนี้มีความหมายกับเรายังไง
    2. Reference: ที่มาของไอเดีย (ถ้ามี เช่น อ่านจากหนังสือ X, ได้ยินจาก Y)
    3. Link to: อ้างอิงถึงไอเดียอื่น ๆ (ถ้ามี) โดยเขียนชื่อ text file ของไอเดียอื่นลงไป
    4. Tags: ใส่ #hashtag เพื่อช่วยจับกลุ่มไอเดีย

    ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยน note ที่เก็บไว้:

    “writing is easy.
    all you have to do is
    cross out the wrong words.”
    mark twain.
    reminds me of book “essentialism”

    ให้เป็น deep note ได้แบบนี้:

    [1. IDEA 👇]
    “Writing is easy.
    All you have to do is
    cross out the wrong words.”
    Good writing isn't about being wordy.
    It's as much about picking the right words
    as cutting out what's not essential.
    [2. REFERENCE 👇]
    Reference:
    Mark Twain
    [3. LINK TO 👇]
    Link to:
    “write drunk, edit sober”
    [4. TAGS 👇]
    #writing #editing
    #marktwain #essentialism

    Pro tips:

    • เราควรเก็บ text files ทั้งหมดไว้ใน folder เดียวกัน ไม่แยก folder ย่อย เพราะจะหาไฟล์ได้ง่ายขึ้น
    • เราสร้าง text file สำหรับเก็บ hashtags โดยเฉพาะได้ เพื่อช่วยให้รู้ว่าเรามีไอเดียประเภทไหนแล้วบ้าง

    ถ้าเราใช้ Deep Noting ทุกวัน เราจะมีคลังไอเดียที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และพร้อมเป็นแหล่งข้อมูลให้เรานำไปใช้สร้างงานเขียนได้ตลอดเวลา

    .

    🍱 Step 2. O for Outline

    เมื่อมีไอเดียสำหรับงานเขียนแล้ว เราจะจัดเรียงไอเดียให้กลายเป็นโครงร่าง (outline) หรือแผนที่นำทางในการเขียน ใน 3 ขั้นตอน:

    1. Print: ปริ้นท์ text files ที่มี #hashtag ที่เกี่ยวข้องออกมาทั้งหมด (เช่น เราต้องการเขียนเกี่ยวกับ design thinking เราจะปริ้นท์ไฟล์ที่มี #designthinking ทั้งหมด รวมทั้ง #hashtag อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #designsprint #doublediamond)
    2. Group: จับกลุ่มไอเดียเป็นก้อน ๆ และตั้งชื่อกลุ่ม (เช่น “history of design thinking”, “prototyping”, “user persona”)
    3. Organise: จัดกลุ่มไอเดียให้เป็นเรื่องราว (story) ที่ต้องการจะเล่า และตั้งไว้ในจุดที่เรามองเห็นได้ (เช่น บนผนังหน้าโต๊ะทำงาน) เพื่อใช้เป็นแผนที่ในการเขียนต่อไป

    .

    🖋️ Step 3. D for Draft

    เมื่อมีแผนที่นำทางแล้ว เราจะร่างงานเขียนขึ้นมา (draft) ซึ่งในขั้นนี้ เราจะต้องทำ 2 อย่าง:

    1. Elaborate: ขยายความไอเดียที่มี
    2. Clarify: เชื่อมโยงไอเดียเข้าด้วยกัน

    ในขั้นนี้ เราควรจะเขียนไอเดียทั้งหมดที่มีในหัวออกมาให้ได้มากที่สุด โดยยังไม่ต้องสนใจความสวยงาม เพราะถ้าเราเขียนไปแก้ไปด้วย เราจะไม่เขียนได้ เพราะทั้ง 2 อย่างใช้หัวคนละแบบ (เขียนให้เยอะ vs ลดทอน)

    เมื่อร่างเสร็จแล้ว เราสามารถขอ feedback จากคนอื่น ๆ เพื่อนำมาปรับให้เป็นงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป

    .

    ✍️ Step 4. E for Edit

    ในขั้นสุดท้าย เราจะปรับแก้ (edit) งานเขียนให้เป็นฉบับสมบูรณ์

    โดยในขั้นนี้ เราจะทำ 2 อย่าง:

    1. Structuring (what, where): แก้ไขโครงสร้างและลำดับการนำเสนอไอเดีย (เช่น เราอาจนำ module เกี่ยวกับ case study ขึ้นมาก่อน module เกี่ยวกับนิยามของ design thinking เพื่อดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น)
    2. Revising (how): แก้ไขการสะกดคำ การเลือกใช้คำ และรูปแบบประโยค เพื่อให้งานเขียนอย่างกระชับ (concise) และตรงจุด (precise) มากขึ้น ถ้าคำหรือประโยคไหนที่ไม่มี 2 อย่างนี้ ให้ปรับแก้ในทันที

    🧢 Writing Method Combined

    Writing Method = Modular Writing + Writing Stages

    Writing method คือ วิธีสร้างงานเขียนที่ประกอบด้วย 2 หลักการ:

    1. Modular writing: แยกงานเขียนเป็นส่วน ๆ
    2. Writing stages: กระบวนการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นงานเขียน ผ่าน 4 ขั้นตอน (NODE)

    เราสามารถใช้ writing method ได้ใน 3 ขั้นตอนดังนี้:

    1. Split: แยกงานออกเป็น modules
    2. NODE: note, outline, draft, edit แต่ละ module
    3. Combine: นำทุก module มารวมกันให้เป็นงานเขียน
    Module 1 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 2 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 3 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 4 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)

    Writing method ช่วยให้เราสร้างงานเขียนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนอะไร หรือจะเขียนได้ไหมอีกต่อไป เพราะเราจะเขียนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอย่างเป็นระบบที่เราสามารถมองเห็นและควบคุมแก้ไขได้


    🤩 Deep Note: Your Digital Zettelkasten

    ใครที่อยากมีระบบ Deep Noting ไว้ช่วยจัดเก็บและแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียนและ content ต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียด Notion template “Deep Note: Your Digital Zettelkasten” ได้ที่ Notion Marketplace:


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่: