Tag: interest

  • สรุป 18 ข้อคิด (4 กลุ่ม) เกี่ยวกับ Cooperative Negotiation จากหนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry: Cooperative Negotiation, Interest, Empathy, และ How to Facilitate Empathy

    สรุป 18 ข้อคิด (4 กลุ่ม) เกี่ยวกับ Cooperative Negotiation จากหนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry: Cooperative Negotiation, Interest, Empathy, และ How to Facilitate Empathy

    หนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry เป็นหนังสือสอนการเจรจา ซึ่งไม่ได้ใช้กับนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังใช้กับคนทั่วไปอีกด้วย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 18 ข้อคิดจาก Part III. Creative Cooperation ของหนังสือ ซึ่งจัดได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้:

    1. Cooperative Negotiation: แนะนำให้รู้จักกับ cooperative negotiation
    2. Interest: แนะนำให้รู้จักกับ interest ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ cooperative negotiation
    3. Empathy: แนะนำให้รู้จักกับ empathy ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเจรจา
    4. How to facilitate empathy: แนะนำข้อคิดในการสร้าง empathy ในการเจรจา

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ Negotiation Made Simple บน Amazon

    1. 🤝 Group 1. Cooperative Negotiation
    2. 🧭 Group 2. Interest
    3. 🫰 Group 3. Empathy
    4. 🛋️ Group 4. How to Facilitate Empathy

    🤝 Group 1. Cooperative Negotiation

    ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มที่ 1 แนะนำให้รู้จักกับ cooperative negotiation:

    1. What is cooperative negotiation?
    2. When to use cooperative negotiation
    3. What we need for cooperation

    .

    ข้อ 1. What is cooperative negotiation?

    Cooperative negotiation เป็นการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งตรงข้ามกับ competitive negotiation ที่เน้นการหาผลประโยชน์เข้าตัว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะได้หรือเสียก็ตาม

    .

    ข้อ 2. When to use cooperative negotiation

    Cooperative negotiation เหมาะกับเวลาที่เราไม่มีอำนาจต่อรอง หรืออีกฝ่ายมีไพ่เหนือกว่า

    เช่น เราเป็นฝ่ายผิดจริงหรืออีกฝ่ายมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่า

    ในกรณีเหล่านี้ เราควรจะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน มากกว่าเพื่อเอาชนะอีกฝ่าย

    .

    ข้อ 3. What we need for cooperation

    Cooperative negotiation ที่ดีต้องมี creativity และ empathy


    🧭 Group 2. Interest

    ข้อคิด 6 ข้อในกลุ่ม 2 แนะนำให้รู้จักกับ interest หรือหัวใจสำคัญของ cooperative negotiation:

    1. Creativity stems from interest
    2. Position vs interest
    3. The power of interest
    4. Interest is often hidden
    5. How to get to interest
    6. From interest to solution

    .

    ข้อ 4. Creativity stems from interest

    Creativity ที่จะช่วยเราหาทางออกที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ ต้องตั้งอยู่บน interest ไม่ใช่ position

    .

    ข้อ 5. Position vs interest

    Position คือ สิ่งที่จับต้องได้ (tangible) ที่แลกเปลี่ยนกันในการเจรจา เช่น:

    • ราคาสินค้า
    • ส่วนแบ่งหุ้น
    • ค่าเสียหาย

    Interest คือ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ (intangible) ที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ เช่น:

    • ชื่อเสียง
    • ภาพลักษณ์
    • ความสัมพันธ์

    ถ้าเจรจาด้วย position แต่ละฝ่ายจะพยายามโน้มน้าวอีกฝ่ายว่าตัวเองดีกว่า ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้ง และลดโอกาสที่จะเจรจาสำเร็จได้

    ในทางกลับกัน ถ้าเจรจาด้วย interest เราจะหาทางออกที่ลงตัวให้กับทุกฝ่ายได้

    .

    ข้อ 6. The power of interest

    ตัวอย่างการใช้ interest ในการเจรจา มาจากกรณีความไม่ลงตัวกันระหว่าง Marillyn Hewson ซึ่งเป็น CEO ของ Lockheed บริษัทที่ผลิตเครื่องบินรบให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดี Donald Trump

    Trump มองว่า รัฐบาลจ่ายเงินค่าเครื่องบินให้กับ Lockheed สูงเกินไป และประกาศว่า ตัวเองสามารถต่อรองให้ราคาถูกลงมาได้

    แต่การเจรจาหลายครั้งระหว่าง Hewson และ Trump ไม่เป็นผล เพราะทั้งสองฝ่ายมี position ที่ต่างกัน: Trump ต้องการราคาเครื่องบินที่ถูกลง แต่ Lockheed ซึ่งเป็นบริษัทผลิตย่อมต้องการกำไรจากการขาย

    เพื่อแก้ปัญหา Hewson จ้างผู้จัดการแคมเปญเก่าของ Trump มาเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของ Trump มากขึ้น และพบว่าภายใต้ position ราคา Trump ต้องการสร้างภาพลักษณ์ในการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถประหยัดเงินภาษีและสร้างงานให้กับชาวอเมริกันได้

    เมื่อรู้เช่นนี้ Hewson เจรจากับ Trump โดยสัญญาว่า จะขยายกำลังผลิตเครื่องบินใน Texas เพื่อตอบโจทย์การสร้างงานในอเมริกัน แลกกับสัญญาซื้อขายเครื่องบินในระยะยาว และราคาเครื่องบินที่ถูกลง จากการซื้อขายในระยะเวลาที่ยาวขึ้น

    จะเห็นว่า Hewson ใช้ interest เพื่อหาทางออกที่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย Trump ได้เครื่องบินที่ราคาถูกลง ได้รับการมองเห็นว่าเป็นนักธุรกิจที่ประหยัดและสร้างงานได้ ในขณะที่ Lockheed เองยังได้สัญญาซื้อขายในระยะยาว โดยไม่ขาดทุนจากการซื้อขาย

    เมื่อเราใช้ interest แล้ว เราจะสามารถแก้ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วย position

    .

    ข้อ 7. Interest is often hidden

    แม้ว่า interest จะเป็นจุดตั้งต้นสำหรับ cooperative negotiation แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่เปิดเผย interest ของตัวเอง เพราะ:

    1. Loss of control: กลัวจะไม่ใช่คนคุมเกมในการเจรจาอีกต่อไป
    2. Emotion: กลัวว่าจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

    .

    ข้อ 8. How to get to interest

    เรามี 3 ขั้นตอนที่ช่วยให้อีกฝ่ายพูดถึง interest ของตัวเอง:

    1. Steer the conversation: ปรับทิศทางของการพูดคุยให้เรารู้จักกับอีกฝ่ายมากขึ้น
    2. Ask questions: ถามคำถามปลายเปิดที่ช่วยให้เรารู้ why โดยไม่ถาม why เช่น ”tell me more …”, “help me understand …”, “I’m curious about …”
    3. Listen: ตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด

    .

    ข้อ 9. From interest to solution

    เมื่อเราเข้าใจ interest ของอีกฝ่ายแล้ว ให้เราหาทางออกร่วมกันใน 3 ขั้นตอน:

    1. Brainstorm: เสนอไอเดีย และชวนอีกฝ่ายระดมสมอง
    2. Create options: เลือกไอเดียที่เป็นไปได้/สามารถทำได้
    3. Evaluate: ประเมินและเลือกไอเดียที่ตอบทั้ง interest ของเราและอีกฝ่าย

    🫰 Group 3. Empathy

    ข้อคิด 4 ข้อในกลุ่ม 3 แนะนำให้รู้จักกับ empathy ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราเจรจาได้สำเร็จ:

    1. What is empathy
    2. Types of empathy
    3. Empathy vs sympathy
    4. How to use empathy

    .

    ข้อ 10. What is empathy

    Empathy คือ ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น และเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเจรจา เพราะช่วยให้อีกฝ่าย “ได้รับสิ่งที่เราต้องการให้เขาได้รับ”

    .

    ข้อ 11. Types of empathy

    Empathy แบ่งได้เป็น 2 ประเภท:

    1. Affective empathy: รับรู้และตอบสนองต่อความรู้สึกของคนอื่นได้
    2. Cognitive empathy: วิเคราะห์และเข้าใจสาเหตุของความรู้สึกของคนอื่น

    .

    ข้อ 12. Empathy vs sympathy

    Empathy แตกต่างจาก sympathy:

    Sympathy:

    รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง + รู้สึกสงสาร: “I understand how you feel. I feel terrible for you.”

    Empathy:

    รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง + รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น: “I understand how you feel, and I understand why you feel that way.”

    เมื่อมี empathy เราสามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องรู้สึกร่วมไปด้วย

    เช่น เข้าใจว่า ทำไมอีกฝ่ายลดราคาให้ไม่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย

    .

    ข้อ 13. How to use empathy

    เราใช้ empathy เพื่อเจรจาให้สำเร็จได้ใน 4 ขั้นตอน:

    1. Observe: สังเกตสิ่งที่อีกฝ่ายพูดและทำ เพื่อเข้าใจความต้องการและมุมมองของอีกฝ่าย
    2. Understand: ชวนให้อีกฝ่ายอธิบายและให้ข้อมูลกับเราให้ได้มากที่สุด
    3. Respect: แสดงความเคารพในมุมมองและความรู้สึกของอีกฝ่าย ด้วยคำพูดและการกระทำ
    4. Solve: แก้ปัญหา โดยเริ่มจากระดมไอเดียจากข้อมูลที่ได้รับจากอีกฝ่าย เลือก และประเมินไอเดียที่ตอบโจทย์ของทุกฝ่าย

    🛋️ Group 4. How to Facilitate Empathy

    ข้อคิด 5 ข้อในกลุ่มสุดท้ายแนะนำการสร้าง empathy ในการเจรจา:

    1. Set the scene
    2. Listen
    3. Find common ground
    4. Have a growth mindset
    5. Respect but not awe

    .

    ข้อ 14. Set the scene

    เจรจาในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้ผ่อนคลายและกระตุ้นการเสนอไอเดีย

    เช่น นั่งคุยกันบนโซฟาที่ไม่มีโต๊ะคั่นกลาง และมี whiteboard พร้อมเขียน แทนที่การนั่งที่โต๊ะประชุมที่มีโต๊ะตัวใหญ่คั่นกลาง

    .

    ข้อ 15. Listen

    ตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด และทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเรากำลังฟังอยู่ เช่น พูดว่า “Thank you for sharing that with me. That is very helpful.”

    .

    ข้อ 16. Find common ground

    หาสิ่งที่เรากับอีกฝ่ายเห็นตรงกัน ด้วยการถามคำถาม เช่น “เราจะหาทางออกร่วมกันยังไงบ้าง?” หรือตอบรับไอเดียของอีกฝ่าย เช่น “Yes, that could be possible.”

    .

    ข้อ 17. Have a growth mindset

    ให้มองว่า เราไม่ได้รู้ทุกอย่าง (know it all) แต่เราสามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง (learn it all)

    พยายามสำรวจตัวเองว่า ยังมีจุดไหนที่เราอาจจะยังไม่เข้าใจอีกฝ่าย และจะทำยังไงให้เราเข้าใจอีกฝ่ายได้มากขึ้น

    .

    ข้อ 18. Respect but not awe

    การที่เราแสดงความเคารพในความรู้สึกหรือมุมมองของอีกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่า เรากำลังยำเกรงหรือเกรงใจอีกฝ่าย

    เราสามารถมี empathy ได้ในขณะที่ยังรักษาสิทธิ์ของเราได้


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • Personality: บุคลิกภาพคืออะไร? แตกต่างจากความฉลาด ความฉลาดทางอารมณ์ สมรรถนะ ความสนใจ และคุณค่ายังไง?

    Personality: บุคลิกภาพคืออะไร? แตกต่างจากความฉลาด ความฉลาดทางอารมณ์ สมรรถนะ ความสนใจ และคุณค่ายังไง?

    1. บุคลิกภาพคืออะไร?
    2. บุคลิกภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลอื่น ๆ
      1. ความฉลาด (Intelligence)
      2. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
      3. สมรรถนะ (Competency)
      4. ความสนใจ (Interest)
      5. คุณค่า (Value)
    3. สรุป
    4. อ้างอิง
    5. ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    เมื่อพูดถึงจิตวิทยา นอกจากการอ่านใจ (ไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับเรื่องพลังจิต) การเรียนจบเพื่อเป็นจิตแพทย์ (เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ได้เรียนแพทยศาสตร์) และการรักษาตัวเองก่อนไปรักษาคนอื่น (คนที่เรียนจิตวิทยาไม่จำเป็นต้องมีปัญหาทางจิตใจเสมอไป) สิ่งที่อาจคิดถึงกัน คือ บุคลิกภาพ (personality)

    บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจมานาน โดยมีประวัติย้อนหลังไปถึงสมัย Sigmund Freud โดย Carl Jung (1959) นักจิตวิทยาชาวออสเตรียในสมัยนั้นได้พัฒนาแนวคิดการแบ่งคนออกเป็น Archetype ซึ่งเป็นต้นแบบของแบบวัด Myers–Briggs Type Indicator หรือ MBTI ในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ บุคลิกภาพยังเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพูดถึงในชีวิตประจำ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทั่วไป (เช่น “แฟนเป็นคนขี้งอน”) หรือในการทำงาน (เช่น “ผู้สมัครสู้งานไหม?” “ผู้จัดการหัวเสียงาน”)

    แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจและคนทั่วไปพูดถึง แต่อาจมีน้อยคนที่จะรู้ว่า บุคลิกภาพคืออะไร อะไรบ้างที่เรียกได้ว่าเป็นบุคลิกภาพ หรือความฉลาด ความสามารถถือเป็นบุคลิกภาพด้วยหรือเปล่า


    บุคลิกภาพคืออะไร?

    นิยามของบุคลิกภาพที่มักพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย มาจาก McCrae และ Costa (2003) นักจิตวิทยาที่เป็นที่รู้จักเมื่อพูดถึงแนวคิด Five-Factor Model (FFM) of personality

    McCrae และ Costa ให้นิยามบุคลิกภาพไว้ดังนี้

    ต้นฉบับภาษาอังกฤษ

    [1] dimensions of individual differences in [2] tendencies to show [3] consistent [4] patterns of thoughts, feelings, and actions

    (p. 25)

    ซึ่งแปลไทยได้ว่า

    [1] มิติของความแตกต่างระหว่างบุคคล ใน [2] ความโน้มเอียงที่จะแสดงออกถึง [4] รูปแบบของความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม [3] ที่คงเส้นคงวา

    (หน้า 25)

    จากนิยามจะเห็นได้ว่า บุคลิกภาพมีลักษณะสำคัญ 4 อย่าง ได้แก่

    1. Dimensions of individual differences/มิติของความแตกต่างระหว่างบุคคล: เป็นสิ่งที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน
    2. Tendencies/ความโน้มเอียง: ส่งผลต่อ “แนวโน้ม” ในการเกิดพฤติกรรม แต่ไม่ได้ทำนายพฤติกรรมได้ 100%
    3. Consistent/ที่คงเส้นคงวา: มีผลต่อพฤติกรรมในทุกช่วงเวลาและสถานการณ์ เช่น ถ้าคนคนหนึ่งเป็นคนพูดน้อย จะสังเกตได้ว่าคนคนนั้นมักจะพูดน้อยกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเวลาไหน
    4. Patterns of thoughts, feelings, and actions/รูปของความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม แสดงให้เห็นว่า บุคลิกภาพ: เป็นสิ่งที่อธิบายประสบการณ์ในภาพใหญ่ และไม่ใช่พฤติกรรมในระดับย่อย (เช่น สามารถบอกได้ว่า คนคนหนึ่งชอบใช้เวลาอยู่กับคนอื่นขนาดไหน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ชอบอยู่กับเพื่อนคนไหนมากกว่ากัน)

    บุคลิกภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลอื่น ๆ

    ถ้าบุคลิกภาพเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึกในทุกเวลาและสถานการณ์แล้ว บุคลิกภาพแตกต่างกับความแตกต่างระหว่างบุคคล (individual difference) ประเภทอื่น ๆ ยังไงบ้าง?

    .

    ความฉลาด (Intelligence)

    บุคลิกภาพและความฉลาดเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลหลักของมนุษย์ (Roberts et al., 2007)

    ทั้งคู่เป็นปัจจัยที่มีความคงทน (stable) ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมในทุกเวลาและสถานการณ์ (เช่น คนที่มีบุคลิกภาพขยันก็มักมีความรับผิดชอบไม่ว่าจะงานไหน และคนที่ฉลาดก็มักจะเรียนเก่งไม่ว่าจะในวิชาไหน) และสามารถทำนายพฤติกรรมสำคัญในชีวิตได้ (เช่น ผลการเรียน, Deary et al., 2007; Poropat, 2009; และความประสบความสำเร็จทางอาชีพ, Judge et al., 1999)

    แม้ว่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมทั้งคู่ แต่บุคลิกภาพและความฉลาดส่งมีผลต่อพฤติกรรมในรูปแบบที่แตกต่างกัน

    บุคลิกภาพจัดได้ว่าเป็นปัจจัยประเภท will-do ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจ (motivation) เป็นหลัก (Barrick & Mount, 2012) และสามารถช่วยทำนายได้ว่า คนคนหนึ่งมักมีพฤติกรรมโดยทั่วไป (typical performance) เป็นอย่างไร (Klehe & Anderson, 2007)

    ในขณะเดียวกัน ความฉลาดเป็นปัจจัยประเภท can-do (Barrick & Mount, 2012) ซึ่งส่งผลต่อระดับพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งสามารถทำได้ดีที่สุด (maximum performance; Klehe & Anderson, 2007)

    ยกตัวอย่างเช่น บุคลิกภาพสามารถบอกได้ว่า โดยทั่วไป นาย A มีความขยัน ทำงานหนักกว่าคนอื่นขนาดไหน (เช่น มักทำงาน 9 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่คนทั่วไปทำงาน 8 ชั่วโมง) แต่งานของนาย A จะออกมาดีขนาดไหนขึ้นอยู่กับความฉลาด

    ดังนั้น แม้ว่าบุคลิกภาพและความฉลาดเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ส่งผลต่อพฤติกรรม แต่ก็ส่งผลในรูปแบบที่แตกต่างกัน

    .

    ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

    ถ้าความฉลาดแตกต่างจากบุคลิกภาพแล้ว ความฉลาดทางอารมณ์แตกต่างจากบุคลิกภาพด้วยหรือเปล่า เพราะได้ชื่อว่า เป็น “ความฉลาด” เหมือนกัน?

    คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่

    นั่นก็เพราะว่า ในปัจจุบัน นักจิตวิทยายังถกเถียงกันว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นบุคลิกภาพหรือความฉลาด (Petrides et al., 2004)

    ในมุมหนึ่ง อาจมองได้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นประเภทของความฉลาดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการประมวลผลข้อมูลเชิงอารมณ์ เพราะความฉลาดทางอารมณ์สามารถประเมินได้ด้วยการวัดแบบ maximum performance เช่นเดียวกับความฉลาด นั่นคือ ประเมินจากการให้ทำแบบประเมินที่มีคำตอบถูกผิด (เช่น ให้ตอบว่า ใบหน้าที่เห็นกำลังแสดงอารมณ์อะไร ซึ่งถ้าตอบถูกจะได้คะแนน และถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนน)

    ซึ่งถ้าความฉลาดทางอารมณ์จัดว่าเป็นประเภทของความฉลาดแล้ว ก็จะถือได้ว่ามีความแตกต่างจากบุคลิกภาพ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่บุคลิกภาพแตกต่างจากความฉลาด

    ในอีกมุมหนึ่ง ความฉลาดทางอารมณ์อาจมองได้ว่าเป็นบุคลิกภาพ เพราะสามารถประเมินได้จากการวัดแบบ typical performance ที่ไม่มีคำตอบถูกผิด (เช่น การถามว่า เห็นด้วยกับข้อความว่า “ฉันมักรู้ว่าคนอื่นกำลังรู้สึกยังไง” มากน้อยขนาดไหน)

    ซึ่งในมุมนี้ ความฉลาดทางอารมณ์จะถือว่าเป็นเพียงประเภทหนึ่งของบุคลิกภาพเท่านั้น

    ดังนั้น การจะบอกว่า ความฉลาดทางอารมณ์เหมือนหรือแตกต่างกับบุคลิกภาพขึ้นอยู่กับว่า ความฉลาดถูกมองว่าเป็นความฉลาดหรือบุคลิกภาพ

    .

    สมรรถนะ (Competency)

    สมรรถนะหรือ competency เป็นสิ่งที่มักพูดถึงการในโลกของการทำงาน องค์กรต่าง ๆ มักใช้สมรรถนะในการคัดเลือก ประเมิน พัฒนา และบริการบุคลากร ซึ่งแต่ละองค์กรมีกรอบสมรรถนะที่แตกต่างกันไปตามบริบทการทำงานของตัวเอง

    ในเชิงวิชาการ แม้ว่าสมรรถนะยังมีนิยามที่ค่อนข้างคลุมเครือ (Stevens, 2013) แต่ส่วนใหญ่สมรรถนะมักถูกพูดถึงในเชิงพฤติกรรม เช่น Bartram และคณะ (2002) จำกัดความสมรรถนะว่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน

    ทั้งนี้ พฤติกรรมอาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างระหว่างบุคคลได้หลายประเภท เช่น ความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) และความสามารถ (ability) หรือ KSA ซึ่งมักเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลอันดันแรก ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นสมรรถนะ (Mirabile, 1997)

    ซึ่งพฤติกรรมบางอย่างอาจเกิดจากบุคลิกภาพได้เช่นกัน เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่น ซึ่งอาจมาจากบุคลิกภาพความเพียร (grit; Duckworth et al., 2007)

    ดังนั้น คำตอบว่า สมรรถนะและบุคลิกภาพมีความแตกต่างกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพฤติกรรมที่ถูกรวมอยู่ในกรอบแนวคิดสมรรถนะขององค์กรต่าง ๆ มีพฤติกรรมที่อาจเกิดจากบุคลิกภาพหรือไม่

    .

    ความสนใจ (Interest)

    นอกจากบุคลิกภาพและความฉลาดแล้ว ความสนใจก็เป็นประเภทความแตกต่างระหว่างบุคคลใหญ่อีกประเภทหนึ่ง (Mount et al., 2005)

    ความสนใจมีความเหมือนกับบุคลิกภาพที่สามารถถูกมองได้ว่า เป็นปัจจัยประเภท will-do เพราะส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในบางครั้ง นักจิตวิทยามองว่า ความสนใจเป็นบุคลิกภาพประเภทหนึ่ง (Holland, 1973)

    อย่างไรก็ตาม ความสนใจเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่แตกต่างจากบุคลิกภาพ เพราะทั้งคู่ส่งผลต่อพฤติกรรมในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน

    ความสนใจสะท้อนถึงความชอบ/ไม่ชอบกิจกรรมประเภทต่าง ๆ (เช่น กิจกรรมศิลป์) ซึ่งผลักดันให้คนเข้าหาหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมเหล่านั้น (เช่น เลือกที่จะใช้เวลาไปกับการวาดรูป ร้องเพลง หรือเขียนหนังสือหรือไม่; Mount et al., 2005) 

    ในขณะที่บุคลิกภาพส่งผลต่อพฤติกรรมในการทำกิจกรรม (เช่น วาดรูป ร้องเพลง หรือเขียนหนังสืออย่างมีแบบแผนหรือตามใจชอบ; Mount et al., 2005)

    .

    คุณค่า (Value)

    คุณค่า (value) เป็นอีกหนึ่งความแตกต่างระหว่างบุคคลที่คล้ายคลึงกับบุคลิกภาพ เพราะ

    1. คุณค่าเป็นปัจจัยประเภท will-do ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจ โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนเข้มทิศที่ช่วยชี้ทางว่าพฤติกรรมไหนที่ควรทำและไม่ควรทำ
    2. บุคลิกภาพและคุณค่ายังมีความเหลื่อมล้ำกัน เพราะคนที่บุคลิกภาพบางแบบอาจจะยึดถือคุณค่าที่มีทิศทางไปในทางเดียวกัน (เช่น คนที่ชอบเข้าสังคมอาจจะยึดถือคุณค่าในการช่วยเหลือคนอื่น; Parks & Guay, 2009)

    อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพมีความแตกต่างจากคุณค่า 3 ข้อ

    1. บุคลิกภาพไม่มีการประเมิน (เช่น ไม่มีใครเลือกที่จะใจร้อนเพราะเห็นคุณค่า แต่สามารถเลือกที่ให้คุณค่ากับความสุขหรือความมั่นคงได้)
    2. บุคลิกภาพไม่ขัดแย้งกันเอง (เช่น ความใจร้อนกับความขยัน) แต่ความขัดแย้งสามารถขึ้นกับคุณค่าได้ (เช่น เงินกับครอบครัว)
    3. บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่มีมาแต่เกิด แต่คุณค่าสามารถเรียนรู้ได้ (Parks & Guay, 2009)

    สรุป

    บุคลิกภาพเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่สะท้อนถึงรูปแบบของพฤติกรรมในเวลาและสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถแยกออกได้จากความแตกต่างระหว่างบุคคลอื่น ๆ เช่น ความฉลาด ความฉลาดทางอารมณ์ (ขึ้นอยู่กับมุมมอง) สมรรถนะ (ขึ้นอยู่กับกรอบแนวคิดขององค์กร) ความสนใจ และคุณค่า


    อ้างอิง

    Barrick, M. R., & Mount, M. K. (2012). Nature and use of personality in selection. In N. Schmitt (Ed.), The Oxford handbook of personnel assessment and selection. Oxford University Press.

    Bartram, D., Robertson, I. T., & Callinan, M. (2002). A framework for examining organizational effectiveness. In I. Robertson, M. Callinan, & D. Bartram (Eds.), Organizational effectiveness: The role of psychology (pp. 1–10). John Wiley & Sons.

    Deary, I. J., Strand, S., Smith, P., & Fernandes, C. (2007). Intelligence and educational achievement. Intelligence, 35(1), 13–21. https://doi.org/10.1016/j.intell.2006.02.001

    Duckworth, A. L., Peterson, C., Matthews, M. D., & Kelly, D. R. (2007). Grit: Perseverance and passion for long-term goals. Journal of Personality and Social Psychology, 92(6), 1087–1101. https://doi.org/10.1037/0022-3514.92.6.1087

    Holland, J. L. (1973). Making vocational choices: A theory of careers. Englewood Cliffs, NJ.

    Judge, T. A., Higgins, C. A., Thoresen, C. J., & Barrick, M. R. (1999). The Big Five personality traits, general mental ability, and career success across the life span. Personnel Psychology, 52(3), 621–652. https://doi.org/10.1111/j.1744-6570.1999.tb00174.x

    Jung, C. G. (1959). Collected works. Vol. 9, Pt. I. The archetypes and the collective unconscious. Patheon.

    Klehe, U.-C., & Anderson, N. (2007). Working hard and working smart: Motivation and ability during typical and maximum performance. Journal of Applied Psychology, 92(4), 978–992. https://doi.org/10.1037/0021-9010.92.4.978

    McCrae, R. R., & Costa, P. T. (2003). Personality in adulthood: A five-factor theory perspective (2nd ed.). Guilford Press.

    Mirabile, R. J. (1997). Everything you wanted to know about competency modeling. Training and Development, 51(8), 73–77.

    Mount, M. K., Barrick, M. R., Scullen, S. M., & Rounds, J. (2005). Higher-order dimensions of the big five personality traits and the big six vocational interest types. Personnel Psychology, 58(2), 447–478. https://doi.org/10.1111/j.1744-6570.2005.00468.x

    Parks, L., & Guay, R. P. (2009). Personality, values, and motivation. Personality and Individual Differences, 47(7), 675–684. https://doi.org/10.1016/j.paid.2009.06.002

    Petrides, K. V., Furnham, A., & Frederickson, N. (2004). Emotional intelligence. The Psychologist, 17(10), 574–577.

    Poropat, A. E. (2009). A meta-analysis of the five-factor model of personality and academic performance. Psychological Bulletin, 135(2), 322–338. https://doi.org/10.1037/a0014996

    Roberts, B. W., Kuncel, N. R., Shiner, R., Caspi, A., & Goldberg, L. R. (2007). The power of personality: The comparative validity of personality traits, socioeconomic status, and cognitive ability for predicting important life outcomes. Perspectives on Psychological Science, 2(4), 313–345. https://doi.org/10.1111/j.1745-6916.2007.00047.x

    Stevens, G. W. (2013). A critical review of the science and practice of competency modeling. Human Resource Development Review, 12(1), 86–107. https://doi.org/10.1177/1534484312456690


    บทความต้นฉบับจาก https://www.blockdit.com/posts/64b2ec7e22147f22906d7857


    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb: