Tag: Featured

  • Basic R—รวบรวม 13 บทความสอนทำงานกับ data ในภาษา R: Intro to R, Importing Data, Data Manipulation, และ Data Visualisation

    Basic R—รวบรวม 13 บทความสอนทำงานกับ data ในภาษา R: Intro to R, Importing Data, Data Manipulation, และ Data Visualisation

    ในปีนี้ ผมเริ่มหันมาฝึกใช้ภาษา R อย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากเรียนคอร์สออนไลน์จาก DataRockie และ DataCamp มา

    และเพื่อช่วยให้ผมเข้าใจภาษา R มากขึ้น ผมได้เขียนสรุปการใช้งานภาษา R เบื้องต้นไว้ ทั้งหมด 13 บทความ ซึ่งผมได้รวบรวมไว้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้:

    1. Introduction to R: แนะนำภาษา R และการทำงานกับ R เบื้องต้น
    2. Importing data: การนำเข้าข้อมูลในภาษา R
    3. Data manipulation: การแปลงข้อมูลดิบให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์
    4. Data visualisation: การแสดงข้อมูลในรูปแบบกราฟ

    .

    Group 1. Introduction to R (3 บทความ):

    1. R foundation: แนะนำภาษา R—ความแตกต่างระหว่าง R และ Python, data types, และ data structures ในภาษา R
    2. R control flow: สอนใช้ if, for, while เพื่อควบคุมการทำงานของภาษา R
    3. R functions: สอนสร้างและใช้งาน functions ในภาษา R

    .

    Group 2. Importing data (5 บทความ):

    1. Working with data frame: แนะนำ 10 วิธีในการทำงานกับ data frame ซึ่งเป็น data structure ที่พบบ่อยที่สุดในภาษา R
    2. Working with data frame using SQL: สอนการทำงานกับ data frame ด้วย SQL
    3. Working with flat files: แนะนำการใช้ 3 packages สำหรับ import ข้อมูลจาก flat files
    4. Working with Excel: แนะนำ 2 packages สำหรับทำงานกับ Excel
    5. Working with database: แนะนำวิธีทำงานกับ database ผ่าน DBI package

    .

    Group 3. Data manipulation (4 บทความ):

    1. dplyr package: แนะนำ 5 functions ยอดนิยมสำหรับ data manipulation
    2. dbplyr package: แนะนำการใช้ dplyr functions เพื่อทำงานกับ database
    3. dtplyr package: แนะนำการใช้ dplyr functions เพื่อทำงานกับข้อมูลขนาดใหญ่
    4. data.table package: แนะนำ package ยอดนิยมสำหรับทำงานกับข้อมูลขนาดใหญ่

    .

    Group 4. Data visualisation (1 บทความ):

    1. ggplot2 package: แนะนำวิธีใช้ package เพื่อสร้าง data viz แบบองค์กรระดับโลก

    👉 Tie-In: Machine Learning in R

    สำหรับคนที่สนใจ machine learning ในภาษา R สามารถดู 13 บทความการทำ machine learning ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ที่นี่


    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb:

  • แบบทดสอบทางจิตวิทยาน่าเชื่อถือแค่ไหน? แนะนำให้รู้จักกับ Reliability และ Validity — 2 ลักษณะที่ทุกคนควรรู้ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบทดสอบทางจิตวิทยาได้ด้วยตัวเอง (ไม่ต้องเป็นนักจิตวิทยาก็ทำได้)

    แบบทดสอบทางจิตวิทยาน่าเชื่อถือแค่ไหน? แนะนำให้รู้จักกับ Reliability และ Validity — 2 ลักษณะที่ทุกคนควรรู้ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบทดสอบทางจิตวิทยาได้ด้วยตัวเอง (ไม่ต้องเป็นนักจิตวิทยาก็ทำได้)

    แบบทดสอบทางจิตวิทยา (psychological test) เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราประเมินลักษณะทางจิตวิทยาได้อย่างมีมาตรฐาน เช่น:

    • Personality
    • Intelligence (IQ)
    • Value
    • Emotion
    • Self-concept

    แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยในแต่ละปีมีคนทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาราว 80–100 ล้านคน (Goldberg, 2023; Leikvoll, 2022)

    เราใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา เช่น 16personalities ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงาน เราทำแบบทดสอบเพื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น (เช่น ดูว่าเรามีนิสัยเหมือนคนดังหรือตัวละครใดจาก Game of Throne) ในการทำงาน เราใช้แบบทดสอบเพื่อคัดกรองผู้สมัครและวางแผนพัฒนาบุคลากรให้เหมาะสมกับองค์กร

    แม้ว่าแบบทดสอบทางจิตวิทยาจะใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ในหลาย ๆ ครั้งประสิทธิภาพของแบบทดสอบยังขาดความชัดเจน นั่นคือ เราไม่รู้ว่า ผลจาก 16personalities ที่บอกว่าเรานิสัยเหมือน John Snow เชื่อถือได้ไหม

    คำถามนี้อาจไม่สำคัญมากเมื่อเราทำแบบทดสอบด้วยเหตุผลส่วนตัว (เช่น ทำตามกระแส) แต่ประสิทธิภาพของแบบทดสอบอาจกลายมาเป็นประเด็นใหญ่ได้เมื่อบริษัทที่เราสมัครงานจะคัดเราออก เพราะเรานิสัยเหมือน John Snow

    แบบทดสอบที่เราใช้งานมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตัดสินชีวิตของเราได้มากน้อยขนาดไหน?

    อะไรที่จะบอกเราได้ว่าแบบทดสอบสามารถประเมินสิ่งที่เราต้องการประเมินได้จริง?

    เราสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบทดสอบได้จากหลายมุมมอง เช่น:

    • จำนวนข้อคำถาม (item)
    • รูปแบบการตอบ (เช่น เขียนตอบ, เลือกตอบ)
    • รูปแบบของแบบทดสอบ (เช่น ประเมินตัวเอง, สัมภาษณ์, เล่นเกม)
    • การแปลผล (เช่น แปลผลโดยอิงกลุ่มหรืออิงคะแนนตัวเอง)

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์แบบไหน คำตอบที่ได้จะย้อนกลับมาที่ 2 ลักษณะหลักที่ทุกแบบทดสอบจะต้องมี ได้แก่:

    1. Reliability (ความเที่ยง)
    2. Validity (ความตรง)

    ดังนั้น แม้ว่าเราอาจจะไม่ใช่นักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบ ถ้าเราเข้าใจลักษณะทั้งสองอย่างนี้แล้ว เราจะสามารถบอกได้ว่า แบบทดสอบมีประสิทธิภาพภาพหรือไม่

    ในบทความนี้ เราจะไปทำความรู้จักกับทั้งสองลักษณะนี้กัน เพื่อที่เราจะได้มีความสามารถในการประเมินประสิทธิภาพของแบบทดสอบ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย



    📏 Reliability

    Reliability หมายถึง ความเสถียรของคะแนนแบบทดสอบ

    ถ้าเราเปรียบแบบทดสอบเหมือนตลับเมตร reliability คือ การที่เราวัดโต๊ะตัวเดียวกันและได้ความยาวเท่าเดิมทุกครั้ง

    สำหรับแบบทดสอบทางจิตวิทยา เราสามารถประเมิน reliability ได้ 3 แบบ ได้แก่:

    1. Test-retest reliability: ความเสถียรในมิติเวลา
    2. Internal consistency: ความเสถียรภายในตัวเอง
    3. Alternate form reliability: ความเสถียรระหว่างต้นฉบับและ alternate form

    .

    ⌚ Test-Retest Reliability

    Test-retest reliability เป็น reliability ที่ประเมินตามมิติเวลา นั่นคือ ถ้าเราเก็บคะแนนแบบทดสอบ 2 ครั้งในเวลาที่ต่างกัน คะแนนทั้งสองครั้งจะเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน

    เรามักใช้ correlation ในการวิเคราะห์ test-retest reliability

    Correlation มีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 โดย:

    • 0 หมายถึง คะแนนสองครั้งไม่มีความสอดคล้องกันเลย
    • 1 หมายถึง คะแนนเหมือนกัน 100%

    ดังนั้น ยิ่งค่า correlation เข้าใกล้ 1 มากเท่าไร ก็แสดงว่ามี test-retest reliability สูงขึ้นเท่านั้น

    ยกตัวอย่างเช่น เรามีแบบทดสอบ IQ ที่มีค่า correlation ระหว่างคะแนน 2 ครั้ง (เช่น เดือนที่แล้วกับวันนี้) ต่ำ (เช่น .10) แสดงว่าคะแนนมีความแตกต่างมาก (เช่น IQ = 10 และ IQ = 100) และแบบทดสอบมีความเสถียรน้อย

    ในทางกลับกัน ถ้าแบบทดสอบมี correlation สูง (เช่น .80) แสดงว่า คะแนนมีความคล้ายกันสูง (เช่น IQ = 100 และ IQ = 101) และแบบทดสอบมีความเสถียรสูง

    ทั้งนี้ test-retest reliability เหมาะกับแบบทดสอบที่ประเมินลักษณะที่มีความคงที่และเปลี่ยนแปลงน้อย (เช่น personality, intelligence ซึ่งไม่เปลี่ยนวันต่อวัน)

    ถ้าเราต้องการประเมิน reliability ของแบบทดสอบที่ประเมินลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย (เช่น อารมณ์) เราควรใช้ reliability ประเภทอื่นอย่าง internal consistency และ alternate form reliability ในการประเมินแบบทดสอบ

    .

    🤌 Internal Consistency

    Internal consistency เป็น reliability ที่ดูความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม โดยแนวคิด คือ ถ้าข้อคำถามประเมินลักษณะเดียวกัน คะแนนของทุกข้อควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแบบทดสอบ extraversion มี reliability สูง คนตอบแบบทดสอบก็ควรให้คะแนนทุกข้อเหมือนกัน เช่น:

    • ชอบคุยกับคนอื่น → 5/5 (สูง)
    • ชอบเที่ยวกับเพื่อน → 4/5 (สูง)
    • ชอบไปปาร์ตี้ → 5/5 (สูง)

    ในทางกลับกัน ถ้าแบบทดสอบมี reliability ต่ำ คะแนนของทุกข้อจะแตกต่างกัน เช่น:

    • ชอบคุยกับคนอื่น → 1/5 (ต่ำ)
    • ชอบเที่ยวกับเพื่อน → 3/5 (ปานกลาง)
    • ชอบไปปาร์ตี้ → 5/5 (สูง)

    การคำนวณ internal consistency มีหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมที่สุด คือ การคำนวณ Cronbach’s alpha (α) ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 โดย:

    • 0 หมายถึง internal consistency ต่ำสุด
    • 1 หมายถึง internal consistency สูงสุด

    α ในระดับที่ “ยอมรับได้ (acceptable)” มีค่าตั้งแต่ .70 ขึ้นไป (Ashton, 2018)

    วิธีอื่น ๆ ในการประเมิน internal consistency ได้แก่:

    1. Split-half reliability: แบ่งแบบทดสอบเป็น 2 ส่วนและดูว่า คะแนนสองส่วนเหมือนกันขนาดไหน
    2. Inter-rater reliability: ดูความสอดคล้องระหว่างคะแนนจากผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

    .

    🅰️ Alternate Form Reliability

    สุดท้าย alternate form reliability เป็น reliability ที่ดูความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบต้นฉบับและ alternate form

    Alternate form หมายถึง version ของแบบทดสอบที่ค่าทางสถิติต่าง ๆ เหมือนกับต้นฉบับ เช่น:

    • Mean
    • Standard deviation
    • Correlation กับแบบทดสอบอื่น ๆ

    ถ้าคะแนนของต้นฉบับเหมือนกับคะแนนของ alternate form แสดงว่า แบบทดสอบของเรามี reliability สูง

    Alternate form reliability ไม่เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจากข้อจำกัด 2 อย่าง ได้แก่:

    1. การสร้างแบบทดสอบอีกฉบับให้เป็น alternate form มีความท้าทายสูง (การทำให้ค่าสถิติเหมือนกันเป็นเรื่องยาก)
    2. แม้ว่า เราจะสามารถสร้าง alternate form ได้แล้ว เราไม่สามารถมั่นใจได้ 100% ว่า คะแนนของ alternate form จะสะท้อนถึงสิ่งเดียวกับต้นฉบับ (เช่น คะแนน 100 ของต้นฉบับอาจหมายถึง extraversion แต่คะแนน 100 ของ alternate form อาจหมายถึง IQ ก็ได้) ทำให้การเปรียบเทียบต้นฉบับและ alternate form ไม่มีความหมาย เพราะ เรากำลังเปรียบเทียบแบบทดสอบที่ประเมินลักษณะที่แตกต่างกัน

    📐 Intro to Validity

    ในขณะที่ reliability ประเมินความเสถียรของคะแนน validity ประเมินว่า แบบทดสอบสามารถประเมินในสิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่

    Reliability และ validity มีความเกี่ยวข้องกัน โดยแบบทดสอบจะไม่มี validity ถ้าไม่มี reliability เพราะถ้าคะแนนแบบทดสอบไม่คงที่ (reliability) เราจะไม่สามารถรู้ได้ว่า แบบทดสอบกำลังประเมินอะไรอยู่ (validity)

    การที่แบบทดสอบจะมี validity ได้ จะต้องมี reliability ก่อน อย่างไรก็ตามการมี reliability ไม่ได้หมายความว่า แบบทดสอบจะมี validity

    ยกตัวอย่างเช่น แบบทดสอบ extraversion อาจให้คะแนนเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่แบบทดสอบอาจไม่ได้วัด extraversion แต่วัดลักษณะอื่นอย่าง intelligence (ซึ่งมีคะแนนคงที่) ก็ได้

    ดังนั้น แบบทดสอบจะมี validity ได้จะต้องมี reliability ก่อน แต่เมื่อมี reliability แล้ว เราจะต้องทดสอบ validity เพื่อดูว่า แบบทดสอบสามารถประเมินสิ่งที่ต้องประเมินได้หรือไม่

    Validity แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่:

    1. Opinion-based approach: validity ตามความคิดเห็น
    2. Empirical approach: validity ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (หลักฐานที่สามารถมองเห็นและตรวจสอบได้)

    💭 Validity, Part I: Opinion-Based Approach

    ในกลุ่ม opinion-based approach เรามี validity 2 ประเภท ได้แก่:

    1. Face validity
    2. Content validity

    .

    🙃 Face Validity

    Face validity คือ validity ตามความเห็นของผู้ตอบแบบทดสอบ

    ถ้าคนที่ตอบแบบทดสอบบอกว่า แบบมาทดสอบ “สามารถ” วัดสิ่งที่เราต้องการได้ แสดงว่าแบบทดสอบเรามี face validity สูง

    เนื่องจาก face validity เป็นเพียงความคิดเห็น การมี face validity จึงไม่ได้หมายความว่าแบบทดสอบจะสามารถประเมินสิ่งที่เราต้องการได้จริง

    เราสามารถเห็นแบบทดสอบที่มี face validity ต่ำ แต่สามารถประเมินสิ่งที่ต้องการได้ เช่น:

    • IAT ที่วัดความลำเอียงต่อกลุ่มคน (เช่น คนผิวสี) แม้ว่า เราจะตอบว่า คนผิวสี = “ดี” แต่แบบทดสอบก็สามารถบอกได้ว่า เรามีความลำเอียงไหม
    • Name Letter Preference Task ที่ให้คนให้คะแนนความชอบต่อตัวอักษรต่าง ๆ ซึ่งสามารถประเมิน self-esteem ได้ (คนส่งนใหญ่จะให้คะแนนตัวอักษรในชื่อตัวเองมากกว่าตัวอักษรอื่น)
    • Iowa Gambling Task ที่เป็นเกมไพ่สำหรับประเมินความสามารถในการตัดสินใจ

    แม้ว่า face validity อาจไม่ใช่ตัวบ่งชี้ validity ที่ดี แต่ face validity มีประโยชน์เมื่อเราต้องการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ตอบ: เมื่อแบบทดสอบดูเหมือนจะประเมินในสิ่งที่ควรประเมิน (มี face validity) ผู้ตอบจะมีแรงจูงใจที่จะทำแบบทดสอบให้เสร็จ มากกว่าเมื่อแบบทดสอบขาด face validity

    .

    🧐 Content Validity

    เช่นเดียวกับ face validity, content validity เกิดมาจากความคิดเห็น แต่แทนที่จะมาจากคนทั่วไป content validity เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

    ถ้าผู้เชี่ยวชาญประเมินแบบทดสอบของเราแล้วยกนิ้วให้ 👍 แสดงว่าแบบทดสอบเรามี content validity สูง

    เช่นเดียวกับ face validity, content validity ไม่ได้การันตีว่าแบบทดสอบเราจะสามารถวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ เพราะความเห็นของผู้เชี่ยวชาญยังมีความผิดพลาดได้

    Content validity มีประโยชน์ในขั้นต้นของการพัฒนาแบบทดสอบ เราสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและตัดข้อคำถามที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะวัดออกได้

    ไม่ว่าแบบทดสอบจะมีหรือไม่มี face validity และ content validity เราจะไม่รู้เลยว่า แบบทดสอบสามารถประเมินสิ่งที่เราต้องการได้ไหม จนกว่าเราจะทดสอบให้เห็นกับตา (empirical approach)


    👁️ Validity, Part II: Empirical Approach

    Validity ในกลุ่ม empirical approach มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่:

    1. Construct validity
    2. Criterion validity

    .

    🏗️ Construct Validity

    Construct หมายถึง ลักษณะทางจิตวิทยาซึ่งเรามองไม่เห็นและไม่สามารถจับต้องได้ เช่น personality, intelligence, self-concept

    Construct validity หมายถึง validity ของแบบทดสอบในการประเมิน construct ที่ต้องการ

    เราสามารถวิเคราะห์ construct validity ได้ด้วยการดูความสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบของเรากับแบบทดสอบอื่น ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่:

    1. Convergent validity
    2. Divergent validity (หรือ discriminant validity)

    สำหรับ convergent validity เราจะดูว่า แบบทดสอบมีความสัมพันธ์กับแบบทดสอบอื่น ๆ ที่ควรมีไหม

    ยกตัวอย่างเช่น แบบทดสอบ IQ ซึ่งสะท้อนความฉลาดรอบด้าน ควรมีความสัมพันธ์กับแบบทดสอบความสามารถอื่น ๆ เช่น แบบทดสอบเลข แบบทดสอบความรู้ทั่วไป ถ้าแบบทดสอบ IQ มีความสัมพันธ์กับแบบทดสอบเหล่านี้ ก็แสดงว่ามี convergent validity

    Divergent validity คือ การที่แบบทดสอบของเราไม่มีความสัมพันธ์กับแบบทดสอบที่ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแบบทดสอบ IQ จะมี divergent validity ได้ จะต้องไม่มีความสัมพันธ์กับแบบทดสอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับสามารถทางปัญญา เช่น ความทดสอบ integrity หรือแบบทดสอบความสุภาพ

    ในการวิเคราะห์ construct validity ยิ่งเราทดสอบ convergent validity และ divergent validity ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะเราจะยิ่งมั่นใจได้ว่า แบบทดสอบของเราสามารถประเมินสิ่งที่ต้องการประเมินได้จริง

    ยกตัวอย่างเช่น เราควรหา convergent validity ของแบบทดสอบ IQ กับแบบทดสอบหลาย ๆ วิชา เช่น ข้อสอบเลข, ข้อสอบภาษา, ข้อสอบสังคม แทนการหา convergent validity กับวิชาใดวิชาหนึ่ง

    เรามักใช้ correlation ในการวิเคราะห์ construct validity ดังนี้:

    1. Convergent validity: ยิ่ง correlation สูงยิ่งดี (เช่น .7 หรือ -.7) *
    2. Divergent validity: ยิ่ง correlation น้อยก็ยิ่งดี (เช่น .10 หรือ -.10)

    Note: * convergent validity ไม่ควรสูงเกิน เพราะนั่นอาจหมายความว่า แบบทดสอบเราอาจประเมินสิ่งเดียวกับแบบทดสอบอื่น เช่น แบบทดสอบ IQ กำลังประเมินความสามารถด้านคณิตศาสตร์แทน IQ (ความฉลาดรอบด้าน)

    .

    🌡️ Criterion Validity

    Criterion validity คือ validity ที่ดูความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับเกณฑ์ (criterion) ที่มีความสำคัญ

    ยกตัวอย่างเช่น:

    • แบบทดสอบ IQ กับเกรดการเรียน
    • แบบทดสอบ extraversion กับจำนวนเพื่อน
    • แบบทดสอบ integrity กับพฤติกรรมการโกง
    • แบบทดสอบ depression กับภาวะซึมเศร้า

    Criterion validity มีอยู่ 2 แบบ ได้แก่:

    1. Concurrent validity: ดูว่าแบบทดสอบมีความเกี่ยวข้องกับเกณฑ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันไหม (เช่น คะแนนสอบวันนี้)
    2. Predictive validity (aka incremental validity): ดูว่า แบบทดสอบมีความเกี่ยวข้องกับเกณฑ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไหม (เช่น คะแนนสอบในอีก 2 เดือนข้างหน้า)

    เช่นเดียวกับ construct validity ยิ่งเรามี concurrent validity และ predictive validity มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้เรายิ่งมั่นใจในแบบทดสอบมากขึ้น

    และเช่นเดียวกับ construct validity เรามักใช้ correlation ในการประเมิน criterion validity ซึ่งหมายความว่า ยิ่ง correlation สูงก็ยิ่งมี criterion validity สูง


    💪 Summary

    ในบทความนี้ เราได้ไปทำความรู้จักกับ 2 ลักษณะที่ช่วยให้เราประเมินประสิทธิภาพของแบบทดสอบทางจิตวิทยาได้ ซึ่งได้แก่:

    ลักษณะที่ 1. Reliability หรือ ความเสถียรของคะแนนแบบทดสอบ ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่:

    TypeDescription
    Test-retest reliabilityความเสถียรตามมิติเวลา
    Internal consistencyความเสถียรระหว่างข้อคำถาม
    Alternate form reliabilityความเสถียรระหว่างต้นฉบับและ alternate form

    ลักษณะที่ 2. Validity ซึ่งบอกว่า แบบทดสอบวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ขนาดไหน และแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่:

    กลุ่มที่ 1. Opinion-based approach หรือ validity ตามความเห็น:

    TypeDescription
    Face validityValidity ตามความเห็นของคนทั่วไป
    Content validityValidity ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

    กลุ่มที่ 2. Empirical approach หรือ validity ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์:

    Construct validity:

    TypeDescription
    Convergent validityความสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบกับปัจจัยที่ควรเกี่ยวข้อง
    Divergent validityความสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบกับปัจจัยที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง

    Criterion validity:

    TypeDescription
    Concurrent validityความสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบกับเกณฑ์ในปัจจุบัน
    Predictive validityความสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบกับเกณฑ์ในอนาคต

    👀 See for Yourself: Is 16Personalities Reliable & Valid?

    ตอนนี้ เรารู้จักกับ reliability และ validity แล้ว และสามารถประเมินประสิทธิภาพของแบบทดสอบทางจิตวิทยาได้แล้ว

    แบบทดสอบต่าง ๆ มักจะรายงานผลการทดสอบ reliability และ validity ไว้ ดังนั้น เราสามารถประเมินประสิทธิภาพของแบบทดสอบได้โดยไม่ต้องทำการทดสอบเอง

    ถ้าแบบทดสอบใดที่ไม่มีการรายงานค่าเหล่านี้ เราสามารถตั้งคำถามได้ว่าแบบทดสอบสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

    เราสามารถดูตัวอย่างการรายงาน reliability และ validity ได้จากรายงานของ 16personalities ซึ่งประกอบ:

    1. Internal consistency
    2. Test-retest reliability
    3. Discriminant (divergent) validity

    ใครที่ลองอ่านรายงานของ 16personalities สามารถทิ้งคอมเม้นท์ไว้ได้ว่า แบบทดสอบนี้น่าเชื่อถือแค่ไหน

    .

    (ใครที่ยังไม่ได้ดูรายงาน 16personalities ให้ข้ามบรรทัดล่างไปก่อนนะครับ 😁)

    (Note: รายงานไม่ได้ระบุ validity ประเภทอื่น ๆ ไว้ ทำให้เราไม่รู้ว่า 16personalities ประเมิน 4 มิติของบุคลิกภาพตามที่ออกแบบไว้หรือไม่)


    📚 Further Reading

    สำหรับคนที่สนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยว reliability และ validity สามารถอ่าน

    • Ashton (2018): บทเรียนเกี่ยวกับ reliability และ validity เบื้องต้น
    • Geisinger (2013): บทเรียนเกี่ยวกับ reliability เชิงลึก
    • Sireci และ Sukin (2013): บทเรียนเกี่ยวกับ validity เชืงลึก
    • Part II และ III ของ Furr และ Bacharach (2014): บทเรียนเชิงทฤษฎีและสถิติของ reliability และ validity

    📃 References

    • Ashton, M. C. (2018). Basic concepts in psychological measurement. In M. C. Ashton (Ed.), Individual differences and personality (3rd ed., pp. 1–28). Academic Press. https://doi.org/10.1016/B978-0-12-809845-5.00001-9
    • Furr, R. M., & Bacharach, V. R. (2014). Psychometrics: An introduction (2nd ed.). Sage.
    • Geisinger, K. F. (2013). Reliability. In K. F. Geisinger, B. A. Bracken, J. F. Carlson, J. I. C. Hansen, N. R. Kuncel, S. P. Reise, & M. C. Rodriguez (Eds.), APA handbook of testing and assessment in psychology, Vol. 1. Test theory and testing and assessment in industrial and organizational psychology (pp. 21–42). American Psychological Association. https://doi.org/10.1037/14047-002
    • Goldberg, E. (2023, March 5). The $2 billion question of who you are at work. The New York Times. https://www.nytimes.com/2023/03/05/business/remote-work-personality-tests.html
    • Leikvoll, V. (2022, September 14). 80% of Fortune 500 companies use personality tests, but are they ethical? Leaders. https://leaders.com/articles/business/personality-tests/
    • Rindskopf, D. (2001). Reliability: Measurement. In N. J. Smelser & P. B. Baltes (Eds.), International encyclopedia of the social & behavioral sciences (pp. 13023–13028). Pergamon. https://doi.org/10.1016/B0-08-043076-7/00722-1
    • Sireci, S. G., & Sukin, T. (2013). Test validity. In K. F. Geisinger, B. A. Bracken, J. F. Carlson, J. I. C. Hansen, N. R. Kuncel, S. P. Reise, & M. C. Rodriguez (Eds.), APA handbook of testing and assessment in psychology, Vol. 1. Test theory and testing and assessment in industrial and organizational psychology (pp. 61–84). American Psychological Association. https://doi.org/10.1037/14047-004

    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb:

  • สรุปแนวทางการทำงานกับ AI: Mindset และเทคนิคการเขียน Prompt เพื่อการทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ

    สรุปแนวทางการทำงานกับ AI: Mindset และเทคนิคการเขียน Prompt เพื่อการทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสแชร์วิธีการทำงานกับ AI ให้กับคนในบริษัท โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ไปที่การใช้ prompt เป็นหลัก และเป็นการตกตะกอนความรู้ AI ที่สะสมจากแหล่งต่าง ๆ

    เช่น:

    รวมไปถึงการใช้งาน AI ในการทำงานด้วยตัวเอง .

    ในบทความนี้ ผมจะชวนไปดูแนวทางการทำงานกับ AI ซึ่งเป็นเนื้อหาต่อยอดจากสิ่งที่ผมได้แชร์ไปเมื่อต้นปี

    โดยบทความจะแบ่งเป็น 5 ส่วน:

    1. What is AI?
    2. Mindset ในการทำงานกับ AI
    3. Prompting frameworks: โครงการเขียน prompt ง่าย ๆ
    4. Prompting techniques: เทคนิคการช่วย AI คิดให้ตอบโจทย์
    5. Tips: เคล็ดลับเพิ่มเติม

    ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย



    1️⃣ What Is AI?

    AI หรือ artificial intelligence หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานได้เหมือนมนุษย์ เช่น:

    • คิดวิเคราะห์
    • ใช้เหตุผล
    • โต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ
    • สร้างงานศิลป์

    เมื่อพูดถึง AI อีกคำที่มักจะได้ยิน คือ machine learning

    แม้จะมีความหมายคล้ายกัน แต่ machine learning เป็น subset และเป็นมันสมองของ AI

    โดยนิยามของ machine learning คือ การเขียนโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากข้อมูลได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีมนุษย์คอยกำกับ (Arthur Samuel)


    2️⃣ Mindset ในการทำงานกับ AI

    ในการจะเริ่มทำอะไร เราควรเริ่มจากตัวเราก่อน โดย mindset ที่ควรมีในการทำงานกับ AI มีอยู่ 3 ข้อ

    .

    👌 ข้อที่ 1. AI Is Okay

    ก่อนอื่น เราควรจะเปิดใจยอมรับ AI

    AI เป็นสิ่งใหม่ที่หลายคนอาจยังไม่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แต่ยังไง AI ก็เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนี่งในการทำงาน

    เมื่อเราเปิดใจยอมรับ และทำความเข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของ AI เราก็จะสามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การทำงานของเรา

    Note: ผมหยิบคำว่า “AI is okay” มาจากผู้บริหารในบริษัทอีกที 🙏

    .

    🙆 ข้อที่ 2. AI as a Colleague

    ข้อนี้อาจจะฟังดูขัดกับข้อแรกที่มองว่า AI เป็นเครื่องมือ

    AI เป็นเทคโนโลยีปฏิวัติโลก เช่นเดียวกับไฟ เครื่องจักรไอน้ำ และอินเทอร์เน็ต

    แต่ AI มีความแตกต่างคือ เป็นเครื่องมือที่มีความ “ฉลาด” ใกล้เคียงกับมนุษย์

    และด้วยความฉลาดนี้ ทำให้เราสามารถมองว่า AI เป็นมากกว่าเครื่องมือ หรือเป็นเพื่อนร่วมงานของเราได้

    การมอง AI แบบนี้ ไม่ได้มีผลต่อแค่ความคิด แต่ส่งผลในทางปฏิบัติด้วย

    เช่น ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะสั่งงาน AI ยังไง ให้ลองนึกว่า ถ้า AI เป็นคน เรากำลังจะพูดยังไง

    เราอาจจะพูดว่า:

    ช่วยทำรายงานให้หน่อย

    เช่นเดียวกับคน ถ้าเราไม่มีข้อมูล การเขียนรายงานจะเริ่มไม่ได้ ซึ่งเราก็อาจจะเห็น AI ตอบกลับเหมือนกับเพื่อนร่วมงานของเรา:

    อยากให้ช่วยเขียนรายงานเรื่องอะไร? ต้องเขียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง? ขอข้อมูลหน่อย

    แล้วเราก็จะต้องส่งข้อมูลเพิ่มให้ก่อน AI จะทำงานได้

    จากตัวอย่าง เราจะเห็นว่า การทำงานกับ AI มีความเหมือนกันกับการทำงานกับคน ดังนั้น การมองว่า AI เป็นเพื่อนร่วมงานจะช่วยเป็นแนวทางในการทำงานกับ AI ให้เราได้

    .

    ➿ ข้อ 3. Human in the Loop

    สุดท้ายและเป็นข้อที่สำคัญ คือ เราควรทำงาน “ร่วม” กับ AI

    อย่างที่เราเห็นว่า AI เป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน และเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานผิดพลาดได้ AI ก็เช่นกัน

    ถ้าเราทำงานกับเพื่อน แล้วนำงานของเพื่อนไปใช้ แล้วเกิดข้อผิดพลาด เราอาจจะชี้นิ้วไปที่เพื่อนได้ แต่เราในฐานะเจ้าของงาน ก็ต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้นด้วย

    ดูตัวอย่างจากกรณีของทนายความในออสเตรเลีย ที่นำเอกสารจาก AI ไปใช้ในชั้นศาล และถูกเรียกตรวจสอบวินัย เพราะศาลพบว่าข้อมูลในเอกสารไม่เป็นความจริง

    แม้ว่าทนายความจะยืนยันว่า ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์เกี่ยวกับการทำงานของ AI แต่ต้องรับผิดชอบผลกระทบที่ตามมาอยู่ดี

    ดังนั้น เพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบในงาน และป้องกันผลกระทบจากความผิดพลาดของ AI เราควรทำงานร่วมกับ AI โดยคอยตรวจสอบและกำกับงานของ AI ก่อนนำไปใช้งานต่อ

    .

    🗝️ สรุป Mindset การทำงานกับ AI

    1. AI is okay: เปิดใจยอมรับ AI และทำความเข้าใจ AI ในฐานะเครื่องมือตัวหนึ่ง
    2. AI as a colleague: มองและทำงานกับ AI เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง
    3. Human in the loop: ทำงานร่วมกับ AI โดยคอยตรวจสอบและกำกับการทำงานของ AI ก่อนนำงานไปใช้ต่อ

    3️⃣ Prompting Frameworks

    เราดู mindset ที่ควรมีในการทำงานกับ AI กันมาแล้ว ใน section นี้ เรามาดู prompting framework หรือแนวทางในการจัดโครงสร้าง prompt กัน

    เพื่อให้เข้าใจตรงกัน prompt หมายถึง คำสั่งที่เราให้กับ AI เพื่อให้ AI ทำงานบางอย่างให้กับเรา (W3Schools)

    Prompt มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ แต่แบบที่เราใช้กันบ่อยที่สุด คือ ข้อความ

    ทั้งนี้ frameworks ในการขึ้นโครง prompt มีมากมาย อย่างที่เห็นได้ในเว็บไซต์ของ Juuzt AI ที่ระบุไว้มากถึง 57 frameworks

    แต่ละ frameworks มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป รวมทั้งมีการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน เราควรศึกษาและเลือก framework ที่เหมาะกับเป้าหมายของงานของเรา

    สำหรับบทความนี้ ผมจะแนะนำ 2 frameworks ที่สามารถใช้กับหลากหลายหน้างาน:

    1. RICE
    2. SALT

    เหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกนำเสนอ RICE และ SALT ก็เพราะ:

    1. RICE ใช้กำกับ input
    2. SALT ใช้กำกับ output

    ทำให้เมื่อใช้ทั้ง 2 frameworks ร่วมกัน เราก็จะได้ prompt ที่ครอบคลุมทั้งต้นทางและปลายทาง

    .

    🍚 RICE: Input Structure

    RICE เป็น framework ที่ระบุว่า เราควรกำหนด input ให้กับ 4 อย่าง:

    1. Role: บทบาทของ AI ในการทำงาน เพื่อให้ AI นึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้งาน
    2. Instruction: คำชี้แจงในการทำงาน เพื่อให้ AI รู้ว่าต้องทำอะไร
    3. Context: บริบทของงาน เพื่อให้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการทำงาน
    4. Example: ตัวอย่างงาน เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานให้ตรงกับภาพที่เราคาดหวัง

    เรามาดูตัวอย่างการใช้ RICE กัน โดยเปรียบเทียบกับการ prompt อย่างง่าย ๆ

    เช่น เราอยากให้ AI ช่วยวางแผนเที่ยวปีใหม่ให้กับเรา:

    ถ้าไม่ใช้ RICE:

    Help me plan for a New Year holiday trip.

    ผลลัพธ์จาก ChatGPT:

    จะเห็นว่า ChatGPT ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม และเรายังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

    ถ้าใช้ RICE:

    [ROLE] You are a travel planner helping me organise a New Year holiday trip. [INSTRUCTION] Suggest a affordable 3-day itinerary for a relaxing vacation.

    [CONTEXT] I enjoy nature and fresh air, and I like to avoid crowded tourist spots. [EXAMPLE] Examples of places I like are Chiang Mai and Nan.

    ผลลัพธ์ จาก ChatGPT:

    จะเห็นว่า เมื่อใช้ RICE เราจะได้ผลลัพธ์ที่ละเอียด อ่านง่าย ตอบโจทย์ และลงมือทำได้ทันที

    Note: ในการเขียน prompt เราสามารถจัดลำดับ RICE ได้เอง (เช่น example มาก่อน instruction) แต่ขอให้อ่านแล้วฟังดูสมเหตุสมผลกัน

    .

    🧂 SALT: Output Structure

    SALT ช่วยเรากำหนดลักษณะ 4 อย่างของ output:

    1. Style: รูปแบบคำตอบที่ต้องการ เช่น เขียนเป็น paragraph หรือ bullet point
    2. Audience: ผู้รับสาร เพื่อให้ AI ปรับการใช้คำและประโยคให้เหมาะสม
    3. Length: ความยาวของคำตอบ
    4. Tone: การใช้ภาษา เช่น เป็นทางการ หรือเป็นกันเอง

    เรามาดูตัวอย่างกัน เช่น เราอยากเข้าใจคำว่า API (application programming interface):

    ไม่ใช้ SALT:

    Explain API

    ผลลัพธ์จาก ChatGPT:

    จะเห็นว่า ผลลัพธ์มีเนื้อหาที่อ่านง่าย แต่อาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

    เราสามารถใช้ SALT เพื่อช่วยได้:

    Explain API in a [STYLE] bullet-point format for [AUDIENCE] a 10-year-old, using an analogy. Length [LENGTH] around 100-150 words. Use [TONE] friendly tone.

    ผลลัพธ์จาก ChatGPT:

    จะเห็นว่า เราจะได้ผลลัพธ์ในแบบที่เรากำหนด ซึ่งช่วยให้อ่านและทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นกว่าก่อนหน้านี้

    .

    🗝️ สรุป Prompting Frameworks

    เราทำความรู้จัก 2 prompting frameworks ที่ใช้ทำงานทั่วไปได้:

    1. RICE: กำหนด input ด้วย role, instruction, context, example
    2. SALT: กำหนด output ด้วย style, audience, length, tone

    4️⃣ Prompting Techniques

    Prompting techniques เป็นกลยุทธ์ในการช่วย AI กำหนดขั้นตอนการคิดและการทำงาน และสามารถใช้ควบคู่กับ prompting framework เพื่อทำให้งานออกมามีคุณภาพภาพมากขึ้นได้

    ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ 2 techniques พื้นฐานกัน ได้แก่:

    1. n-shot technique
    2. Chain-of-thought (COT) technique

    .

    🥃 n-Shot

    Shot ในการเขียน prompt หมายถึง ตัวอย่าง

    n-shot เป็นการเขียน prompt โดยเปลี่ยนจำนวนตัวอย่าง:

    N-ShotNumber of Shots
    Zero-shot0
    One-shot1
    Few-shot≥2

    เรามาลองดูผลของจำนวนตัวอย่างต่อผลลัพธ์กัน:

    n-ShotPromptChatGPT
    Zero-shotList 3 animals– Elephant
    – Penguin
    – Kangaroo
    One-shotList 3 animals such as dog– Cat
    – Wolf
    – Fox
    Few-shotList 3 animals such as dog, cat, hamster– Rabbit
    – Guinea pig
    – Ferret

    จะเห็นได้ว่า คำตอบของ ChatGPT จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยยิ่ง shot มากขึ้น ผลลัพธ์ก็จะยิ่งเหมือนกับ shot มากขึ้น:

    • Zero-shot: เป็นสัตว์ป่าทั้งหมด
    • One-shot: มีทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง
    • Few-shot: สัตว์เลี้ยงทั้งหมด

    ดังนั้น เราสามารถใช้ n-shot ในการกำหนดผลลัพธ์ได้ โดย:

    • ต้องการผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์หรือแปลกใหม่: ใช้ shot น้อย
    • ต้องการผลลัพธ์ที่ตรงกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว: ใช้ shot เยอะ

    .

    💭 COT

    COT เป็น technique ที่บอกขั้นตอนในการคิดของ AI เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะทำงานออกมาถูกต้อง

    ยกตัวอย่างจากงานต้นฉบับของ Wei et al. (2022):

    Standard vs CoT prompt from Wei et al. (2022) (CC BY 4.0)

    จากรูป จะเห็นว่า AI ในด้านซ้ายตอบผิด เพราะมีเพียงตัวอย่างโจทย์และคำตอบให้

    ในทางตรงกันข้าม prompt ในด้านขวามือ ซึ่งใช้ COT technique คือ ให้ตัวโจทย์ อธิบายการคิดเลข และเฉลยคำตอบ ช่วยให้ ChatGPT ตอบคำถามได้ถูกต้อง

    COT เหมาะกับงานที่มีความซับซ้อน (มีกระบวนการทำงานหลายขั้นตอน) ส่วนในงานง่าย ๆ (เช่น ถามว่าเมืองหลวงของไทยคืออะไร) เราสามารถใช้ prompt ทั่วไปได้

    .

    🗝️ สรุป Prompting Techniques

    ใน section นี้ เราทำความรู้จัก 2 prompting techniques ในการกำกับกระบวนการทำงานของ AI:

    1. n-shot technique: กำกับผ่านตัวอย่าง
    2. COT technique: กำกับผ่านขั้นตอนการคิด

    Note: ดู techniques อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Prompting Techniques


    5️⃣ Tips

    สำหรับส่งท้ายบทความนี้ เรามาดู 3 เคล็ดลับเพิ่มเติมในการทำงานกับ AI กัน:

    1. Annotation
    2. EmotionPrompt
    3. Garbage in, garbage out (GIGO)

    .

    #️⃣ Annotation

    Prompt ของเราเป็นเหมือนเอกสารที่ AI อ่านก่อนไปทำงานให้เรา

    ถ้าเอกสารของเราอ่านไม่รู้เรื่อง AI ก็อาจจะทำงานผิดพลาดได้

    เพื่อช่วยให้ AI เข้าใจ เราสามารถใช้ annotation หรือเครื่องหมายต่าง ๆ กำกับ prompt ของเราได้

    ถ้านึกภาพไม่ออก ให้มองว่า annotation เป็นเหมือนการจัดหน้าเอกสารของเรา ซึ่งเราสามารถทำได้ดังนี้:

    NameUsageExample
    Markdownระบุหัวข้อ# Header 1
    ## Header 2
    ### Header 3
    Quotation marksเน้นข้อความ“n-shot technique”
    Delimiterแบ่งตอนSection 1

    Section 2
    XML tagติดแท็กข้อความ<file>example.docx</file>

    มาดูตัวอย่างการใช้งานกัน เช่น เราต้องการให้ ChatGPT เขียนกลอนให้

    เราอาจเขียน prompt ได้แบบนี้:

    You are a poet. Write a poem called The Last Night. See example poems that I like in the file: poems.docx

    เราสามารถใช้ annotation ได้แบบนี้ เพื่อให้ AI อ่าน prompt ได้ง่ายขึ้น:

    # Role & Task You are a poet.

    Write a poem called “The Last Night”.



    # Example Poems See example poems that I like in the file:

    <example_file>poems.docx</example_file>

    • ใช้ # เพื่อกำหนดหัวข้อ
    • ใช้ "" เพื่อเน้นชื่อเฉพาะของบทกลอน
    • ใช้ --- เพื่อแบ่ง prompt เป็น 2 sections (ตามหัวข้อ)
    • ใช้ <></> เพื่อระบุว่า poems.doc เป็นไฟล์ตัวอย่าง

    .

    😡 EmotionPrompt

    เพราะ AI เรียนรู้การทำงานจากมนุษย์ เราสามารถใส่คำแสดงอารมณ์เข้าไปใน prompt เพื่อส่งสารบางอย่างให้กับ AI ได้

    ถ้าเปรียบเทียบกับคน คือ แทนที่จะบอกว่า:

    ช่วยทำรายงานให้หน่อย

    เป็น

    รีบทำรายงานตอนนี้ให้หน่อย ด่วนที่สุด

    ตัวอย่างเช่น:

    ใส่ความเร่งด่วน:

    This is extremely urgent! Summarise this article as quickly as possible, focusing only on the key points.

    ใส่ความตื่นเต้น:

    Write an exciting social media post that builds anticipation for our upcoming event! Make readers feel thrilled and eager to attend.

    ใส่ความสำคัญ:

    Write an important and professional email explaining the new company policy. Emphasise its significance and ensure employees understand its impact on their roles.

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ EmotionPrompt ได้ที่ Large Language Models Understand and Can be Enhanced by Emotional Stimuli

    .

    🗑️ GIGO

    สุดท้าย จำไว้ว่า AI เป็นสิ่งที่ทำงานกับข้อมูล ดังนั้น เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี เราควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพกับ AI

    ถ้าเราให้ข้อมูลที่ไม่ดีแล้ว AI ก็จะทำงานผิดพลาด หรือให้ผลลัพธ์ที่ใช้ไม่ได้ออกมา (ขยะ)

    เหมือนคำที่ว่า garbage in, garbage out

    .

    🗝️ สรุป Tips ในการทำงานกับ AI

    ใน section สุดท้าย เราได้เรียนรู้ 3 เคล็ดลับเพิ่มเติมในการทำงานกับ AI:

    1. Annotation: จัด prompt ให้อ่านง่ายด้วยเครื่องหมายต่าง ๆ
    2. EmotionPrompt: ใส่อารมณ์ลงใน prompt
    3. GIGO: AI ทำงานด้วยข้อมูล คุณภาพของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เราให้กับ AI