Tag: Book summary

  • สรุป 32 ข้อคิด (6 กลุ่ม) ในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี จากหนังสือ Negotiation Made Simple (ส่วนที่ 1) ของ John Lowry: Introduction, How to Start, Approaches, Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument, Strategies for Successful Negotiation, และ Pro Tips

    สรุป 32 ข้อคิด (6 กลุ่ม) ในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี จากหนังสือ Negotiation Made Simple (ส่วนที่ 1) ของ John Lowry: Introduction, How to Start, Approaches, Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument, Strategies for Successful Negotiation, และ Pro Tips

    หนังสือ Negotiation Made Simple ของ John Lowry เป็นหนังสือสอนการเจรจา ซึ่งไม่ได้ใช้กับนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังใช้กับคนทั่วไปอีกด้วย

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 32 ข้อคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นเป็นักเจรจามืออาชีพ จากบทนำและ Part I. Manage Yourself ของหนังสือ

    โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 6 กลุ่มดังนี้:

    1. Introduction: ความสำคัญของการเจรจา
    2. How to Start: การเริ่มต้นเป็นนักเจรจาที่ดี
    3. Approaches: ประเภทการเจรจา
    4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument: วิธีเลือกแนวทางในการเจรจา
    5. Strategies for Successful Negotiation: วิธีการในการเจรจาที่ดี
    6. Pro Tips: เทคนิคเพิ่มเติมในการเจรจา

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หน้าปกหนังสือ Negotiation Made Simple บน Amazon

    1. 🏁 Group 1. Introduction
    2. 🔥 Group 2. How to Start
    3. 🧭 Group 3. Approaches
    4. 🤔 Group 4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
    5. 🫆 Group 5. Strategies for Successful Negotiation
    6. 🍜 Group 6. Pro Tips

    🏁 Group 1. Introduction

    ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มแรกพูดถึงความสำคัญของการเจรจา ดังนี้:

    1. Negotiation is everywhere
    2. See yourself as a negotiator
    3. Five characteristics of a professional negotiator

    .

    ข้อ 1. Negotiation is everywhere

    การเจรจาไม่ได้เกิดขึ้นในที่ทำงานอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

    เช่น:

    • กล่อมลูกที่ตื่นจากฝันร้ายให้กลับไปนอน
    • ชวนแฟนที่ชอบอยู่บ้านให้ไปออกกำลังกายด้วยกัน
    • ชวนเพื่อนมาแชร์ Spotify

    .

    ข้อ 2. See yourself as a negotiator

    ไม่ว่าการเจรจาจะเป็นส่วนหนึ่งของ job description ของเราหรือไม่ เราควรมองตัวเองเป็นนักเจรจา เพราะไม่อย่างนั้น เราจะพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป เช่น:

    • ไม่ได้ของราคาถูก
    • ไม่ได้เงินเดือนที่เราต้องการ
    • ไม่ได้ใช้เวลาอย่างที่ต้องการ

    เพราะเราไม่มี mindset ที่เหมาะสมเมื่อโอกาสมาถึง

    .

    ข้อ 3. Five characteristics of a professional negotiator

    ลักษณะของนักเจรจาที่ดีมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่:

    1. มี self-awareness และรู้จักจัดการตัวเอง
    2. รู้ว่า เมื่อไรจะให้ความร่วมมือ (cooperate) และเมื่อไรจะสู้ (compete)
    3. รู้ว่า first move คือ move ที่สำคัญที่สุด
    4. รู้จักแก้ปัญหาด้วย empathy และ creativity
    5. รู้ว่า จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ยังไง

    .

    🔥 Group 2. How to Start

    ข้อคิด 8 ข้อในกลุ่ม 2 ให้แนวทางในการเริ่มต้นการเป็นนักเจรจาที่ดี ดังนี้:

    1. Negotiation starts with yourself
    2. Find your why
    3. The five guiding questions
    4. Do the hard thing
    5. Uncertainty is certain
    6. Check your assumption
    7. Deception not required
    8. Do not commit fraud

    .

    ข้อ 4. Negotiation starts with yourself

    การเจรจาที่ดีเริ่มจากตัวเราเอง

    .

    ข้อ 5. Find your why

    ในการเจรจาแต่ละครั้ง เราจะต้องหา why หรือสิ่งที่เราต้องการ ให้เจอ เพื่อเป็นเข็มทิศในการเจรจาให้กับตัวเราเอง

    .

    ข้อ 6. The five guiding questions

    นอกจากนี้ เราจะต้องตอบคำถามทั้ง 5 ข้อให้ได้:

    1. เรากำลังเจรจากับใคร?
    2. เรากำลังเจรจาเกี่ยวกับเรื่องอะไร?
    3. เราต้องการอะไร?
    4. อีกฝ่ายต้องการอะไร?
    5. อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เราทำข้อตกลงได้?

    .

    ข้อ 7. Do the hard thing

    เพื่อเจรจาได้สำเร็จ เราจะต้องยอมทำสิ่งที่อยู่นอก comfort zone หรือรู้สึกยากสำหรับเรา

    เช่น เราเป็นคนไม่ชอบขัดใจคนอื่น แต่เมื่ออีกฝ่ายเจรจาแบบ competitive เราจะต้องปรับการสื่อสารให้ assertive มากขึ้น แม้ว่าจะไม่ใช่การสื่อสารแบบที่เราถนัด เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเสียเปรียบและไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ

    .

    ข้อ 8. Uncertainty is certain

    การเจรจามีความไม่แน่นอน ด้วยเหตุผลหลัก 2 ข้อ:

    1. Incomplete information: ข้อมูลไม่ครบถ้วน
    2. Deception: การหลอกลวงที่ทำให้ข้อมูลถูกปิดบัง

    .

    ข้อ 9. Check your assumption

    เราจัดการกับความไม่แน่นอนได้ด้วยการเช็กข้อมูลและความเชื่อของตัวเอง ผ่านคำถาม 4 ข้อนี้:

    1. Assumption ของเราคืออะไร?
    2. อะไรเป็นฐานคิดของ assumption นั้น?
    3. Assumption นี้สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือเป็นแค่สิ่งที่เราหวังว่าจะเป็นจริง?
    4. Key information ที่เราใช้ในการตัดสินใจคืออะไร และเชื่อถือได้ขนาดไหน?

    .

    ข้อ 10. Deception not required

    แม้ว่าเราจะใช้การหลอกลวงเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการได้ แต่การเจรจาที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้การหลอกลวงเสมอไป

    .

    ข้อ 11. Do not commit fraud

    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะต้องไม่บิดเบือนข้อมูล (fraud) ในการเจรจาเด็ดขาด

    .

    🧭 Group 3. Approaches

    ข้อคิด 7 ข้อในกลุ่ม 3 นำเสนอประเภทการเจรจา ดังนี้:

    1. Two approaches to negotiation
    2. Know when to cooperate vs compete
    3. See what the other side is using
    4. Substance vs signal
    5. Never cooperate in a competitive negotiation
    6. Use competition to get cooperation
    7. Use competition wisely

    .

    ข้อ 12. Two approaches to negotiation

    การเจรจามีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่:

    1. Cooperative (lover): การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน
    2. Competitive (fighter): การเจรจาที่มีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ

    .

    ข้อ 13. Know when to cooperate vs compete

    การเจรจาที่ดีจะต้องเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสม นั่นคือ รู้ว่าเมื่อไรจะเป็น lover และเมื่อไรจะเป็น fighter

    .

    ข้อ 14. See what the other side is using

    เราจะปรับวิธีการเจรจาได้ ก็ต้องรู้ก่อนว่าอีกฝ่ายใช้วิธีการไหน

    .

    ข้อ 15. Substance vs signal

    เรารู้แนวทางที่อีกฝ่ายใช้ได้จากการสังเกต substance และ signal:

    • Substance: สิ่งที่แลกเปลี่ยนกันในการเจรจา (เช่น เงิน ส่วนลด สินค้า ของแถม)
    • Signal: ความหมายหรือแรงจูงใจเบื้องหลัง substance

    เช่น:

    • อีกฝ่ายเปิดการเจรจาด้วยการเสนอราคาสูงจนน่าตกใจ (substance) แสดงว่าอีกฝ่ายต้องการให้เราจ่ายเงินเยอะ (signal) ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายกำลังเจรจาแบบ competitive
    • อีกฝ่ายเสนอราคาเป็นกันเอง พร้อมบอกว่าลดราคาได้อีก (substance) แสดงว่าอีกฝ่ายอยากช่วยให้เราซื้อของได้ (signal) ซึ่งหมายความว่า อีกฝ่ายกำลังเจรจาแบบ cooperative

    .

    ข้อ 16. Don’t cooperate in a competitive negotiation

    เมื่ออีกฝ่ายเจรจาแบบ competitive เราจะต้องไม่เจรจาแบบ cooperative เพราะในขณะที่เราพยายามทำให้อีกฝ่ายพอใจ อีกฝ่ายจะพยายามเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการ ทำให้เราเสียเปรียบในการเจรจา และเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด

    .

    ข้อ 17. Use competition to get cooperation

    ในบางครั้ง เราจะต้องเจรจาแบบ competitive เพื่อบังคับให้อีกฝ่าย cooperative กับเรา

    .

    ข้อ 18. Use competition wisely

    เราควรเลือกเจรจาแบบ competitive อย่างเหมาะสม เพราะการเจรจาแบบนี้สามารถทำลาย trust และปิดการเจรจาลงโดยไม่มีข้อตกลงได้

    .

    🤔 Group 4. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument

    ข้อคิด 6 ข้อในกลุ่ม 4 นำเสนอวิธีเลือกแนวทางในการเจรจา:

    1. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument
    2. Avoid
    3. Accommodate
    4. Compete
    5. Compromise
    6. Collaborate

    .

    ข้อ 19. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument

    Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument เป็นเครื่องมือในการเลือกแนวทางการเจรจา ซึ่งชวนให้เราพิจารณา 2 แกนหลักดังนี้:

    1. Issue: ความสำคัญของหัวข้อในการเจรจา
    2. Relationship: ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอีกฝ่าย

    โดยทั้ง 2 แกนผสมกันได้ 5 วิธีการดังรูป:

    .

    ข้อ 20. Avoid

    แนวทางที่ 1: หลีกเลี่ยงการเจรจา เมื่อ issue และ relationship มีความสำคัญน้อย

    เช่น คนแปลกหน้าขอให้ช่วย comment วิดีโอบน TikTok แต่เราไม่ได้เล่น TikTok

    เราควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยนี้ เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับ TikTok (issue) และคนขอไม่ได้คนที่เรารู้จัก (relationship)

    .

    ข้อ 21. Accommodate

    แนวทางที่ 2: ยอมทำตาม เมื่อ issue มีความสำคัญน้อย แต่อีกฝ่ายเป็นคนสำคัญกับเรา

    เช่น แฟนชวนดูหนังโรแมนติก แต่เราชอบดูหนังไซไฟ

    เราจะยอมไปดูหนังที่แฟนเลือก เพราะหนังที่ดู (issue) ไม่ได้สำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟน (relationship)

    .

    ข้อ 22. Compete

    แนวทางที่ 3: ต่อสู้ เมื่อ issue มีความสำคัญมาก และ relationship มีความสำคัญน้อย

    เช่น การต่อราคาซื้อรถมือสอง เพราะราคารถ (issue) มีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับร้านขายรถมือสอง (relationship)

    .

    ข้อ 23. Compromise

    แนวทางที่ 4: พบกันครึ่งทาง เมื่อทั้ง issue และ relationship มีความสำคัญปานกลาง

    เช่น เพื่อนชวนไปเที่ยวทะเล แต่เราชอบไปเดินเขา

    เราอาจจะต่อรองกับเพื่อนให้ไปเที่ยวทะเล 1 วัน และเดินเขา 1 วัน เพราะทั้งเพื่อน (relationship) และที่เที่ยว (issue) มีความสำคัญพอ ๆ กัน

    .

    ข้อ 24. Collaborate

    แนวทางที่ 5: หาทางออกร่วมกัน เมื่อทั้ง issue และ relationship มีความสำคัญมาก

    เช่น แฟนอยากแต่งงานเร็ว ๆ

    ทั้งการแต่งงาน (issue) และแฟน (relationship) เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น เราต้องนั่งคุยกับแฟนเพื่อหาทางออกร่วมกัน

    .

    🫆 Group 5. Strategies for Successful Negotiation

    ข้อคิด 5 ข้อในกลุ่ม 5 แนะนำวิธีการที่นำไปสู่การเจรจาที่ดี ดังนี้:

    1. Prisoner’s Dilemma
    2. Start with cooperation
    3. Respond in kind
    4. Forgive
    5. Be clear

    .

    ข้อ 25. Prisoner’s Dilemma

    Prisoner’s Dilemma เป็นเกมจำลองการตัดสินใจ และช่วยให้เราศึกษาวิธีการเจรจาที่ดีได้

    ในเกม ผู้เล่น 2 คนถูกตำรวจจับ และแต่ละคนมี 2 ตัวเลือกที่สะท้อนประเภทการเจรจาดังนี้:

    1. Cooperate (cooperative): ปิดปากเงียบ ไม่คุยกับตำรวจ
    2. Defect (competitive): สารภาพและโยนความผิดให้กับผู้เล่นอีกคน

    ผู้เล่นจะต้องตัดสินใจโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร และผลลัพธ์ของเกมขึ้นอยู่กับกรตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายดังนี้:

    Player A & BB cooperatesB defects
    A cooperates1, 110, 0
    A defects0, 105, 5

    จากตาราง จะเห็นว่า:

    • ถ้าทุกคนปิดปากเงียบ จะติดคุกกันแค่คนละ 1 ปี (รวมกัน 2 ปี)
    • ถ้ามีคนหนึ่งสารภาพ และอีกคนเงียบ คนสารภาพจะเป็นอิสระ และอีกคนจะติดคุก 10 ปี (ผลรวม 10 ปี)
    • ถ้าทั้งคู่สารภาพ จะติดคุกคนละ 5 ปี (รวมกัน 10 ปี)

    และจะเห็นได้ว่า:

    • ตัวเลือกที่ดีกับทุกฝ่าย คือ ปิดปากเงียบ เพราะถ้าอีกฝ่ายเงียบเหมือนกัน เราก็จะติดคุกร่วมกันน้อยที่สุด
    • แต่การปิดปากเงียบมีความเสี่ยง เพราะถ้าอีกฝ่ายสารภาพ เราจะรับโทษเต็ม ๆ คนเดียว 10 ปี

    การศึกษาการเล่น Prisoner’s Dilemma แบบหลายรอบติดกัน พบว่ามี 4 วิธีต่อไปนี้ มักให้ผลการเจรจาที่ดีที่สุด

    .

    ข้อ 26. Start with cooperation

    เริ่มต้นเจรจาด้วยการเจรจาแบบ cooperative เพราะเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุด และช่วยให้เรารู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับแบบไหน (cooperative หรือ competitive)

    .

    ข้อ 27. Respond in kind

    ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน ให้เราใช้วิธีเดียวกับที่อีกฝ่ายใช้:

    • ถ้าอีกฝ่าย cooperative เราจะ cooperative ตาม เพราะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราพร้อมให้ความร่วมมือ
    • ถ้าอีกฝ่าย competitive เราจะ competitive ตาม เพื่อให้รู้ว่าเราจะไม่ยอมโดนเอาเปรียบ

    .

    ข้อ 28. Forgive

    เราควรให้อภัยเมื่ออีกฝ่าย competitive กับเรา (เราเงียบ แต่อีกฝ่ายสารภาพ) เพราะการเจรจาจะ cooperative มากขึ้น (เงียบทั้งคู่) ซึ่งจะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

    .

    ข้อ 29. Be clear

    เราต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า เรากำลังเจรจาแบบไหน เพราะจะช่วยสร้าง trust ในการเจรจา

    .

    🍜 Group 6. Pro Tips

    ข้อคิด 3 ข้อในกลุ่มสุดท้าย แนะนำเทคนิคเพิ่มเติมในการเจรจา ดังนี้:

    1. Introverts might be at a disadvantage
    2. What to do if you are an introvert
    3. Share a meal

    .

    ข้อ 30. Introverts might be at a disadvantage

    การเจรจาเป็นการพูดคุยกับคนอื่น ซึ่ง introvert อาจจะไม่เก่งเท่า extrovert และอาจเสียเปรียบในการเจรจาได้

    .

    ข้อ 31. What to do if you are an introvert

    Introvert สามารถป้องกันตัวเองด้วยการเตรียมตัว 2 อย่าง:

    1. ซ้อมพูดเจรจาก่อนถึงเวลาจริง
    2. พูดคุย chitchat กับอีกฝ่ายก่อนเริ่มเจรจา

    .

    ข้อ 32. Share a meal

    ถ้าอยากปิดการเจรจาให้สำเร็จ ให้ชวนอีกฝ่ายไปทานข้าวร่วมกัน

    งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คู่เจรจาที่ทานอาหารร่วมกัน โดยเฉพาะแชร์อาหารจานเดียวกัน มักให้ความร่วมมือและทำข้อตกลงเร็วกว่าคู่ที่ทานอาหารแยกกัน


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่:

  • สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    สรุปวิธีสร้างงานเขียนจาก 0 สำหรับนักออกแบบและผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน จากหนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design โดย João Batalheiro Ferreira

    Writing Is Not Magic, It’s Design เป็นหนังสือของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำแนวคิดในการเขียนสำหรับนักออกแบบ (designer) ซึ่งมัก “คิดเป็นภาพ” ได้ดีกว่า “คิดเป็นตัวหนังสือ”

    แม้ว่า Writing Is Not Magic, It’s Design จะถูกเขียนมาให้นักออกแบบ แต่แนวคิดในหนังสือสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเอง โดยเฉพาะการเขียน non-fiction อย่างเขียน blog และบทความ

    ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาของ Writing Is Not Magic, It’s Design ใน 5 ส่วนกัน:

    1. What writing is: การเขียนคืออะไร
    2. Writing method: วิธีเขียนจาก 0 ถึง 100
    3. Modular writing: การจัดการโครงสร้างงานเขียน
    4. Writing stages: วิธีแปลงไอเดียให้เป็นงานเขียน
    5. Writing method combined: วิธีเขียนอย่างเป็นระบบ

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon

    1. ✍️ What Writing Is
      1. 💪 Writing = Skill
      2. 📣 Writing = Communication
      3. 🎨 Writing = Creative Process
      4. 🧠 Writing = Thinking
    2. 🖋️ Writing Method
    3. 1️⃣ Part I. Modular Writing
      1. 😭 Obstacle #1 to Writing
      2. 🙂‍↕️ What Is Modular Writing?
      3. 😇 Benefits
      4. 🪜 How to
    4. 2️⃣ Part II. Writing Stages
      1. 😭 Obstacle #2 to Writing
      2. 🎭 What Are Writing Stages?
      3. 🧑‍🎨 The Four Steps in Writing Stages
      4. 🫠 Don’t Skip
      5. 📝 Step 1. N for Note
      6. 🍱 Step 2. O for Outline
      7. 🖋️ Step 3. D for Draft
      8. ✍️ Step 4. E for Edit
    5. 🧢 Writing Method Combined
    6. 🤩 Deep Note: Your Digital Zettelkasten

    ✍️ What Writing Is

    เรามองการเขียนได้ 4 มุม:

    1. Skill
    2. Communication
    3. Creative process
    4. Thinking

    .

    💪 Writing = Skill

    การเขียนเป็นทักษะ ซึ่งหมายความว่า ทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้ด้วยการฝึกฝน ไม่ใช่พรสรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด

    .

    📣 Writing = Communication

    จุดประสงค์ของการเขียน คือ การสื่อสารไอเดียระหว่างคนเขียนและคนอ่าน

    งานเขียนที่ไม่ดี คือ งานที่ไม่สามารถสื่อไอเดียไปถึงคนอ่านได้

    และงานเขียนที่ดี คือ งานที่แก้ปัญหาการสื่อสารได้สำเร็จ

    .

    🎨 Writing = Creative Process

    การเขียนเป็นงาน creative และเช่นเดียวกับงาน creative อื่น ๆ เช่น การออกแบบ งานเขียนจะสร้างผ่าน creative process ซึ่งเราจะไปดูกันต่อไป

    .

    🧠 Writing = Thinking

    การเขียน คือ การคิด

    ถ้าจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดได้ดีก่อน แต่ถ้าจะคิดได้ดี บางทีเราจะต้องเขียนออกก่อน

    ดังนั้น การเขียนไม่ใช่แค่สื่อ แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยคิดอีกด้วย


    🖋️ Writing Method

    Writing method เป็นวิธีการออกแบบงานเขียนอย่างเป็นระบบที่จะช่วยให้เราก้าวจาก 0 ไปถึง 100 ได้ และประกอบด้วย 2 ส่วน:

    1. Modular writing
    2. Writing stages

    ซึ่งแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


    1️⃣ Part I. Modular Writing

    .

    😭 Obstacle #1 to Writing

    อุปสรรคหนึ่งในการเขียน คือ blank-page anxiety

    ในการเขียน เราจะเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่า พร้อมกับภาพในหัวว่างานเขียนของเราจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน และเราพยายามจะทำให้ภาพนั้นกลายเป็นจริง

    เราพยายามเปลี่ยนหน้ากระดาษเปล่า (0) ให้กลายเป็นงานเขียนฉบับสมบูรณ์ (100) ในก้าวใหญ่เดียว ซึ่งทำให้เรารู้สึกกังวลจนเขียนไม่ออกได้

    ถ้าการเขียนจาก 0 เป็น 100 เป็นก้าวที่ใหญ่ไป สิ่งที่เราต้องทำคือแบ่งก้าวให้เล็กลงเพียงพอที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

    .

    🙂‍↕️ What Is Modular Writing?

    Modular writing เป็นเทคนิคในการเขียนที่แยกงานเขียนออกเป็นส่วน ๆ (module) โดยที่แต่ละส่วน:

    1. เขียนจบได้ในตัวเอง (มี start, middle, end ในตัวเอง)
    2. แยกประกอบกับส่วนอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ

    ยกตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับ design thinking แยกได้เป็น 4 ส่วน หรือ modules ดังนี้:

    • Module 1. What design thinking is
    • Module 2. History of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking
    • Module 4. Case studies of design thinking

    เราสามารถจัดเรียง module ได้โดยไม่กระทบเนื้อด้านใน เช่น:

    • Module 2. History of design thinking
    • Module 1. What design thinking is
    • Module 4. Case studies of design thinking
    • Module 3. Examples of design thinking

    .

    😇 Benefits

    Modular writing มีข้อดี 2 อย่าง ได้แก่:

    1. Blank-page anxiety: ช่วยให้เราไม่รู้สึก overwhelmed เพราะแทนที่เราจะเริ่มจาก 0 (หน้าเปล่า) ไป 100 (งานเขียนที่สมบูรณ์) ในทันที เราจะค่อย ๆ เขียนทีละ module ไปเรื่อย ๆ จนครบ
    2. Structuring: จัดโครงสร้างงานเขียนได้ง่าย เพราะแต่ละส่วนครบจบในตัวเอง แสดงว่า เราสามารถโยกย้ายแต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องแก้ไขงานเขียนใหม่ทั้งหมด แต่แก้เฉพาะจุดที่แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันเท่านั้น

    .

    🪜 How to

    เราใช้ modular writing ได้ใน 3 ขั้นตอน:

    1. Split: แยกงานเขียนออกเป็น module
    2. Write: เขียนแต่ละ module
    3. Combine: ประกอบ module เข้าด้วยกันให้เป็นงานเขียนที่สมบูรณ์

    2️⃣ Part II. Writing Stages

    .

    😭 Obstacle #2 to Writing

    อีกอุปสรรคที่คนส่วนใหญ่เจอในการเขียน คือ “ไม่รู้จะเขียนอะไร” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี:

    1. ไม่มีข้อมูลที่จะเอามาเขียน
    2. มีข้อมูล แต่ไม่รู้จะเขียนออกมายังไง

    สิ่งที่เราต้องการในทั้ง 2 กรณี คือ ขั้นตอนที่จะช่วยเราเก็บข้อมูลและแปลงข้อมูลให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🎭 What Are Writing Stages?

    Writing stages คือ creative process ของงานเขียน หรือขั้นตอนที่จะแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียน

    .

    🧑‍🎨 The Four Steps in Writing Stages

    Creative process มีอยู่ 4 ขั้น ได้แก่:

    1. Gather information: รวบรวมข้อมูล
    2. Sketch: ร่าง
    3. Design spec: ออกแบบ
    4. Prototype: สร้างต้นแบบ
    Gather -> Sketch -> Design -> Prototype

    Writing stages มีอยู่ 4 ขั้นตอน ซึ่งย่อสั้น ๆ ว่า NODE ได้แก่:

    1. Note: จดรวบรวมข้อมูล
    2. Outline: วางโครงร่าง
    3. Draft: ร่างงานเขียน
    4. Edit: แก้ไขงาน
    Note -> Outline -> Draft -> Edit

    เปรียบเทียบ creative process กับ writing stages:

    Creative ProcessWriting Stages
    Gather infoNote
    SketchOutline
    Design specDraft
    PrototypeEdit

    .

    🫠 Don’t Skip

    เราควรเขียนงานตามลำดับ writing stages (note → outline → draft → edit) และไม่ข้ามขั้นตอน เช่น ข้าม note และ outline ไป draft เลย เพราะเราจะขาดวัตถุดิบที่จำเป็น และทำให้งานเขียนขาดรากฐานที่แข็งแรง

    ทั้งนี้ เราสามารถย้อนขั้นตอนได้ เช่น ร่างงานแล้ว (draft) และกลับไปปรับโครง (outline) อีกครั้งได้

    .

    📝 Step 1. N for Note

    ขั้นแรกใน writing stages คือ note ซึ่งหมายถึง การจัดเก็บไอเดียต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียน

    สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูล แต่เพื่อสร้างไอเดีย ดังนั้น ถ้าเราใช้สมองไปกับการจดจำ เราจะไม่มีพื้นที่ในการสร้างไอเดียใหม่ ๆ

    เพื่อช่วยให้สมองมีพื้นที่คิด เราควรมีระบบจัดเก็บไอเดียข้างนอก เพื่อคืนพื้นที่คิดให้กับสมอง

    ระบบหนึ่งที่เราใช้ได้ คือ Deep Noting ซึ่งพัฒนามาจาก Zettelkasten ที่เป็นระบบจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพในสมัยก่อน

    Deep Noting มีอยู่ 3 ขั้นตอน:

    1. Capture notes
    2. Review
    3. Deep notes

    โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    ขั้นที่ 1. Capture notes: จดข้อมูล ไอเดีย หรือแรงบันดาลใจ (เช่น quote) ที่เราพบเจอลงในกระดาษ (João แนะนำกระดาษ A7 เพราะพกพาได้) โดยเราจะจด 1 ไอเดียต่อ 1 แผ่น พร้อมหมายเหตุสั้น ๆ (ถ้ามี) เช่น ไอเดียนี้ทำให้เรานึกถึงอะไร

    ยกตัวอย่างเช่น เราเจอ quote ที่น่าสนใจระหว่างอ่านหนังสือ:

    Writing is easy.
    All you have to do is
    cross out the wrong words.
    — Mark Twain.

    เราสามารถเขียน note ได้แบบนี้:

    [1. IDEA 👇]
    “writing is easy.
    all you have to do is
    cross out the wrong words.”
    mark twain.
    [2. REMARK 👇]
    reminds of book “essentialism”

    ขั้นที่ 2. Review: รีวิว notes ที่เก็บไว้ เพื่อเลือกว่าจะเก็บหรือทิ้งไป โดยเราจะทำอย่างนี้ทุก ๆ สัปดาห์

    เราจะทิ้ง notes ที่ไม่เลือกไป และเปลี่ยน notes ที่เลือกเก็บให้เป็น deep notes ต่อไป

    ขั้นที่ 3. Deep notes: เราจะแปลง notes ที่เก็บไว้ ให้กลายเป็น deep notes หรือคลังข้อมูลที่พร้อมหยิบใช้ได้ทุกเมื่อ

    ในหนังสือ João แนะนำให้เราเก็บ deep notes เป็น text files บนคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นไฟล์ที่เรียบง่ายและมีขนาดเล็ก โดยเราจะเก็บ 1 note ต่อ 1 ไอเดีย

    ในแต่ละไฟล์ เราจะเขียน 4 อย่าง:

    1. Idea: เขียนขยายความจาก notes ที่เก็บไว้ ว่าทำไมไอเดียนี้ถึงน่าสนใจ และไอเดียนี้มีความหมายกับเรายังไง
    2. Reference: ที่มาของไอเดีย (ถ้ามี เช่น อ่านจากหนังสือ X, ได้ยินจาก Y)
    3. Link to: อ้างอิงถึงไอเดียอื่น ๆ (ถ้ามี) โดยเขียนชื่อ text file ของไอเดียอื่นลงไป
    4. Tags: ใส่ #hashtag เพื่อช่วยจับกลุ่มไอเดีย

    ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยน note ที่เก็บไว้:

    “writing is easy.
    all you have to do is
    cross out the wrong words.”
    mark twain.
    reminds me of book “essentialism”

    ให้เป็น deep note ได้แบบนี้:

    [1. IDEA 👇]
    “Writing is easy.
    All you have to do is
    cross out the wrong words.”
    Good writing isn't about being wordy.
    It's as much about picking the right words
    as cutting out what's not essential.
    [2. REFERENCE 👇]
    Reference:
    Mark Twain
    [3. LINK TO 👇]
    Link to:
    “write drunk, edit sober”
    [4. TAGS 👇]
    #writing #editing
    #marktwain #essentialism

    Pro tips:

    • เราควรเก็บ text files ทั้งหมดไว้ใน folder เดียวกัน ไม่แยก folder ย่อย เพราะจะหาไฟล์ได้ง่ายขึ้น
    • เราสร้าง text file สำหรับเก็บ hashtags โดยเฉพาะได้ เพื่อช่วยให้รู้ว่าเรามีไอเดียประเภทไหนแล้วบ้าง

    ถ้าเราใช้ Deep Noting ทุกวัน เราจะมีคลังไอเดียที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และพร้อมเป็นแหล่งข้อมูลให้เรานำไปใช้สร้างงานเขียนได้ตลอดเวลา

    .

    🍱 Step 2. O for Outline

    เมื่อมีไอเดียสำหรับงานเขียนแล้ว เราจะจัดเรียงไอเดียให้กลายเป็นโครงร่าง (outline) หรือแผนที่นำทางในการเขียน ใน 3 ขั้นตอน:

    1. Print: ปริ้นท์ text files ที่มี #hashtag ที่เกี่ยวข้องออกมาทั้งหมด (เช่น เราต้องการเขียนเกี่ยวกับ design thinking เราจะปริ้นท์ไฟล์ที่มี #designthinking ทั้งหมด รวมทั้ง #hashtag อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #designsprint #doublediamond)
    2. Group: จับกลุ่มไอเดียเป็นก้อน ๆ และตั้งชื่อกลุ่ม (เช่น “history of design thinking”, “prototyping”, “user persona”)
    3. Organise: จัดกลุ่มไอเดียให้เป็นเรื่องราว (story) ที่ต้องการจะเล่า และตั้งไว้ในจุดที่เรามองเห็นได้ (เช่น บนผนังหน้าโต๊ะทำงาน) เพื่อใช้เป็นแผนที่ในการเขียนต่อไป

    .

    🖋️ Step 3. D for Draft

    เมื่อมีแผนที่นำทางแล้ว เราจะร่างงานเขียนขึ้นมา (draft) ซึ่งในขั้นนี้ เราจะต้องทำ 2 อย่าง:

    1. Elaborate: ขยายความไอเดียที่มี
    2. Clarify: เชื่อมโยงไอเดียเข้าด้วยกัน

    ในขั้นนี้ เราควรจะเขียนไอเดียทั้งหมดที่มีในหัวออกมาให้ได้มากที่สุด โดยยังไม่ต้องสนใจความสวยงาม เพราะถ้าเราเขียนไปแก้ไปด้วย เราจะไม่เขียนได้ เพราะทั้ง 2 อย่างใช้หัวคนละแบบ (เขียนให้เยอะ vs ลดทอน)

    เมื่อร่างเสร็จแล้ว เราสามารถขอ feedback จากคนอื่น ๆ เพื่อนำมาปรับให้เป็นงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป

    .

    ✍️ Step 4. E for Edit

    ในขั้นสุดท้าย เราจะปรับแก้ (edit) งานเขียนให้เป็นฉบับสมบูรณ์

    โดยในขั้นนี้ เราจะทำ 2 อย่าง:

    1. Structuring (what, where): แก้ไขโครงสร้างและลำดับการนำเสนอไอเดีย (เช่น เราอาจนำ module เกี่ยวกับ case study ขึ้นมาก่อน module เกี่ยวกับนิยามของ design thinking เพื่อดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น)
    2. Revising (how): แก้ไขการสะกดคำ การเลือกใช้คำ และรูปแบบประโยค เพื่อให้งานเขียนอย่างกระชับ (concise) และตรงจุด (precise) มากขึ้น ถ้าคำหรือประโยคไหนที่ไม่มี 2 อย่างนี้ ให้ปรับแก้ในทันที

    🧢 Writing Method Combined

    Writing Method = Modular Writing + Writing Stages

    Writing method คือ วิธีสร้างงานเขียนที่ประกอบด้วย 2 หลักการ:

    1. Modular writing: แยกงานเขียนเป็นส่วน ๆ
    2. Writing stages: กระบวนการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นงานเขียน ผ่าน 4 ขั้นตอน (NODE)

    เราสามารถใช้ writing method ได้ใน 3 ขั้นตอนดังนี้:

    1. Split: แยกงานออกเป็น modules
    2. NODE: note, outline, draft, edit แต่ละ module
    3. Combine: นำทุก module มารวมกันให้เป็นงานเขียน
    Module 1 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 2 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 3 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)
    +
    Module 4 (Note -> Outline -> Draft -> Edit)

    Writing method ช่วยให้เราสร้างงานเขียนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนอะไร หรือจะเขียนได้ไหมอีกต่อไป เพราะเราจะเขียนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอย่างเป็นระบบที่เราสามารถมองเห็นและควบคุมแก้ไขได้


    🤩 Deep Note: Your Digital Zettelkasten

    ใครที่อยากมีระบบ Deep Noting ไว้ช่วยจัดเก็บและแปลงไอเดียให้กลายเป็นงานเขียนและ content ต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียด Notion template “Deep Note: Your Digital Zettelkasten” ได้ที่ Notion Marketplace:


    🔔 ใครที่ชอบบทความนี้ ฝากกด subscribe และติดตามกันได้ที่: