ในวันก่อน ผมมีโอกาสได้เข้าร่วม webinar “The 5 Simple Soundbites That Will Grow Your Business” ของ Donald Miller เจ้าของ Business Made Simple ธุรกิจที่คนทั่วไปเข้าถึงความรู้ทางธุรกิจได้มากขึ้น และช่วยให้ธุรกิจอื่นเติบโต
เรามีปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ AI transformation มีอยู่ 4 อย่าง ได้แก่:
People: พนักงานและลูกค้าของเรา
Culture: วัฒนธรรมขององค์กร
Systems/tools/tech: ระบบ เครื่องมือ และเทคโนโลยี
Finance: เงิน (เพราะองค์กรอยู่ได้ด้วยเงินทุน)
People เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเราโฟกัสที่ technology แต่พนักงานหรือลูกค้าไม่พร้อมที่จะใช้เครื่องมือใหม่ เราอาจจะได้ AI solution ที่ไม่มีใครใช้
🤠 Topic 4. People Management
การบริหารพนักงานในยุคของ AI มีอยู่ 3 หัวข้อ ได้แก่:
Mindset อาจจะเริ่มที่ตัวเราก่อน เช่น ถ้าเราอยากทำ AI transformation แต่เราไม่ชอบ AI เราต้องหันกลับมามองว่า ถ้า AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเราหรือเปล่าที่จะต้องเปลี่ยน
ในบทความนี้ ผมจะมาสรุปเนื้อหาจาก workshop “Compassionate Leadership in the Age of AI” ของคุณดามพ์ (มงคล หงษ์ชัย) ผู้เชี่ยวชาญ agile leadership และ AI for future skills ในงาน PMAT 60th เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา
โดยเนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่:
Issues with AI adoption: ปัญหาการพัฒนา AI solution
Empathy เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้เราเข้าใจความรู้สึกและมุมมองของคนอื่นได้ เพราะ leader ที่ไม่มี empathy จะไม่สามารถ engage คนอื่นได้ เพราะไม่สามารถสร้าง motivation ให้กับคนอื่นได้ (Connect with Empathy, But Lead with Compassion)
Empathy เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เรา connect กับคนอื่นได้ แต่ถ้าเราจะเป็น leader ที่ดี เราจะต้องมี compassion ด้วย เพราะ empathy อย่างเดียวอาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ ตามคำของ Paul Polman อดีต CEO ของ Unilever:
If I led with empathy, I would never be able to make a single decision. Why? Because with empathy, I mirror the emotions of others, which makes it impossible to consider the greater good.”
ผู้เข้าร่วมกลุ่มแรกเลือกที่จะลัดคิวให้เด็กมากกว่าผู้เข้าร่วมในกลุ่มหลัง แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์จะคัดค้าน แม้ว่าการตัดสินใจลัดคิวจะเป็นผลดีต่อเด็ก แต่ทำให้ผู้ป่วยอื่น ๆ ที่อาจต้องการการรักษามากกว่าอยู่ในอันตรายได้ (Connect with Empathy, But Lead with Compassion)
DEMO (ย่อมาจาก Design & Engineering Methodology for Organisations) เป็นหลักการในการออกแบบองค์กร ซึ่งมีวิธีการเขียน process ในระดับ high level ที่ช่วยให้ทำความเข้าใจและตัดสินใจได้ง่าย
ยกตัวอย่างการเขียน process การเบิกค่าเดินทางแบบ DEMO:
DEMO แสดง process ในรูปแบบของ transaction หรือการแลกเปลี่ยนระหว่าง 2 ฝ่าย ได้แก่:
Less secure: แม้จะดูมั่นคง แต่ก็ไม่เสมอไป หลายองค์กร lay off พนักงาน ทั้งตอน COVID-19 และเมื่อ AI เริ่มเข้ามาแทนที่คน ไม่มีอะไรการันตีว่า เราจะอยู่กับงานที่ทำไปจนเกษียณ
More secure: แม้จะไม่มั่นคง 100% แต่ตราบใดที่เรายังสามารถส่งมอบ value ให้กับโลกได้ เราจะสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและไม่ต้องกลัวตกงาน
More control: เราควบคุมผลลัพธ์ได้มากกว่า เช่น สร้างรายได้เป็น 2 เท่าจากความพยายามที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า
.
🏦 First-Principles for One-Person Business
เรามีหลักคิด 5 ข้อในการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง:
Worthy goal: มองหาเป้าหมายที่คุ้มค่าที่จะลอง
Work harder on yourself (than on your job): ทุ่มเทไปกับการพัฒนา/ดูแลตัวเอง มากกว่าทุ่มเทให้กับงานที่ทำ (แนวคิดจาก Jim Rohn นักธุรกิจและนักเขียนชาวอเมริกัน)
Focus on what you can control: โฟกัสกับสิ่งที่เราควบคุมได้ เพราะสิ่งเดียวที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ คือ อิสระในการเลือกของเรา (แนวคิดจาก Viktor Frankl นักจิตวิทยาชาวออสเตรียและผุ้รอดชีวิตจากค่ายกักกันของนาซี)
Barista FIRE เป็น FIRE ที่ลดความเข้มข้นในการเก็บออมลงมา โดยแทนที่เราจะออมให้ได้มากพอที่จะสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ เราจะเก็บเงินแค่ให้มากสำหรับใช้จ่ายบางส่วน และหารายได้เสริมเพื่อดูแลค่าใช้จ่ายที่เหลือ
.
🪜 How to Barista FIRE
การออมแบบ barista FIRE มีอยู่ 3 ขั้นตอน ดังนี้:
ออม: เก็บเงินในระหว่างที่ยังทำงานประจำอยู่
ลงทุน: เอาเงินออมไปลงทุนให้ได้ port ขนาด 25 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อปี เพื่อให้มี passive income 4% ของค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
เกษียณ: ออกจากงาน ใช้งานด้วย passive income + ทำงานเสริม
.
☕ Example
ตัวอย่างการออมเงินให้พอสำหรับเกษียณ:
ถ้าเรามีค่าใช้จ่าย 120,000 บาทต่อปี เราจะต้องสร้าง port ให้ได้ขนาด:
12,000 * 25 = 3,000,000 บาท
และเราต้องการทำ port ให้ได้ภายใน 5 ปี (60 เดือน) เราจะต้องเก็บเงินเดือนละ:
3,000,000 / 60 = 50,000 บาท
.
🙋 Start With This Question
Barista FIRE เป็นแนวทางที่จะช่วยให้เรามีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งเราสามารถเริ่มได้ด้วยการถามตัวเองว่า:
ยกตัวอย่าง เรามีไอเดียและโพสต์ไอเดียลง social media เราสามารถเข้าถึงคนที่เราต้องการได้ภายในเวลาอันสั้น และถ้าไอเดียนี้ดี เราก็จะได้ผลตอบรับที่ดีจำนวนมากกลับมา แต่ถ้าเป็นไอเดียไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เราก็จะได้รับแรงต้านมหาศาลเช่นกัน
If you can’t decide, then the answer is no: ถ้าเราตัดสินใจไม่ได้ (เช่น จะไปเรียนต่อไหม) คำตอบคือไม่ เพราะในปัจจุบัน เรามีตัวเลือกมากมาย และเราควร say “yes” ก็ต่อเมื่อเรามั่นใจในตัวเลือกจริง ๆ แล้วเท่านั้น
Classic work: อ่านหนังสือต้นฉบับหรือหนังสือ classic เช่น ถ้าเราต้องการอ่านเกี่ยวกับ evolution เราควรอ่านงานของ Charles Darwin ก่อน แล้วค่อยอ่านหนังสือของคนอื่นที่เขียนต่อยอดจาก Charles Darwin เป็นต้น
No obligation to finish a book: เราอ่านเพื่อทำความเข้าใจไอเดียพื้นฐานของหนังสือ เราไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือให้จบทั้งเล่ม ถ้าเรารู้สึกว่าเข้าใจไอเดียพื้นฐานในหนังสือแล้ว เราสามารถข้ามไปเล่มถัดไปได้ และกลับมาดูหนังสือเล่มเก่าอีกครั้งเมื่อต้องการทบทวนความรู้
You are what you read: เลือกหนังสือที่อ่านให้ดี เพราะหนังสือจะเหมือนเนื้อเพลงที่เล่นวนอยู่ในหัวเรา เราจะกลายเป็นสิ่งที่เราอ่าน
Read to teach: อ่านโดยมีความตั้งใจว่าจะอธิบายให้คนอื่นฟัง การทำเช่นนี้จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่อ่านมากขึ้น
Specific knowledge เป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น และทำให้เราสามารถสร้างสิ่งที่สังคมต้องการแต่ยังไม่รู้ว่าจะหามาได้ยังไง เพราะสิ่งนั้นมีแต่เราที่รู้/ทำได้
Specific knowledge เกิดมาจาก 3 ส่วน ได้แก่:
Innate trait: ลักษณะที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด
Passion: ความชอบ/ความหลงใหล
Experience: ประสบการณ์ชีวิต
What’s your specific knowledge?
แต่ละคนมี specific knowledge ที่ไม่เหมือนใคร เราสามารถสังเกต specific knowledge ของเราได้โดยมองหาสิ่งที่:
Labour หรือแรงงานเป็น leverage ที่เก่าแก่ที่สุด แต่ใช้งานยาก เพราะเราต้องมี leadership skill ที่ดี
Capital หรือเงินทุน เป็น leverage ที่ scale ได้ดี แต่จัดการได้ยาก แต่ใครที่ทำได้จะได้แต้มต่อจากคนอื่นมาก
Leverage ประเภทสุดท้าย คือ product with no marginal cost of replication
ในขณะที่ labour และ capital เป็น permission-based leverage เพราะเราจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากคนอื่น product with no marginal cost of replication เป็น permissionless leverage เพราะเราสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากใคร
Product with no marginal cost of replication คือ สิ่งที่เราสามารถสร้างเพิ่มได้โดยใช้ต้นทุนแทบเป็น 0 เช่น:
หนังสือ
เพลง
โค้ด
YouTube video
ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึง product with no marginal cost of replication ทุกคนสามารถสร้าง video และ copy ไปโพสต์ตาม platform ต่าง ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท และทำให้ตัวเองให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ในชั่วข้ามคืนได้
ถ้าอยากจะสร้างความมั่งคั่ง เราควรจะมี leverage ซึ่ง leverage ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือ product with no marginal cost of replication
.
🫡 3.3 Accountability
Clear accountability is important. Without accountability, you don’t have incentives.
ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาจาก The Brain Audit ซึ่งเป็น event พิเศษที่พี่ทอย DataRockie จัดขึ้นร่วมกับ Sean D’Souza เจ้าของ one person business “Psychotactics” ซึ่งสอนทักษะทางธุรกิจ เช่น marketing และ copywriting
ก่อนวันงาน The Brain Audit ไม่กี่วัน CK Cheong ซึ่งเป็น CEO ของ Fastwork ออกมาแสดงความเห็นว่า ความต้องการคนที่เป็นเป็ดกำลังลดลง โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทุกคนมี AI ซึ่งเป็นเป็ดที่เก่งทุกด้านอยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว
มุมมองของ CK Cheong ต่อการเป็น generalist (source: TNN Tech)
ในมุมนี้ CK Cheong อาจมีส่วนที่สอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่บ้าง เพราะถ้าเราดูรายละเอียดประกาศรับสมัครงานต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่า บริษัทต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ไม่กี่ด้าน
ยกตัวอย่างเช่น ประกาศงานตำแหน่ง Data Analyst ของ AIS ที่ต้องการคนที่ทักษะดังนี้:
ลูกค้าที่สำคัญที่สุด คือ ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ เราจะต้องทำให้ลูกค้ากลับมาซ้ำโดยการให้ result ไม่ใช่ให้ information เพราะในยุคของ AI ลูกค้าสามารถหา information ได้ง่ายมาก แต่น้อยคนที่จะให้ result กับลูกค้าได้
Writing Is Not Magic, It’s Design เป็นหนังสือของ João Batalheiro Ferreira ที่แนะนำแนวคิดในการเขียนสำหรับนักออกแบบ (designer) ซึ่งมัก “คิดเป็นภาพ” ได้ดีกว่า “คิดเป็นตัวหนังสือ”
แม้ว่า Writing Is Not Magic, It’s Design จะถูกเขียนมาให้นักออกแบบ แต่แนวคิดในหนังสือสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียนของตัวเอง โดยเฉพาะการเขียน non-fiction อย่างเขียน blog และบทความ
ในบทความนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาของ Writing Is Not Magic, It’s Design ใน 5 ส่วนกัน:
What writing is: การเขียนคืออะไร
Writing method: วิธีเขียนจาก 0 ถึง 100
Modular writing: การจัดการโครงสร้างงานเขียน
Writing stages: วิธีแปลงไอเดียให้เป็นงานเขียน
Writing method combined: วิธีเขียนอย่างเป็นระบบ
ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย
หนังสือ Writing Is Not Magic, It’s Design จาก Amazon
Donald Miller เขียนหนังสือ How to Grow Your Small Business เพื่อถ่ายทอดแนวทางในการทำงานที่ช่วย “professionalise” (ทำให้เป็นมืออาชีพ) ธุรกิจของเรามากขึ้น
หลายปีก่อน แม้ว่าธุรกิจจะเป็นไปได้ดี แต่ Miller ก็รู้สึกว่า ยังมีอะไรบางอย่างขาดหายไป และสิ่งนั้นทำให้ Miller รู้สึกติดกับอยู่ในธุรกิจของตัวเอง เพราะแทนที่ธุรกิจจะเติบโตได้ด้วยตัวเอง Miller ต้องคอยกำกับปฏิบัติการธุรกิจไม่ให้ “ลุกเป็นไฟ” ตลอดเวลา
จากการลองผิดลองถูก Miller ค้นพบแนวทางการทำงานที่เหมาะสมและช่วยให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องคอยกำกับทุกย่างก้าว
ในบทความนี้ เราจะมาสรุป Small Business Flight Plan หรือ 6 แนวทางการดำเนินธุรกิจจาก How to Grow Your Small Business กัน
ส่วนสุดท้ายของ Business on a Mission Guiding Principles คือ Critical Actions ซี่งหมายถึง action ที่ทีมงานแต่ละคนสามารถทำได้ทุกวัน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมองค์กรและภายลักษณ์ของธุรกิจให้คนภายนอก
Character เป็นองค์ประกอบแรกสุดในของทุกเรื่องราว หนังที่เราดูหรือนิยายที่เราอ่านเปิดเรื่องมาด้วยตัวละครเอกที่มีความต้องการอะไรบางอย่าง (เช่น ต้องการเป็นราชาโจรสลัด)
กรนำเสนอตัวเอกเป็นการเปิด story loop ในใจของผู้รับสาร และชวนให้อยากติดตามสารของเรา
การบริหารการเงินอาจไม่ใช่เรื่องที่สนุกที่สุดของการดำเนินธุรกิจ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น Miller เองดูเหมือนนักธุรกิจหลาย ๆ คนที่ชอบการหาเงินมากกว่าจัดการเงิน ดังนั้น แนวทางในการบริหารเงินของ Miller จึงเน้นความเข้าในง่ายและตอบโจทย์ได้จริง
💸 Cash Flow Made Simple
แนวคิด Cash Flow Made Simple เสนอให้เราแบ่งบัญชีออกป็น 5 บัญชี ได้แก่:
Miller เปรียบเทียบการมีเงิน ใน Business Profit Account เหมือนกับเครื่องบินที่มีน้ำมันสำรอง ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งทำให้บินรอบสนามได้นานได้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นและเครื่องบินสามารถลงจอดได้
จ้าง certified coach ของ Business Made Simple (HireACoach.com)
ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เราสามารถปรับใช้ Small Business Flight Plan ได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจเรา เพราะแต่ละธุรกิจมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน และคนที่รู้จักธุรกิจเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง
วันก่อน ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือของ Donald Miller ชื่อ Hero on a Mission (2021)
ผมชอบหนังสือของ Donald Miller ตั้งแต่ได้อ่าน Marketing Made Simple ด้วยสไตล์การเขียนที่สั้นกระชับ ตรงจุด มีเนื้อหาที่ให้มุมมองแปลกใหม่ พร้อมแนวทางการนำไปใช้ต่อได้จริง
หนังสือ Hero on a Mission แตกต่างจากเล่มก่อน ๆ ที่ผมเคยอ่าน (และซื้อมาดอง 555) อย่าง Marketing Made Simple, Business Made Simple, Negotiation Made Simple ซึ่งพูดถึงทักษะและสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโต
ตัวอย่างเช่น ใน The Avengers ถ้า Tony Stark ไม่ได้ต้องการที่จะกู้โลกอย่างเดียว แต่ยังต้องการขยายธุรกิจ, จัดงานแต่งกับ Pepper Potts, เรียนเต้น samba เนื้อเรื่อง The Avengers จะดูวุ่นวายและขาดความน่าสนใจขึ้นมาในทันที
Donald Miller was a loving husband to his wife, Betsy, and an ever-present father to their daughter, Emmeline. His number one priority in life was always his family, which is why he limited his travel and work schedule to enjoy time with the people he loved the most. Don and his family built a home called Goose Hill in which many friends, family members, and invited guests found rest and encouragement. Don, Betsy, and Emmeline loved to practice hospitality and were always surrounded by people who were working to make the world better.