Category: Mental models

  • สรุป 5 Life Mental Models ที่ผมเรียนรู้จากการใช้ชีวิตในปี 2021–2025: Time Is Finite, Compound Interest, Diminishing Returns, Negative Returns, และ Sunk-Cost Fallacy

    สรุป 5 Life Mental Models ที่ผมเรียนรู้จากการใช้ชีวิตในปี 2021–2025: Time Is Finite, Compound Interest, Diminishing Returns, Negative Returns, และ Sunk-Cost Fallacy

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 5 mental models ในการใช้ชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ในปี 2021–2025:

    1. Time is finite
    2. Compound interest
    3. Diminishing returns
    4. Negative returns
    5. Sunk-cost fallacy

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. ⌛ Model #1. Time Is Finite
    2. 💰 Model #2. Compound Interest
    3. 📉 Model #3. Diminishing Returns
    4. ❎ Model #4. Negative Returns
    5. ⚓ Model #5. Sunk-Cost Fallacy
    6. 📄 References

    ⌛ Model #1. Time Is Finite

    “Time is money” เพราะเราสามารถใช้เวลาหาเงินได้ ทุกวันเราสละเวลา 8 ชั่วโมงหรือมากกว่าให้กับบริษัท เพื่อรับผลตอบแทนตอนสิ้นเดือน

    แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเป็นมากกว่าเงิน เพราะเราหาเงินเพิ่มได้เรื่อย ๆ แต่เราสร้างเวลาเพิ่มไม่ได้

    โดยเฉลี่ย เรามีเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ในการใช้ชีวิต และทุก ๆ วัน เวลาของเราลดลงเรื่อย ๆ

    เพราะเวลามีจำกัด เวลาจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของเรา และเราควรเลือกใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

    ยิ่งกว่าเงิน และยิ่งกว่าทรัพย์สินใด ๆ


    💰 Model #2. Compound Interest

    Compound interest หรือดอกเบี้ยทบต้น หมายถึง การที่เราได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี เพราะในแต่ละปีเงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้น

    เช่น ในปีแรก เราฝากเงิน 100 บาท และได้ดอกเบี้ย 10% (10 บาท) แสดงว่าในปีถัดไป เราจะได้ดอกเบี้ย 10% จากเงิน 110 บาท แทนที่จะเป็น 100 บาท (11 บาท) ถ้าทำอย่างนี้ไป 10 ปี เราจะมีเงิน 259.37 บาทในบัญชีจากเงินต้นแค่ 100 บาท

    Compound interest เป็น concept ที่พูดถึงบ่อยในหนังสือหลาย ๆ เล่ม (อย่าง The Almanack of Naval Ravikant) เพราะนอกจากจะใช้ในทางการเงินได้แล้ว ยังใช้กับแง่อื่น ๆ ในชีวิตได้อีกด้วย

    ยกตัวอย่างเช่น networking ยิ่งเราทำความรู้จักคนมากขึ้น เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรู้จักคนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนที่เรารู้จักจะสามารถแนะนำให้เรารู้จักกับคนอื่นได้

    หรือการพัฒนาตัวเอง ถ้าเราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน ภายใน 1 ปี เราจะเป็นคนที่มีความสามารถมากขึ้น เพราะเราจะไม่ได้มีแต่ความรู้ที่เรียนมา (เช่น พูดภาษาโปรตุเกส) แต่ยังมีความรู้ที่เราต่อยอดจากความรู้ที่มีอีกด้วย (เช่น รู้ภาษาสเปนที่มีรากภาษาเดียวกันกับโปรตุเกส)

    ถ้าเราสั่งสมอะไรอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานานพอ เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ทวีคูณจากความพยายามของเรา


    📉 Model #3. Diminishing Returns

    ไม่ใช่ว่าทุกความพยายามจะให้ผลทวีคูณทุกครั้ง

    Diminishing returns หมายถึง การที่ผลลัพธ์ที่เราได้ลดลงเรื่อย ๆ

    ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราหิวและกินข้าวจานแรก เราจะรู้สึกว่าข้าวอร่อย แต่พอทานจานที่ 2, 3, 4, … ข้าวจะอร่อยน้อยลงเรื่อย ๆ

    ในลักษณะเดียวกัน เมื่อเราเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ (เช่น ภาษาอังกฤษ) เราจะรู้สึกว่า เราได้เรียนรู้เยอะมาก แต่พอนานไป สิ่งที่เราเรียนรู้ก็จะน้อยลง (เราจะเจอแต่คำศัพท์และไวยากรณ์เดิม ๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว และได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่มาก)

    Diminishing returns สอนให้เรารู้ว่า ความพยายามอาจให้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน และเมื่อผลลัพธ์เริ่มน้อยลง เราอาจจะตัดสินใจใช้เวลาไปกับสิ่งอื่น (เช่น เรียนรู้ภาษาใหม่) เพราะจะทำให้เราใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดได้คุ้มค่ามากที่สุด


    ❎ Model #4. Negative Returns

    Negative returns เกิดขึ้นได้ 2 แบบ:

    แบบที่ 1. Negative returns ที่เกิดขึ้นหลังเราผ่านจุด diminishing returns มาแล้ว

    ตัวอย่างเช่น เราลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษซ้ำ ๆ เพื่อให้เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบ ทุกครั้งที่เรียน เราจะไก้ผลตอบแทนที่น้อยลงจากเงินและเวลาที่เราเสียไป เมื่อถึงจุดที่เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบแล้ว แต่เรายังลงเรียนอีก เราจะพบกับ negative returns เพราะเราจะเสียเงินและเวลาไปโดยไม่ได้ความรู้เพิ่ม

    แบบที่ 2. Negative returns ที่เกิดจาก compound interest ของสิ่งไม่ดี

    ตัวอย่างเช่น เราซื้อ Bitcoin ในช่วงราคาขาลง ถ้าเราไม่ขาย Bitcoin ทิ้ง (cut loss) เราก็จะขาดทุนไปเรื่อย ๆ

    Negative returns สอนให้เรารู้ว่า เราจะได้ผลตอบแทนเชิงลบถ้าเราทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ และต้องคอยระวังสิ่งที่ไม่ดีที่อาจสะสมมาเรื่อย ๆ


    ⚓ Model #5. Sunk-Cost Fallacy

    Sunk-cost fallacy หมายถึง การที่เสียดายสิ่งที่เราลงทุนไปแล้ว ทำให้เราไม่ยอมปล่อยวางจากสิ่งที่เป็น diminishing returns หรือ negative returns

    ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะไม่อยากเปลี่ยนงาน แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรใหม่เพราะทำงานมานาน (diminishing returns) และมีความรู้สึก burnout (negative returns) เพราะเราอาจจะเสียดายเวลาและผลงานที่เคยทำไว้ ถ้าได้งานใหม่ เราจะต้องใช้เวลาสร้างตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

    ทางออกของ sunk-cost fallacy คือ:

    1. Acceptance: ยอมปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เช่น ยอมรับว่าเราไม่สามารถเอาเวลาที่ทุ่มเทไปกับงานกลับมาได้
    2. Focus on the future: โฟกัสไปกับโอกาสที่ดีกว่า เช่น ในขณะที่เรายังอยู่กับงานเดิม เราได้พัฒนาตัวเองน้อยลงและมีสุขภาพที่แย่ลงเมื่อเทียบกับการหางานใหม่ที่เราอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และได้เจอกับสภาพการทำงานที่ดีต่อสุภาพมากขึ้น

    📄 References

  • สรุป 5 Work Mental Models ที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025: Modular Thinking, Input-Process-Output, Triple Constraints, Pareto Principle, และ Usage

    สรุป 5 Work Mental Models ที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025: Modular Thinking, Input-Process-Output, Triple Constraints, Pareto Principle, และ Usage

    ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 5 mental models ที่ผมเรียนรู้จากการทำงานในปี 2021–2025:

    1. Modular thinking
    2. Input-process-output (IPO)
    3. Triple Constraints
    4. Pareto principle
    5. Usage

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


    1. 🤏 Model #1. Modular Thinking
    2. ➡️ Model #2. Input-Process-Output (IPO)
    3. 📐 Model #3. Triple Constraints: Time, Resource, Quality
    4. 💪 Model #4. Pareto Principle
    5. ✂️ Model #5. Usage
    6. 📄 References

    🤏 Model #1. Modular Thinking

    Mental model แรกที่ผมเรียนรู้ คือ modular thinking: ถ้าเราแตกงานเป็นส่วนย่อย ๆ เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น

    ยกตัวอย่างเช่น การเขียนรายงานส่งลูกค้า แทนที่เราจะบอกว่า “เขียนรายงาน” เราสามารถแยกงานออกเป็นส่วน ๆ ได้แบบนี้:

    1. รวบรวมข้อมูลที่จะเป็นเนื้อหาในรายงาน
    2. ขึ้นโครงรายงาน (เช่น บทนำ, บทที่ 1, บทที่ 2, …)
    3. ร่างรายงาน
    4. ปรับแต่ง
    5. ตรวจทาน
    6. แก้ไข
    7. พิมพ์รูปเล่ม
    8. ส่งรายงาน

    เมื่อเราแบ่งงานเป็นแบบนี้ เราจะเห็นว่างานจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะเราจะมองเห็นงานไหนที่เราสามารถทำได้เลยหรือทำขนานกันได้ (เช่น รวบรวมข้อมูลและขึ้นโครง) และงานไหนที่เราต้องรอให้งานอื่นเสร็จก่อน (เช่น ร่างรายงาน เพราะต้องรอให้มีข้อมูลและโครงก่อน)

    นอกจากการจัดการงาน modular thinking ยังช่วยในการแก้ปัญหาอีกด้วย

    อย่างในตัวอย่างการเขียนรายงาน ถ้าเราเห็นว่างานกำลังล่าช้า เราสามารถไล่งานย่อย ๆ ได้ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน และเราอาจจะพบว่า เรายังรวบรวมข้อมูลไม่ครบ ซึ่งทำให้ไปขั้นต่อไปไม่ได้ และแสดงว่า ถ้าเราจะทำรายงานให้เสร็จ เราต้องหาข้อมูลมาให้ครบก่อน


    ➡️ Model #2. Input-Process-Output (IPO)

    อีก mental model ที่ผมเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ ๆ คือ input-process-output หรือ IPO

    เช่นเดียวกับ modular thinking, IPO เป็น model ที่ช่วยให้เราจัดการงานและแก้ปัญหาในการทำงานได้

    IPO มองงานต่าง ๆ เป็น 3 ส่วน ได้แก่:

    1. Input: ข้อมูลหรือวัตถุดิบตั้งต้น
    2. Process: ขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะแปลง input ให้เป็น output
    3. Output: ผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เราจะได้รับ

    เราสามารถใช้ IPO เพื่อจัดงานที่ได้รับมอบหมายได้

    ยกตัวอย่างการเขียนรายงาน ซึ่งเราแบ่งเป็น 3 ส่วนนี้ได้แบบนี้:

    1. Input: ข้อมูล, โครงร่าง
    2. Process: การร่าง, การขัดเกลา, การตรวจทาน, การแก้ไข
    3. Output: รูปเล่มรายงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า

    เมื่อเรามองงานเป็น 3 ส่วนแบบนี้ เราจะมองเห็นว่า ถ้างานเราจะทำงานสำเร็จ (output) เราจะเตรียมอะไรบ้าง (input) และต้องทำอะไรบ้าง (process)

    ในลักษณะเดียวกัน ถ้างานมีปัญหา เราสามารถใช้ IPO เพื่อหาสาเหตุได้ เช่น ลูกค้าตรวจรายงานและไม่ผ่านอาจเกิดจาก:

    • Input ไม่ครบ เช่น ขาดข้อมูล หรือยังไม่มีโครงร่าง
    • Process ไม่เพียงพอ เช่น ขาดการตรวจทานและแก้ไข ทำให้รายงานมีคำผิดเยอะ

    ทั้งนี้ เราสามารถใช้ modular thinking คู่กับ IPO ได้:

    1. Modular thinking: แยกงานเป็นส่วน ๆ (เช่น รวบรวมข้อมูล)
    2. IPO: ดูว่า ถ้าแต่ละงานจะสำเร็จได้ จะต้องมี input, process, output อะไรบ้าง (เช่น ข้อมูล → นำข้อมูลมาจัดเก็บ → ได้ข้อมูลพร้อมใช้งาน)

    📐 Model #3. Triple Constraints: Time, Resource, Quality

    เมื่อพูดถึงความสำเร็จในการทำงาน เราจะต้องพูดถึง Triple Constraints หรือ 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงาน ได้แก่:

    1. Time: ระยะเวลา
    2. Resource: งบประมาณ แรงงาน และเครื่องมือ/วัสดุ
    3. Quality: คุณภาพหรือขอบเขตงาน

    ทุกการทำงานจะขึ้นอยู่กับ Triple Constraints ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากทำ presentation ให้ดูดีและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (quality) เราอาจจะต้องใช้เวลา 2 วัน (time) ถ้าเราทำคนเดียว (resource)

    ถ้าเรามีเวลาน้อยลง เช่น เหลือ 1 วัน (time) เราอาจจะต้องหาคนมาช่วย (resource) หรือยอมลดความสวยงามของ presentation ลง (quality)

    จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 ปัจจัยใน Triple Constraints จะต้องมีสมดุลซึ่งกันและกัน ถ้าเราเพิ่มอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะต้องเพิ่มปัจจัยอื่น ๆ หรือถ้าเราลดปัจจัยหนึ่ง เราก็จะต้องยอมลดอีก 2 ปัจจัยที่เหลือด้วย

    ในการทำงาน ถ้าเราสามารถหาสมดุลระหว่าง Triple Constraints ได้ เราก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


    💪 Model #4. Pareto Principle

    ในการทำงาน เราไม่จำเป็นต้องทำงานเต็ม 100% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

    ถ้าเราอยาก work smart, not hard เราจะต้องเลือกทำแค่ 20% ที่ส่งผลต่อ 80% ของงาน ซึ่งก็คือแก่นหลักของ Pareto principle

    Pareto principle มีที่มาจากข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี Vilfredo Pareto ว่า ที่ดิน 80% ถูกครอบครองด้วยกลุ่มคนแค่ 20% ของประชากรทั้งหมด

    Pareto principle ที่ปรับใช้กับการทำงานตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า แต่ละงานมีคุณค่าไม่เท่ากัน โดยที่บางงานมี impact สูงกว่างานอื่น และถ้าเราสามารถหาและทำงานนี้ให้สำเร็จได้ งานของเราก็จะคืบหน้าไปกว่าครึ่งโดยที่เราออกแรงแค่นิดเดียว

    นั่นคือ มองหา 20% ของงานที่จะส่งผลต่อ 80% ของผลลัพธ์

    ยกตัวอย่างเช่น เรามี issue log ที่เก็บ bug บนระบบเอาไว้:

    • Bug ส่วนใหญ่ (80%) อาจจัดได้เป็น low ถึง medium priority เพราะมีผลกระทบต่อระบบน้อย (เช่น แสดงคำผิดบนระบบ; ส่งผลต่อการใช้งานระบบ 20%)
    • และมี bug ส่วนน้อย (20%) ที่จัดเป็น high priority เพราะส่งผลกระทบต่อระบบมาก (เช่น ทำให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบไม่ได้; ส่งผลต่อการใช้งานระบบ 80%)

    ถ้าเราเลือกแก้ bug กลุ่มแรกก่อน แม้ว่าเราจะทำงานหนัก (แก้ bug ถึง 80%) แต่ระบบอาจจะใช้งานไม่ได้เหมือนเดิม เพราะ bug ส่วนนี้ส่งผลต่อระบบแค่ 20%

    ในทางกลับกัน ถ้าเราแก้ high-priority bug ที่เป็นส่วนน้อยก่อน (20%) เราจะทำให้ระบบใช้งานได้ปกติ เพราะ bug ส่วนนี้ส่งผลต่อการใช้งานถึง 80%

    ดังนั้น ในการทำงานตาม Pareto principle เราจะต้องหาให้เจอว่า งานอะไรที่มี impact มากที่สุด และทุ่มเทไปกับงานส่วนนั้น เพื่อให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


    ✂️ Model #5. Usage

    Usage เป็น mental model จากแนวคิดการออกแบบ product ของ ดร.ไปรมา อิศรเสนา ณ อยุธยา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    Usage หรือการใช้งาน เป็นตัวเชื่อมระหว่าง value หรือคุณค่าที่เราต้องการส่งมอบ และ solution หรือผลิตภัณฑ์/feature ที่เราใช้ส่งมอบ value

    ยกตัวอย่างเช่น เครื่องซักผ้า ซึ่งมี value, usages, และ solutions ดังนี้:

    Usage สามารถปรับใช้กับการออกแบบอื่น ๆ ได้เช่น ออกแบบนโยบายสุขภาพให้กับพนักงาน:

    ถ้าทีมงานต้องการส่งมอบ value คือ “สุขภาพที่ดี” usage ที่ถอดออกมาได้อาจเป็น “เอื้อให้พนักงานได้ออกกำลังกาย” ซึ่งภายใต้ usage เราสามารถ brainstorm เพื่อหากิจกรรมที่จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เช่น:

    • แข่งเก็บระยะวิ่ง
    • มีสวัสดิการให้เบิกเงินซื้ออุปกรณ์กีฬา
    • จัดตั้งชมรมกีฬา
    • จัดแข่งกีฬาระหว่างแผนก

    นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ usage ในการทำงานในแต่ละวันได้อีกด้วย เช่น หัวหน้าขอให้ส่งงานเป็น PDF แต่เรามีปัญหาในการสร้างไฟล์ PDF ถ้าเรารู้ว่า หัวหน้าต้องการ PDF เพราะหัวหน้าชอบ comment งานบนไฟล์ (usage คือ “เอื้อให้เขียน comment ลงในงานได้”) เราอาจจะขอหัวหน้าส่งงานเป็นรูป ซึ่งหัวหน้าสามารถ comment ผ่าน LINE ได้เช่นกัน

    จะเห็นได้ว่า usage ไม่เพียงแต่ช่วยในการออกแบบ product และงาน แต่ยังช่วยให้เราแก้ปัญหาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย


    📄 References

    Modular thinking:

    IPO:

    Pareto Principle:

    Usage: