Author: Shinin Varongchayakul

  • สามเหลี่ยมบุคลิกภาพด้านมืด—The Dark Triad: Machiavellianism, Narcissism, และ Psychopathy

    สามเหลี่ยมบุคลิกภาพด้านมืด—The Dark Triad: Machiavellianism, Narcissism, และ Psychopathy

    1. The Dark Triad
      1. Machiavellianism (Mach): จอมหลอกลวง
      2. Narcissism: จอมหลวงตัวเอง
      3. Psychopathy: Dark ที่สุดในสามโลก
    2. ทำไม Dark Triad ถึงน่าสนใจ?
    3. ในตอนต่อไป …
    4. อ้างอิง
    5. ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    👉 ในครั้งก่อน (Ep. 2) เราแสดงให้เห็นความสำคัญของบุคลิกภาพด้านมืดหรือบุคลิกภาพที่ไม่น่าพึงประสงค์ทางสังคม (Smith et al., 2018) ซึ่งแยกออกจากบุคลิกภาพด้านสว่างซึ่งสะท้อนอยู่ในกรอบแนวคิด Five-Factor Model (FFM; John et al., 2008)

    ในบทความต่อ ๆ มา เราจะพูดถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพด้านมืดในบริบทต่าง ๆ แต่ก่อนไปถึงตรงนี้ เรามาพูดถึงบุคลิกภาพด้านมืด 3 ด้านที่นักวิจัยเชิงจิตวิทยามักให้ความสนใจกัน


    The Dark Triad

    ในขณะที่การศึกษาบุคลิกภาพด้านสว่างมีกรอบแนวคิด FFM ที่ช่วยเป็นแนวทางในการจัดกลุ่มบุคลิกภาพ การศึกษาบุคลิกภาพด้านมืดเพิ่งเริ่มต้นการสร้างกรอบแนวคิดที่จะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกภาพด้านมืดชของมนุษย์ได้อย่างครอบคลุม (Krueger et al., 2012) และยังไม่มีการศึกษาอย่างแพร่หลาย

    เนื่องจากยังไม่มีกรอบแนวคิดที่รวบรวบบุคลิกภาพด้านมืดทั้งหมดไว้ด้วยกัน ในการศึกษาบุคลิกภาพด้านมืด นักจิตวิทยาจึงให้ความสนใจกับ 3 บุคลิกภาพที่เรียกรวมกันว่า Dark Triad (Paulhus & Williams, 2002) ซึ่งประกอบด้วย Machiavellianism, narcissism, และ psychopathy

    Machiavellianism (Mach): จอมหลอกลวง

    Machiavellianism หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Mach เป็นบุคลิกภาพที่อิงมาจากแนวคิดของนักปรัชญาการเมืองชาวอิตาเลียน Niccolò Machiavelli (1532) ซึ่งมองว่า คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประสงค์ร้ายและไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น คนที่จะปกครองคนอื่น ๆ ได้จึงควรใช้กลอุบายและเล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ที่ไม่ถูกจำกัดกฎเกณฑ์หรือศีลธรรมใด ๆ เพื่อให้สามารถควบคุมคนอื่นได้สำเร็จ

    นิยามของ Mach ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

    1. Cynicism: มองโลกที่เห็นว่าทุกคนเห็นแก่ตัว และไม่มีใครน่าเชื่อถือ
    2. Manipulativeness: เจ้าเล่ห์และหลอกลวงเก่ง
    3. Moral disregard: ไม่ใส่ใจต่อศีลธรรมหรือกระทบกระทำต่อต่อคนอื่น (Christie & Geis, 1970)

    ถ้าเปรียบแล้ว Mach อาจเทียบได้กับลักษณะของโจโฉจากสามก๊ก นั่นคือ ไม่ยอมให้ใครทรยศและพร้อมใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ เมื่อให้ได้ในสุดที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะวิธีนั้นจะถูกต้องหรือสร้างความเสียหายให้กับใครก็ตาม

    จึงไม่น่าแปลกในที่ Mach ได้ชื่อว่าเป็นบุคลิกของ “นักหลอกลวงระดับพระกาฬ (master manipulator)” (Paulhus, 2014)

    Narcissism: จอมหลวงตัวเอง

    ชื่อของ Narcissism มาจากตัวละครในเทพนิยามกรีก Narcissus ซึ่งหลงรักเงาของตัวเองจนชิงชังความรักจากคนอื่น (Hamilton, 1942)

    ดังเดิม narcissism เป็นการวินิจฉัยความผิดปกทางบุคลิกภาพ (narcissistic personality disorder) ซึ่งถูกนำมาปรับใช้กับกลุ่มประชากรทั่วไป (ผู้ที่ไม่มีความผิดปกติทางจิต หรือ subclinical population; Rhodewalt & Peterson, 2009)

    Narcissism ที่ศึกษาในกลุ่มประชากรทั่วไป มีลักษณะเด่น 3 อย่าง คือ

    1. Leadership/authority: เชื่อว่าตัวเองมีภาวะผู้นำและทักษะทางสังคมที่ดี
    2. Grandiose exhibitionism: หลงในความยิ่งใหญ่ของตัวเองและโอ้อวดความสามารถ และ
    3. Entitlement/exploitativeness: คาดหวังและเรียกร้องความเคารพและการปฏิบัติเป็นพิเศษจากคนอื่น (Ackerman et al., 2011)

    แม้ว่าจะเป็นบุคลิกภาพด้านมืด แต่ narcissism เป็นลักษณะที่ “สว่าง (bright)” หรือมักถูกมองว่าดีที่สุดใน Dark Triad (Rauthmann, & Kolar, 2012)

    Psychopathy: Dark ที่สุดในสามโลก

    เช่นเดียวกับ narcissism, psychopathy เป็นลักษณะที่ดังเดิมแล้วใช้วินิจฉัยความผิดปกติทางจิต และต่อมาใช้อธิบายพฤติกรรมในกลุ่มประชากรทั่วไป (Lilienfeld & Andrews, 1996)

    แต่ตรงข้ามกับ narcissism, psychopathy เป็นลักษณะที่อาจมองได้ว่าเลวร้ายที่สุดใน Dark Triad (LeBreton et al., 2018) และมีลักษณะเด่น 4 ด้าน คือ

    1. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal): มีพฤติกรรมชอบโกหก หลอกลวง หว่านเสน่ห์
    2. ด้านความรู้สึก (affective): มีอารมณ์ตื่นเขิน ไม่เห็นใจคนอื่น และไม่รู้สึกผิดต่อการกระทำของตัวเอง
    3. ด้านการใช้ชีวิต (lifestyle): ไร้เป้าหมาย ไร้ทิศทาง ไร้ความรับผิดชอบ
    4. ด้านต่อต้านสังคม (antisocial): พฤติกรรมต่อต้านสังคม เช่น ก้าวร้าว แหกกฎ เป็นต้น (Hare & Neumann, 2008)

    ทำไม Dark Triad ถึงน่าสนใจ?

    Dark Triad ได้รับความสนใจจากนักจิตวิทยาเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทั้งสามลักษณะมักถูกกล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อพูดถึงบุคลิกภาพที่ทำให้เกิดความล้มเหลวทางความสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ที่เลวร้าย (toxic relationship)

    แล้วทำไม Dark Triad ถึงทำให้ความสัมพันธ์ล้มเหลวได้?

    แม้ว่า Dark Triad จะมีความแตกต่างกัน เช่น Mach มีจุดเด่นที่ความเจ้าเล่ห์, narcissism ความหลงรักในตัวเอง, และ psychopathy ความก้าวร้าวและไร้สำนึกผิด แต่ทั้งสามลักษณะมี 3 สิ่งที่เหมือนกัน คือ ความชอบบงการ (manipulativeness) และความไร้ความเห็นอกเห็นใจ (callousness; Jones & Figueredo, 2013; Paulhus, 2014)

    เมื่อคนที่มี Dark Triad ไม่เห็นใจคนอื่นหรือไม่สร้างมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนอื่นได้ ประกอบด้วยความโน้มเอียงในการเข้าหาคนอื่นอย่างไม่ซื่อตรง ทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ได้นาน เพราะทุกอย่างถูกทำลงไปเป็นการหลอกลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

    ซึ่งสอดคล้องกับ คำพูดของ Claudia Moscovici (2014) นักเขียนเกี่ยวกับ psychopathy ซึ่งกล่าวว่า ในความสัมพันธ์กับคนที่มีบุคลิกภาพด้านมืด

    ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นยังไง มีแต่จะแพ้กับไม่ชนะ ทุกคำพูดไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือต่อว่าไม่มีอะไรที่มีความจริงแท้ไปกว่ากัน และเมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว ความจริงเดียวที่หลงเหลืออยู่ คือ ความสัมพันธ์ทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง


    ในตอนต่อไป …

    ในครั้งหน้า เราจะมาพูดถึงพฤติกรรมของบุคลิกภาพด้านมืดในบริบทต่าง ๆ โดยจะโฟกัสไปที่ลักษณะมืด 3 ด้าน คือ Dark Triad ที่เราเพิ่งทำความรู้จักกันไป


    อ้างอิง

    Ackerman, R. A., Witt, E. A., Donnellan, M. B., Trzesniewski, K. H., Robins, R. W., & Kashy, D. A. (2011). What does the Narcissistic Personality Inventory really measure? Assessment, 18(1), 67–87.

    Christie, R., & Geis, F. L. (1970). Studies in Machiavellianism. New York, NY.

    Hamilton, J. W. (1942). Some remarks on certain vicissitudes of narcissism. International Review of Psychoanalysis, 5, 275–284.

    Hare, R. D., & Neumann, C. S. (2008). Psychopathy as a clinical and empirical construct. Annual Review of Clinical Psychology, 4, 217–246.

    John, O. P., Naumann, L. P., & Soto, C. J. (2008). Paradigm shift to the integrative Big Five trait taxonomy: History, measurement, and conceptual issues. In O. P. John, R. W. Robins, & L. A. Pervin (Eds.), Handbook of personality: Theory and research (pp. 114–158). The Guilford Press.

    Jones, D. N., & Figueredo, A. J. (2013). The core of darkness: Uncovering the heart of the Dark Triad. European Journal of Personality, 27(6), 521–531.

    Krueger, R. F., Derringer, J., Markon, K. E., Watson, D., & Skodol, A. E. (2012). Initial construction of a maladaptive personality trait model and inventory for DSM-5. Psychological Medicine, 42(9), 1879–1890.

    LeBreton, J. M., Shiverdecker, L. K., & Grimaldi, E. M. (2018). The dark triad and workplace behavior. Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior, 5, 387–414.

    Lilienfeld, S. O., & Andrews, B. P. (1996). Development and preliminary validation of a self-report measure of psychopathic personality traits in noncriminal populations. Journal of Personality Assessment, 66(3), 488–524.

    Machiavelli, N. (1532). The prince. Rome, Italy.

    Moscovici, C. (2014, September 16). About snakes in suits: When psychopaths go to work. LinkedIn. https://www.linkedin.com/pulse/20140916210547-77938080-the-psychopath-s-relationship-cycle-idealize-devalue-and-discard 

    Paulhus, D. L. (2014). Toward a taxonomy of dark personalities. Current Directions in Psychological Science, 23(6), 421–426.

    Paulhus, D. L., & Williams, K. M. (2002). The Dark Triad of personality: Narcissism, Machiavellianism and psychopathy. Journal of Research in Personality, 36(6), 556–563.

    Rauthmann, J. F., & Kolar, G. P. (2012). How “dark” are the Dark Triad traits? Examining the perceived darkness of narcissism, Machiavellianism, and psychopathy. Personality and Individual Differences, 53(7), 884–889.

    Rhodewalt, F., & Peterson, B. (2009). Narcissism. In M. R. Leary & R. H. Hoyle (Eds.), Handbook of individual differences in social behavior (pp. 547–560). New York, NY: Guilford Press.

    Smith, M. B., Hill, A. D., Wallace, J. C., Recendes, T., & Judge, T. A. (2018). Upsides to dark and downsides to bright personality: A multidomain review and future research agenda. Journal of Management, 44(1), 191–217.


    บทควาทต้นฉบับจาก https://www.blockdit.com/posts/64c390835d41e8e8dac075d9


    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb:

  • Dark Personality: บุคลิกภาพด้านมืด ทำไมนักจิตวิทยาถึงสนใจ?

    Dark Personality: บุคลิกภาพด้านมืด ทำไมนักจิตวิทยาถึงสนใจ?

    1. ความจำเป็นของบุคลิกภาพด้านมืด?
    2. ด้านมืด vs ด้านสว่าง
    3. ในตอนต่อไป …
    4. อ้างอิง
    5. ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    บุคลิกภาพ เช่นเดียวกับหยินหยาง มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด

    บุคลิกภาพด้านมืด (dark personality) คือ ลักษณะที่ไม่น่าพึงประสงค์ทางสังคม (socially undesirable)

    เช่น ความก้าวร้าว (trait aggression) ซึ่งตรงข้ามกับบุคลิกภาพด้านสว่าง (bright personality) ที่เป็นลักษณะที่พึงประสงค์ทางสังคม (socially desirable) เช่น การเข้าหาสังคม (extraversion) เป็นต้น (Smith et al., 2018)

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนักจิตวิทยาบุคลิกภาพ (personality psychologist) และนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร (industrial and organisational psychologist หรือ I/O psychologist) หันมาให้ความสนใจกับบุคลิกภาพด้านมืดมากขึ้น (LeBreton et al., 2018)

    แต่อะไรที่ทำให้นักจิตวิทยาหันมาสนใจบุคลิกภาพด้านมืด? บุคลิกภาพด้านมืดมีประโยชน์อะไรที่ทำให้ต้องมีการศึกษาค้นคว้ากัน?


    ความจำเป็นของบุคลิกภาพด้านมืด?

    ในการศึกษาบุคลิกภาพ กรอบแนวคิดที่นักจิตวิทยามักใช้กัน คือ  Five-Factor Model (FFM)

    FFM ระบุว่า บุคลิกภาพของมนุษย์สามารถอธิบายได้ภายใต้ลักษณะ 5 อย่าง ได้แก่:

    • Extraversion (การเข้าหาสิ่งแวดล้อมภาพนอก)
    • Agreeableneess (ความเอื้อเฟื้อ)
    • Conscientiousness (ความเพียร)
    • Emotional stability (ความมั่นคงทางอารมณ์)
    • Openness/intellect (การเปิดรับสิ่งใหม่/ไหวพริบ) (John et al., 2008) 

    นอกจากนี้ FFM ยังระบุว่า บุคลิกภาพต่าง ๆ สามารถถูกจัดเรียงตามด้านทั้ง 5 ได้ เช่น:

    • การชอบคุยจัดอยู่ใน extraversion
    • ความมีระเบียบจัดอยู่ใน conscientiousness
    • ความชอบคิดวิเคราะห์ จัดอยู่ใน openness/intellect เป็นต้น

    FFM ได้รับความนิยมจากนักวิชาการ เพราะเป็นกรอบแนวคิดที่สามารถทำซ้ำได้ (replicate; Digman, 1990) ซึ่งทำให้นักจิตวิทยาเชื่อว่า FFM เป็นกรอบแนวคิดที่มีความครอบคลุมบุคลิกภาพของมนุษย์ได้ครบถ้วน (robustness)

    (เทียบได้เหมือนกับการบอกว่า สิ่งมีชีวิตในโลกสามารถจัดอยู่ได้ใน 6 kingdoms บุคลิกภาพของมนุษย์ก็สามารถจัดอยู่ใน 5 ด้านเช่นกัน)

    แม้ว่า FFM จะจัดว่าเป็นบุคลิกภาพด้านสว่าง (Smith et al., 2018) แต่ในเมื่อมีความครอบคลุมแล้ว การทำนายพฤติกรรมก็ไม่จำเป็นต้องดึงบุคลิกภาพด้านมืดเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะข้อมูลที่ได้จากบุคลิกภาพด้านมืดจะไม่เพิ่มเติมอะไรจาก FFM เลย (ตามรูปที่ 1)

    รูปที่ 1

    แล้วทำไมนักจิตวิทยาถึงสนใจบุคลิกภาพด้านมืด?


    ด้านมืด vs ด้านสว่าง

    คำตอบ คือ ความสามารถของบุคลิกภาพด้านมืดในการอธิบายและทำนายพฤติกรรมที่มากกว่า FFM (ด้านสว่าง)

    แต่ถ้า FFM ครอบคลุมบุคลิกภาพทั้งหมดแล้ว บุคลิกภาพด้านมืดจะสามารถเพิ่มเติมอะไรได้อีก?

    การตอบคำถามนี้ต้องย้อนกลับไปที่ ที่มาของ FFM

    FFM เกิดขึ้นจากการศึกษาบุคลิกภาพแบบ lexical approach ซึ่งเชื่อว่า บุคลิกภาพของมนุษย์สะท้อนอยู่ในภาษาที่ใช้กัน (Allport & Odbert, 1936)

    นักจิตวิทยาที่ใช้ lexical approach เริ่มศึกษาบุคลิกภาพด้วยการคัดเลือกคำที่อธิบายลักษณะทางบุคคลจากพจนานุกรม เช่น “เป็นมิตร” “ขยัน” “เป็นระเบียบ” (โดยคัดคำอธิบายลักษณะทางกาย เช่น “สูง” “สวย” หรือ ลักษณะชั่วคราว “โกรธ” “ดีใจ” ออก)  และให้กลุ่มตัวอย่างประเมินตัวเองและคนอื่นตามคำที่คัดมา จากนั้น นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ

    ผลที่ได้ คือ การจับกลุ่มกันของคะแนนที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งสะท้อนลักษณะ 5 อย่างตามที่ระบุใน FFM (Norman, 1963; Tupes & Christal, 1992)

    จุดอ่อนของ FFM ก็อยู่ที่ตรงนี้ คือ

    1. พจนานุกรมที่ใช้เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจทำให้ FFM มีความลำเอียงตามลักษณะของภาษา ซึ่งงานวิจัยที่ใช้ lexical approach ในประเทศอื่น เช่น เนเธอร์แลนด์และเกาหลี แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลจับกลุ่มเป็น 6 ไม่ใช่ 5 ด้าน ซึ่งด้านที่เพิ่มมา คือ honesty-humility (ความซื่อสัตย์-ความอ่อนน้อม) ซึ่งประกอบด้วยคำด้านลบ เช่น “โลภ (greedy)” “หยิ่ง (conceited)” และ “เสแสร้ง (pretentious)” (Ashton et al., 2004)
    2. ในการศึกษาแรก ๆ มีการคัดคำที่เกี่ยวข้องกับด้านมืดของมนุษย์ออก เช่น “ชั่วร้าย (evil)” (Tellegen, 1993) ทำให้การวิเคราะห์ขาดข้อมูลด้านมืดไป ซึ่งต่อมา งานวิจัยซึ่งรวมคำเหล่านี้เข้าไปในการวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นเช่นเดียวกับการศึกษาในภาษาอื่น ว่า ข้อมูลจับกลุ่มกันมากกว่า 5 กลุ่ม ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่เพิ่มขึ้นมา คือ negative valence ซึ่งถูกจำกัดด้วยคำว่า “โหดร้าย (cruel)” “ใจร้าย (mean)” เป็นต้น (Waller & Zavala, 1993)

    จะเห็นได้ว่า ทั้งการศึกษาในภาษาอื่นและการรวมคำด้านลบเข้าไป แสดงให้เห็นว่า FFM ไม่ได้มีความครอบคลุมอย่างที่เชื่อกัน เพราะมีลักษณะบางด้านที่ไม่ถูกรวมอยู่ใน FFM (เช่น honesty-humility และ negative valence) ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นสิ่งไม่น่าพึงประสงค์ของมนุษย์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การจะทำความเข้าใจบุคลิกภาพและพฤติกรรมให้ครบถ้วน จึงควรจะต้องรวมบุคลิกภาพด้านมืดเข้ามาพิจารณาด้วย (ตามรูปที่ 2)

    รูปที่ 2 เพราะบุคลิกภาพด้านมืด (Dark) ไม่ถูกจำกัดอยู่ใน FFM การศึกษาบุคลิกภาพด้านมืดจึงสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรม (Behaviour) ได้

    ในตอนต่อไป …

    ในครั้งหน้า เราจะมาแนะนำบุคลิกภาพด้านมืด 3 ด้านที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจในการศึกษากัน


    อ้างอิง

    Allport, G. W., & Odbert, H. S. (1936). Trait-names: A psycho-lexical study. Psychological Monographs, 47(1), i–171.

    Ashton, M. C., Lee, K., Perugini, M., Szarota, P., de Vries, R. E., Di Blas, L., Boies, K., & De Raad, B. (2004). A six-factor structure of personality-descriptive adjectives: Solutions from psycholexical studies in seven languages. Journal of Personality and Social Psychology, 86(2), 356–366.

    Digman, J. M. (1990). Personality structure: Emergence of the five-factor model. Annual Review of Psychology, 41, 417–440.

    John, O. P., Naumann, L. P., & Soto, C. J. (2008). Paradigm shift to the integrative Big Five trait taxonomy: History, measurement, and conceptual issues. In O. P. John, R. W. Robins, & L. A. Pervin (Eds.), Handbook of personality: Theory and research (pp. 114–158). The Guilford Press.

    LeBreton, J. M., Shiverdecker, L. K., & Grimaldi, E. M. (2018). The dark triad and workplace behavior. Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior, 5, 387–414.

    Norman, W. T. (1963). Toward an adequate taxonomy of personality attributes: Replicated factor structure in peer nomination personality ratings. The Journal of Abnormal and Social Psychology, 66(6), 574–583.

    Smith, M. B., Hill, A. D., Wallace, J. C., Recendes, T., & Judge, T. A. (2018). Upsides to dark and downsides to bright personality: A multidomain review and future research agenda. Journal of Management, 44(1), 191–217.

    Tellegen, A. (1993). Folk concepts and psychological concepts of personality and personality disorder. Psychological Inquiry, 4(2), 122–130.

    Tupes, E. C., & Christal, R. E. (1992). Recurrent personality factors based on trait ratings. Journal of Personality, 60(2), 225–251.

    Waller, N. G., & Zavala, J. D. (1993). Evaluating the Big Five. Psychological Inquiry, 4(2), 131–135.


    บทความต้นฉบับจาก https://www.blockdit.com/posts/64bfffc9078254f874c361ea


    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb:

  • Personality: บุคลิกภาพคืออะไร? แตกต่างจากความฉลาด ความฉลาดทางอารมณ์ สมรรถนะ ความสนใจ และคุณค่ายังไง?

    Personality: บุคลิกภาพคืออะไร? แตกต่างจากความฉลาด ความฉลาดทางอารมณ์ สมรรถนะ ความสนใจ และคุณค่ายังไง?

    1. บุคลิกภาพคืออะไร?
    2. บุคลิกภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลอื่น ๆ
      1. ความฉลาด (Intelligence)
      2. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
      3. สมรรถนะ (Competency)
      4. ความสนใจ (Interest)
      5. คุณค่า (Value)
    3. สรุป
    4. อ้างอิง
    5. ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    เมื่อพูดถึงจิตวิทยา นอกจากการอ่านใจ (ไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับเรื่องพลังจิต) การเรียนจบเพื่อเป็นจิตแพทย์ (เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ได้เรียนแพทยศาสตร์) และการรักษาตัวเองก่อนไปรักษาคนอื่น (คนที่เรียนจิตวิทยาไม่จำเป็นต้องมีปัญหาทางจิตใจเสมอไป) สิ่งที่อาจคิดถึงกัน คือ บุคลิกภาพ (personality)

    บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจมานาน โดยมีประวัติย้อนหลังไปถึงสมัย Sigmund Freud โดย Carl Jung (1959) นักจิตวิทยาชาวออสเตรียในสมัยนั้นได้พัฒนาแนวคิดการแบ่งคนออกเป็น Archetype ซึ่งเป็นต้นแบบของแบบวัด Myers–Briggs Type Indicator หรือ MBTI ในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ บุคลิกภาพยังเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพูดถึงในชีวิตประจำ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทั่วไป (เช่น “แฟนเป็นคนขี้งอน”) หรือในการทำงาน (เช่น “ผู้สมัครสู้งานไหม?” “ผู้จัดการหัวเสียงาน”)

    แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจและคนทั่วไปพูดถึง แต่อาจมีน้อยคนที่จะรู้ว่า บุคลิกภาพคืออะไร อะไรบ้างที่เรียกได้ว่าเป็นบุคลิกภาพ หรือความฉลาด ความสามารถถือเป็นบุคลิกภาพด้วยหรือเปล่า


    บุคลิกภาพคืออะไร?

    นิยามของบุคลิกภาพที่มักพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย มาจาก McCrae และ Costa (2003) นักจิตวิทยาที่เป็นที่รู้จักเมื่อพูดถึงแนวคิด Five-Factor Model (FFM) of personality

    McCrae และ Costa ให้นิยามบุคลิกภาพไว้ดังนี้

    ต้นฉบับภาษาอังกฤษ

    [1] dimensions of individual differences in [2] tendencies to show [3] consistent [4] patterns of thoughts, feelings, and actions

    (p. 25)

    ซึ่งแปลไทยได้ว่า

    [1] มิติของความแตกต่างระหว่างบุคคล ใน [2] ความโน้มเอียงที่จะแสดงออกถึง [4] รูปแบบของความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม [3] ที่คงเส้นคงวา

    (หน้า 25)

    จากนิยามจะเห็นได้ว่า บุคลิกภาพมีลักษณะสำคัญ 4 อย่าง ได้แก่

    1. Dimensions of individual differences/มิติของความแตกต่างระหว่างบุคคล: เป็นสิ่งที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน
    2. Tendencies/ความโน้มเอียง: ส่งผลต่อ “แนวโน้ม” ในการเกิดพฤติกรรม แต่ไม่ได้ทำนายพฤติกรรมได้ 100%
    3. Consistent/ที่คงเส้นคงวา: มีผลต่อพฤติกรรมในทุกช่วงเวลาและสถานการณ์ เช่น ถ้าคนคนหนึ่งเป็นคนพูดน้อย จะสังเกตได้ว่าคนคนนั้นมักจะพูดน้อยกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเวลาไหน
    4. Patterns of thoughts, feelings, and actions/รูปของความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม แสดงให้เห็นว่า บุคลิกภาพ: เป็นสิ่งที่อธิบายประสบการณ์ในภาพใหญ่ และไม่ใช่พฤติกรรมในระดับย่อย (เช่น สามารถบอกได้ว่า คนคนหนึ่งชอบใช้เวลาอยู่กับคนอื่นขนาดไหน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ชอบอยู่กับเพื่อนคนไหนมากกว่ากัน)

    บุคลิกภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลอื่น ๆ

    ถ้าบุคลิกภาพเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึกในทุกเวลาและสถานการณ์แล้ว บุคลิกภาพแตกต่างกับความแตกต่างระหว่างบุคคล (individual difference) ประเภทอื่น ๆ ยังไงบ้าง?

    .

    ความฉลาด (Intelligence)

    บุคลิกภาพและความฉลาดเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลหลักของมนุษย์ (Roberts et al., 2007)

    ทั้งคู่เป็นปัจจัยที่มีความคงทน (stable) ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมในทุกเวลาและสถานการณ์ (เช่น คนที่มีบุคลิกภาพขยันก็มักมีความรับผิดชอบไม่ว่าจะงานไหน และคนที่ฉลาดก็มักจะเรียนเก่งไม่ว่าจะในวิชาไหน) และสามารถทำนายพฤติกรรมสำคัญในชีวิตได้ (เช่น ผลการเรียน, Deary et al., 2007; Poropat, 2009; และความประสบความสำเร็จทางอาชีพ, Judge et al., 1999)

    แม้ว่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมทั้งคู่ แต่บุคลิกภาพและความฉลาดส่งมีผลต่อพฤติกรรมในรูปแบบที่แตกต่างกัน

    บุคลิกภาพจัดได้ว่าเป็นปัจจัยประเภท will-do ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจ (motivation) เป็นหลัก (Barrick & Mount, 2012) และสามารถช่วยทำนายได้ว่า คนคนหนึ่งมักมีพฤติกรรมโดยทั่วไป (typical performance) เป็นอย่างไร (Klehe & Anderson, 2007)

    ในขณะเดียวกัน ความฉลาดเป็นปัจจัยประเภท can-do (Barrick & Mount, 2012) ซึ่งส่งผลต่อระดับพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งสามารถทำได้ดีที่สุด (maximum performance; Klehe & Anderson, 2007)

    ยกตัวอย่างเช่น บุคลิกภาพสามารถบอกได้ว่า โดยทั่วไป นาย A มีความขยัน ทำงานหนักกว่าคนอื่นขนาดไหน (เช่น มักทำงาน 9 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่คนทั่วไปทำงาน 8 ชั่วโมง) แต่งานของนาย A จะออกมาดีขนาดไหนขึ้นอยู่กับความฉลาด

    ดังนั้น แม้ว่าบุคลิกภาพและความฉลาดเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ส่งผลต่อพฤติกรรม แต่ก็ส่งผลในรูปแบบที่แตกต่างกัน

    .

    ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

    ถ้าความฉลาดแตกต่างจากบุคลิกภาพแล้ว ความฉลาดทางอารมณ์แตกต่างจากบุคลิกภาพด้วยหรือเปล่า เพราะได้ชื่อว่า เป็น “ความฉลาด” เหมือนกัน?

    คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่

    นั่นก็เพราะว่า ในปัจจุบัน นักจิตวิทยายังถกเถียงกันว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นบุคลิกภาพหรือความฉลาด (Petrides et al., 2004)

    ในมุมหนึ่ง อาจมองได้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นประเภทของความฉลาดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการประมวลผลข้อมูลเชิงอารมณ์ เพราะความฉลาดทางอารมณ์สามารถประเมินได้ด้วยการวัดแบบ maximum performance เช่นเดียวกับความฉลาด นั่นคือ ประเมินจากการให้ทำแบบประเมินที่มีคำตอบถูกผิด (เช่น ให้ตอบว่า ใบหน้าที่เห็นกำลังแสดงอารมณ์อะไร ซึ่งถ้าตอบถูกจะได้คะแนน และถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนน)

    ซึ่งถ้าความฉลาดทางอารมณ์จัดว่าเป็นประเภทของความฉลาดแล้ว ก็จะถือได้ว่ามีความแตกต่างจากบุคลิกภาพ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่บุคลิกภาพแตกต่างจากความฉลาด

    ในอีกมุมหนึ่ง ความฉลาดทางอารมณ์อาจมองได้ว่าเป็นบุคลิกภาพ เพราะสามารถประเมินได้จากการวัดแบบ typical performance ที่ไม่มีคำตอบถูกผิด (เช่น การถามว่า เห็นด้วยกับข้อความว่า “ฉันมักรู้ว่าคนอื่นกำลังรู้สึกยังไง” มากน้อยขนาดไหน)

    ซึ่งในมุมนี้ ความฉลาดทางอารมณ์จะถือว่าเป็นเพียงประเภทหนึ่งของบุคลิกภาพเท่านั้น

    ดังนั้น การจะบอกว่า ความฉลาดทางอารมณ์เหมือนหรือแตกต่างกับบุคลิกภาพขึ้นอยู่กับว่า ความฉลาดถูกมองว่าเป็นความฉลาดหรือบุคลิกภาพ

    .

    สมรรถนะ (Competency)

    สมรรถนะหรือ competency เป็นสิ่งที่มักพูดถึงการในโลกของการทำงาน องค์กรต่าง ๆ มักใช้สมรรถนะในการคัดเลือก ประเมิน พัฒนา และบริการบุคลากร ซึ่งแต่ละองค์กรมีกรอบสมรรถนะที่แตกต่างกันไปตามบริบทการทำงานของตัวเอง

    ในเชิงวิชาการ แม้ว่าสมรรถนะยังมีนิยามที่ค่อนข้างคลุมเครือ (Stevens, 2013) แต่ส่วนใหญ่สมรรถนะมักถูกพูดถึงในเชิงพฤติกรรม เช่น Bartram และคณะ (2002) จำกัดความสมรรถนะว่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน

    ทั้งนี้ พฤติกรรมอาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างระหว่างบุคคลได้หลายประเภท เช่น ความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) และความสามารถ (ability) หรือ KSA ซึ่งมักเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลอันดันแรก ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นสมรรถนะ (Mirabile, 1997)

    ซึ่งพฤติกรรมบางอย่างอาจเกิดจากบุคลิกภาพได้เช่นกัน เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่น ซึ่งอาจมาจากบุคลิกภาพความเพียร (grit; Duckworth et al., 2007)

    ดังนั้น คำตอบว่า สมรรถนะและบุคลิกภาพมีความแตกต่างกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพฤติกรรมที่ถูกรวมอยู่ในกรอบแนวคิดสมรรถนะขององค์กรต่าง ๆ มีพฤติกรรมที่อาจเกิดจากบุคลิกภาพหรือไม่

    .

    ความสนใจ (Interest)

    นอกจากบุคลิกภาพและความฉลาดแล้ว ความสนใจก็เป็นประเภทความแตกต่างระหว่างบุคคลใหญ่อีกประเภทหนึ่ง (Mount et al., 2005)

    ความสนใจมีความเหมือนกับบุคลิกภาพที่สามารถถูกมองได้ว่า เป็นปัจจัยประเภท will-do เพราะส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในบางครั้ง นักจิตวิทยามองว่า ความสนใจเป็นบุคลิกภาพประเภทหนึ่ง (Holland, 1973)

    อย่างไรก็ตาม ความสนใจเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่แตกต่างจากบุคลิกภาพ เพราะทั้งคู่ส่งผลต่อพฤติกรรมในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน

    ความสนใจสะท้อนถึงความชอบ/ไม่ชอบกิจกรรมประเภทต่าง ๆ (เช่น กิจกรรมศิลป์) ซึ่งผลักดันให้คนเข้าหาหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมเหล่านั้น (เช่น เลือกที่จะใช้เวลาไปกับการวาดรูป ร้องเพลง หรือเขียนหนังสือหรือไม่; Mount et al., 2005) 

    ในขณะที่บุคลิกภาพส่งผลต่อพฤติกรรมในการทำกิจกรรม (เช่น วาดรูป ร้องเพลง หรือเขียนหนังสืออย่างมีแบบแผนหรือตามใจชอบ; Mount et al., 2005)

    .

    คุณค่า (Value)

    คุณค่า (value) เป็นอีกหนึ่งความแตกต่างระหว่างบุคคลที่คล้ายคลึงกับบุคลิกภาพ เพราะ

    1. คุณค่าเป็นปัจจัยประเภท will-do ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านแรงจูงใจ โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนเข้มทิศที่ช่วยชี้ทางว่าพฤติกรรมไหนที่ควรทำและไม่ควรทำ
    2. บุคลิกภาพและคุณค่ายังมีความเหลื่อมล้ำกัน เพราะคนที่บุคลิกภาพบางแบบอาจจะยึดถือคุณค่าที่มีทิศทางไปในทางเดียวกัน (เช่น คนที่ชอบเข้าสังคมอาจจะยึดถือคุณค่าในการช่วยเหลือคนอื่น; Parks & Guay, 2009)

    อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพมีความแตกต่างจากคุณค่า 3 ข้อ

    1. บุคลิกภาพไม่มีการประเมิน (เช่น ไม่มีใครเลือกที่จะใจร้อนเพราะเห็นคุณค่า แต่สามารถเลือกที่ให้คุณค่ากับความสุขหรือความมั่นคงได้)
    2. บุคลิกภาพไม่ขัดแย้งกันเอง (เช่น ความใจร้อนกับความขยัน) แต่ความขัดแย้งสามารถขึ้นกับคุณค่าได้ (เช่น เงินกับครอบครัว)
    3. บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่มีมาแต่เกิด แต่คุณค่าสามารถเรียนรู้ได้ (Parks & Guay, 2009)

    สรุป

    บุคลิกภาพเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่สะท้อนถึงรูปแบบของพฤติกรรมในเวลาและสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถแยกออกได้จากความแตกต่างระหว่างบุคคลอื่น ๆ เช่น ความฉลาด ความฉลาดทางอารมณ์ (ขึ้นอยู่กับมุมมอง) สมรรถนะ (ขึ้นอยู่กับกรอบแนวคิดขององค์กร) ความสนใจ และคุณค่า


    อ้างอิง

    Barrick, M. R., & Mount, M. K. (2012). Nature and use of personality in selection. In N. Schmitt (Ed.), The Oxford handbook of personnel assessment and selection. Oxford University Press.

    Bartram, D., Robertson, I. T., & Callinan, M. (2002). A framework for examining organizational effectiveness. In I. Robertson, M. Callinan, & D. Bartram (Eds.), Organizational effectiveness: The role of psychology (pp. 1–10). John Wiley & Sons.

    Deary, I. J., Strand, S., Smith, P., & Fernandes, C. (2007). Intelligence and educational achievement. Intelligence, 35(1), 13–21. https://doi.org/10.1016/j.intell.2006.02.001

    Duckworth, A. L., Peterson, C., Matthews, M. D., & Kelly, D. R. (2007). Grit: Perseverance and passion for long-term goals. Journal of Personality and Social Psychology, 92(6), 1087–1101. https://doi.org/10.1037/0022-3514.92.6.1087

    Holland, J. L. (1973). Making vocational choices: A theory of careers. Englewood Cliffs, NJ.

    Judge, T. A., Higgins, C. A., Thoresen, C. J., & Barrick, M. R. (1999). The Big Five personality traits, general mental ability, and career success across the life span. Personnel Psychology, 52(3), 621–652. https://doi.org/10.1111/j.1744-6570.1999.tb00174.x

    Jung, C. G. (1959). Collected works. Vol. 9, Pt. I. The archetypes and the collective unconscious. Patheon.

    Klehe, U.-C., & Anderson, N. (2007). Working hard and working smart: Motivation and ability during typical and maximum performance. Journal of Applied Psychology, 92(4), 978–992. https://doi.org/10.1037/0021-9010.92.4.978

    McCrae, R. R., & Costa, P. T. (2003). Personality in adulthood: A five-factor theory perspective (2nd ed.). Guilford Press.

    Mirabile, R. J. (1997). Everything you wanted to know about competency modeling. Training and Development, 51(8), 73–77.

    Mount, M. K., Barrick, M. R., Scullen, S. M., & Rounds, J. (2005). Higher-order dimensions of the big five personality traits and the big six vocational interest types. Personnel Psychology, 58(2), 447–478. https://doi.org/10.1111/j.1744-6570.2005.00468.x

    Parks, L., & Guay, R. P. (2009). Personality, values, and motivation. Personality and Individual Differences, 47(7), 675–684. https://doi.org/10.1016/j.paid.2009.06.002

    Petrides, K. V., Furnham, A., & Frederickson, N. (2004). Emotional intelligence. The Psychologist, 17(10), 574–577.

    Poropat, A. E. (2009). A meta-analysis of the five-factor model of personality and academic performance. Psychological Bulletin, 135(2), 322–338. https://doi.org/10.1037/a0014996

    Roberts, B. W., Kuncel, N. R., Shiner, R., Caspi, A., & Goldberg, L. R. (2007). The power of personality: The comparative validity of personality traits, socioeconomic status, and cognitive ability for predicting important life outcomes. Perspectives on Psychological Science, 2(4), 313–345. https://doi.org/10.1111/j.1745-6916.2007.00047.x

    Stevens, G. W. (2013). A critical review of the science and practice of competency modeling. Human Resource Development Review, 12(1), 86–107. https://doi.org/10.1177/1534484312456690


    บทความต้นฉบับจาก https://www.blockdit.com/posts/64b2ec7e22147f22906d7857


    ✅ R Book for Psychologists: หนังสือภาษา R สำหรับนักจิตวิทยา

    📕 ขอฝากหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วยนะครับ 😆

    🙋 ใครที่กำลังเรียนจิตวิทยาหรือทำงานสายจิตวิทยา และเบื่อที่ต้องใช้ software ราคาแพงอย่าง SPSS และ Excel เพื่อทำข้อมูล

    💪 ผมขอแนะนำ R Book for Psychologists หนังสือสอนใช้ภาษา R เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยา ที่เขียนมาเพื่อนักจิตวิทยาที่ไม่เคยมีประสบการณ์เขียน code มาก่อน

    ในหนังสือ เราจะปูพื้นฐานภาษา R และพาไปดูวิธีวิเคราะห์สถิติที่ใช้บ่อยกัน เช่น:

    • Correlation
    • t-tests
    • ANOVA
    • Reliability
    • Factor analysis

    🚀 เมื่ออ่านและทำตามตัวอย่างใน R Book for Psychologists ทุกคนจะไม่ต้องพึง SPSS และ Excel ในการทำงานอีกต่อไป และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยความมั่นใจ

    แล้วทุกคนจะแปลกใจว่า ทำไมภาษา R ง่ายขนาดนี้ 🙂‍↕️

    👉 สนใจดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ meb: