สรุป 17 ข้อคิด (4 กลุ่ม) ในการใช้ชีวิต จากหนังสือ 16 เล่มที่ผมอ่านในปี 2025: Life & Death, Start, Upgrade, และ Business & Work

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมเริ่มกลับมาอ่านหนังสือมากขึ้น หลังจากได้พบว่าการอ่านหนังสือบนแอปอย่าง Kindle ก็สะดวกสบายดี (แม้จะแทนที่ความรู้สึกดี ๆ เวลาจับเล่มหนังสือเปิดออกอ่านได้ก็ตาม)

ในบทความนี้ ผมจะมาสรุป 17 ข้อคิดในการใช้ชีวิตที่ผมได้จากการอ่านหนังสือ 16 เล่มในปี 2025:

  1. The One Thing
  2. The Almanack of Naval Ravikant
  3. Business Made Simple
  4. Marketing Made Simple
  5. How to Grow Your Small Business
  6. Hero on a Mission
  7. Suddenly Talented
  8. The Brain Audit
  9. Essentialism
  10. The Subtle Art of Not Giving a F*ck
  11. Limitless Expanded Edition
  12. Million Dollar Weekend
  13. The Company of One
  14. Writing Is Not Magic, It’s Design
  15. Write with AI
  16. The 5 Laws of Agency

โดยทั้ง 17 หัวข้อ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้:

  1. Life and death: ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
  2. Start: การเริ่มต้นชีวิต
  3. Upgrade: การพัฒนาตัวเอง
  4. Work and business: แนวคิดในการทำงานและทำธุรกิจ

ถ้าพร้อมแล้ว ไปเริ่มกันเลย


  1. 🧘 Group #1. Life & Death
    1. 🕊️ Lesson #1. Freedom
    2. 😶‍🌫️ Lesson #2. Should vs Want
    3. ⏳ Lesson #3. Time
    4. 🤬 Lesson #4. Limited F*ck to Give
    5. 🪦 Lesson #5. Death
  2. 🏁 Group #2. Start
    1. 😶‍🌫️ Lesson #6. Limiting Belief
    2. 👟 Lesson #7. Act
    3. 👆 Lesson #8. One Thing
    4. 🙅‍♂️ Lesson #9. Eliminate
  3. 🚀 Group #3. Upgrade
    1. 📖 Lesson #10. Read
    2. 🖋️ Lesson #11. Write
    3. 🦆 Lesson #12. Generalist
    4. 😖 Lesson #13. Fail
  4. ⚒️ Group #4. Business & Work
    1. 👔 Lesson #14. Business Should Be Fun
    2. 🛒 Lesson #15. Marketing Is About Relationship
    3. 🛍️ Lesson #16. Self as a Product
    4. 💰 Lesson #17. Money as a Life Goal
  5. 💪 Summary
  6. 😂 Too Long; Didn’t Read

🧘 Group #1. Life & Death

ข้อคิดในกลุ่มนี้พูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และประกอบด้วยข้อคิด 5 ข้อ ได้แก่:

  1. Freedom
  2. Should vs want
  3. Time
  4. Limited f*ck to give
  5. Death

.

🕊️ Lesson #1. Freedom

Everything can be taken from a man but one thing: the last of the human freedoms—to choose one’s attitude in any given set of circumstances, to choose one’s own way. — Viktor E. Frankl in Man’s Search for Meaning

Freedom ในการเลือกเป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ด้วยข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมและตัวเอง

เช่น เราอยากเที่ยวรอบโลก แต่ทำไม่ได้ เพราะมีเงินทุนไม่พอ

หรือเราอยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่มีความรู้มากพอ

แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดอะไร เพราะเรามี freedom อยู่ในตัวอยู่แล้ว ถ้าเราคิดที่จะเริ่มเปลี่ยน เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

.

😶‍🌫️ Lesson #2. Should vs Want

Tension is who you think you should be. Relaxation is who you are. — Buddhist saying, from Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

กิจกรรมในชีวิตแบ่งได้เป็น 2 ประเภท:

  1. Should: สิ่งที่สังคมหรือคนอื่นคาดหวังจากเรา
  2. Want: สิ่งที่เราต้องการทำด้วยตัวเอง

แม้ว่า should จะไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ถ้าเราให้เวลากับ should มากไป เราจะมีเวลาให้กับ want หรือทำตามความฝันความต้องการของตัวเองน้อยลง

เราควรจะ balance ให้ดีกว่า เวลาไหนเราจะใช้ไปกับ should และเวลาไหนที่เราจะใช้ไปกับ want

.

⏳ Lesson #3. Time

Time is money. — Benjamin Franklin

คำพูดที่เรามักได้ยินบ่อย ๆ คือ “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตจริง อย่างการที่เราใช้เวลา 8 ชั่วโมงในแต่ละวันแลกกับค่าตอบแทนทุก ๆ สิ้นเดือน

แต่จริง ๆ แล้ว เวลาเป็นมากกว่าเงิน เพราะในขณะที่เราหาเงินเพิ่มได้ เราหาเวลาเพิ่มไม่ได้

เราแต่ละคนมีเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ และเวลาของเราน้อยลงเรื่อย ๆ

เราจะต้องใช้เวลาที่อยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด

.

🤬 Lesson #4. Limited F*ck to Give

And in the short amount of time between here and there, you have a limited amount of f*ck to give. — Mark Manson in The Subtle Art of Not Giving a F*ck

เพราะเรามีเวลาจำกัด เราจะต้องเลือกว่า เราให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง

เราควรจะให้เวลาไปสิ่งที่สำคัญกับเรา และคอยดูไม่ให้สิ่งที่เรา don’t give a f*ck เข้ามาแย่งเวลาชีวิตเราไป

.

🪦 Lesson #5. Death

Were it not for the reality of death and our willingness to openly process it as a fact, we’d likely not cling to life at all. — Donald Miller in Hero on a Mission

ชีวิตของเราไม่มีความหมาย

แต่เพราะอย่างนั้น เราจะเติมความหมายอะไรให้ชีวิตก็ได้

วิธีการที่เราจะหาความหมายของชีวิตได้ คือ การมองไปยังปลายทางชีวิต และถามตัวเองว่า ถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว เราอยากจะทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง? เราอยากจะให้คนที่ยังอยู่จดจำเรายังไง? เพื่อนและครอบครัวของเราจะพูดถึงเรายังไงในงานศพของเรา?

เราอาจจะอยากทิ้งหนังสือไว้สักเล่ม หรือทิ้งเรื่องราวให้คนอื่นจดจำ คนที่ยังอยู่จะเล่าต่อ ๆ กันว่า เราเป็นคนขยัน คนฉลาด คนที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนที่ทุกคนรัก …

คำตอบที่เราให้กับตัวเอง คือ เป้าหมายที่เรามองหาในชีวิต


🏁 Group #2. Start

ข้อคิดในกลุ่มที่ 2 พูดถึงการเริ่มต้นใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ และประกอบด้วย 4 ข้อคิด ได้แก่:

  1. Limiting belief
  2. Act
  3. One thing
  4. Eliminate

.

😶‍🌫️ Lesson #6. Limiting Belief

Belief that you are limited might be holding you back from your biggest dreams as well—at least up until now. Jim Kwik in Limitless Expanded Edition

ในบางครั้ง สิ่งเดียวที่รั้งเราเอาไว้ไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง คือ ความคิดความเชื่อของเรา

ในบางครั้ง เราก็เป็นเหมือนช้างที่ยอมโดนล่ามไว้กับหมุดไม้เล็ก ๆ เพียงเพราะตอนเด็ก ๆ ที่ยังมีแรงไม่มากเรียนรู้ว่า ไม่สามารถดึงให้ตัวเองหลุดจากหมุดได้ และโตมายังไม่เคยลองให้รู้ว่า สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มได้จากการสำรวจความคิด หรือทดสอบความเชื่อ เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่เราทำได้และอะไรที่เราทำไม่ได้

และเมื่อลองแล้ว เราอาจจะแปลกใจว่า เราสามารถทำได้มากกว่าที่เราคิด

.

👟 Lesson #7. Act

Don’t be afraid to act. Be afraid of living a life that seems more like a resume than an adventure. — Noah Kagan in Million Dollar Weekend

ถ้าเราอยากจะทำอะไร สิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มลงมือทำ

เราไม่จำเป็นต้องพร้อม 100% เพื่อจะเริ่มทำอะไร

ถ้าเราอยากเปิดธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนหลักล้าน แต่เริ่มจากเปิด Facebook page เพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราสามารถทำได้ในทันที

แล้ว momentum ของการเริ่มต้นจะพาเราไปเอง

.

👆 Lesson #8. One Thing

The key is over time. Success is built sequentially. It’s one thing at a time. — Gary Keller & Jay Papasan in The One Thing

ข้อคิดนี้มาจากหนังสือ The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านจบในปีนี้ และจุดประกายให้อ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ตามมา

ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า ถ้าจะประสบความสำเร็จได้ เราจะทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

แต่จริง ๆ แล้ว เราแค่ต้องทำทีละอย่างที่ตอบโจทย์ปลายทางเท่านั้น

การทำแค่สิ่งเดียวแต่ตอบโจทย์เป็นเหมือนการล้ม domino เราสามารถล้ม domino ที่มีขนาดเท่าหอ Eiffel บ้านได้ด้วย domino แรกที่มีขนาดเล็กกว่านิ้วมือได้:

Adapted from The One Thing (with AI).

เราไม่จำเป็นต้องทำหลายอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมายของเรา

เราแค่ต้อง 1 สิ่งที่ตอบโจทย์เท่านั้น

.

🙅‍♂️ Lesson #9. Eliminate

There is tremendous freedom in learning that we can eliminate the nonessentials, that are no longer controlled by other people’s agenda, and that we get to choose. — Greg McKeown in Essentialism

เมื่อเราแค่ต้องโฟกัสอย่างเดียวเพื่อไปถึงเป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ คือ การกำจัดสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

ถ้าไม่กำจัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากชีวิต จะทำให้เราสูญเสียพลังงานที่เราต้องใช้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ เพราะทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน

ถ้าเราใช้เวลาไปกับการทำงาน เราจะมีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง ถ้าเราใช้เวลาไปกับการเที่ยว เราจะมีเวลาที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตน้อยลง

ในทางกลับกัน ถ้าเรา say no ให้กับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสำคัญกับชีวิตแล้ว เราจะมีพลังที่จะไปถึงเป้าหมายมากขึ้น และทำให้เราไปถึงฝั่งฝันได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น:

Adapted from Essentialism (with AI).

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือ say yes กับสิ่งที่ใช่ และ say no กับสิ่งที่ไม่ใช่


🚀 Group #3. Upgrade

ข้อคิดในกลุ่มที่ 3 พูดถึงแนวทางในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่:

  1. Read
  2. Write
  3. Generalist
  4. Fail

.

📖 Lesson #10. Read

One of the reasons I’ve amassed a large library of books over the years is because books are great go-to resource. — Gary Keller & Jay Papasan in The One Thing

หนังสือเป็นแหล่งความรู้ชั้นดี ซึ่งผมได้เห็นด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือทั้ง 16 เล่มในปีนี้ และดังนั้น เราควรจะอ่านหนังสือให้เยอะ เพราะการอ่านหมายถึงการได้เพิ่มความรู้ให้ตัวเองเรื่อย ๆ

ในเรื่องการอ่าน ผมชอบข้อคิด 4 ข้อนี้จาก The Almanack of Naval Ravikant:

  1. How to start reading: สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน ให้เริ่มอ่านจากสิ่งที่ตัวเองชอบ และอ่านจนกว่าจะชอบการอ่าน
  2. Be selective: เลือกอ่านในสิ่งที่ดี เพราะเราคือสิ่งที่เราอ่าน
  3. Start with basics: อ่านหนังสือที่ปูความคิดพื้นฐาน (เช่น เลขคณิต ฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์) เพราะต่อยอดให้เราทำความเข้าใจความที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
  4. Completion not required: ไม่จำเป็นต้องอ่านจบทั้งเล่ม เมื่ออ่านแล้วได้ความรู้ใหม่ ๆ เราสามารถสลับไปอ่านเล่มอื่นต่อได้

และ 3 เทคนิคการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพจาก Limitless Expanded Edition:

  1. No verbalisation: งดอ่านออกเสียงในหัว เพราะการออกเสียงจะทำให้เราอ่านได้ช้าลง
  2. Trace the passage: ใช้นิ้วไล่ตามข้อความที่อ่าน เพื่อช่วยให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่กำลังอ่าน
  3. Lumping: ฝึกอ่านหลาย ๆ คำพร้อมกัน เพื่อทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้น

.

🖋️ Lesson #11. Write

Writing helps you learn faster, generate insights, and deepen your ideas. — João Batalheiro Ferreira in Writing Is Not Magic, It’s Design

การเขียนไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือช่วยคิดอีกด้วย

การคิดและการเขียนเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกในบางครั้ง เพราะถ้าเราจะเขียนได้ดี เราจะต้องคิดเรียบเรียงให้ดีขึ้น แต่ในบางครั้ง เราจะคิดได้ดีก็ต่อเมื่อเราเขียนออกมาและได้เห็นความคิดของตัวเอง

เมื่อเป็นแบบนี้ การเขียนก็เป็นเหมือน extension ของการคิด และยิ่งเราเขียน เราก็จะยิ่งได้ฝึกพัฒนาความคิดของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

.

🦆 Lesson #12. Generalist

Imagine yourself with a magic lamp … This genie only has two options … Option 1: You can be a genius—a world-class genius. Option 2: You can get to “Doable Greatness.” You can be 7/10 in six, seven, or maybe ten different areas of your life … Genius would give you one option. — Sean D’Souza in Suddenly Talented

เราควรจะทำตัวให้เป็น generalist ที่อาจจะไม่เก่งสุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ทำได้หลายอย่าง มากกว่า specialist ที่เก่งด้านใดเก่งหนึ่ง

ข้อดีของการเป็น generalist มีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน ได้แก่:

  1. Adaptive: ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ่อยและไม่รู้ว่าทักษะไหนจะเป็นที่ต้องการในวันพรุ่งนี้ การมีทักษะหลาย ๆ อย่าง มากกว่าการเก่งด้านเดียว จะช่วยให้เราอยู่รอดได้มากกว่า
  2. Skill stacking: เราสามารถผสมความสามารถหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ถ้าเรามีความรู้ software engineering เราอาจจะออกแบบ software เป็นอย่างเดียว แต่ถ้าเรามีความรู้ software engineering + UX design + marketing เราจะสามารถออกแบบ software ที่คนอยากใช้และเป็นที่ต้องการของตลาดได้

การจะเป็น generalist ได้ เราแค่ต้องการพัฒนาทักษะให้ได้ 70–80% ซึ่งในระดับนี้ หลายคนก็อาจมองว่า เราเป็น talent ทั้ง ๆ ที่เราแค่ทำได้ดี (แต่ดีกว่าคนทั่วไป) เท่านั้น

.

😖 Lesson #13. Fail

The reason why we struggle to get skilled isn’t because we keep making mistakes. Instead, the opposite is true: We don’t make enough mistakes. — Sean D’Souza in Suddenly Talented

หลาย ๆ อย่าง เราเรียนรู้แต่หนังสือหรือห้องเรียนไม่ได้ แต่ได้จากลงมือทำและเรียนรู้ความผิดพลาด

ในบางครั้ง ถ้าเรายังผิดพลาดน้อย แสดงว่าเรายังเรียนรู้ไม่พอ

เราควรจะเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น

เราสามารถเรียนรู้ได้จากความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่น


⚒️ Group #4. Business & Work

กลุ่มสุดท้ายมีอยู่ 4 ข้อคิดซึ่งเกี่ยวกับการทำธุรกิจและการทำงาน:

  1. Business should be fun
  2. Marketing is about relationship
  3. Self as a product
  4. Money as a life goal

.

👔 Lesson #14. Business Should Be Fun

To me, creating businesses is play. I create businesses because it’s fun. — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

ถ้าทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดหรือน่าเบื่อ

นอกจากจะทำธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาและส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้กับโลก ธุรกิจควรเป็นพื้นที่ให้เราได้เล่น ได้ทดลอง ได้เรียนรู้ เป็นพื้นที่ให้เราได้เติบโต

.

🛒 Lesson #15. Marketing Is About Relationship

The key to marketing—and sales for that matter—is to invite the customer on a journey at the pace of a natural, healthy relationship. — Donald Miller in Marketing Made Simple

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียน marketing มาก่อนจนกระทั่งได้อ่านหนังสือ marketing อย่าง Marketing Made Simple และ How to Grow Your Small Business

ก่อนอ่านหนังสือ ผมมองว่า marketing เป็นการออกแบบกลยุทธ์จูงใจให้คนซื้อของ ซึ่งดูเป็นเรื่องซับซ้อน

แต่จริง ๆ แล้ว แก่นหลักของ marketing คือ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าแล้ว การซื้อของก็จะเป็นผลพลอยได้ตามมาเอง

.

🛍️ Lesson #16. Self as a Product

Value-driven professionals see themselves as an economic product on the open market … — Donald Miller in Business Made Simple

และ

Productize yourself — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

Asset ที่มีค่ามากที่สุด ไม่ใช่ทองหรือหุ้นที่เรามี แต่คือตัวเราเอง เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีความรู้ความสามารถ หรือความเป็นตัวตนของเรา

เราควรจะมองตัวเองเป็นเหมือน product ที่วางขายในตลาด นั่นคือ:

  1. Develop yourself: เราควรจะดูแลตัวเองให้ดี และคอยพัฒนาตัวเองให้ทันกับความต้องการของโลก เหมือนกับ product ที่มีการอัปเกรดใหม่ทุกปี
  2. Make yourself known: ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก เพราะไม่ว่า product จะดีขนาดไหน ก็อาจไม่มีคนซื้อถ้าไม่มีใครรู้จัก
  3. Deliver value: พยายามส่งมอบคุณค่าที่เกิดความคาดหมายให้กับคนอื่น เพื่อให้คนอื่นเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเรา

.

💰 Lesson #17. Money as a Life Goal

Money buys you freedom in the material world. It’s not going to make you happy … — Naval Ravikant in The Almanack of Naval Ravikant

เงินเป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางความสุขได้ เช่น แก้ปัญหาหนี้สิน หรือปัญหาปากท้องให้กับเรา แต่ไม่สามารถซื้อความสุขให้กับเราได้

เงินอาจไม่ใช่เป้าหมายปลายทางที่เรามองหา จริงอยู่ว่าเราอาจต้องการเงิน แต่เมื่อเราได้มาแล้ว เราอาจจะพบว่า ชีวิตยังขาดบางอย่างไป เราจะต้องหาให้เจอว่าสิ่งที่เรามองหาจริง ๆ แล้วคืออะไร


💪 Summary

ในบทความนี้ ผมสรุป 17 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ 16 เล่มที่อ่านในปีนี้:

Group #1. Life & death:

  1. Freedom: อิสระในการเลือกมีอยู่ในตัวเรา และเราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้
  2. Should vs want: เราควรจะ balance สิ่งที่คนอื่นคาดหวังกับสิ่งที่เราอยากทำ
  3. Time: เวลามีค่ามากกว่าเงิน และเราควรใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุด
  4. Limited f*ck to give: เราควรจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญ และป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่สำคัญเข้ามาแย่งเวลาของเราไป
  5. Death: ใช้ปลายทางของชีวิตเพื่อช่วยเราหาความหมายในชีวิต

Group #2. Start:

  1. Limiting belief: บางครั้ง สิ่งเดียวที่ขวางกันเรากับความฝัน คือ ความเชื่อ
  2. Act: ถ้าอยากทำอะไร แค่ต้องเริ่มลงมือทำ
  3. One thing: ทำแค่ 1 สิ่งที่ตอบโจทย์ ไม่ต้องทำทุกอย่าง
  4. Eliminate: say no กับสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ และ say yes กับสิ่งที่ใช่

Group #3. Upgrade:

  1. Read: อ่านให้เยอะ เลือกสิ่งที่อ่านให้ดี
  2. Write: ฝึกการคิดด้วยการเขียน
  3. Generalist: เป็นคนเก่งหลายด้านดีกว่าเก่งแค่ด้านเดียว
  4. Fail: เรียนรู้จากความผิดพลาด

Group #4. Business and work:

  1. Business should be fun: ธุรกิจควรเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้และเติบโตของเรา
  2. Marketing is about relationship: แก่นของ marketing เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ไม่ใช่การขายของ
  3. Self as a product: มองตัวเองให้เป็น product ที่วางขายบนตลาด—ค่อยพัฒนาตัวเอง ทำตัวให้เป็นที่รู้จัก และส่งมอบคุณค่าเกินความคาดหมายให้กับโลก
  4. Money as a life goal: เงินอาจไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตอย่างที่เราคิด

😂 Too Long; Didn’t Read

สำหรับคนที่ชอบอ่านสรุปหนังสือ สามารถอ่านสรุปหนังสือได้ตาม links ด้านล่าง:

Comments

Leave a comment